วาทะเซียนหุ้น วาทะเซียนหุ้น : ว่าด้วยการบริหารความเสี่ยงในการเล่นหุ้น

พอดีวันนี้กะจะอัพเดทหน้าต่าง Trading Wisdom ในเวบเสียหน่อย ผมนำเอาวาทะคำคมจากเซียนหุ้นหลายๆคนมาฝากกัน เรามาดูกันว่าบรรดาเซียนหุ้นระดับโลกอย่างนี้ เขามีทัศนะต่อการเล่นหุ้นและการควบคุมความเสี่ยงของพวกเขาอย่างไรกันบ้างดีกว่าครับ

Paul Tudor Jones

– ในการที่จะทำกำไรสะสมก้อนใหญ่ขึ้นมาได้นั้น คุณต้องเรียนรู้ที่จะขาดทุนสะสมทีละน้อยกว่านั้นมากๆ เมื่อคุณเล่นผิดทางให้ได้เสียก่อน

– ผลจากการซื้อขายสัญญาฝ้ายในครั้งนั้นคือจุดเปลี่ยนของชีวิตผม เพราะผมได้มาถึงในจุดที่ผมพูดกับตัวเองว่า “ไอ้โง่เอ๋ย ทำไมแกต้องเสี่ยงทุกอย่างที่แกมีในการซื้อขายเพียงแค่ครั้งเดียววะ? ทำไมแกไม่แสวงหาความสุขให้กับชีวิตแทนที่จะเป็นความเจ็บปวดเล่า

– ผมมักจะคิดถึงแต่เรื่องที่จะขาดทุนเท่าไหร่ มากกว่าจะได้กำไรเท่าไหร่อยู่เสมอ จงอย่าคิดแต่จะทำกำไร แต่จงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะปกป้องเงินทุนที่มีอยู่ให้ได้เสียก่อน

– ผมพูดอยู่เสมอว่าปรัชญาการลงทุนของผม คือการแบกรับความเสี่ยงอย่างบางเบา ผมจะมองหาโอกาสที่มีอัตราส่วนระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นอย่างสูงเท่านั้น คุณไม่ควรจะต้องเจ็บตัวจนเข้าเนื้อในการลงทุน นั่นหมายความว่ามันไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องเดิมพันอย่างมากมาย มันไม่มีเหตุผลที่คุณจะต้องแบกรับความเสี่ยงจนมากเกินไปเลยสักครั้ง เพราะคุณควรจะสามารถมองหาโอกาศที่มีอัตราส่วนระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ต่างกันอย่างมากได้ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณสามารถที่จะกระจายการลงทุนไปยังโอกาศเหล่านี้ โดยแบกรับความเจ็บปวดเพียงน้อยนิดพร้อมกับผลตอบแทนที่สูงที่สุดนั่นเอง

– คุณต้องรู้จักปรับสภาพ, วิวัฒนาการ, ต่อสู้ หรือไม่ก็ตายไปจากตลาดหุ้น

Larry Hite

– หากว่าคุณไม่จัดการกับความเสี่ยงอย่างจริงจัง มันจะจัดการคุณแทน

– พูดตามตรง ผมมองไม่เห็นตลาด ผมมองเห็นแต่ความเสี่ยง ผลตอบแทนและเงินของผม

– เราเล่นกับตลาดในมุมกลับ สิ่งแรกที่เราถามไม่ใช่ว่าเราจะสามารถทำกำไรได้เท่าไหร่ แต่เราจะเสียมากเท่าไหร่ต่างหาก เราเล่นเกมรับเสมอ

– ข้อดีที่สุดอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นก็คือ … มันไม่สนใจว่าคุณเป็นใคร ตลาดไม่สนใจว่าคุณจะผิวสีอะไร ตลาดไม่สนใจว่าคุณจะเตี้ยหรือสูง มันไม่เคยสนใจอะไรสักอย่างเดียว และไม่เคยสนใจว่าคุณจะอยู่หรือไปอีกด้วย

– ลักษณะของการเดิมพันนั้นมีอยู่สี่ประเภท นั่นก็คือ การเดิมพันที่ดี, การเดิมพันที่แย่, การเดิมพันที่คุณชนะ และการเดิมพันที่คุณแพ้ อย่างไรก็ตาม การชนะและได้กำไรจากการเดิมพันที่แย่ของคุณคือสิ่งที่อันตรายที่สุด เพราะความสำเร็จจากการเดิมพันลักษณะนี้จะผลักดันให้คุณกล้าเล่นในเดิมพันลักษณะนี้มากยิ่งขึ้นในอนาคต แน่นอนว่าคุณอาจขาดทุนจากการเดิมพันที่ดีไปก็ได้ แต่หากว่าคุณยังคงเลือกที่จะเล่นในการเดิมพันที่ดีต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆนั้น กฏของค่าเฉลี่ยจะคอยรับใช้เงินของคุณเอง

Marty Schwartz

– เมื่อไหร่ที่ผมเล่นชนะตลาด ผมจะพูดกับตัวเองว่า “ฝีมือตรูเอง แต่ถ้าผมแพ้ผมจะหนีออกมา เพราะผมต้องการที่จะปกป้องเงินของผมไว้ เพื่อที่จะเอาไว้ซื้อหุ้นในครั้งต่อไป

– คุณต้องเรียนรู้ที่จะตัดขาดทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำกำไรได้นั้น คือการไม่ปล่อยให้การขาดทุนของคุณมันบานเบอะออกไป

ขนาดการลงทุนในหุ้น

Bruce Kovner

– ไมเคิล มาร์คัส (สุดยอดเซียนหุ้นคนหนึ่ง) ได้สอนให้ผมรู้จักกับสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ : คุณต้องรู้จักยินดีที่จะทำผิดพลาดอยู่เป็นประจำ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ผิด ไมเคิลสอนผมเกี่ยวกับการตัดสินใจให้ดีที่สุด และผิดพลาด, ตัดสินใจให้ดีที่สุดอีกครั้ง และผิดพลาด และตัดสินใจให้ดีที่สุดเป็นครั้งที่สาม และทำกำไรของคุณสักหนึ่งเด้ง!

Randy Mckay

– เมื่อไหร่ที่ผมเจ็บตัวจากตลาด ผมจะหนีออกมา มันไม่สำคัญหรอกว่ามันจะซื้อขายกันอยู่ที่เท่าไหร่ ยังไงเสียผมก็จะหนีออกมา เพราะผมเชื่อว่าเมื่อไหร่ที่คุณเจ็บตัวในตลาด การตัดสินใจของคุณจะย่ำแย่กว่าตอนที่คุณสบายดีเป็นอย่างมาก และหากว่าคุณยังคงติดหนึบอยู่กับตลาดในขณะที่มันวิ่งสวนทางกับคุณ ไม่ช้าไม่นานมันก็จะพาคุณออกจากตลาดไปเอง

Tom Basso

– ผมคิดว่าจิตวิทยาการลงทุนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ตามมาด้วยการควบคุมความเสี่ยง และสิ่งที่สำคัญน้อยที่สุดก็คือคำถามที่ว่า คุณจะซื้อหรือขายตอนไหนเท่าไหร่ดี

Victor Sperandeo

– กุญแจสำคัญของความสำเร็จในการเก็งกำไรคือ “วินัยการลงทุน” เพราะหากว่าความฉลาดของคุณคือกุญแจสำคัญจริงๆ มันก็คงจะมีคนจำนวนมากที่สามารถจะทำกำไรจากการเล่นหุ้นได้อีกเยอะ ผมเข้าใจว่ามันฟังดูน่าเบื่อ แต่สิ่งเดียวที่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดซึ่งทำให้หลายๆคนหมดตัวจากการเล่นหุ้นก็คือ พวกเขาไม่ยอมตัดขาดทุนอย่างรวดเร็ว

William O’Neil

– ปรัชญาของผมก็คือ หุ้นทุกตัวนั้นแย่ มันไม่ใช่หุ้นที่ดีจนกว่ามันจะทำกำไรให้กับคุณ และหากว่ามันดันร่วงลงไปแทน คุณก็ควรที่จะตัดขาดทุนอย่างรวดเร็วเสีย

Monroe Trout

– จงมั่นใจก่อนว่าคุณมีความได้เปรียบ และจงรู้ให้ดีก่อนว่าความได้เปรียบของคุณคืออะไร

Tony Saliba

– ผมรู้ถึงความเสี่ยงของผมอยู่เป็นประจำ และผมก็ไม่จำเป็นต้องวิตกกับมันอีกต่อไป

Anonymous

– คำว่า TIPS หรือหุ้นเด็ด เป็นการย่อคำจากคำว่า “Trading Is Position Sizing” หรือการเก็งกำไรคือการบริหารเงินทุนต่างหาก

ใครที่สนใจอยากอ่านเพิ่มเติมมากกว่านี้ ลองไปอ่านซีรี่ส์หนังสือหุ้นชื่อ The Market Wizard ของ Jack Schwager ดูนะครับ อาจจะได้ไอเดียอะไรดีๆเพิ่มเติมอีกมายมาย เป็นหนังสือขึ้นหิ้งของผมเช่นกัน :D

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • Mod

    ใครมีประโยคดีๆก็ฝากกันไว้ได้นะครับ เดี๋ยวผมจะเอาลงไว้ :D

  • บอย (BOY)

    ผมไม่มีคำพูดเด็ดๆ มีแต่ประสบการณ์ ขาดทุนทีละน้อยๆ ดีกว่าขาดทุนครั้งใหญ่ครั้งเดียว
    และการขาดทุนเล็กๆ น้อยตอนก่อนขึ้นก็เสมือนการขัดวัชพืช ส่วนที่เหลือ จะเป็นกำไรก้อนใหญ่

    และการขาดทุนเล็กๆ น้อยๆ ตอนก่อนลง ก็เป็นการป้องกันกำไรที่ได้มาไม่ให้หมดไป

    ทำอะไรมันก็มีต้นทุนทั้งนั้นแหละ แต่อย่าให้ต้นทุนมากกว่า กำไรก็พอ

    • บอย

      แก้ไขคำผิด ตอนก่อนขึ้นก็เสมือนการขจัดวัชพืช

      • mod

        ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ส่วนตัว และแนวคิดที่นำมาแบ่งปันกันนะครับ :)

  • Yingyos

    ผมชอบ Jesse Livermore ครับ คมๆ ทั้งนั้น

    “It isn’t as important to buy as cheap as possible as it is to buy at the right time.”
    ซื้อให้ถูกจังหวะอย่างเดียวพอ

    “There is only one side of the market and it is not the bull side or the bear side, but the right side.”
    เมื่อผิดทางอย่ารอ ออกให้ไว

    • mod

      ของ livermore ผมชอบประโยคชี้ทางสว่างที่ว่า “เป้าหมายของนักเก็งกำไร คือการทำกำไร (โดยรวม) เมื่อคุณเล่นถูกทาง ให้ได้มากกว่าการขาดทุน (โดยรวม) เมื่อคุณเล่นผิดทาง” ครับผม :)

  • bank

    กด like ให้ TIPS = Trading Is Position Sizing ครับ

    • mod

      55 เสียดายที่ผมไม่รู้ว่าใครเขียน แต่แอบเห็นด้วยสุดๆเลยเหมือนกันครับ :D

  • boyles

    i love jing jing. money management is so important. thank you kub khun mod ^^

    • mod

      ช่ายครับ สำคัญจริงๆ ตั้งแต่รู้จักกับมันมา ทำให้เล่นหุ้นได้อย่างมีความสุขขึ้นมากๆเลยครับ :D

  • จานอส คิส

    ขอบคุณมากครับ
    หลักการจับผิดตัวเองนั้น อาจารย์ โซรอสเป็นคนแรกที่พูดถึงเรื่องนีครับ
    เรื่อง Fallibility ได้วิชานี้มาจากอาจารย์ที่ชื่อ Karl Popper
    ไม่พูดถึงอาจารย์ปู่ Popper เหมือนขาดอะไรไปอย่างครับ
    ผมอาจผิดนะครับ Popper เป็นคนยิว เรื่องการจับผิดตัวเองเป็นเรื่องที่เอาไว้จัดการับความยึดมั่นซึ่งคนยิวสอนกันให้อย่ายึดติดมาเป้นพันปีแล้วเหมือนกันครับ

    ขอบคุณสำหรับการรวบรวมครับ เล่ม Wizard ที่มี Steven Cohen ท่านมด ยังไม่ได้อ่านใชไหมครับ เล่มนี้ Ari Kiev สอนให้จินตาการถึงเหตุการณ์ต่างๆก่อนที่เราจะเทรดจริง ถ้าชอบเรื่อง fallibility พลาดไมได้ครับ ไม่อย่างน้น รู้แค่ผิว ไม่ลงลึกไปอีก ร้แค่ระดับความจำ ไม่ลงลึกไปในจิตใจ ทักษะ fallibility นั้นต้องฝึกอย่างหนัก ไม่ใช่จะมีได้ข้ามวันครับ
    ผมขอส่งเข้าประกวด

    “Invest first, investigate later”

    Soros

    ผมเคยลองใช้กับ MINT สร้างสมมุติฐานขั้นมา แล้ว Invest first, investigate later ลงทุนทีละน้อย คอยดูว่าสมมุติฐานของเราถุกหรือผิด บางทีก็สร้างสัมผัสขึ้นมา ขายก่อนแล้วค่อยซื้อ ถ้ามีคนรับมาก ผมถึงจะซื้อ
    คือ ซื้อไปแล้ว มีคนมารอซื้อต่อแน่ๆ การสร้างความรูสึกเกี่ยวตลาดขึ้นมานั้น ผมทำไม่บ่อยครับ
    ทำต่อเมื่อ ไม่แน่ใจเท่านั้น ถ้าอยากซื้อ ผมจะขายก่อน ถ้าอยากขาย ผมจะซื้อก่อน
    ที่สำคัญ ต้องแยกอารมณ์และความรูสีกของตนออกจากตลาดให้ได้
    ไม่ปล่อยให้ตันหาต่างๆ เข้ามาปน ไม่ปล่อยให้อัตตามาปะปนกับการตัดสินใจทางการลงทุนอย่างเด็ดขาด
    การที่ปราศจากอารมณ์ความรูสึกในการลงทุนนั้น ต้องอาสัยความมีวินัยอย่างมาก
    ต้องอาสัยความมั่นใจในตัวเองอย่างมากด้วยครับ
    อีกทั้งต้องเข้าใจว่าตลาดมีทั้งด้านที่มีเหตุผล และไม่มีเหตุผล
    และยังต้องยอมรับด้วยว่า เราไม่สามารถตัดสินใจได้ถุกต้องตลอดเวลา
    หากมีโอกาส ต้องฉกฉวยให้เต็มที่
    หากผิดพลาด ก็ยอมรับผิด สำคัญที่ต้องรูว่าเมื่อผิดแล้ว ต้องทำอย่างไรให้อยู่รอด

    แล้วนี่ละครับ …..

    กฎขอที่ 1 อย่าขาดทุน
    กฎข้อที่ 2 อย่าลืมกฎข้อที่ 1

    คำอธิบายที่อยู๋หลังกฎเหล่านี้เปนอย่างไร มันมีอะไรมากกว่านี้เยอะ
    นี่ต้องคิดถึง วอเรน บัฟเฟต
    เขาอธิบายว่าทำอย่างไร เอ้ยยยย ตัวเขาเองปีนี้ยังขาดทุนเลยนี่
    มีใครช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยนะครับ ว่าสิ่งที่พูดข้างบนนี้ ทำอย่างไร
    สำหรับผม ถ้าไม่อยากขาดทุน ก็ไม่ต้องลงทุน…55555

    ตอนเช้าไปตลาด ปิดจมุกกันหมด จะว่าไปจมุกคนไม่เคยลาพักเที่ยง จมุกไม่เคยลาพักร้อน จมุกไม่เคยลาหยุดเสาร์-อาทิตย์ ถ้ามันขอลาพักครี่งวัน ขาดลมหายใจเพียงครั้งเดียว เสร็จแน่….ไม่ว่าคนเราจะอาการหนักแค่ไหน มันไม่เคยหยุดทำงานเลย ร่างกายเราไม่เคยหยุด ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ถ้า “ขาด ทุน” มันมีตัวตน มันก็ทำหน้าที่ของมัน หน้าที่ทำให้คนขาดทุน เหมือนจมุกทำหน้าที่หายใจ เหมือนตำรวจทำหน้าที่จับคนทำผิด เพื่อนผมโดนจับเรื่องขับรถ โดนแล้วทำโกรธใส่เขา หาว่าเขามาจ้องจับมัน ผมบอกไปว่า นั่นอาชีพเขา เขามีอาชีพจับคนผิด ไปว่าเขาทำไม ”มรึงคิดว่า ตำรวจเขามายืนตีแบตกันข้างถนนหรือไง เขาจับคนชอบฝ่าไฟแดงอย่างมรึงนี่ละ ” นี่ถ้ายอมรับ ว่ามีคนคอยจับเราทำผิด เราจะได้ระวังกาย ใจ วาจา ของเราให้ดี จะได้ไม่ทำผิด

    ช่วงนี้ ไข้หวัดหมูระบาด

    กฎข้อที่ 1 อย่าหายใจ
    กฎข้อที่ 2 อย่าลืมกฎข้อที่ 1

    ไม่ต่างอะไรจากลงทุนแล้วไม่ขาดทุน
    มีชีวิตแล้วไม่หายใจ
    มีนักบุญก็มีคนบาป
    มีเกิดก็มีตาย
    มีคนสวยก็มีคนไม่สวย
    มีกำไรก็มีขาดทุน
    ทุกอย่างล้วนเปนเหรียญสองด้าน
    ทุกอย่างล้วนต้องเปรียบเทียบ
    ไม่มีสิ่งใดไม่ยึดมั่นกับสิ่งอื่น
    ท่านแยกมันออกจากกันได้อย่างไร!!!

    /O——-เหมือนที่ แรบไบโซรอส เข้าใจเรื่องต่างๆ
    |U ถ้าเขาเกิดในอินเดีย เขาอาจเปนพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งไปแล้ว
    / \

    ผมอยากรู้เรื่องพระพุทธเจ้า ผมไปคุยกับคนอินเดีย ว่าท่านพูดภาษาอะไร เพราะว่าท่านเปนคนอินเดีย อย่างน้อยก็รูว่า นิพพาน แปลว่าอะไร ผมอยากรู้ว่าสมัยก่อนใช้คำนี้หรือไม่ ถึงทราบว่าคำนี้เปนคำที่ความหมายทางลบในสมัยนั้น ซึ่งแปลว่า เป่าเทียนให้ดับ ในสมัยโน้น ใครได้ยินคำนี้ก้รูสึกหดหู่ ไม่ตื่นเต้นเหมือนคนสมัยนี้ ท่านตั้งใจใช้คำที่มีความหมายทางลบในการสอนลุกศิษย์หมดเลย เพื่อให้ไม่ต้องการให้มีความอยากเกิดขึ้น นี่นับว่าเปนความรูที่ได้จากคนอินเดีย ที่ปัจจุบันนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน ถ้ามีแรงปราถนาจะได้มาครอบครอง นี่ก้ไปไม่ถึง เรากพลิกไปว่า ต้องใช้คำที่มีความหมายไปทางลบในสมัยนี้ ก็คือว่า “ตาย” เรื่องนี้ผมมาตีความเอาไปใช้ดังนี้

    ตื่นมาผมก็บอกกับตัวเองว่า “วันนี้เปนวันดีที่จะตาย ทุก ๆ วันเปนวันดีที่จะตายของผม วันนี้แล้วซินะ จงทำวันนี้ให้ดีที่สุดของชีวิต” ผมคิดอย่งนั้นจริงๆ

    เหมือนกับคำว่า “อย่าขาดทุน”
    ตื่นมาผมก็นึกเลยว่า จะขาดทุนเท่าไหร่
    ผมยอมรับมันทุกวัน
    ” ทุก ๆ วันเปนวันดีที่ผมจะขาดทุน!”

    ผมมองไปที่วันนี้จะขาดทุนเท่าไร ผมยอมรับเรื่องนี้ แล้วสบายใจมากว่าเยอะ ไม่มีใครไม่ทำผิด อยู๋ที่ว่าเราผิดแล้ว เราจะแก้อย่างไรต่างหาก ไม่มีใครไม่ขาดทุน ขาดทุนแล้ส จะทำอย่างไรให้อยู่รอด คิดไปสองสามขั้น ข้างหน้า ไม่ใช่หนีการขาดทุน ขอโทษนะครับ พุดก็พูดเถอะครับ ผมเปนคนพุดตรง ปากกับใจตรงกัน ถ้าใจหมา ปากก็หมาด้วย 555555 ผมว่า กฎนี้ stupid มาก ๆ ถ้ายอมรับโดยไม่รูจักคิด

    อาชีพนักลงทุนประจำอย่างผม ผมว่ามันหิน….

    วันไหนพอร์ตติดลบ กลับบ้านมานั่งจมอยู่กับมัน ยอมรับมัน แก้ไขอย่างไร ผืดตรงไหน จำไว้อย่าผิดอีก มันเรื่องของใจล้วนๆ ถ้ามันง่าย ๆ คงเหนคนอื่นมาทำอาชีพนี้เปนงานประจำกันหมดแล้ว ตลาดปิดการเคลื่อนไหวไปแล้ว ใจมันยังเคลื่อนไหวอยู่เลย ถามตัวเอง ตัวเรานี่มีทฤษฎีการลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่มี “ทฤษฎีชีวิต” ที่ถุกแล้วหรือยัง นี่เราแสร้งวิเคราะห์ไปต่างๆ นา ๆ แม้แต่ตัวเองบางทียังเชื่อ ความสำเร็จที่ผ่านมา ไม่ทำให้ทฤษฎีที่เรามีมันน่าเชื่อถือได้หรอก ผมไม่เคยเชื่อว่าทุกอย่างมันจะไม่เปลี่ยนแปลง มันเปนฉากหนึ่งของชีวิตเราเท่านั้น สิ่งที่ผมทำคือดุดซับสถานการณ์ ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น เพ่งพินิจในสิ่งที่ทำ ปัญญามันเกิดตรงนั้นละ ช่วงหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย

    ผมคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อนัน
    “ถ้ามองว่าหุ้นดีให้ซื้อ ถ้าไม่กล้าซื้อ เลิก เล่นหุ้นไปเลยดีกว่า”

    นั่นเปนรากฐานของระบบทุนนิยม ระบบทุนนิยมล้วนตั้งอยู่บนความเชื่อ ตั้งอยู่ความศัทธาของคนในสังคมนั้นๆ ถ้าไม่เกิดความเชื่อ ไม่มีศัทธา ตลาดหุ้นไปหมด ธนาคารไปหมด เศรษฐกิจไปหมด ความเชื่อมั่นจึงมีความสำคัญต่อพฤติกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมาก อยู๋ในป่าทุนนิยม ต้องเชื่อระบบทุนนิยม เหมือนถ้าเข้าป่า ความเชื่อมั่นในตัวพรานนั้นสำคัญอย่างยิ่ง แต่อย่าลืมถามว่าเชื่อแล้ว ดีแบบไหน ดีจริง ดีปลอม ดีถูก ดีผิด ดีเล็ก ดีใหญ่ ดียาก ดีง่าย ดีแบบรูเท่าทันการณ์ หรือ ไม่ทันการณ์ ถ้าไม่ใช้ทรรศนะแบบป่านันมองให้ดี ดีของท่านอาจกลายเปนร้าย ถ้าไม่ใคร่ครวญให้ท่องแท้ อย่าลืมถามท่านให้ดีครับ สำหรับผมแล้ว ป่านันเปนนักลงทุนที่เก่งมาก พี่นันเหมือนพรานหุ้น และเปนพรานหุ้นที่เก่งมาก

    ….ช่วงเข้าป่า พรานสอนผม มีเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟังครับ

    พรานเดินไป คุยกันเพลินๆ ทำท่าโยนมีดใส่ผม เราก็ทำท่าหลบ ไม่รับ มีดสปาตามันยาวขนาดไหน ท่านพอนึกออก ทำท่าแต่ไม่โยนครับ เดินไปอีกสักพัก หันกลับมาคุยกับผม ทำท่าโยนมีดให้ผมรับอีก ผมก้ตั้งท่ารับ เพราะเหนมีดใส่ฝักแล้ว แต่ไม่โยนครับ เราก็ทำท่ารอ แต่เขาไม่โยนนะ เขาเหมือนกับวา จะโยนแต่ไม่โยน คือไม่ตั้งใจโยน พอเราเผลอ ๆ เอาอีก ทำท่าโยนอีก คราวนี้ ผมไม่ตั้งท่ารับอีกแล้ว เพราะรู้แล้วว่า เขาไม่โยน พอผมไม่ทำท่ารับ พรานจึงหัวเราะออกมา ผมถามว่าทำไมพรานหัวเราะละ พรานบอกว่า เหนท่านไม่รับผมจึงหัวเราะ พรานจึงบอกว่า ทำอย่างนั้นไมได้ ถ้าอยู่ในป่า อย่าประมาทเด้ดขาด ถ้าท่านเชื่อว่า ผมไม่โยนแน่ๆ จึงไม่รับ ถ้าผมโยนจริง ๆ ละ ท่านเสร็จเลย

    มีดข้างบน ไม่ต่างอะไรจาก สมมุติฐานที่ว่า “อย่าขาดทุน” วันไหนท่านเลิกสงสัยในกฎข้อนี้ ไม่ยื่นแขนมารอรับแล้ว…….ท่านมีโอกาสหลงป่าทุนนิยมแน่ๆ !

    • mod

      ขอบคุณมากครับ แวะมาแต่ละทีนี่มีแต่ข้อคิดดีๆมากเลยครับ ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ แต่แปลกตรงที่ผมติดใจก็คือปรัชญาการใช้ชีวิตเนี่ยแหละครับ อ่านสนุก ผมยิ้มตลอดเลยครับ ขอบคุณมากๆนะครับ อยากให้เขียนให้อ่านบ่อยๆ อิอิ :D

      “ถ้าอยากซื้อ ผมจะขายก่อน ถ้าอยากขาย ผมจะซื้อก่อน”
      คิดถึงตอนที่ Deacon White ที่ livermore เล่าไว้ในหนังสือ Reminiscence of stock operator เลยครับ Test the market! :D

      เรื่องพระพุทธเจ้าของคนอินเดียเป็นเกร็ดความรู้ที่ดีมากเลยครับ เชื่อว่าหลายๆคนคงยังไม่เคยรู้แน่ๆ ขอบคุณที่เล่าให้ฟังครับ ทุกวันนี้ผมก็พยายามคิดอยู่ตลอดเวลาเช่นกันว่า ตรูจะเสียตังค์อีกเท่าไหร่ คิดว่าปีนี้จะเสียเท่าไหร่ดี หรือจะเสียครั้งละเท่าไหร่ คิดจนคิดว่าเสียไปเรียบร้อยแล้ว แต่เดี๋ยวคงจะได้ค่อยๆทยอยจ่าย ถ้าตลาดลดหนี้ให้ก็ถือว่าโชคดีขึ้นมาอีกหน่อย ทุกวันนี้ก็มองว่าการขาดทุนเป็นเหมือนตั๋วหุ้น ราคาก็แพงตามที่เราคำนวนความเสี่ยงเอาไว้คร่าวๆ แต่ต้องจ่ายเพื่อซื้อโอกาส ถ้าไม่จ่ายก็อดเป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์ดีๆซักเรื่องเหมือนกัน ถึงแม้หนังแย่ๆอาจจะมีเต็มโรงเลยก็ได้ 55

      สำหรับเรื่องการยอมการขาดทุน เชื่อว่าหลายๆคนที่อ่านน่าจะฉุกคิดอะไรขึ้นได้บ้างแน่ๆ ตัวผมเองมองว่าการยอมรับความจริงโดยไม่หลอกตัวเองในตลาดหุ้นเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ถ้าภัยมาแล้วเอาหัวจุ่มดินล่ะก็ถึงจะโชคดีในบางครั้ง แต่ความตายต้องมาถึงสักวันแน่ๆ

      สุดท้ายนี้ขอบคุณสำหรับเรื่องราวของชีวิตนักเก็งกำไรมืออาชีพอย่างพี่ ที่นำมาเล่าให้ฟังกันด้วยครับ มีแง่คิดดีมากๆเลยครับ :D

  • RIT

    ขอบคุณ สำหรับบทความดีๆครับ

    • mod

      ยินดีครับผม ขอบคุณที่เมนท์มานะครับ

  • party

    เป็นประโยคที่ผมชอบมาก และพยายามจะทำให้ได้มากที่สุด

    อยู่ให้รอดก่อน แล้ว ค่อยทำกำไร

    cut loss shot and let profit run

    • mod

      Soros แกตรงประเด็นดีจริงๆ :D

  • Joe

    เป็นกำลังใจจริงๆ เริ่มเห็นทางแล้ว(ปรับทัศนคติ) ในการลงทุน
    ขอบคุณผู้รวบรวมครับ

  • A

    ดีทั้งบทความและความเห็นของนักลงทุนมืออาชีพจริงๆ ขอบคุณครับ

  • winnny

    ขอบคุณทุกคนที่ร่วมให้ความรู้กับผู้น้อยด้อยความรู้ บทความดีๆ ทั้งนั้น

  • mod

    ดีใจที่ทุกคนชอบนะครับ ไว้วันหลังจะหาของดีๆมาให้อ่านต่อกันครับ :D

  • chotima

    ขอบคุณคะ อ่านแล้วขออนุญาต Memory ไว้นะคะ

    • Mod

      ยินดีครับ :D

  • absent

    ขอเพิ่มของ Dr. Van K Tharp

    People who trade with that little preparation will have the same kind of result that an off-the-street brain surgeon might have; the patient dies. In the case of the off-street-trader; your account dies.

    คนที่ลงทุนโดยมีการเตรียมตัวไม่เพียงพอ จะเจอบทสรุปแบบเดียวกับกับ “หมอเถื่อน” ที่ทำการผ่าตัดสมอง นั่นคือ “คนไข้ตาย” เช่นเดียวกัน หากคุณเป็น “นักลงทุนเถื่อน” ผลก็คือ “เจ๊ง” นั่นเอง

    • Mod

      ขอบคุณมากครับ :D

  • ning

    This is one from my big mistake,Don’t believe until you closed it.
    เกิดจากความผันผวนตลาดที่คิดว่าแน่กลับกลายเป็นแย่ อย่ามั่นใจเกินไปตราบใดมันยังไม่สิ้นสุดลง
    ผลอาจมีพลิกลอคได้เสมอ อยู่กับวันนี้ให้ได้ก่อนอย่าพึ่งเพ้อไปไกลถึงพรุ่งนี้
    ปล คุณมีความรู้ความเชี่ยวชาญดีทุกอย่างแต่มันจะไม่เกิดประโยชน์อันใดถ้าคุณไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง ลงมือทำอาจมีผิดพลาดบางแต่คุณจะได้รับความรู้อันวิเศษสุดจากมัน เวลาเราสุขไม่ค่อยได้คิด แต่เวลาเราทุกข์ในเองจะมีหลายๆอย่างมาให้คิด ยิ่งเขียนยิ่งมัน ไม่รู้คนอื่นจะเข้าใจหรือเปล่า อิอิ เหตุเกิดจากอารมณ์พาไป 555

  • Pingback: money and risk management ของเซียนหุ้น มาดูแนวคิดกัน | BIG MOVE CLUB()