บทสัมภาษณ์พิเศษ Mark Douglas ทัศนคติแห่งการเก็งกำไร (ตอนที่ 4)

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

Mark douglas ในที่สุดก็มาถึงตอนสุดท้ายของบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ครับ และเป็นตอนที่มีแง่คิดที่ดีหลายๆอย่างในการฝึกฝนและพัฒนาฝีมือในการเล่นหุ้นของพวกเราทุกคนครับ ต้องขอขอบคุณที่ยังติดตามอ่านอยู่เรื่อยๆนะครับ เพราะมันทำให้ผมมีแรงที่จะแปลลงมาเก็บไว้ในนี้มากๆครับ เข้ามาอ่านกันต่อเลยครับ

Q: ความกลัวที่อยู่ในตัวของเรานั้น ทำให้เกิดพฤติกรรมการเล่นหุ้น ที่ไม่เหมาะสมขึ้นมาใช่ไหมครับ?

A: หากผมกระทำสิ่งใดๆ ด้วยความกลัวที่จะผิดพลาดแล้วล่ะก็ ความกลัวของผมจะเริ่มเข้ามาบดบังวิสัยทัศน์ของผมไป และจะทำให้ผมมัวแต่จดจ่ออยู่กับข้อมูลที่เกิดขึ้น ในทางเดียวกับที่ผมคาดหวังเอาไว้ เพื่อยืนยันว่าผมนั้นทำถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้นมันจะบดบังการรับรู้ข้อมูลที่แสดงให้ผมนั้นรู้ว่า ผมกำลังทำสิ่งที่ผิดไปครับ

การที่ผมจะรู้สึกอย่างนั้นก็เพราะว่า การยอมรับว่าผมทำผิดพลาดไปนั้น จะส่งผลกระทบให้ผมรู้สึกถึงความเจ็บปวด จากความผิดพลาดที่ยังติดค้างอยู่ในใจจากครั้งที่ผ่านๆมา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมความกลัวจึงมักทำให้เราตกอยู่ในการลงทุนที่ผิดพลาดนานเกินไปครับ

Q: แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นล่ะครับ?

หลังจากนั้นความกลัวอีกอย่างก็จะโผล่ขึ้นมา เพราะในทุกๆช่วงราคาที่ตลาดร่วงลงไปนั้น ผมจะเริ่มรู้สึกกลัวที่จะสูญเสียเงินทุนของผมไปครับ แต่จนกว่าที่ความกลัวที่จะขาดทุนของผม จะมากกว่าความกลัวที่จะยอมรับความผิดพลาด ผมก็จะยังไม่ตัดขาดทุนออกมาครับ ซึ่งหลังจากที่ทุกอย่างจบลงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเช่น ผมอาจกลับไปดูกราฟราคา หลังจากที่ผมได้ขายมันออกมา และถามตัวเองว่า “ทั้งๆที่ตลาดกลายเป็นขาลงแล้ว แต่ทำไมเราไม่ขายมันออกมา หรือขายShortซะ!”

 

Q:ซึ่งนั่นจะทำให้คุณเสียโอกาสไป?

A: แน่นอนครับ การที่คุณนั้นไม่สามารถที่จะมองเห็นถึงโอกาสที่จะขายShortนั้นก็เพราะว่า ความกลัวของคุณได้บดบังการรับรู้ของคุณไปครับ ดังนั้น ความกลัวของคุณนี่เอง ที่จะเป็นตัวการขัดขวางการกระทำที่เหมาะสมของคุณครับ

 

Q: และนี่เป็นที่มาว่า ทำไมในหนังสือของคุณจึงได้บอกเอาไว้ว่า นักเล่นหุ้นทุกคนจะได้รับในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาควรได้รับมันใช่ไหมครับ?

A: อย่างไรก็ตาม ความกลัวนั้นไม่ใช่ตัวการเพียงอย่างเดียว ที่จะทำให้คุณทำสิ่งผิดลงไป จนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอขึ้นมาได้ มันมีองค์ประกอบย่อยๆ อีกหลายๆอย่างที่จะทำให้คุณทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไป ซึ่งมาจากการยอมรับคุณค่าในตัวคุณของเองครับ

 

Q: หมายความว่าอย่างไรครับ?

A: มันหมายความว่า คุณต้องรู้สึกว่าคุณสมควรจะได้รับกำไรที่เกิดขึ้นด้วย หากคุณไม่รู้สึกอย่างเช่นนี้ล่ะก็ คุณก็จะทำสิ่งที่ผิดพลาดขึ้นมาอีกเช่นกัน ซึ่งจะขัดขวางการทำกำไรของคุณนั่นเอง

 

Q: ถึงแม้ว่าเราจะรู้ถึงวิธีการเล่นหุ้น และมีความเชื่อมั่นในระบบของเรางั้นหรือ?

A: ถึงแม้ว่านักเล่นหุ้นทุกคนนั้น สามารถที่จะเรียนรู้วิธีการ ปรับเปลี่ยนกระบวนการรับรู้ของพวกเขา เพื่อที่จะสามารถเล่นหุ้นภายใต้สภาวะจิตใจที่ไร้ความกังวล หรือความกลัว แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่มีอคติ แต่พวกเขาก็ยังสามารถมีปัญหาจากการ ไม่ยอมรับคุณค่าในตัวของพวกเขาเองได้อยู่ครับ

 

Q: ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับคุณค่าในตัวเองแล้ว พวกเขาก็อาจจะทำลายตัวของเขาเองได้ใช่ไหม?

A: ถูกต้องครับ นักเล่นหุ้นทุกคนควรที่จะพยายามฝึกฝนให้ตัวของพวกเขาเอง สามารถสังเกตเห็นถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเช่นนี้ได้ ทั้งก่อนหน้า หรือในขณะที่มันกำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่หลังจากที่มันเกิดขึ้นจนจบลงไปแล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ในขณะที่คุณต้องการที่จะเข้าซื้อหุ้น แต่คุณกลับบอกให้มาร์เก็ตติ้งของคุณขายมันแทน คุณกลับทำตรงกันข้าม! ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญครับ

 

Q: อยากได้อย่างนี้ แต่กลับทำอีกอย่างใช่ไหม?

A: นักเล่นหุ้นส่วนมากมักคิดว่ามันเป็นความบังเอิญ แต่มันไม่ใช่ครับ! พวกมันเป็นปัญหาที่เกิดจากการยอมรับคุณค่าในตัวคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น หากคุณลองเขียนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของคุณ และลองนึกและเขียนประสบการณ์ที่ทำให้คุณเกิดการประเมินค่าของตัวคุณเองในทางบวก โดยมันทำให้คุณรู้สึกว่า “ใช่แล้วฉันสมควรได้รับมัน, ฉันสมควรได้รับความสำเร็จ ฉันสมควรได้รับเงินก้อนนี้ ฉันสมควรมีความสุข” ขึ้นมาสิครับ

 

Q: โอเค.. แล้วยังไงต่อครับ?

A: หลังจากนั้นให้คุณลองเขียนถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่ทำให้คุณประเมินคุณค่าตนเองออกมาในทางลบดู ซึ่งเมื่อใครบางคนพูดกับคุณว่า “คุณสมควรได้รับสิ่งแย่ๆ” หรือ “คุณสมควรเจอกับสิ่งที่คุณไม่ต้องการ” สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกๆครั้งที่คุณรู้สึกเจ็บปวด จิตใจของคุณสามารถทำให้คำพูดแย่ๆเหล่านั้น หลอมรวมเข้ากับความเจ็บปวดที่คุณได้รับอย่างง่ายดายครับ (เสีย Self) หลังจากนั้น มันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คุณ ประเมินคุณค่าของตนเองในทางลบ โดยที่คุณจะเริ่มคิดว่าคุณสมควรได้รับสิ่งแย่ๆเหล่านั้น

 

Q: นั่นทำให้เรา เริ่มชอบโทษตัวเอง?

A: ใช่แล้ว และหากคุณนำประสบการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกในทางบวก มาหักลบกับประสบการณ์ทางลบ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือค่าสุทธิของการประเมินคุณค่าของตัวคุณเอง ซึ่งอาจเป็นบวก หรือเป็นลบก็ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณเป็นคนมีความคิดในแง่บวก หรือกลายเป็นคนมีความคิดในแง่ลบขึ้นมา โดยหากคุณมีพลังทางลบที่มากกว่า นั่นจะทำให้มันยากเหลือเกิน ที่คุณจะสามารถทำกำไรในการเล่นหุ้นได้ครับ

ซึ่งผมไม่ได้หมายความว่า คุณจะไม่สามารถทำกำไรได้เลย เพราะมันยังมีหนทางที่จะช่วยชดเชยสิ่งเหล่านี้ได้อยู่ครับ แต่นั่นจะเป็นสิ่งที่นอกเหนือไปจากขอบเขตของการสัมภาษณ์นี้ครับ

 

Q: ผมอยากให้คุณช่วยบอกแผนการอย่างคร่าวๆ ในการพัฒนาตนเองเพื่อความสำเร็จในการเล่นหุ้นหน่อยครับ

A: ได้ครับ ผมคิดว่าพัฒนาการของนักเล่นหุ้นนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงใหญ่ๆครับ โดยแผนการที่ผมจะแนะนำนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยู่ในกลุ่ม หรือช่วงใหนของพัฒนาการด้วยครับ

 

Q: ถ้าอย่างนั้น พัฒนาการทั้ง 3 ช่วงมีอะไรบ้างครับ?

A: มีพัฒนาการอยู่ 3 ช่วงหลักๆ นั่นก็คือ ช่วงของฝึกฝนในการเล่นตามระบบ(Mechanical), ช่วงของการปรับหรือสร้าง และเล่นไปตามความคิด หรือระบบของตนเอง(Subjective), และช่วงของการเล่นไปตามสัญชาติญาณได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ(Intuitive)

โดยในช่วงของการเรียนรู้ หรือฝึกฝนการทำตามระบบนั้น คุณจะต้องพยายามตั้งสมาธิไปในสิ่งที่คุณต้องทำ และทำให้ได้จนกว่าจะไม่มีความลังเลใจ และความกลัวครับ ส่วนในช่วงของการเล่นไปตามความคิดหรือระบบของคุณนั้น คุณควรจะต้องไม่มีการรับรู้ หรือแปลผลสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในตลาดด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดขึ้นมาอีกแล้วครับ

 

Q: แล้วถ้าทำไม่ได้ล่ะครับ?

A: จนกว่าคุณจะทำมันได้ ผมขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่า คุณควรจะฝึกฝนการเล่นไปตามระบบให้ได้ โดยไม่มีความรู้สึกลังเลใจเสียก่อน เนื่องจากการเล่นตามระบบนั้น จะช่วยให้คุณลดตัวแปรต่างๆลงมาได้ เพราะโดยธรรมชาติของตลาดหุ้นนั้นจะสร้างข้อมูล หรือตัวแปรต่างๆออกมาอย่างมากมายในแต่ละขณะครับ คุณจึงต้องฝึกฝนที่จะจัดการกับสิ่งต่างๆที่ตลาดได้สร้างขึ้นมาให้ได้เสียก่อน ครับ

 

Q: นั่นหมายถึงตัวแปรต่างๆ ที่เกิดจากตัวของเราเองด้วยใช่ไหม?

A: คุณจึงจำเป็นจะต้องรู้ว่าอะไรที่ใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้เสียก่อน ทั้งจากตลาด และจากตัวของคุณเองครับ และหนทางที่จะทำเช่นนั้นได้ คือการเล่นตามระบบไปก่อนครับ โดยที่คุณรู้ว่าคุณกำลังมองหาอะไรอยู่ และคุณจะไม่ละทิ้งมันจนกว่ามันจะไร้ประโยชน์ครับ

ผมมักจะแนะนำนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ว่า พวกเขาควรจะตั้งเป้าหมายที่จะคิดว่า เขาจะลองทำการซื้อขายตามระบบอีก 20 ครั้งก่อน แทนที่จะเป็นครั้งต่อไปเพียงแค่ครั้งเดียว และเมื่อไหร่ที่พวกเขาสามารถทำตามระบบได้โดยราบรื่น หรือไม่มีความลังเลใดๆ และไร้ซึ่งความกลัวแล้ว พวกเขาจึงจะสามารถที่จะเล่นไปตามความคิดของเขาเองได้ครับ

 

Q: และนั่นเป็นตอนที่พวกเขา อาจลองปรับเปลี่ยนระบบของพวกเขาดูใช่ใหมครับ?

A: หากพวกเขาต้องการที่จะลองปรับเปลี่ยนระบบของเขาดู พวกเขาก็สามารถทำมันได้ครับ แต่ต้องหลังจากที่เขาทำตามมันได้อย่างราบรื่นไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งเสียก่อน มิเช่นนั้น พวกเขาอาจจะยังทดสอบตัวเองไม่พอครับ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องรู้ตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้ว่าสิ่งไหนที่พวกเขายังขาดไป ในการที่จะเล่นหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ

 

Q: แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ?

A: หลังจากที่พวกเขาได้ฝึกฝนการเล่นตามระบบได้อย่างดีมากๆแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงสามารถเล่นตามระบบได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีความลังเลใจ และความกลัว จากการซื้อขายๆหลายๆรอบแล้ว พวกเขาจึงจะสามารถที่จะเข้าสู่ช่วงของการเล่นไปตามความคิด หรือระบบของตนเองได้ครับ

 

Q: นั่นหมายความว่า..?

A: นั่นหมายถึงว่าในช่วงนี้ พวกเขาสามารถที่จะนำสิ่งต่างๆที่พวกเขาเคยได้เรียนรู้ มาเป็นสัญญาณการซื้อขายของพวกเขาได้เองครับ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณยังอยู่ในช่วงของการฝึกฝนการเล่นตามระบบ ผมจะไม่แนะนำให้คุณเล่นตามความคิดของคุณเองเลยครับ เช่นหากคุณตั้งจุดตัดขาดทุนเอาไว้ และตลาดได้ตกลงมา ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะลงมาถึงจุดตัดขาดทุนของคุณ ซึ่งคุณสามารถตัดขาดทุนออกมาก่อนได้เลย โดยหากคุณกำลังฝึกฝนการเล่นหุ้นตามระบบนั้น ผมจะไม่แนะนำให้คุณทำอย่างนั้น และคุณต้องปล่อยให้มันลงมาถึงเสียก่อนครับ!

 

Q: แล้วในช่วงของการเล่นไปตามความคิดของเราล่ะครับ?

A: ในช่วงของการเล่นไปตามความคิด หรือระบบของเราเองนั้น คุณสามารถที่จะตัดขาดทุนออกมาก่อนได้เลย ซึ่งนี่เป็นความแตกต่างจากช่วงพัฒนาการของคุณ เนื่องจากเมื่อมาถึงจุดนี้นั้น คุณได้ผ่านการเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวของคุณเองแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำก็คือมองไปที่ตลาด ด้วยมุมมองของคุณเอง และพูดออกมาว่า “ผมควรจะตัดขาดทุนเดี๋ยวนี้ ผมไม่จำเป็นต้องรอให้มันลงมาแล้ว”

 

Q: แล้วในช่วงที่สามล่ะครับ?

A: ช่วงที่สามคือช่วงของการเล่นไปตามสัญชาติญาณของเราครับ ความเชื่อของผมก็คือ สัญชาติญาณนั้นเกิดมาจากสมองในส่วนความคิดสร้างสรรค์ของเรา ซึ่งคำว่าสร้างสรรค์นี้นั้น คือการที่เราคิดในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรือมีมาก่อน โดยในทางกลับกันนั้น สมองส่วนเหตุผลของเรานั้นได้รวบรวมเอาสิ่งต่างๆที่เราได้เคยเรียนรู้มาแล้ว นั่นก็คือมันเก็บสิ่งที่มีอยู่เอาไว้

ดังนั้น สมองในส่วนความคิดสร้างสรรค์ของเรา ซึ่งเป็นส่วนที่จะสร้างลางสังหรณ์ หรือสัญชาติญาณของเราขึ้นมานั้น สามารถ หรืออาจจะมีความขัดแย้งกับ ส่วนของเหตุผลของเราอยู่เป็นประจำ เนื่องจากความคิดสร้างสรรค์นั้นอยู่ภายนอกของกรอบกระบวนการทางเหตุผลของเราครับ

ลางสังหรณ์ของเรานั้นอาจจะถูกต้อง แต่เนื่องจากมันไม่สามารถที่จะตัดสินได้ด้วยกระบวนการทางเหตุผล การที่เราเล่นหุ้นตามลางสังหรณ์ให้ได้กำไรอย่างสม่ำเสมอนั้น เราจึงต้องรู้จักการนำส่วนของเหตุผล มาใช้ร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ของเราครับ

จบแล้วครับสำหรับซีรี่ส์ บทสัมภาษณ์เซียนหุ้น Mark Douglas เกี่ยวกับแง่มุมทางจิตวิทยาการลงทุนของพวกเรา เชื่อว่าน่าจะได้ประโยชน์กับหลายๆคน ถ้าตั้งใจอ่านดีๆจนหมดครับ แล้วใว้เจอกันใหม่ที่ แมงเม่าคลับ.คอม นะครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    นี่แปลเองหมดเลยหรือเปล่าครับ แปลดีจัง โดยเฉพาะ Clip video แมงเม่า

    มีพูดถึงเรื่องการเล่นตามระบบ ผมยังทำได้ไม่ดีเลย เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง พออ่านบทความนี้เสร็จ ทำให้รู้ว่ามันเป็น step แรกเลยที่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญก่อน

    ขอบคุณครับ

  • mod

    แปลเองครับ พอดีชอบอ่าน แต่อ่านแล้วชอบลืม และช่วงนี้ตลาดไซด์เวย์ เลยมาแปลลงใว้จะได้จำดีๆครับ

    เรื่องจิตวิทยาการลงทุนสำคัญมากจริงๆครับ

    ผมมองว่าจริงๆแล้ว เราควรเริ่มศึกษาเรื่องนี้ก่อนด้วยซ้ำ ก่อนจะไปศึกษาเทคนิค เพราะจะได้มี Mindset ที่ถูกต้องก่อน ต้องเป็น Random Outcome Mindset ก่อน ถึงจะเกิดวินัยได้ง่ายขึ้นมากๆครับ

  • http://www.candytreez.com/main jay

    เพิ่งเข้ามาเจอเวปน่ะครับ เคยเล่นหุ้นอยู่ช่วงเหมือนกัน แล้วหยุดเพราะทำตามระบบไม่ได้ แต่ตอนนี้กลับมาเล่นใหม่แล้ว หวังว่าจะควบคุมจิตใจตัวเองได้เหมือนกัน
    ขอบคุณสำหรับบทความครับ ยอดเยี่ยมมาก

    • mod

      ขอให้บังคับจิตใจได้นะครับรอบนี้

      “Trading is the Performing activitie”

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    เห็นด้วยครับจิตวิทยาการลงทุนสำคัญมาก ควบคุมตัวเองไม่ได้ เทคนิคกับระะบบก็ช่วยอาไรไม่ได้ ขอถามนิดนึงคับ Random Outcome Mindset นี่หมายความว่ายังไงหรือครับ

  • mod

    random outcome mindset คือการที่เราเชื่อ จนถึงในส่วนลึกของจิตใจของเรา ว่าผลของการซื้อ-ขายในตลาดหุ้น นั้นเเหมือนการโยนเหรียญ ไม่มีครั้งใหนที่สามารถการันตีได้

    Technical analysis ถูกออกแบบมาให้หาความน่าจะเป็น หรือค่า Expectancy ภายใต้การเทรดหลายๆครั้ง ผลความน่าจะเป็นของมัน คือผลทางสถิติในหลายๆครั้ง และเราไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่นอนว่า Sequence หรือลำดับการเกิดกำไร หรือขาดทุน ในแต่ละครั้งจะเป็นอย่างไร แต่เราพอคา่ดเดาได้ว่าเมื่อถึงจำนวน หรือ Series หนึ่งแล้ว เราจะมี% ถูก-ผิด อยู่เท่านี้ๆ

    หรือแม้กระทั่งกฏที่บอกว่ากราฟทางเทคนิคได้สรุปทุกอย่างไว้แล้ว อาจทำให้คนฟังเข้าใจผิดได้ว่ามันคือการสรุปให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นไว้แล้ว เพราะ จริงๆลองคิดดีๆแล้ว เราจะเห็นว่ากราฟ คือข้อมูลที่ถูก Distort ออกไป เราตัดเอาข้อมูลที่มีค่าหลายๆอย่างออกไปมากมาย อย่าลืมว่า เราเหลืออยู่แค่ OHLC กับ Volume นะครับ

    อย่าลืมว่าอินดิเคเตอร์ทั้งหลายก็คือการ Distort ข้อมูลต่างๆอีกรอบ การที่เราพยายาม optimize มัน จึงยิ่งทำให้มันใช้ได้จริงยากกว่าเดิม แต่คนเราเชื่อว่ามันคือสิ่งที่จะบอกให้รุ้ล่วงหน้าได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น

    ซึ่งไอ้ความที่ว่าคนเราชื่อว่านี่แหละ จริงๆแล้วเราแต่ละคนจึงไม่ได้เล่นตามกราฟ ตลาดมันก็วิ่งของมันไปอยู่อย่างนั้น -แต่เราเล่นจากมุมมองของเราที่เราเชื่อว่าตลาดจะงั้นงี้ๆ- เรากำลังเล่นจากความเชื่อของเรา เขาถึงบอกว่า We trade our believe ซึ่งผลจะออกมาถูกหรือผิด มันก็ขึ้นอยู่กับว่า คนอื่นๆในตลาดเขาจะเชื่อแบบเดียวกับเราหรือปล่าว ในเวลานั้น ถ้าใช่สัญญาณมันก็เป็นจริงออกมา ผลของมันจึงได้เป็น random outcome ครับ

    และโดยการยอมรับว่าผลการเทรดของเรามัน “random outcome” นี่แหละจึงจะทำให้เราสามารถเล่นหุ้นได้โดยไม่มีความลังเล หรือเอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องได้ เพราะทุกเทรดจะเหมือนกับการโยนเหรียญ เราไม่มีความคาดหวังอะไรกับมันมากมาย ผิดก็ผิด เพราะมันไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่ตลาด และคนอื่นๆในตลาดด้วย เมื่อไม่มี Ego ของเรามาเกี่ยว ทำอะไรก็ง่ายขึ้นครับ

    ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า ถ้าต้องหยอดตู้ม้า แล้วโดนกินตัง เราจะโทษตัวเองว่าวิเคราะห์ผิดใหม? แล้วเอาความรู้สึกนั้นมาเล่นหุ้น เรื่อง Cut loss นี่จะสบายๆขึ้นเยอะ ลงเมื่อไหร่ก็ออกเมื่อนั้น กลายเป็นจ้องจะทิ้งไปเลยครับ

  • mod

    วันหลังจะเอาบางส่วนของ แนวคิดนี้จาก Van k tharp และ Mark Douglas มาลองแปลให้อ่านดูครับ น่าสนใจดี และช่วยให้เล่นหุ้ดีขึ้นเยอะเลยครับ

  • magic

    เคยพยายามอ่านเล่มนี้แล้ว แต่ภาษาอังกฤษอ่อนแออย่างรุนแรง

    ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนสื่อเอาซะเลย

    พอมาอ่านที่คุณ mod แปล อ๋อ เป็นงี้นี่เอง ขอบคุณมาก ๆ นะคะ ที่นำเสนอสิ่งดี ๆ

    เห็นด้วยอย่างยิ่ง การจะเป็นเทรดเดอร์ที่ดีนี่ เรื่องของจิตใจสำคัญที่สุด

    • mod

      เล่มนี้ก็เล่นเอาผมหัวหมุนอยู่เหมือนกันตอนอ่านตอนแรก ศัพท์ไม่คุ้นเลยครับ จนวางทิ้งไป แต่พอดีได้ไฟล์ออดิโอของเขามาฟัง ตอนฟัง ฟังในรถเป็นอาทิตย์ๆๆวนไปวนมาจนจะท่องได้อยู่แล้ว เลยพอแปลออกมาได้ครับ ขอบคุณที่แวะมานะครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ขอบคุณมากๆ นะครับ เข้าใจขึ้นเยอะเลย :)

  • mod

    ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเรื่อยๆนะครับ

    ให้กำลังใจคนมีบล็อกเหมือนกันด้วยการช่วยเพิ่มลิงค์ให้ครับ

    http://www.set-financial-academy.blogspot.com

  • ปั้น

    ติดตามเวบนี้มาได้ซักพักแล้ว รู้สึกดีมากๆกับเวบนี้ครับ
    ทั้งรูปแบบเวบ และเนื้อหา

  • Anonymous

    ขอบคุณครับ ตอนนี้ผมมีไอเดียใหม่ๆ จะเอามาลงเสิรมเพิ่ม เดี๋ยวขอย้ายโฮสต์มาเมืองไทยก่อนครับ จะได้เปิดไม่ช้า

    ยิ่งเขียนหนุก ยิ่งทำยิ่งมันส์ครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ขอบคุณครับ อุตส่าช่วย promote ตอนนี้ยังไม่ค่อยกล้า promote เพราะเนื้อหายังน้อยอยู่ :)

    • mod

      ไม่เป็นไรครับ แลกลิงค์กันนิดๆหน่อยๆ ขำๆครับ

  • http://mangmaoclub.com/mark-douglas-winning-mindset4/ winyoo

    ขอเรียนถามว่า หากจะซื้อ reminissence of stock นั้นไปซื้อได้ที่ไหน และช่วยบอกด้วยครับ ว่าพิมพ์ที่โรงพิมพ์ใด ขอบคุณสุด ๆ เลยครับ

  • Futions

    เยี่ยมเลยครับ ว่าแต่พัฒนาการ 2 ช่วงหลัง (Subjective และ Intuitive) นี่
    ไม่จำเป็นต้อง Back test ใช่ไหมครับ
    เพราะถือว่าเกิดมาจากสมองในส่วนความคิดสร้างสรรค์ อย่างนั้นหรือครับ

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

    • Mod

      ส่วนใหญ่การใช้สัญชาติญาณเทรดได้ดี จะเกิดจากการที่เราใช้ระบบของเราจนชำนาญ และสามารถควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดีแล้วทั้งนั้น (แปลว่าเคยใช้วิธีการ/ระบบเหล่านั้นจนได้ผลมาอย่างดีแล้ว)

      แต่หากยังคุมตัวเองไม่ได้ หรือไม่ชำนาญจนเกิดเป็นสัญชาติญาณ มันมักจะแย่มากกว่าดีและทำให้ยิ่งฟุ้งซ่านหนักเลยครับทีนี้ :D

      • Futions

        ขอบคุณครับ

  • kikku

    ผมยังสงสัยใน step ที่บอกว่าต้องเล่นตามระบบ(mechanical)
    แล้วผมจะดูได้จากไหนว่าต้องเล่นยังไง หาจุดตัดขายที่ไหน
    เพราะบอกว่าไม่แนะนำให้คิดเอง

    • Mod

      ที่บอกว่าไม่ควรคิดเองคือ ควรที่จะมีแผนการหรือระบบการเล่นที่ถูกออกแบบและทดสอบไว้เป็นอย่างดีแล้วล่วงหน้าครับ เพราะหากคิดสดๆในตอนนั้น อารมณ์ที่ผูกอยู่กับตลาดของเราจะทำให้การตัดสินใจต่างๆผิดพลาดได้มากขึ้นครับ :)

  • ning

    Too good to be true,สุดยอด ยอดเยี่ยมสุดๆ แค่ 4 คอลัมน์นี้ใครทำได้ ก็ต้องร้องเพลง สบายๆ กำไรสม่ำเสมอแน่ๆ

  • ชอบประโยคนี้ครับ แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่มีอคติ แต่พวกเขาก็ยังสามารถมีปัญหาจากการ ไม่ยอมรับคุณค่าในตัวของพวกเขาเองได้อยู่ครับ ^_^ ขอบคุณครับ