เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอนำ slide ในตอนที่ 2 ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของ Money Management มาคุยกันต่อเลยดีกว่า แต่ในเรื่องของ Money Management นั้นผมจะต้องอธิบายละเอียดสักหน่อยเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากที่สุด โดยผมจะค่อยๆไล่ไปเรื่อยๆในบทความเป็นตอนๆไปนะครับ

The impact of money management : ผลกระทบจากขนาดของการลงทุน

image

ผมเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงระบบการลงทุนที่ชาวแมงเม่าคลับรู้จักดีกันอยู่แล้ว นั่นก็คือระบบ Turtle Trading : System 2 ซึ่งจะทำการเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาเกิดการ breakout ทะลุแนวต้าน 55 วันขึ้นไป และขายทิ้งออกไปเมื่อราคาหลุดแนวรับที่ 20 วันของมัน ผมได้นำระบบนี้มาทำการ Backtest ในรูปแบบของ Portfolio test (เล่นหุ้นทั้งตลาดเหมือนชีวิตจริง) กับหุ้นในตลาดย้อนหลังไป 20 ปี และได้คิดค่า Commission & Slipage รวมถึงจำกัด Position size ในแต่ละครั้งของการลงทุนไม่ให้เกิน 5% ของ Volume การเทรดในวันที่เข้าซื้อ เพื่อให้เกิดความสมจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยได้เริ่มต้นทำการลงทุนด้วยเงิน 1,000,000 บาท

image

และนี่ก็คือผลกำไรสุทธิระบบ Turtle system 2 ที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา …

ในภาพที่เราเห็นนั้น แกน x แสดงให้เห็นถึงการกำหนดขนาดการลงทุนครั้งละ x% ไล่ไปเรื่อยๆตั้งแต่ 5% ไปถึง 100% ในการเทรดแต่ละครั้ง ส่วนแกน y คือผลกำไรสุทธิที่เกิดขึ้น โดยเราจะเห็นได้ว่าผลกำไรสุทธิจะค่อยๆลดลงและตกฮวบไปเมื่อเรากำหนดขนาดการลงทุนมาเกินกว่าครั้งละ 15% ของ Portfolio

คำถามก็คือ … ทำไมและเหตุใดที่ผลกำไรสุทธิจึงแตกต่างกัน และมันยังลดลงเรื่อยๆแทนที่จะเพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงที่เราเดิมพันลงไป?

คำตอบอยู่ใน Slide ต่อมา …

image

เหตุผลที่ระบบการลงทุนเดียวกันกลับให้ผลกำไรสุทธิต่างกันออกไป ก็เนื่องมาจากการที่ขนาดการลงทุนหรือ Position Size ที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้งนั้น จะมีผลทำให้เมื่อระบบเจอกับการขาดทุน มันจะเกิด Drawdown ที่แตกต่างกันออกไปตามขนาดของการลงทุนที่เราได้กำหนดเอาไว้นั่นเอง

โดยในภาพจะแสดงให้เห็นถึงค่า Maximum System % Drawdown ของ Open equity ที่เกิดขึ้นในขณะการลงทุน คุณจะสามารถนึกภาพง่ายๆได้ว่า ที่กำไรสุทธินั้นน้อยลงเรื่อยๆก็เพราะเมื่อคุณเจอกับการขาดทุน ยิ่งคุณเสี่ยงต่อครั้งมากเท่าไหร่ คุณจะตกหลุมลึกขึ้นเท่านั้น แต่ในทางกลับการ การเสี่ยงอย่างพอดีและเหมาะสม จะช่วยให้หลุมที่คุณตกไม่ลึกจนเกินไปและสามารถกลับมายังที่เดิมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

image

นี่เป็นคำถามข้อหนึ่งที่อยากให้หลายๆคนได้คิด มันใช่กันอย่างที่เราเชื่อกันโดยทั่วไปหรือไม่? และถ้าใช่ มันเป็นความจริงที่อยู่ในแง่ไหน? และมันใช่ความจริงที่ว่ายิ่งคุณเดิมพันหนักขึ้นแล้ว ในระยะยาวคุณจะยิ่งมีกำไรมากขึ้นอย่างนั้นหรือ?

สำหรับสิ่งที่ผมได้เจอนั้น กำไรที่มากที่สุดกลับมาจากสิ่งที่เรียกว่า “Optimum Risk, High Return” เสียมากกว่า …

ดังนั้นคำแนะนำที่น่าจะเหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ก็คือ “จงเดิมพันให้น้อยกว่าที่คุณคิดอยู่เสมอ … อยู่ให้รอดเสียก่อนแล้วค่อยทำกำไร” อย่างที่ George Soros ได้เคยพูดเอาไว้นั่นเองครับ

  • Kaweekit

    โหอัพเดทบล็อกแต่เช้าเลย คุณมด ขอบคุณมากนะครับ ^_^ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @79c03c676bba7575c110d778370fd76e:disqus ผมเขียนทิ้งไว้แล้วตั้ง Auto Update เอาไว้น่ะครับ จะได้ไม่มีการอู้หรือขี้เกียจ อิอิ

  • bmw2681

    กระจ่างครับ ขอบคุณ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @21dc13b6401d54a62d316d3bff3da70a:disqus ยังไม่จบครับ เดี๋ยวมีตอนต่อไป :D

  • tarablue

    สวัสดีครับพี่พี่ทุกคนครับ พอดีผมมีบางสิ่งอยากมาขออณุญาติพี่ี่พี่นำเสนอครับ ผมขอรบกวน comment เดียวนะครับ
    ถ้าเป็นการรบกวนผมต้องขอโทษพี่ๆโดยเฉพาะพี่ mod เป็นอย่างสูงครับ ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับตลาดตอนนี้

    สิ่งที่ผมจะนำเสนอวันนี้คือ i programe ของหลักทรัพย์บัวหลวงครับ
          โปรแกรมที่สามารถยิงคำสั่งซื้อขายตามระบบ (system trade) โดยต้องเป็นระบบที่สามารถคำนวณออกมาเป็นสูตรได้เท่านั้นพวก สามเหลี่ยมจะใช้ไม่ได้ แต่ break high trailing stop หรืออื่นๆใช้ได้หมดครับ โดยได้รับการรับรองจากทางตลาดแล้ว(เป็นตัวเดียวกับที่พวกกองทุนและต่างชาติใช้ครับ) โดยที่พี่แค่บอกความต้องการว่าจะTRADE ระบบไหน เราจะมี Financial engineering คอยดูแลสูตรให้ตรงตามความต้องการ พร้อม backtest ก่อนใช้งานทุกสูตร **(เรื่องสูตรจะถือว่าเป็นความลับระหว่างตัวพี่กับ financial engineering เท่านั้นครับ โดยทาง Financial engineering ทุกคนได้มีการเซ็นสัญญาในการป้องกันการเปิดเผยความลับของลูกค้าแล้วครับเพราะฉะนั้นวางใจได้)** ส่วนใครยังไม่มีระบบนั้นทางเราได้อยู่ในระหว่างดำเนินการเสร็จแล้วบางระบบครับ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดทำทั้งสิ้นครับ โดยที่พี่จะเสียก็คือแค่ค่าคอมที่จ่ายตอนซื้อขายตามปกติ (ซึ่งตลาดจจะเป็นคนกำหนดเพราะฉะนั้นทุกโบรกเท่ากันหมดครับ)

    มีข้อแม้นิดหนึ่งครับ**ต้องเป็นพอร์ตที่มีมูลค่า 3 ล้านขึ้นไปเท่านั้นครับ**

    จุดเด่น
    1. เครื่องจะทำการ scan หาหุ้นตรงตามระบบและส่งคำสั่งทันที เร็วกว่าคนครับ
    2. ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอเองครับเพราะระบบจะจัดการพร้อมตั้งstop loss แต่เราสามารถติดตามพอร์ตเราได้ตลอดนะครับ
    3. ไม่ต้องทำ backtest เอง เพราะเราจะทำให้เองครับ
    4. เป็นเพียงรายแรกและรายเดียวในตอนนี้ที่มีบริการดังกล่าว

    ถ้าใครสนใจระบบดังกล่าวลองคุยกันได้ครับผมยินดีให้ข้อมูลครับ ติดต่อมาทางโทรศัพท์ตามด้านล่างก็ได้ครับ

    ผมเชื่อว่าเครื่องมือตัวนี้น่าจะช่วยพี่พี่ได้ไม่มากก็น้อยครับ

    เบอร์ติดต่อ : ศิริวัฒนา  085-984-4292
                        ธารา        089-440-0601

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @1ae6eb74eaa1c2d753b767b7eeddb80e:disqus น่าจะสามารถให้เชื่อมต่อกับโปรแกรมแบบ retail ได้นะครับ เช่นพวก meta stock, amibroker, tradestation ต่างๆ เพราะผมเชื่อว่าหลายคนไม่อยากให้สูตรกับ engineer แม้ว่าจะสัญญาอย่างไรก็ตาม นอกจากนี้โโยส่วนตัวผมคิดว่ามันยังมีความไม่สะดวกอยู่หลายๆอย่าง ยังไงรอดูต่อไปครับว่าจะมีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นอีกหรือปล่าว :D ขอบคุณนะครับ 

  • http://twitter.com/ixicado ixicado

    ขอบคุณครับ

  • Kakuzu

    ฮานาก้า

  • ผัวอีปั้ว

    วิเคราะห์บทความที่ดี จะช่วยให้โลกพัฒนาได้อย่างยั่งยืนภราดรภาพ อุอุอุ

  • pakorn lertpaiboon

    “รวมถึงจำกัด Position size ในแต่ละครั้งของการลงทุนไม่ให้เกิน 5% ของ Volume การเทรดในวันที่เข้าซื้อ”
    5% ของ Volume คืออะไรและคิดอย่างไร

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @dc61859190ef45a2d448ab976966abe3:disqus สมมุติว่าสัญญาณมาวัน x1 ระบบจะซื้อเปิดเมื่อวัน x2 โดยจะจำกัดขนาดหรือ volume การซื้อของเราในวัน x2 ไม่ให้เกิน 5% ของ volume รวมทั้งหมดในวันนั้น แม้ว่าจะไม่ถึงขนาดการลงทุนที่ระบบคำนวนเอาไว้ก็ตาม เพื่อให้เข้าไกล้ความเป็นจริงที่สุดครับ

  • Tanapruk

    ได้ยินมานาน และได้อ่านบทความคุณมดบ่อยๆ เรื่อง Money Management แต่ยังไม่เข้าใจซักที จนกระทั่ง ฝืนศึกษาผ่านวีดีโอคุณมด จนเข้าใจสักที (พวก risk per trade, position sizing ผมเพิ่งจับคอนเซ็ปได้) และย้อนกลับมาอ่านบทความที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง จึงได้เข้าใจสักทีว่ามันมีประโยชน์อย่างไร

    ขอบคุณครับ