บทความนี้คือภาคต่อจากบทความสุดฮิต “ผมไม่เคยเจอนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ!”โดยในวันนี้เราจะมา Track Performance หรือรอยเท้าของนักเก็งกำไรระดับโลกกันให้ดูบ้างว่าพวกเขาจะมีดีหรือห่วยแตกแค่ไหนกัน!!

Barclay CTA Index ภาพรวมของผลตอบแทนจากบรรดานักเก็งกำไรมืออาชีพ

เรามาจะมาเริ่มต้นกันด้วยภาพรวมจาก Performance ของเหล่านักเก็งกำไรซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนมืออาชีพในตลาด Futures (Managed Futures) หรือพวก Commodity Trading Advisor (CTA) กันก่อน เนื่องจากนี่เป็นดัชนีภาพรวมที่ได้ถูกทำการเก็บบันทึกข้อมูลเอาไว้มาอย่างยาวนานและได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่ง (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมรู้)

1980 63.69% 1991 3.73% 2002 12.36%
1981 23.90% 1992 -0.91% 2003 8.69%
1982 16.68% 1993 10.37% 2004 3.30%
1983 23.75% 1994 -0.65% 2005 1.71%
1984 8.74% 1995 13.64% 2006 3.54%
1985 25.50% 1996 9.12% 2007 7.64%
1986 3.82% 1997 10.89% 2008 14.09%
1987 57.27% 1998 7.01% 2009 -0.10%
1988 21.76% 1999 -1.19% 2010 7.05%
1989 1.80% 2000 7.86% 2011 -3.09%
1990 21.02% 2001 0.84% 2012 1.33%
Estimated YTD performance for 2012 calculated with reported data as of Sep-16-2012 16:36 US CST

Barclays CTA Index

ภาพรวมของผลตอบแทนตั้งแต่เดือนมกราคาปีค.ศ. 1980

Compound Annual Return 10.96%
Sharpe Ratio 0.40
Worst Drawdown 15.66%
Correlation vs S&P 500 0.01
Correlation vs US Bonds 0.12
Correlation vs World Bonds 0.00

สิ่งที่คุณกำลังเห็นอยู่คือดัชนีที่เรียกว่า Barclay CTA Index ซึ่งถือเป็นดัชนี Benchmark ที่สำคัญตัวหนึ่งซึ่งถูกจัดทำโดยเว็บไซท์ http://www.barclayhedge.com แสดงให้เห็นถึง Performance ของบรรดา CTA มืออาชีพ โดยในปัจจุบันนี้พวกมันได้ถูกคำนวนจากกองทุนต่างๆ (Programs) ถึงกว่า 602 กองเลยทีเดียว (สำหรับรายละเอียดการคำนวนเพิ่มเติม Click ที่นี่)

เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคำกล่าวอ้างที่ว่า “ไม่มีใครประสบความสำเร็จจากการเก็งกำไรนั้น” เป็นคำกล่าวที่ไร้สาระเป็นอย่างมาก (เขาคงไม่เคยเห็นดัชนีตัวนี้) เพราะนอกจากมันได้สะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมของผลตอบแทนจะเป็นบวกแทบทุกปีแล้ว ดัชนียังชี้ให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ ไม่ใช่เพียงแค่พวกเขาส่วนใหญ่จะสามารถทำกำไรจากตลาดได้ในระยะยาว แต่พวกเขายังสามารถที่จะทำได้ดีมากๆเมื่อเทียบกับความเสี่ยงอีกด้วย (โดยที่อัตรา MAR Ratio หรือ CAR/Worst Drawdown นั้นมีค่าเพียง 0.69 เมื่อเทียบกับ) นอกจากนี้แล้ว ดัชนียังได้ให้ผลตอบแทนที่ชนะ Benchmark ซึ่งก็คือดัชนี S&P500 (CAR/Worst Drawdown = 7.64/50.95 = 0.14) และ Equity index ด้วยเช่นกัน จนถึงขนาดที่กองทุนเหล่านี้ถูกถือเป็น Asset Class ใหม่ชนิดหนึ่งของเหล่ากองทุนขนาดใหญ่มากๆเลยทีเดียว

MFT-perspective1-0510-1

ผลตอบแทนเปรียบเทียบของดัชนี Barclay CTA Index กับ ดัชนี S&P500 ที่มา : May 2010 Issue of Managed Futures Today จาก http://www.managedfuturestodaymag.com/

กลยุทธ์ Trend Following ใช้ได้จริงหรือไม่!?

ในคราวนี้เราลองมาเจาะดูดีกว่าว่ากองทุนประเภทที่ประกาศตัวว่าเป็น Trend Following นั้นจะทำผลงานได้ดีแค่ไหน และนี่ก็คือผลงานโดยรวมของพวกเขา (ปล. กองทุนส่วนใหญ่ใน Account Managed Futures มักใช้กลยุทธ์ Trend Following)

image

ผลตอบแทนรายปีของดัชนี Trend Following Strategy Index โดยเว็บไซท์  http://www.IASG.com

Year
YTD DD
2012 0.82 5.45
2011 -5.17 9.35
2010 17.64 4.4
2009 -3.94 6.53
2008 40.39 7.48
2007 13.14 7.94
2006 10.55 8.35
2005 7.85 6.92
2004 6.85 15
2003 20.5 8.51
2002 26.84 9.2
2001 10.01 8.4
2000 21.88 3.91
1999 3.64 6.77
1998 22.91 6.4
1997 24.19 5.8
1996 32.12 9.03
1995 38.14 6
1994 0.05 9.98
1993 38.98 3.89
1992 0.67 19.75
1991 30.49 7.04
1990 62.77 10.86
1989 24.19 23.9
1988 13.27 10.59
1987 57.31 10.24
1986 -18.96 31.75
1985 4.22 32.01
1984 31.71 7.06
1983 -10.35 10.35

เราคงจะเห็นถึงการเติบโตในระยะยาวที่สม่ำเสมอของกองทุนประเภท Trend Following Strategy (จาก IASG) ได้เป็นอย่างดี พวกมันให้ผลตอบแทนทบต้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1983 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 16.30% และมี Max Drawdown อยู่ที่ –32.01% และมี Losing Year เพียงแค่ 4 ปีเท่านั้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1983! โดยกองทุนดังๆที่มีผู้จัดการกองทุนที่หลายๆคนอาจเคยรู้จักเช่น

  • กองทุน eckhardt-trading-company ของ William Eckhardt ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Turtle Trader ร่วมกับ Richard Dennis (CAROR = 20.80%, MaxDD = –40.39%, Standard Plus Program Inception Since Oct 1991)
  • กองทุน Abraham Trading ที่ถูกก่อตั้ง Salem Abraham ซึ่งถือเป็น Genration ที่ 2 ของเหล่า Turtle Trader (CAROR = 18.29%, MaxDD = –31.96%, Diversified Program Inception Since Jan 1988)
  • กองทุน Winton Capital Management ของ David Harding นักเก็งกำไรชาวอังกฤษที่มี Assets Under Management (AUM) ที่เติบโตเร็วที่สุดกองทุนหนึ่งในบรรดากองทุน Trend Following (CAROR = 15.57%, MaxDD = –25.59%, Inception Oct 1997)

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆคนที่โด่งดังมานานมากๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Larry Hite และ Bill Dunn เจ้าพ่อ TF รุ่นเก๋า หรือแม้กระทั่ง John W. Henry ซึ่งตอนนี้ก็คือเจ้าของทีมฟุตบอล Liverpool รวมถึงลูกศิษย์ในสาย Turtle Trader อีกมากมายด้วยเช่นกัน

การลงทุนอย่างเป็นระบบ Systematic Trading ใช้ได้จริงหรือไม่!?

“เล่นหุ้นตามระบบซื้อขายแบบตายตัวมันจะไปทำกำไรได้อย่างไร ถ้าไม่งั้นทุกคนก็รวยกันง่ายๆหมดแล้ว มันต้องดูปัจจัยอีกหลายๆอย่างประกอบด้วย!!”

สำหรับผู้ที่ยังคิดแบบนี้หรือมีเพื่อนๆที่คิดอย่างนี้ ภาพการเติบโตของดัชนี Systematic Trader น่าจะให้คำตอบและหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับคนเหล่านี้ได้ครับ

IASG Systematic Trader Index

ผลตอบแทนรายปีของดัชนี Systematic Trader Index โดยเว็บไซท์  http://www.IASG.com

Year
YTD DD
2012 1.1 3.36
2011 -2.24 5.66
2010 13.45 2.79
2009 -0.62 3.64
2008 32.81 4.16
2007 14.64 4.72
2006 10.66 5.92
2005 7.79 5.37
2004 8.19 10.6
2003 17.87 7.11
2002 24.06 7.36
2001 9.22 7.09
2000 21.92 3.1
1999 3 6.7
1998 22.99 5.5
1997 21.06 5.58
1996 25.48 8.71
1995 33.49 7.29
1994 2.66 9.71
1993 40.65 2.26
1992 -0.69 18.92
1991 19.52 9.79
1990 85.09 10.72
1989 25.11 23.34
1988 37.9 13.04
1987 88.94 10.85
1986 10.94 25.95
1985 32.73 24.4
1984 29.82 6.27
1983 -3.69 9.1
1982 37.5 8.22
1981 47.29 7.68
1980 72.99 2.28
1979 66.62 1.57
1978 30.14 14.91
1977 13.06 9.78

สำหรับในส่วนของดัชนีของกองทุนซึ่งทำการเก็งกำไรอย่างเป็นระบบหรือ Systematic Trader Index มันได้แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนทบต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. 1977 จนถึงปัจจุบันที่ 23.43% ต่อปี และมี Max Drawdown อยู่ที่เพียง -25.95% เท่านั้น! (การลงทุนอย่างเป็นระบบมีมายาวนานกว่าที่หลายๆคนคิดนะครับ ^_^) นี่ถือเป็นผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ถือว่าสูงและดีมากๆเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับดัชนีซึ่งเป็น Benchmark และกองทุนส่วนใหญ่ โดยกองทุนพวกนี้ก็เช่น

  • Mark J. Walsh Company ซึ่งก่อตั้งโดย Mark J. Walsh ผู้ซึ่งไม่ใช่ Turtle Trader แต่สนิทสนมกับ Richard Dennis ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Turtle Trader (CAROR = 20.67%, MaxDD = –43.04%, Standard Program Inception Since Sep 1985)
  • Tactical Investment Management ซึ่งก่อตั้งโดย David Druz ผู้เป็นลูกศิษย์เอกของ Ed Seykota ยอดนักเก็งกำไรสุดชิลผู้แต่งเพลง The Whipsaw Song ที่ผมเคยทำ Subtitle เอาไว้ตั้งแต่ปีแรกๆ (CAROR = 19.23%, MaxDD = –36.52%, Tactical Institutional Commodity Program Inception Since April 1993)
  • กองทุน EMC Capital โดย Liz Cheval ลูกศิษย์ของกลุ่ม Turtle Trader รุ่นแรก (CAROR = 21.68%, MaxDD = –45.35%, Classic Program Inception Since Jan 1985)
  • กองทุน Clarke Capital Management โดย Micheal Clarke ผู้ช่ำชองการเก็งกำไรโดยใช้ระบบโดยอาศัยการเรียนรู้และศึกษาด้วยตนเองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 และถูกจัดอันดับอยู่เป็น Top Trader ในนิตยสาร Futures Magazine ถึง 3 ครั้งในปี 1993, 2000, 2007 (CAROR = 22.65%, MaxDD = –46.51%, Global Basic Program Inception Since Feb 1996)
  • กองทุน Trantrends โดยกลุ่ม CTA ซึ่งเชี่ยวชาญการสร้างระบบการเทรดจากประเทศเนเธอร์แลนด์ (CAROR = 15.04%, MaxDD = –15.15%, Transtrend Diversified Trend Program – Enhanced Risk (USD) inception Since Jan 1995)

แน่นอนว่ายังมีกองทุนขนาดใหญ่อีกหลายๆกองซึ่งมีการบริหารงานและกลยุทธ์เก็งกำไรในรูปแบบของ Systematic Trading อยู่อีกมากเช่นกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจของกองทุนเหล่านี้อย่างหนึ่งก็คือ พวกเขามักที่จะใช้กลยุทธ์ Trend Following แบบกินคำใหญ่ด้วยเช่นกัน เพียงแต่เป็นการ Trade แบบ Systematic 100% เราจึงเห็นได้ว่าพวกมันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

*** ข้อสังเกตุที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราจะสังเกตุได้ว่าในปีที่ตลาดโดยรวม (ทั้งโลก) ย่ำแย่นั้น บรรดากองทุน Systematic Trend Following เหล่านี้ยังกลับให้ผลตอบแทนโดยรวมที่ดีเอามากๆเสียด้วย (ยกตัวอย่างเช่นปีค.ศ. 2008 ในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์) ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะพวกเขาไม่ยึดติดอยู่กับทิศทางของตลาดแต่รู้จักทำกำไรจากมันทั้งขาขึ้นและขาลง โดยผลกำไรที่เกิดขึ้นในวิกฤติเหล่านี้ก็เป็นผลมาจากแนวโน้มที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในตลาดนั่นเอง

แล้วผลการลงทุนของกลยุทธ์การเก็งกำไรในรูปแบบอื่นๆล่ะ!?

ความจริงแล้วยังมีกองทุนซึ่งใช้กลยุทธ์การเก็งกำไรที่แตกต่างออกไปไม่ว่าจะเป็น Counter Trend, High Frequency Trading, Momentum, Pattern Recognition หรือแม้แต่ Fundamental Trading ซึ่งก็สามารถที่จะทำกำไรอย่างงดงามได้ในระยะยาวอยู่อีกมากเช่นกัน (ทั้งแบบใช้การตัดสินใจจากวิจารณญาณ Discretion Trading และแบบเป็นระบบ Systematic Trading) อย่างไรก็ตาม ผมคงไม่สามารถที่จะเอาข้อมูลทั้งหมดมาลงให้ครบได้ (เนื่องจากมันเยอะเหลือเกิน) แต่เท่านี้ก็น่าจะเป็นหลักฐานและคำตอบที่เพียงพอให้กับหลายๆคนได้ว่า

“นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวนั้นมีอยู่จริงและมีอยู่มากมาย!! นอกจากนี้พวกเขาก็สามารถที่จะสร้างผลการลงทุนที่ให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ดีมากๆเสียด้วย”

ผมหวังว่าบทความในภาคต่อชิ้นนี้จะช่วยเป็นกำลังใจและคำบอกใบ้ต่อแนวทางการศึกษาค้นหาข้อมูลให้กับทุกๆคนที่สนใจในการเก็งกำไรแบบ Trend Following หรือลงทุนอย่างเป็นระบบได้อีกพอสมควร นอกจากนี้แล้วมันก็น่าจะช่วยเปิดหูเปิดตาให้กับนักลงทุนไทยหลายๆคน ซึ่งมักที่จะปิดกั้นตัวเองหรือมีอคติที่เลวร้ายต่อการเก็งกำไรด้วยเช่นกันด้วย ซึ่งผมเองไม่ได้ต้องการที่จะมา Bluff อะไรกับใครแต่อยากจะบอกแค่ว่า

บางทีแล้วสิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ หรือสิ่งที่เราไม่เห็นก็อาจเป็นเพียงเพราะเราไม่อยากที่จะมองเห็นมันก็ได้ …

และผมคิดว่านี่เป็นทัศนคติที่อันตรายมากๆในการที่เราจะเอาตัวรอดและทำกำไรในโลกทุนนิยมที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน การเปิดตามองสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นรอบๆควรเป็นกิจวรรตประจำวันของนักลงทุนทุกๆคน เครื่องมือหรือไสตล์การลงทุนต่างๆไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย (หากเรารู้จริง) สิ่งที่เลวร้ายมักเป็นตัวของเราเองต่างหาก

ขอให้โชคดีมีกำไรทุกๆคนครับ!

** ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซท์ http://www.barclayhedge.com, http://www.IASG.com และhttp://www.managedfuturestodaymag.com/ ใครสนใจอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ลองไปอ่านๆดูกันนะครับ ^_^

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • http://profile.yahoo.com/SDSZGCVETGVO2AEEBZ2F53NEP4 Punlert

    ขอบคุณครับพี่มด  
    พอเล่นหุ้นมาซักพัก ผมก้เริ่มสงสัยว่า การเก็งกำไร กับการลงทุน ในบ้านเรา แยกกันยังไง?

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      นั่นสิครับ เป็นคำถามที่ดีมาก เพราะผมเองก็ยังไม่แน่ใจจริงๆว่าคนส่วนใหญ่เขาคิดอย่างไร 55

      เพราะสำหรับผมแล้วมองโดยรวมมันคือการกิน Capital Gain … แต่ว่าคนส่วนใหญ่ก็กิน Capital Gain กันแทบทั้งนั้น จะหาคนเล่นเพื่อปันผลค่อนข้างยากอยู่พอสมควรยกเว้น VI จ๋าๆเลย แต่พวกอื่นที่อ้างตัวนี่ไม่รู้ครับ ^_^

      • http://profile.yahoo.com/SDSZGCVETGVO2AEEBZ2F53NEP4 Punlert

        ผมมองแบบเดียวกับพี่เลยครับ ว่าการแยกระหว่างการเก็งกำไรกับการลงทุน น่าจะดูกันที่ว่าเราเน้นผลตอบแทนที่ กินเงินคนอื่น (capital gain)  หรือเน้น
        กินเงินบริษัท (dividend) 
        แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมีperception ว่า เล่นพื้นฐาน = นักลงทุน , เล่นกราฟ = นักเก้งกำไรก้ไม่รู้ แปลกดี

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          คงแยกไม่ออกระหว่างคำว่าเครื่องมือกับจุดประสงค์มั้งครับ ^_^

  • Pathfinder

    ขอบคุณสำหรับกำลังใจของบทความนี้ครับ..ส่วนคำบอกใบ้นี้ ไม่รู้ว่าตีความถูกหรือเปล่า..เดี๋ยวต้องอ่านหลายๆรอบ :)

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ลองอ่านแล้ว Trackๆ ดู หาข้อมูลอ่านเกี่ยวกับคนพวกนี้เยอะๆเดี๋ยวจะมีอะไรดีๆให้อ่านอีกเยอะเลยครับ  :D

  • Unsign

    ขอบคุณครับ …

    ชอบมากเลย ตรงใจ 55 …

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ผมสัญญาว่าจะค่อยๆปล่อยของครับพี่จอน เดี๋ยวคนส่วนใหญ่จะตกใจเกิน ^_^

  • Sehju

    สุดยอดครับ มัวอคติกันอยู่ใย มัวแต่บลัฟกันอยู่ใย บทความนี้ของพี่มดน่าจะช่วยเปิดหูเปิดตาหลายๆคน โดยเฉพาะคนที่เริ่มเล่นหุ้นใหม่ๆ ^^

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ใช่เลยครับ ผมอยากให้คนที่กำลังเข้าวงการแล้วได้รับข้อมูลความเชื่อที่ผิดๆสืบต่อกันมาได้อ่านกันบ้างครับ ^_^

  • smkf

    ขอบคุณมากครับ ผมแปลกใจนึกว่าจะเห็น CAR/MDD ที่สูงกว่านี้ซะอีก เข้าใจว่ากองที่เก่งๆน่าจะทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยมากหรือเปล่าครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      จริงๆแล้วนี่ก็เป็นความเข้าใจผิดอีกข้อครับ กองทุนส่วนใหญ่มี MAR Ratio (CAR/MAXDD) มากกว่า 0.5 ก็ถือว่าดีมากแล้วครับ ยิ่งถ้าเป็นกองใหญ่ๆยิ่งไม่ต้องพูดถึงยกเว้นพวกที่ไม่เน้น Return เลยก็อาจมีความเสี่ยงที่น้อยลงหน่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า MAR จะดีตามนะครับ :D

  • Atchei

    ผมคิดว่าการเล่นหุ้น คือการเล่นการพนันอย่างหนึ่ง ที่คิดอย่างนั้นก็เนื่องจากว่า มันมีคนได้คนเสีย บางคนก็เจ็งไม่เป็นท่า ผมเองก็คิดจะลงทุน แต่พอศึกษาดู จึงรู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันมีแต่โคตรเซียน เสือสิงห์กระทิงแรดล้วนๆ หรือว่าโลกนี้มันต้องอยู่แบบใครดีใครได้…?????

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ถ้าไม่ตอบแบบโลกสวยก็ตามที่ว่าแหละครับ

      ผมว่าจริงๆเราพนันกับหลายๆอย่างในชีวิตนะครับ เพราะชีวิตมันเป็น Probability และ Possibility อยู่พอสมควร สังเกตุจากเวลาคุณตัดสินใจทำสิ่งต่างๆดูก็ได้ ที่เป็นอย่างนี้เพราะตัวแปรบนโลกมันค่อนข้างเยอะ อีกอย่างก็คือเราไม่มีข้อมูลครบถ้วนทั้งหมดที่จะมาใส่สมการหาคำตอบได้ตลอดเวลา

      ถ้าใครบอกว่าอยู่ตลาดหุ้นแล้วได้เงินชัวร์ก็แปลว่าโกหกไม่ก็มองโลกในแง่ดีเกินนะครับผมว่า กองทุนยิ่งใหญ่หลายๆกองไม่ว่าจะแนวพื้นฐานหรือเทคนิคหรือสายคณิตศาสตร์จ๋าๆก็ยังเคยล้มกันมาแล้ว ดังนั้นตั้งตัวอยู่บนความไม่ประมาทดีที่สุดครับ ^_^

  • http://www.welovetutoring.net/ AonzZung

    ทำให้ผมนึกถึง Quote อันนี้เลย

    “ปัญหาก็คือ.. เราไม่ได้มองเห็นสิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็น แต่มองอย่างที่เราอยากให้มันเป็นต่างหาก” –  Zen in the market – Edward Allen Toppel 

    ถ้าปิดใจ ก็เหมือนการตัดโอกาสตัวเองที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทีมันอาจจะดีกับเราในอนาคตก็ได้

    ช่วงนี้ก็ได้มีโอกาสเริ่มอ่าน “How I made 2M….” ของ Nicolas Darvas แล้วก็ได้มองดูตัวเอง เอ..มันก็คล้ายๆเรานะ ที่ช่วงแรกๆก็เล่นโง่ ซื้อมั่วๆ หลังๆมาลอง พื้นฐาน VI ก็ เอิ่ม วิเคราะห์มาดีแล้วนาาา แต่ก็กำไรมั่งขาดทุนมั่ง หลังๆก็ลองมาดูเด็กเทคโนหน่อย เค้าคิดอะไรยังไงกัน …
    สรุปคือ Darvas ก็ดีตรงเค้าไม่ยึดติด หรือปิดกั้นสิ่งใหม่ๆ เพราะเค้าพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา…เค้าอาจจะได้มาจากวินัยจากการฝึก จนเป็น dancer ระดับโลกก็ได้มั้ง….  

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เล่ม Zen in the market ดีมากๆเลยนะครับ ผมเก็บขึ้นหิ้งเลย สั้นๆแต่ได้ใจความดี ส่วน Darvas ไม่ต้องพูดถึง อิอิ

      • http://www.welovetutoring.net/ AonzZung

        คุณ Mod นี่อ่านหนังสื่อ เยอะจังครับ ทุกเล่มที่คุณ Mod แนะนำในเว็ปนี้ ก็อ่านจบหมดทุกเล่มเลยหรอครับ?

        ขยันมาก ผมอ่านแล้วชอบหลับ …>_<

  • Poppo

    เป็นบทความที่ดีครับ ติดตามมาสักพักแล้วขอชื่นชมครับที่แบ่งปันสิ่งดีๆตลอด

    Technical Analysis ผมว่าเป็นศาสตร์(ศาสนา  :D )ที่ Easy to start, hard to master แรกๆดูเหมือนง่ายแต่พอเอาเข้าจริงๆมันก็ไม่ง่ายเพราะคนใช้มันไม่เหมือนกัน จริตของเรามันต่างกันก็ต้องปรับไปตามสมควร

    ผมชอบในความที่มันสามารถสร้างแผนการณ์ที่แน่นอน(Deterministic Plan) และวัดผลได้(Measurable Performance) โดยใช้ข้อมูลทางสถิติมาสร้าง Expected Return

    ผมขอ request อะไรนิดสิครับ พอดีอยากอ่านบทความเกี่ยวกับการทำ Money management ในการทำ Reinvest กำไรที่เกิดจากหุ้นครับ ผมเคยคำนวนเล่นๆว่าพลังที่แท้ที่พลิกจากคนธรรมดามาเป็นเศรษฐีได้ก็ต้องมาจากการ Reinvest เนี่ยหล่ะครับ ยิ่งถ้าเรามี Expected 
    Return ของระบบที่แม่นยำแล้วมันจี๊ดมากๆ ^_^

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เหมือนคุ้นๆว่าจะเคยเขียนไปแล้วนะครับเรื่อง Re-Investing เดี๋ยวยังไงจะลองหาเรื่องมาเขียนให้ครับ ขอบคุณที่แนะนำครับ ^_^

  • Milligram9

    ขอบคุณครับ เป็นวิตามินบำรุงpsychologyที่ดีจริงๆครับ 

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณครับ คิดเหมือนกันเลยว่าน่าจะทำให้ Psychology แน่นขึ้นก็เลยเอามาเขียนครับ อิอิ

  • Somchat_sk55

    จา่กความเห็นของทุกๆ ท่าน ผมขอเสริมดังนี้นะครับ
    1.ผมเห็นว่าการพนันต่างจากการลงทุน/เก็งกำไร ก็คือ การพนันนั้นไม่มีหลักการ(ที่พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้ว) รองรับในการปฏิบัติ หรืออีกอย่างก็คืิอ เดา หรือ เสี่ยงเอา แล้วแต่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่การลงทุนหรือเก็งกำไรนี้มีหลักการรองรับ มีเหตุผล มีการใช้ความคิด มีการวางแผน มิใช่ แค่ลงเงินแล้วก็ลุ้น ดังนี้ จะเห็นว่า สิ่งที่เราอาจเห็นว่าเป็นการพนัน จริงๆ อาจเป็นการลงทุนได้ เช่น การเล่นไพ่โป๊กเกอร์ ซึ่งมีคนเล่นเป็นอาชีพและประสบความสำเร็จด้วย หรือบางอย่างเราคิดว่าเป็นการลงทุน แต่จริงๆ ก็อาจเป็นการพนันได้ ก็เช่น การซื้อขายหุ้นอย่างผมและท่านทั้งหลายทำนี่แหละ  ฉะนั้นคนที่รู้ว่ามันเป็นการพนันหรือไม่ก็มีแต่ตัวคุณเองนั่นแหละที่บอกได้

    2.ผมไม่เห็นว่าการลงทุนกับการเก็งกำไรต่างกัน แต่มันเป็นเหมือนการให้ได้มาในสิ่งเดียวกันด้วยวิธีที่ต่างกันเท่านั้นเอง ขณะที่พวกเทคนิเกิลเป็นผู้ฉกฉวยโอกาสตัวยง  พวกพื้นฐานก็เป็นผู้ที่มีความอดทนรอคอยอย่างยอดเยี่ยม (รอให้ตลาดตระหนักเห็นคุณค่าของหุ้นที่พวกเขาซื้อ แล้วเข้าซื้อตามทำให้ราคาสูงขึ้นในที่สุด) 

    ตรงนี้ผมไม่อยากให้ชาว VI ในเมืองไทยหลายๆ ท่าน มีความเห็นแบบสุดโต่ง เห็นแต่ความไร้แก่นสารในเทคนิคเกิล ขอให้คุณมองใหม่ เพราะแท้จริงแล้ว VI ผู้มีชื่อเสียงหลายๆ ท่าน ก็ยอมรับว่าลำพังแต่เทคนิเกิลก็อาจทำกำไรได้จริง (แม้แต่เกรเเฮมเอง) และหลักฐานตรงนี้คุณ mod ก็นำมาแสดงให้เห็นแล้ว

    เอาเป็นว่าขอให้คุณรู้จริงเถอะ ไม่ว่าจะเทคนิเกิล หรือ พื้นฐาน มันทำให้คุณประสบความสำเร็จได้แน่ ส่วนพวกที่ล้มเหลวก็คือ พวกที่เอาแน่นอนไม่ได้ ไม่รู้สไตล์ตัวเอง นั่้นแหละ

    ส่วนตัวผมเองพยามศึกษาให้มากทั้งพื้นฐานและเทคนิค และเห็นว่ามีคุณค่าทั้งสองอย่าง และควรบูรณาการกัน คือ คัดกรองบริษัทด้วยปัจจัยพื้นฐาน (แต่ไม่เข้าซื้อทันที หรือซื้อเฉลี่ยขาลง แล้วรอคอยอย่างอดทน VI ซึ่งเป็นจุดแข็งของเขา) แล้วหาจังหวะซื้อขายด้วยปัจจัยเทคนิค ดีที่สุด

    3.และขอเสริมตรงนี้เลยว่า ที่เข้าใจกันว่า VI นั้นรอกินปันผลอย่างเดียวนั้นไม่ถูกต้องนะครับ เพราะแท้จริง VI คือผู้ค้นหาคุณค่าของตัวหุ้น ที่ตลาดยังไม่เห็นและยังไม่แสคงคุณค่าออกมา แล้ว VI จะเข้าซื้อแล้วรอคอยให้ตลาดแสดงคุณค่าออกมา แล้วก็ทนถือ โดยเชื่อว่าของดีจริงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้  เมื่อใดที่คุณค่าที่แท้จริงตลาดได้แสดงออกมาแล้วเขาก็จะขายกินผลต่างเหมือนเหล่าเทคนิคนี่แหละ 

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เรื่องคำว่าการพนันกับการลงทุนผมว่ามันเป็นอะไรที่เส้นแบ่งบางมากๆ บางมากๆจนบางทีคนเราก็อาจไม่รู้ตัวอยู่ว่าเรากำลังพนันหรือลงทุนนะครับ 55 ขอบคุณครับ

      ปล. ความเห็นมีประโยชน์มากๆอีกแล้วครับ

  • http://twitter.com/mprandy mprandy

    ผมถือกำเนิดในโลกแห่งการลงทุน ด้วยการลงทุนแนวพื้นฐาน … จนเวลาผ่านมาก็ปีที่ 5 แล้ว ยังคงเป็นนักลงทุนบางเวลาอยู่เหมือนเดิม
    ประสบการณ์ผมถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนหลายคน ยิ่งนักลงทุนเต็มเวลาด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง
    เมื่อก่อนผมก็มีความเชื่อแบบนั้นนะครับ การลงทุน การเก็งกำไร เป็นของที่แยกจากกันอย่างชัดเจน

    แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาอันน้อยนิด ตัวเองยังโชคดีที่ได้ผ่านช่วงเวลาสำคัญที่มีลักษณะต่างกันอยู่ไม่น้อย ทั้งช่วง market crash (2008), super bull (2009-2010), volatile sideway (2011) และปีนี้ที่ดูจะเป็น volatile uptrend ได้ผ่านเหตุการณ์วิกฤติการเงินเมกา ดูไบ ยุโรป ความไม่สงบในประเทศ น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ฯลฯ

    จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ประสบมา … ผมเลิกเชื่อการแบ่งค่าย แบ่งแนวทาง แบ่งวิธี แล้วครับ ใช้วิธีไหนก็ได้ครับ ขอให้กำไรเป็นพอ

    เท่าที่เห็นมา คนที่มัวแต่บ้าเถียงกันเรื่องที่ว่า วิธีข้า ถูกต้อง ดีกว่า เก่งกว่า สุดยอดกว่า วิธีคนอื่นผิด เลว ห่วย สู้ไม่ได้ … มีแต่พวก noob, พวกกบในกะลา และพวกที่ตั้งตนเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เท่านั้น :D

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      พี่หมอแร้งงงส์ โดยเฉพาะย่อหน้าสุดท้าย แต่ก็สะใจดีนะครับเวลาอ่าน แบบว่าแทงตรงๆเลย 55 ขอบคุณความเห็นครับ

  • Gerasit

    ผมคิดว่า ทุกคนมีมุมองคำว่าการพนัน เฉพาะฝั่งผู้เล่น แต่สำหรับเจ้ามือ หรือเจ้าของธุรกิจคาสิโน เค้ามองว่าเค้าทำธุรกิจครับ เป้าหมายก็มีแค่ สร้างรายได้ให้มากกว่าค่าใช้จ่าย รายได้เค้ามาจาก เงินที่คนเล่นขนเข้าไป รายจ่ายเค้าคือ เงินรางวัลที่ต้องจ่ายให้กับคนเล่น และก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการอีก เช่น ค่าจ้างพนง ต้นทุนค่าสถานที่ อื่นๆๆๆ

    เรื่องการลงทุนกับการเก็งกำไร เป็นเหมือนเส้นขนานมานาน มันไปด้วยกันมาตลอด ถ้าไม่มีการก้าวข้ามเส้นมา ก็ไม่มีปัญหาให้ต้องถกเถียงกัน แต่ที่ผ่านมา กระแส ของการลงทุนแนวพื้นฐานมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่า คนไทยยังมีมุมมองแค่นั้น สำหรับเรื่องการลงทุน ยัังไม่ค่อยเข้าใจภาพรวมของการเทรดมากนัก

    เอาง่ายๆ คนในครอบครัวเพื่อนๆทุกคน มีมุมมองยังไงกับการเทรดบ้าง ก็คงเป็นธรรมดา คนไม่รู้ถ้าไม่ศึกษาก็ยังไม่รู้ต่อไปอยู่ดี

    เอาเป็นว่าผมเองยังอธิบายญาติๆได้ง่ายที่สุด ว่าทำธุรกิจ ซื้อมาขายไปค่าเงิน ^____^

    ผมชอบที่พี่มด พยายามเอาหลักฐานมาแสดงข้อเท็จริง มันมีประโยชน์มากๆเลยครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เรื่องนี้ก็น่าสนใจ บางที Mindset ของคนเก่งๆที่ทำเงินได้ในตลาดมักจะเป็นแบบเจ้ามือ Casino มากกว่าเป็นคนเล่นจริงๆ และผมก็เห็นว่าถ้าจะเล่นหุ้นให้เก่งๆต้องมี Mindset แบบคนที่ทำบ่อย Casino เป็นธุรกิจ พูดง่ายๆก็คือ Probabilistic Mindset นั่นเอง ^_^

  • jumb1101

    ขอบคุณพี่มดที่เอาข้อมูลที่เป็น Fact มาแชร์ครับ :D

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยินดีคร้าบบบบ

  • Somchat_sk55

     วันนี้ผมขอยืนอยู่ข้างนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าสักหน่อย (VI)

    จากหลักฐานทั้งหลายทั้งปวงตรงนี้  ผมคิดว่านักวิเคราะห์ทางเทคนิคทั้งหลายอย่าเพิ่งลำพองใจไป

    ผม
    เห็นว่านัก VI  เป็นผู้ที่มีความฉลาดอย่างมาก และมีความคิดเป็นตรรกะ
    ชนิดที่จำต้องได้ ซึ่งเป็นอะไรที่มีความมั่นคงชัดเจน เป็นหลักฐาน
    มากกว่าหลักการทั้งปวงที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคใช้เสียอีก
    ตรงนี้แหละที่ทำให้พวกเขาแทบจะหมดศรัทธาต่อหลักทางเทคนิคไปเลย
    (ตรงนี้ถ้าเราอ่านหนังสือของคุณเกรแฮม และ ดร.นิเวศน์ฯ
    เราก็จะพอเห็นแนวคิดของท่าน)
    เพราะหลักทางเทคนิคทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นซึ่งมัน
    ว่างเปล่า จับต้องไม่ได้ (ขณะที่ชาว VI เห็นมูลค่าสินทรัพย์อยู่โทนโท่)
    เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาย่อมทำให้นักวิเคราะห์ทางเทคนิคอ่อนไหวได้ง่าย
    หากศรัทธาในระบบของคุณไม่มากพอ
    (จะว่าไปศรัทธาของเหล่าเทคนิคมันพร้อมจะกร่อนตลอดเวลาอยู่แล้ว)
    คุณก็จะล้มเหลว ฉะนั้นความเชื่อมันตรงนี้แหละทำให้ผลการวิเคราะห์
    สุดท้ายคือ หาก VI เห็นว่าควรซื้อเขาอาจเข้าซื้อด้วยเงินทั้งหมดโดยไม่ลังเล
    แต่แม้เหล่าเทคนิคจะมั่นใจในทฤษฏีตนแค่ไหน ก็ไม่กล้าทำอย่างนั้นแน่
    (แต่ก็อุดช่องว่างด้วยการ Re-invesment มากๆ) และความอ่อนไหวตรงนี้แหละ
    ที่เป็นตัวก่อความเครียดอย่างร้ายกาจแก่ชาวเทคนิค ซึ่งหากคุณอายุมากขึ้น
    ร่างกายของคุณก็จะไม่อาจทานทนได้ (ความเครียดตรงนี้มันได้ทำลายสุขภาพ จอร์จ
    โซรอส และ ดรักเคน มิลเลอร์ อยู่) 
    ฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักเทคนิคเพรียว 
    รู้ว่าจริงอยู่ผลยืนยันทั้งหลายอาจแสดงให้เห็นว่า
    เทคนิคเพรียวอาจทำเงินได้ก็จริง แต่ให้รู้เ้ถอะ
    สักวันคุณอาจต้องลงจากจุดนี้ (คนแก่ที่สะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะกลัวเงินหาย
    บ่อยๆ คงไม่ดีแน่) 
    ฉะนั้นเวลานี้หากคุณมีความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคดีแล้วก็จริง 
    คุณก็ยังควรหาความรู้ทางด้านการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานไว้ด้วย 
    แล้วสุดท้่ายคุณจะเป็นเสือติดปีก และไร้เทียมทานแน่

    • วี

      ผมเห็นด้วยนะครับเพราะสุดท้ายแล้ว VI เป็นหลักการที่สามารถจับต้องมูลค่าได้จริง ไม่ใช้สร้างภาพในอากาศเหมือนหลักการทางเทคนิคหรือหลักการทางสถิติที่คนคิดยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้เลย แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเทคนิคพวกนี้จะไม่กลายเป็น system death ตัวอย่างเช่นพวกหลักการทางสถิติที่พี่มดเอามาให้ดูมันแสดงให้เห็นว่าใช้ได้ผลก็จริงแต่อย่าลืมนะครับว่านั่นเป็นช่วงที่เม่าตาดำๆไม่มีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ และไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องเทคนิคดังกล่าวสักเท่าไหร่(แม้แต่ตอนนี้ในห้องสินธรหรือแม้แต่เม่าฝรั่งเองการลงทุนแบบ systematic trading ก็ไม่ค่อย popular สักเท่าไหร่) แต่ถ้าอีกสัก 20 ปีหน้ามีคนรู้เรื่องหล่านี้เยอะขึ้นๆเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าระบบเหล่านี้จะยัง work อยู่ ผมคิดว่าอาจจะเหมือนบทความนึงที่ ดร.นิเวศน์เขียนน่ะครับว่าอะไรที่มันง่ายๆมักจะทำลายตัวเอง                               แต่ที่บอกว่าชาว VI มีศรัทธาในระบบมากกว่าผมกลับเห็นตรงกันข้ามนะครับเพราะธรรมชาติสร้างให้เราเป็นนักเก็งกำไร คนที่จะมองหุ้นว่าเป็นการลงทุนเพื่อเติบโตไปกับบริษัทจริงๆมีน้อยมากครับมีแต่ VI wannabe ซะเยอะ เพราะงั้นผมว่าคนแรกๆที่จะเลิกศรัทธาระบบการลงทุนของตัวเองก็คือพวก VI เก็นี่แหละครับ

      • Somchat_sk55

         เรื่องระบบที่อาจตายนั้นผมเห็นชอบด้วยทุกประการ แต่ตรงนี้ผมเข้าใจว่าคุณมดพยายามจุดประกายแนวคิดในการสร้างระบบให้กับทุกๆ คน (คงเอาไปใช้ซื่อๆไม่ได้แน่ ตั้งแต่มันถูกลงบทความแล้ว จะว่าไปคุณมดก็ขอสงวนสิทธิ์ป้องกันตนไว้อยู่แล้ว เมื่อแสดงให้ดู)
        อนึ่งในบรรดาหลักการที่ไร้ตัวตนทั้งหลายของสายเทคนิค ถ้าพูดตัวที่หนักแน่นที่สุดที่จะสนับสนุนสิ่งที่คุณ mod พยายามทำอยู่นี้ ก็คือ ลักษณะของการทำคณิตศาสตร์ประกันภัยนั่นเอง

        บุทสรุปทุกๆ อย่างทางเทคนิคเกิลนั่นเป็นเพียงการคาดการณ์ และบทสรุปนี้พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงปรับแผนได้เสมอเมื่อได้ข้อมูลมาเพิ่มเติมอีกในวันข้างหน้า ซึ่งมันอาจทำให้ข้อสันนิษฐานเดิมหนักแน่นขึ้น (มาถูกทาง) หรือเปลี่ยนไป (รีบตัดขาดทุน และคิดใหม่) เปรียบเหมือนคนขับรถบนถนนที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกหนา  แต่ทางเส้นนั้นคุณอาจเคยใช้มันหรืออะไรที่คล้ายๆ มัน (ยามที่ไม่มีเมฆหมอก) คุณอาจพอรู้เลาๆ ได้ถึงความกว้างถนน หรือสิงปลูกสร้างใหญ่ๆ แถวนั้น แต่คุณไม่มีวันมองเห็นข้างหน้าชัดเจนเลย ฉะนั้นคุณต้องขับช้าๆ ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นอาจตกถนนได้ง่ายๆ

        ส่วนที่ผมว่า VI เป็นผู้มีความศรัทธาต่อระบบตนยิ่ง ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แบ่ง VI ให้ห่างไกลจากชาวเทคนิค (ตรงนี้ดูการเปรียบอย่างสุดขั้วระหว่าง โซรอส กับ บัพเฟตต์) เพราะถ้า VI ไม่ศรัทธามั่นคงขนาดนั้น เขาคงนั่งใจเย็นทนดูราคาหุ้นตกของตนตกมากกว่าครึ่ง ไม่ได้แน่ (เผลอๆ เข้าซื้อเฉลี่ยขาลงอีก ทำได้ไง)  ถ้าเป็นชาวเทคนิคล่ะก็ เผ่นแนบแล้วครับ แต่หากว่าวันข้างหน้า VI ผู้นั้นจะเปลี่ยนเป็นชาวเทคนิคแล้วล่ะก็ ก็อีกเรื่องหนึ่ง

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ผมเห็นว่าจริงๆแล้วหลักการทางเทคนิคไม่ใช่ว่าเป็นสิ่่งที่จับต้องหรืออธิบายไม่ได้ขนาดนั้นนะครับ มันมีเหตุผลอธิบายได้อยู่ในเชิงจิตวิทยาและในปัจจุบันก็มีการศึกษาจนเป็นวิชาที่มาแรงมากๆก็คือ Behavioral Finance ครับ ตรงนี้ลองไปอ่านๆดูจะเห็นได้ว่ารากมันมาจากอะไรอย่างชัดเจน (จำได้ว่ามันยังเคย Refer ถึงหนังสือ Psychology of Stock Market ซึ่งเขียนโดย Selden เมื่อปี 1912 หรือ 100 ปีที่แล้วเลย แต่หา Link ไม่เจอครับต้องขอโทษที)

      สำหรับผม Index ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่สวยงามในระยะยาวของ Trader เหล่านี้คงไม่ถือว่าเป็นวิมานอากาศครับ เพราะมันคือซากที่เกิดขึ้นจากสงครามการเงินที่เดิมพันกันด้วยเงินจำนวนมหาศาลจริงๆ นอกจากนี้แล้วผมเห็นว่าการนำสิ่งต่างๆมา Approve ด้วยหลักการทางสถิติว่ามันเป็นสิ่งที่ Valid ได้นั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ไร้สาระ เพราะมันเป็นศาสตร์และวิชาที่ช่วยให้คนเราสร้างสิ่งต่างๆหรือเกิดการประมาณการณ์ที่เป็นประโยชน์มาแล้วนับไม่ถ้วน (ไม้จิ้มฟันยันเรือรบจริงๆ)

      บางทีแล้วตรรกะของการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นอาจเข้าถึงได้ยากหน่อย เพราะมันไม่ใช่ True of False แต่มันเป็นตรรกในเชิงสถิติเสียมากกว่า ดังนั้นมันอาจขัดกับความเคยชินของคนส่วนใหญ่ครับ

      เรื่องการลงเดิมพันจนหมดหน้าตักในคราวเดียวผมว่ายิ่งเรามั่นใจในทฤษฏีเรามากเท่าไหร่ เราจะไม่ทำแบบนั้นครับ เพราะเราจะค่อยๆมั่นใจว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนโดยเฉพาะตลาดหุ้น และเรื่องของเงินหายผมว่าก็กลัวกันทุกคนนะครับจะมากจะน้อยก็ว่ากันไป ซึ่งหลายๆครั้งความกลัวตรงนี้ผมคิดว่ามีประโยชน์เพราะมันทำให้เราไม่มั่นใจหรือวางใจอะไรเกินไปจนประมาท แต่อย่าให้มันมากเกินจุดพอดีไปก็พอแล้ว

      เรื่อง System Death ถามว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามันจะไม่เกิดขึ้น ผมคิดว่าไม่มีใครมั่นใจได้ทั้งนั้นไม่ว่าคุณจะลงทุนสายไหน ยิ่งถ้าคุณมั่นใจ 100% นั่นถือเป็นจุดอันตรายมาก เพราะคุณไม่เผื่อความผิดพลาดเอาไว้ในแผนคุณเลย อย่างไรก็ตามเราก็มีวิธีการที่จะ Detect อาการของ System Death ได้อยู่แล้วครับ หรืออีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ง่ายมากๆก็คือการกระจายระบบคล้ายๆกับกระจายหุ้น วิธีนี้ถ้าระบบใดตายไปกระทันหันก็จะไม่ส่งผลมากครับ

      เรื่องผลตอบแทนที่บอกว่ามันเกิดขึ้นเฉพาะในยุคที่คนส่วนใหญ่ไม่มีคอมก็ไม่น่าจะจริงเพราะทุกวันนี้ Index ก็ยังคงเป็นบวกและวิ่งขึ้นมาเรื่อยๆอยู่ แต่อาจจะให้ Return น้อยลงเนื่องจากตลาดมันมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างที่ว่า และถ้าลองไปเทียบกับ Benchmark ไม่ว่าจะเป็นดัชนีหรือผลตอบแทนของสายอื่นๆนั้นถือว่าไม่น้อยหน้าเลยครับ

      เรื่องที่ว่า Systematic Trading ไม่ค่อย Popular เท่าไหร่เมื่อเทียบกับสไตล์อื่นๆ (มองแบบ Market Share) อันนี้ผมถือว่าเป็น Barrier ที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับการลงทุน แต่ถ้าถามว่าแนวโน้มของมันเป็นอย่างไรผมว่ามันค่อยๆได้รับการยอมรับและจำเป็นขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากมัน Duplicate ได้และ และขยับขยาย Scale ในการปฏิบัติการได้ครับ สมัยนี้ผมอ่านเจอกองทุนใหญ่ๆหลายกองก็ใช้ Computer ในการส่งคำสั่งตาม Algo กันแทบทั้งนั้นเพราะมันได้เปรียบทั้งเรื่องความเร็ว, ความแน่นอนเที่ยงตรงและตุ้นทนครับ

      ถามว่าอีกสัก 20 ปีข้างหน้าถ้ามีคนรู้เรื่องเหล่านี้เยอะขึ้นเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันจะยัง Work อยู่ จริงๆนี่ก็เคยเป็นคำถามหนึ่งของเมื่อ 20-30 ปีมาแล้วเช่นกัน แต่ทำไมวันนี้มันยังยืนอยู่ได้ ก็เพราะ Greed n Fear ของมนุษย์ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ยากจะเปลี่ยนแปลงครับ และถ้าใครเคย System Test บ่อยๆจะเห็นเลยตัวแปรที่มีความเสถียรในการเก็งกำไรมากๆมักจะเป็นตัวแปรที่ยากมากๆต่อจิตใจในการจะทำลงไปจริงๆ นอกจากนี้แล้วระบบที่มีความเสถียรมากๆก็มักจะเป็นระบบที่คนส่วนใหญ่รับไม่ได้เพราะขัดกับความเชื่อและความต้องการ เช่น มี %Win Rate ต่ำๆ, Drawdown ที่ยาวนาน หรือแม้แต่มี Consecutive Losses ที่เยอะมากๆ ไอ้พวกธรรมชาติเหล่านี้แหละครับที่มักจะถีบให้คนตกจากระบบได้ง่ายๆสบายๆเลย

      ถึงแม้ตัวแปรหรือระบบหลายๆอย่างอาจดูง่ายไม่ซับซ้อน แต่มันยากในการที่จะทำได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว มันอาจ Simple แต่ไม่ Easy ครับ ^_^

      • Somchat_sk55

        1.ก่อนอื่นผมขอออกตัวไว้ก่อนว่าวันนี้ผมก็เลือกสายเทคนิคเกิลเหมือนกัน (แต่หลักทางสถิติผมยังห่างไกลคุณมดมากมาย ) แต่ข้อติงทั้งหลายเหล่านั้น เป็นความพยายามเข้าใจในชาว VI ของผม แล้วติงต่อชาวเทคนิค (ผมก็ชั่งใจอยู่ ว่าจะเป็นไรไม๊ เพราะมันไม่ใช่เว็บของชาว VI) แต่ทั้งนี้ผมก็เพียงแต่คิดว่าความคิดนี้เหล่านี้ย่อมเป็นกระจกอันดีเยี่ยมสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งของชาวเทคนิคได้ (ถึงบอกว่าอย่าลำพองใจไป ลองฟังชาว VI บ้าง) 

        2.ดูจากลีลาการตอบรายประเด็นอย่างละเอียดของคุณมด นับว่าคุณมดมีทัศนคติเป็นนักวิเคราะห์ทางเทคนิคบริสุทธ์ ที่ดีเยี่ยมทีเดียว 

        3.ความเห็นในวรรค 1 ถึง วรรค 3 ผมเห็นด้วยทุกประการ (แต่ก็อย่างที่ว่าแม้จะมีศาสตร์เหล่านี้รองรับหลักทางเทคนิค  VI ก็ยังเห็นว่ามันเป็นเพียง “การคาดการณ์อนาคต” เท่านั้น ตรงนี้แหละที่ VI เห็นว่ามันคือ “นกที่คุณเห็นเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ไม่อาจสู้นกที่อยู่ในมือคุณ” นี่คือทัศนคติของชาว VI จริงๆ 

        4.ระบบป้องกันตัวของชาว VI คือ ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย ซึ่งมีการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้ง และอาศัยความถนัดในอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วย ทำใ้ห้เขาดึงมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทออกมาได้และกล้าลงทุนได้จำนวนมากเหมือนเข้าเป็นเจ้าของกิจการ (แต่ถ้าราคาสะท้อนคุณค่าออกมาแล้วเขาก็ไม่ซื้อ เพราะเขาคิดว่ามันแพงแล้ว ไม่เสี่ยง)

        5.ความเห็นตั้งแต่วรรค 5 เป็นต้นไป เห็นด้วยทุกประการครับ 

        ก็หวังว่าชาวเทคนิคทุกท่านคงไม่รู้สึกขัดใจนะครับ ที่ผมแสดงความเห็นจี้ใจดำออกไปอย่างนี้ ใจจริงมิใช่จะหวังเอาชนะคละคลาน เป็นแต่เพียงแชร์ความรู้แก่กันหลายๆ ด้านเท่านั้น ^_^ 

        • Tee-De

          ผมก็เหนชาว VI ก็คาดการณ์ หรือ ปรับประมาณการ  ผลประกอบการ  งบการเงิน ยอดขาย รายได้ และตัวเลขอื่นๆ อยู่ตลอด เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ๆ เข้ามากระทบบริษัท (VI ที่รู้จริง คงไม่มีใครเอาตัวเลขต่างๆ ในอดีตมาใช้เลยหรอกครับ)
           ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะไม่มีใครรู้อนาคตนั่นเอง   ^o^  

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ไม่มีปัญหาเลยครับ ^_^ ผมว่าถ้าคุยแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุผลช่วยกันคิดช่วยกันทำโดยไม่ได้หวังจะมาทะเลาะกัน มันน่าจะยิ่งทำให้พวกเราไทยแลนด์พัฒนาสู้กับฝรั่งเขาได้บ้างสักวันนะครับ อิอิ

  • http://twitter.com/3dotts

    ตอนเข้าตลาดใหม่ๆำก็เคยเป็นกบในกะลาเหมือนกันครับ แต่พอเปิดใจให้กว้างอะไรๆก็ดีขึ้น

    สงสัยนิดนึงครับว่าทำไมบทความนี้ถึงไม่โชว์ใน rss feed พอดีผม subscribe ผ่าน google reader แต่ไม่เห็นมัน update บทความล่าสุดเหมือนทุกครั้ง

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เรื่อง Feed นี่ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับเพราะของผมก็ไม่ขึ้น จะลองเช็คดู ถ้าบทความหน้ายังไม่ขึ้นอีกเดี๋ยวผมคงต้องลองถามทาง Host ดูอีกที ยังไงฝากช่วยบอกหน่อยนะครับถ้ายังมีปัญหาอีก ขอบคุณมากๆเลยครับ

  • Neo_potato_th

    นอกจากการกระจาย system ทีต้องทำอยุ่แล้ว
    คุณmod มีแนวทางในการ detect system death ยังไงครับ 

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ผมสังเกตุพวกค่าอัตรส่วนต่างๆภายใต้ผลการเทรดจำนวนหนึ่งเอาอีกทางครับว่ามันคลาดเคลื่อนไปจากผล Test ที่เคยทำไว้แค่ไหน แต่ต้องสรุปภายใต้ผลการเทรดจำนวนเยอะเหมือนกันครับ (30up) ดังนั้นก็จะวาง System Stop จาก Max DD ที่ประเมิณไว้รวมถึง Equity Curve Stop ด้วย แต่พูดตามตรงจนถึงวันนี้ยังไม่เคยโดย System Stop และห่างไกลจากจุดนั้นอยู่พอสมควรเลยยังไม่มีประสบการณ์ตรงในการหยุดระบบนะครับ 55

      • Neo_potato_th

        กว่าจำนวนNจะพอบางระบบคงต้องดูเป็นปีเลยมั้งครับ:D

  • Pawinvarasin

    ยอดเยี่ยมเหมือนเคยครับ :D

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณครับผม :D

  • ผู้แพ้ ชอบพูดจากความคิดเห็น แต่ ผู้ชนะจะพูดจากข้อมูล ข้อเท็จจริง จากงานวิจัย จากการทดลอง ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า   “ผมไม่เคยเจอนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ!” ก็สรุปได้ชัดเจนว่า บุคคลท่านั้นอยู่ในหมวดหมู่ไหน ^_^ ดังนั้นแล้ว นักเก็งกำไร ก็เดินหน้าสร้างผลกำไรกันต่อ 555+ 

  • broker inter

    ทดลองเล่น DEMO ฟรี กรุณาคลิ๊ก จาก link ที่นี้ค่ะ

    Free DEMO and 60 % bonus
    please click this link

    https://www.ironfx.com/en/wb-register#tcs-full-text?utm_source=003383&utm_medium=link&utm_campaign=IronFX_Sales