ผมเองมักที่จะพบว่าคนส่วนใหญ่นั้นยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับความสำคัญของ Money management กับการเล่นหุ้นอยู่พอสมควร ซึ่งทัศนคติเหล่านี้กลายเป็นตัวกีดกันที่ทำให้หลายๆคนไม่ยอมสนใจที่จะเรียนรู้มัน โดยมักมีทัศนคติอยู่ 2 ข้อใหญ่เกี่ยวกับ Money Management ก็คือ

1. Money Management มีไว้สำหรับรายใหญ่

2. Money Management ไม่จำเป็นหากว่าเรามีระบบการลงทุนที่ดีอยู่แล้ว

และต่อไปนี้คือหลักฐานโต้แย้งที่ผมได้ทำการทดลองออกมาครับ

Money Management มีไว้สำหรับรายใหญ่เพียงอย่างเดียวจริงๆหรือ?

imageimage

สิ่งที่คุณเห็นอยู่ในภาพข้างบนนั้น กราฟแรกคือผลกำไรสุทธิของระบบ Turtle system 2 โดยไล่จากการกำหนดขนาดการลงทุนหรือ Position Size ในแต่ละครั้งมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ 5%, 10%, 15% ไปเรื่อยๆจนถึง 100% ของพอร์ทโฟลิโอในแต่ละครัง ส่วนด้านขวาคือกราฟที่แสดงให้เห็น Maximum system % drawdown ของระบบที่เริ่มต้นด้วยเงิน 1,000,000 บาทซึ่งจบลงประมาณ 60,000,000 ล้านบาทภายในเวลา 20 ปี (สำหรับขนาดการลงทุนที่ 5% ของ Portfolio ต่อครั้ง)

imageimage

ส่วนภาพด้านล่างที่คุณเห็นอยู่นี้คือระบบเดียวกันที่ทำการทดสอบด้วยเงื่อนไขเดียวกัน ต่างกันตรงที่มันเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 50,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินขั้นต่ำที่สุดในการเปิดบัญชีเล่นหุ้นเท่านั้น

คุณจะสังเกตุได้ว่า Shape และลักษณะของผลจากการทบสอบที่ได้ออกมานั้นแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ซึ่งในทางกลับกันแล้วหากเรามองลึกลงไป เงินทุนที่น้อยกว่ากลับจะส่งผลให้ผลตอบแทนทบต้นกลับสูงขึ้นกว่าเดิมเสียด้วย

สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ? มันก็คือหลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อที่ว่า “Money Management มีไว้สำหรับรายใหญ่” นั้นไม่เป็นจริง (อย่างน้อยก็กับระบบๆนี้) ดังนั้นแล้วยิ่งคุณมี Portfolio ขนาดเล็กเท่าไหร่คุณก็ควรที่จะยิ่งต้องสนใจมัน เพื่อให้ผลการลงทุนของคุณดีมากขึ้นที่สุดต่างหากนั่นเอง

Money Management ไม่จำเป็นหากว่าเรามีระบบการลงทุนที่ดีอยู่แล้วจริงๆหรือ?

เพื่อให้เกิดความกังขาน้อยที่สุด ผมจึงหยิบระบบการลงทุนของ William O’Neil ต้นตำหรับเจ้าพ่อ CANSLIM มาใช้ โดยดึงเอาเฉพาะส่วนของ Technical analysis ของระบบมาใช้ทดสอบ โดยมีเงื่อนไขข้างต้นเหมือนกับการทดสอบระบบ Turtle system 2 ทุกประการ

image

ระบบการลงทุนนี้จะทำการซื้อเมื่อหุ้นผ่านแนวต้าน 260 วันขึ้นไป และจะทำการขายออกเมื่อหุ้นหลุดเส้น EMA 50 วันของมันลงมานั่นเอง ระบบนี้เป็นระบบที่ดีระบบหนึ่ง และยังให้ผลการลงทุน Equity curve ที่ค่อนข้างเป็นกราฟแทยงขวาไปเรื่อยๆอย่างสม่ำเสมออีกด้วย โดยผลจากการทดสอบนั้นมันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นอยู่ที่ราวๆ 20%+- หากว่าคุณใช้ขนาดการลงทุนที่เหมาะสมกับมัน

อย่างไรก็ตามเมื่อขนาดของการลงทุนหรือ Position Size ที่คุณใช้นั้นเปลี่ยนไป ผลการลงทุนของมันก็จะเริ่มมีความแตกต่างกันออกไปเรื่อยๆดังภาพด้านล่างนี้

image

คุณจะเห็นได้ว่าไม่ว่ามันจะเป็นระบบที่ดีเพียงใด แต่เมื่อระดับของขนาด Position Size นั้นมีความมากขึ้นเรื่อยๆ ผลการลงทุน (CAR) จะเริ่มแกว่งและลดลงไปเรื่อยๆจนขาดทุนในที่สุดเมื่อขนาดการลงทุนในแต่ละครั้งใหญ่เกินกว่า 70% ของ Portfolio อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปก็คือ Max system % drawdown ที่เกิดขึ้น (ซึ่งเป็นคำตอบว่าทำไมการเดิมพันที่หนักเกินไปจึงทำให้เกิดการขาดทุนในระยะยาว)

อย่างน้อยที่สุดแล้วเราก็สามารถที่จะพอเห็นได้ว่า ระบบการลงทุนง่ายๆ (แต่มีประสิทธิภาพ) ชนิดนี้นั้นก็ยังทนทานต่อผลกระทบจากขนาดของ Position Size ที่มากเกินไปไม่ไหว คุณจึงไม่ควรที่จะละเลยการใช Money Management ไปไม่ว่าคุณจะมั่นใจในระบบการลงทุนของคุณมากแค่ไหนก็ตามนั่นเอง

สำหรับวันนี้จบเพียงเท่านี้ก่อน โปรดติดตามตอนต่อไปครับ Open-mouthed smile

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • jumb1101

    คุณมดมีได้เคยลองเทรดคอมโมดิตี้  เคอเรนซี่ หรือ ทีเฟค บ้างรึเปล่าครับ ?
    จากที่ผมได้ศึกษาในบล็อคของคุณมดมานานพอควร เห็นว่าคุณมดไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านฟันดาเมนทอลเท่าไหร่ ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่าว่า แบบนี้เทรดตลาดไหน  ๆ ก็ไม่ต่างกัน (จะต่างกันบ้างก็เรื่องสภาพคล่องและ เลเวอร์เรจ)
    ถ้าเคยแล้ว ทำไมถึงเน้นที่ตลาดหุ้นล่ะครับ อยากทราบเหตุผลน่ะครับ ขอบคุณครับ :D

  • http://mangmaoclub.com Mod

    @66072eab2895373a7bae31e85d300ea6:disqus ตัวผมเองไม่ได้เล่นตลาดอื่นครับ เล่นแต่ตลาดหุ้นเป็นหลัง คิดว่าจริงๆเพียงพอแล้วสำหรับการทำกำไร
    ส่วนเรื่องทำไมไม่ค่อยใช้ข้อมูล fundamental บ้าง คงเป็นเรื่องของแนวที่เหมาะสมกับตัวเองทางมากกว่า ผมเองชอบและถนัดการใช้ระบบมากกว่าครับ :D  

  • Chotima

    ขอบคุณมากค่ะ เห็นภาพชัดเจน

  • jumb1101

    อีกคำถามครับคุณมด ผมเห็นตัวแปรที่ใช้คือ price อย่างเดียวน่ะครับ คุณมดไม่ได้ให้ความสำคัญกับ volumn ใช่มั๊ยครับ หรือว่าคุณมดเคยลองเทสต์ดูแล้วมันไม่ได้ให้ผลที่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญรึเปล่าครับ ก็เลยใช้แค่ price ตัวเดียว ?

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @66072eab2895373a7bae31e85d300ea6:disqus พอดี idea ของการ present ชิ้นนี้ผมพยายามจับสิ่งต่างๆให้มันง่ายที่สุด เพื่ออธิบายผลของ MM น่ะครับ ส่วนเรื่องของ Volume ผมให้ความสำคัญเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ไป manipulate มันมากมายอะไรครับ ถามว่ามีผลกับการเลือกหุ้นเพิ่มขึ้นมั้ย ต้องบอกว่ามีบ้าง แต่ไม่ถึงกับขาดไม่ได้ครับ จริงๆแล้วถ้าไอเดีย หรือโครงสร้างของระบบมัน work อยู่แล้ว มันมัก standalone ได้ด้วยตัวมันเองครับ :D

  • http://twitter.com/neo_potato_Th Bavorn Hongsrichinda

    ถ้าใช้fixed fraction bet ในlong termจะให้ผลดีกว่าใช่มั้ยครับ-.-?

  • คิดว่าใช่ครับ ในระยะยาวแล้ว fixed-fraction system จะโตแบบ expotentially ในขณะที่ fixed-bet system จะโตแบบ linearly

    แต่ก็แลกมาด้วย max DD ที่มากขึ้น

  • http://mangmaoclub.com Mod

    @1850f1f381abd65d20b0c50098a396c8:[email protected]:[email protected]ครับ ขอบคุณมากครับคุณ … :D

  • Take1515

    เรียนคุณมดและผู้อ่านท่านอื่นที่นับถือรบกวนช่วยตอบหลายๆท่านนะครับ

    ขอถามคำถามพื้นๆครับ

    1.หมายความว่าควรใช้เงิน5%ในการลงทุนแต่ละครั้งที่เหลือ95%ไว้เติมเมื่อขาดทุนใช่ไหมครับ
    2.“คุณจะเห็นได้ว่าไม่ว่ามันจะเป็นระบบที่ดีเพียงใด
    แต่เมื่อระดับของขนาด Position Size นั้นมีความมากขึ้นเรื่อยๆ
    ผลการลงทุน (CAR) จะเริ่มแกว่งและลดลงไปเรื่อยๆจนขาดทุนในที่สุดเมื่อขนาดการลงทุนในแต่ละครั้งใหญ่เกินกว่า
    70% ของ Portfolio”

    แล้วทำไมเซียนหุ้นเท่าที่จำได้เช่นคุณyoyo คุณhong
    คุณหมอบำรุง
    ฯลฯก้ใช้marginครับ

    ขอบคุณครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @00d293e4b9644a32b75f80eeced10082:disqus เดี๋ยวไล่ตอบเป็นข้อๆไปนะครับ
      1. ไม่ใช่ครับ กรณีที่ทดสอบไป เราจะใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Anti-Martingale ครับ โดยจะเดิมพันเพิ่มขึ้นเมื่อพอร์ทโตขึ้นและเดิมพันน้อยลงเมื่อพอร์ทเล็กลงครับ ดังนั้นการ Bet ทีละ 5% ก็คือ เราจะเข้าซื้อทีละ 5% ของ ?Total Equity ที่มีอยู่ในขณะนั้น หากว่าหุ้นตกลงมาและโดน Stop เราจะขายทิ้งทันที แต่หากหุ้นวิ่งขึ้นไปเกิดกำไรขึ้น และเกิดสัญญาณซื้อเข้ามาอีกที เราจะทำการซื้อเพิ่มครับ (Average up อย่างเดียว ไม่มี Average down ครับ)

      2. การใช้ Margin ไม่ได้เป็นสิ่งที่เสียหายหรือันตรายจนเกินไป หากว่าคุณรู้จักควบคุมความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมแล้วครับ เพราะการใช้ Margin เป็นดาบสองคม แน่นอนว่ามันทำให้กำไรเราเพิ่มขึ้น แต่ก็จะทำให้เกิด Drawdown ที่มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ควรจะ match กับ personality ของผู้ใช้ระบบแต่ละคน ว่าจะสามารถทน Drawdown ที่จะเกิดขึ้นได้มากแค่ไหนครับ ไม่อย่างนั้นต่อให้ระบบเราดีแค่ไหน แต่เราใช้ไม่ได้ก็เละเทะอยู่ดีครับ :D

      ลองดูจากในภาพด้านล่างที่ผมลองเอาระบบการลงทุนแบบ Trend Following แบบหนึ่งมาลองปรับในส่วนของการใช้ Leverage ของพอร์ท ผลที่ออกมาคือผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นภายใน 20 ปี จะพบว่าถึงแม้ว่า CAR จะเพิ่มขึ้น แต่ Max DD. ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันครับ

      • Take1515

        ขอบคุณมากๆครับ

  • giftzla

    ชอบบทความนี้คะ รู้สึกว่าอ่านแล้วพอเข้าใจ

  • จาตุรนต์ จรรยา

    ขอบคุณครับ

  • anurak

    แวะมาเติมความรู้ ขอบคุณมากคับ พี่มด เห็นภาพชัดเจนเลยคับ