หุ้น Turtle เงิน ชั้นเชิงและกลยุทธ์ในการซื้อ-ขายหุ้น Tactics of Turtle Traders (ตอนที่ 2)

มาต่อกันกับ ชั้นเชิงและกลยุทธ์ในการซื้อ-ขายหุ้น Tactics of Turtle Traders (ตอนที่ 2) กันเลยครับ ตอนนี้ค่อนข้างที่จะเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาการลงทุนและระเบียบวินัยในการลงทุนอยู่มากทีเดียว โดยอาจทำให้หลายๆคนที่กำลังหันมาใช้ระบบในการเล่นหุ้นอยู่กลืนน้ำลายดังอึ้กๆกันพอสมควรครับ (เพราะโดนใจดำตัวเอง) ว่าแล้วก็คลิ้กเข้ามาอ่านต่อเลยครับ

 

ซื้อความแข็งแกร่ง-ขายความอ่อนแอ

หากเมื่อไหร่ที่สัญญาณการซื้อ-ขายนั้นเกิดขึ้นพร้อมกัน พวกเราจะเลือกซื้อสัญญาณที่มีความแข็งแกร่งที่สุดเสมอ และขายสัญญาณที่มีความอ่อนแอที่สุดเช่นกัน

เรานั้นจะเข้าซื้อหน่วยลงทุนเพียงตัวเดียวเท่านั้น ในตลาดที่เหมือนกันหรือตลาดเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น แทนที่เราจะซื้อสัญญาน้ำมันดิบของเดือนกุมภาพันธ์, มีนาคม หรือเมษายนเข้ามาพร้อมๆกันนั้น เราจะเลือกเพียงตัวเดียวที่มีมีสัญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด โดยมีปริมาณการซื้อขายและสภาพคล่องอย่างมากประกอบด้วย

นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ! ภายใต้ตลาดที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันนั้น สัญญาณซื้อที่ดีที่สุด คือสัญญาณที่เกิดขึ้นในตลาดที่แข็งแกร่งที่สุด (ซึ่งสามารถที่จะสังเกตเห็นได้ โดยที่มันมักจะทำตัวโดดเด่นกว่าหน่วยลงทุนตัวอื่นๆในตลาดหรือกลุ่มเดียวกัน) ในทางกลับกันนั้น การขายชอร์ตที่มักจะทำกำไรก้อนใหญ่นั้น ก็มักจะมาจากสัญญาณในตลาดที่มีความอ่อนแอที่สุดในกลุ่มหรือตลาดเดียวกันนั่นเอง

สำหรับ Turtle Traders นั้น เรามีวิธีเพื่อใช้ในการวัด หรือบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งและอ่อนแอของตลาดต่างๆได้อยู่หลายวิธี โดยวิธีที่ง่ายและเป็นที่นิยมที่สุดก็คือ การมองไปที่กราฟของราคาและวิเคราะห์ออกมาว่ากราฟตัวไหนนั้น “ดูเหมือนว่า” จะแข็งแกร่งที่สุด (หรืออ่อนแอที่สุด) โดยอาศัยการวิเคราะห์จากสายตาของเราเอง

Turtle Traders บางคนนั้น อาจใช้วิธีการวัดโดยวิเคราะห์จากว่า ตั้งแต่ที่ราคาของมัน Breakout ขึ้นมานั้น มันได้วิ่งมาเป็นระยะทางกี่ N แล้ว หลังจากนั้นจึงเลือกซื้อหน่วยลงทุนหรือตลาดที่วิ่งขึ้นมามากที่สุดเมื่อเทียบกับค่า N นั่นเอง

ยังมี Turtle Traders บางคนที่อาจนำเอาราคาปิดของวันล่าสุด มาลบออกด้วยราคาปิดเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แล้วจึงนำมาหารด้วยค่า N ในวันปัจจุบันเพื่อที่จะทำให้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยหน่วยลงทุนหรือตลาดที่ให้ค่ามากที่สุดนั้น คือตลาดที่แข็งแกร่งที่สุด และหน่วยลงทุนหรือตลาดที่ให้ค่าน้อยที่สุด คือตลาดที่มีความอ่อนแอที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวิธีการทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะสามารถใช้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณนั้นต้องถือ Long Position ในตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดเสมอ และขาย Short Position ในตลาดที่มีความอ่อนแอที่สุดนั่นเอง


 

 

การโยกย้ายสัญญา ในกรณีที่สัญญาที่หมดอายุ

เมื่อถึงวันที่สัญญา Future Contract นั้นถึงเวลาหมดอายุของมันแล้ว มีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง ที่จะต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจโยกย้ายเปลี่ยนไปถือสัญญาใหม่ต่อไป

อย่างแรกก็คือ มีหลายกรณีที่สัญญาของเดือนใกล้ๆนั้นมีแนวโน้มที่ดี แต่สัญญาของเดือนที่ไกลออกไปนั้นกลับทำตัวออกมาไม่ดีเท่าไหร่นัก ดังนั้น จงอย่าโยกย้ายเปลี่ยนไปถือสัญญาในเดือนใหม่จนกว่าที่สัญญาใหม่นั้นจะแสดงรูปแบบของราคาที่ดีออกมา

อย่างที่สองก็คือ การโยกย้ายไปถือสัญญาใหม่นั้นควรกระทำก่อนที่ปริมาณการซื้อขาของสัญญาเดิมที่จะหมดอายุนั้นยังคงมีสภาพคล่องอยู่ โดยตัวแปรที่จะบอกให้เราทราบว่าแค่ไหนจึงจะถือว่ายังมีสภาพคล่องอยู่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า “ขนาดการลงทุน หรือ Position Size” ของเรานั้นใหญ่แค่ไหน ซึ่งกฎโดยทั่วไปก็คือ Turtle Traders จะทำการโยกย้ายการถือสัญญา จากสัญญาเดิมไปยังสัญญาของเดือนใหม่ประมาณสอง-สามสัปดาห์ ก่อนที่สัญญาเดิมจะหมดอายุไป ยกเว้นว่าสัญญาเดิมนั้นยังคงมีสัญญาณและรูปแบบราคาที่โดดเด่นกว่าสัญญาใหม่อยู่เป็นอย่างมาก

ส่งท้าย

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น ถือได้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว สำหรับระบบการลงทุนแบบเซียนเต่า Turtle Trading System ซึ่งมันก็อาจจะเป็นอย่างที่คุณกำลังคิดอยู่ ว่ามันไม่ใช่ระบบที่มีความซับซ้อนเท่าไหร่นัก

แต่จงจำไว้ให้ดีว่า เพียงแค่คุณรู้ถึงกฎต่างๆเหล่านี้นั้น ยังไม่เพียงพอที่คุณจะสร้างความร่ำรวยจากการเล่นหุ้นขึ้นมาได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณจะต้องสามารถทำตามกฎหรือระบบให้ได้ด้วยเช่นกัน

จงจำคำพูดที่ Richard Dennis ได้เคยกล่าวเอาไว้ให้ดีว่า

“ผมมักจะพูดเสมอว่า คุณสามารถที่จะนำเอากฎและวิธีการเก็งกำไรของผมไปทำการพิมพ์และเผยแพร่ลงในหนังสือพิมพ์ก็ได้ แต่จะไม่มีใครทำตามมันหรอก กุญแจสำคัญที่สุดนั้นก็คือ ความสม่ำเสมอและวินัยในการลงทุนต่างหาก ถึงแม้ว่าทุกๆคนจะสามารถเขียนกฎ หรือระบบการลงทุนที่ดีเทียบเท่ากับประมาณ 80% ของระบบที่เรากำลังสอนพวกคุณอยู่ก็ตาม แต่สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ก็คือ การที่พวกเขาจะเชื่อมั่นในระบบ และปฏิบัติตามกฎต่างๆอย่างเคร่งครัดแม้ในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ก็ตาม”

- อ้างอิงจากหนังสือหุ้น Market Wizards เขียนโดย Jack D. Schwager

บางทีแล้ว หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด ในการที่จะยืนยันถึงความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดีนั้น อาจอยู่ในผลการลงทุนของเหล่า Turtle Traders เองก็เป็นได้

มี Turtle Traders อยู่หลายคนเช่นกันที่พวกเขาไม่สามารถที่จะทำกำไรจากตลาดได้ ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นเพราะว่ากฎต่างๆนั้นไม่มีประสิทธิภาพ แต่มันเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะทำตามกฎได้ต่างหาก และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ถึงแม้จะมีคนหลายๆคนได้อ่านบทความชิ้นนี้ แต่จะมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่จะสามารถประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรโดยใช้ระบบของเหล่า Turtle Traders ด้วยเช่นกัน และเช่นเดิม นี่ไม่ใช่เพราะว่ากฎต่างๆนั้นไม่มีประสิทธิภาพ แต่นี่เป็นเพราะว่าผู้คนที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้หลายๆคนนั้น จะไม่มีความเชื่อมั่นพอที่จะปฏิบัติตามกฎต่างๆเหล่านี้ได้อย่างเคร่งครัดนั่นเอง

กฎและระบบของเหล่าเซียนเต่า Turtle Trader นั้น มีความยากในการที่จะปฏิบัติตามเป็นอย่างมาก เนื่องจากแนวคิดของมันอยู่ที่การจับกระแสแนวโน้มใหญ่ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ผลก็คือ เวลาอาจผ่านไปหลายๆเดือน หรืออาจเป็นปีๆ ก่อนที่จะได้เจอกับช่วงเวลาที่ได้กำไรขึ้นมา โดยในระหว่างช่วงเวลานี้เอง มันจึงมีแนวโน้มง่ายมากที่เราจะเกิดความสงสัยในประสิทธิภาพของระบบขึ้นมาได้ และเลิกที่จะปฏิบัติตามกฎต่างๆนั่นเอง โดยคุณอาจเกิดความสงสัยขึ้นมาได้ต่างๆนาเช่น

กฎต่างๆเหล่านี้นั้นจะสามารถใช้ได้อีกต่อไปหรือไม่? หุ้น_green-sea-turtle

ตลาดนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่?

มีอะไรสำคัญที่ยังขาดหายไปจากกฎเหล่านี้หรือไม่?

ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่ากฎต่างๆเหล่านี้ยังคงใช้ได้อยู่?

เคยมีสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มฝึกหัด Turtle Traders กลุ่มแรก ที่โดนไล่ออกจากโปรแกรมการฝึกฝนก่อนที่จะจบการฝึกฝนในปีแรก ได้เคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆว่า ยังมีการปิดบังข้อมูลที่สำคัญบางอย่างเอาไว้ในชั้นเรียนของเหล่า Turtle Trader โดยเขาเชื่อว่ายังมีความลับบางอย่างที่ Richard Dennis ไม่ยอมเปิดเผยออกมาอยู่ แต่โดยความเป็นจริงแล้ว คนผู้นี้นั้น คือคนที่ไม่สามารถที่จะยอมรับความจริงได้ว่า ผลการลงทุนที่ย่ำแย่ของเขานั้น เป็นผลมาจากความไม่มั่นใจ และเคลือบแคลงสงสัยในกฎต่างๆ ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามกฎต่างๆได้นั่นเอง

อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญนั้นก็คือ ความรู้สึกโน้มเอียงที่อยากจะเปลี่ยนกฎต่างๆนั่นเอง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เหล่า Turtle Traders หลายๆคนนั้น พยายามที่จะลดความเสี่ยงของระบบการลงทุนลง โดยการพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงกฎบางอย่างซึ่งบางครั้งกลับให้ผลร้ายกลับตามมา

ยกตัวอย่างเช่น การที่ไม่ได้เข้าซื้ออย่างรวดเร็วตามที่กฎได้ระบุเอาไว้ (คือการเพิ่มทุกๆ 1 Unit/ ½ N) ถึงแม้ว่าการทำเช่นนี้อาจดูเหมือนว่าจะปลอดภัยมากขึ้น แต่ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นกลับกลายเป็นว่า จากระบบการเข้าซื้อของ Turtle System นั้น การเพิ่ม Position ช้าเกินไปนั้น มีโอกาสอาจทำให้เมื่อหุ้นย่อตัวลงมาแล้ว ราคาจะชนกับจุดตัดขายบ่อยขึ้น ผลก็คือการขาดทุนที่มากขึ้นนั่นเอง ในขณะที่วิธีการเพิ่ม Position อย่างรวดเร็วนั้นจะช่วยให้มันรับมือกับการย่อตัวของหุ้นได้ดีขึ้นโดยจะไม่ทำให้เกิดสัญญาณการตัดขาดทุนขึ้นมานั่นเอง จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแม้เพียงเล็กน้อยนั้น สามารถที่จะมีผลกระทบต่อผลกำไรของระบบได้เป็นอย่างมากทีเดียว

ในการที่คุณจะยกระดับความมั่นใจในระบบขึ้นมานั้น คุณจำเป็นจะต้องพยายามปฏิบัติตามกฎต่างๆของระบบอย่างเคร่งครัด ไม่ว่ามันจะเป็นระบบ Turtle System, ระบบที่คล้ายคลึงกัน หรือระบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม มันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่คุณควรจะทำการทดสอบและวิจัยระบบของคุณ โดยการใช้ข้อมูลการซื้อ-ขายในอดีตที่ผ่านมา (Historical Trading Data) เป็นฐานข้อมูลนั่นเอง โดยที่การรับฟังจากผู้อื่นว่าระบบการลงทุนใดๆนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือแม้กระทั่งจากการที่คุณได้อ่านบทสรุปจากผลการวิจัยของบุคคลอื่นนั้น ยังไม่ถือว่าเพียงพอทั้งสิ้น คุณควรที่จะทำการทดสอบวิจัยระบบการลงทุนด้วยตัวของคุณเองเท่านั้น

คุณควรลงไปคลุกฝุ่น และลงไปมีส่วนร่วมในการวิจัยด้วยตัวคุณเอง คุณควรที่จะเจาะลึกเข้าไปถึงข้อมูลในการซื้อ-ขายแต่ละครั้ง และคุณควรที่จะมองไปที่กราฟข้อมูลการเติบโตของเงินทุนของคุณ(Equity Logs)ด้วยเช่นกัน อีกทั้งคุณยังควรที่จะทำความคุ้นเคยกับวิถีทางการซื้อ-ขายของระบบที่คุณจะใช้, ข้อจำกัดของมัน รวมถึงข้อมูลความถี่ในการขาดทุนของระบบด้วย

มันจะเป็นการง่ายกว่ามาก ในการที่คุณจะสามารถทนกับการขาดทุนที่ยาวนานถึง 8 เดือนได้ หากเพียงคุณได้รู้ว่าระบบของคุณนั้น เคยมีช่วงเวลาการขาดทุนที่ยาวนานพอๆกันกับตอนนี้หลายต่อครั้ง ในช่วงเวลาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมันจะยิ่งง่ายขึ้นไปอีกในการที่คุณจะกล้าซื้อเพิ่มอย่างรวดเร็วตามที่กฎได้บอกเอาไว้ หากคุณได้รู้ว่าการซื้อเพิ่มอย่างรวดเร็วนั้น คือกุญแจสำคัญในการทำกำไรของระบบการลงทุนของคุณนั่นเอง

ในที่สุดบทนี้ก็จบจนได้ครับ เหลือเพียงอีกตอนเดียวที่ “เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบเซียนเต่า The Turtle Traders นี้จะจบลงแล้วครับ (รู้สึกเศร้ายังไม่รู้ เหมือนว่าแปลมานาน 55) ยังไงก็รอติดตามตอนสุดท้ายได้นะครับว่าจะเป็นอย่างไร สำหรับวันนี้แปลมายาวพอสมควร ผมหมดแรงแล้วครับ อิอิ แล้วเจอกันใหม่ที่ แมงเม่าคลับ.คอม นะครับ

  • kindly

    ขอบคุณครับ (ยาวแค่ไหนก็อ่านจบนะครับ ^^)

  • Nick

    ใกล้หมดแล้วเหรอครับ
    ตามอ่านมาตลอด…

    ให้เครดิตเจ้าของเวปครับ

  • mod

    เงียบจังแฮะ สงสัยวันนี้ตลาดทำพิษกันหมด :)

  • speedone

    ตอบก่อน เย็นๆจะแวะมาอ่าน ^^

    อยากถามท่าน mod หน่อยว่า ระบบนี้เหมาะกับกราฟ TF ไหนครับพวก5-15นาทีไหวหรือเปล่าครับ

  • mod

    ไม่แน่ใจว่ากราฟ tf หมายถึงอะไร มาม่ารึปล่าวครับ ?

    หรือ future

    จริงๆแล้วระบบนี้ดีไซน์มาให้เล่นกราฟ day นะครับ แต่ผมพบว่าใช้กับกราฟ Week ก็ดูดีอยู่หากจะเล่นใน Time Frame ยาวๆ อีกอย่างผมชอบถือนานหน่อย Reward-risk Ratio มันสูงดีครับ เล่นแล้วไม่เหนื่อย ไม่ต้องลุ้นมาก แต่ค่อยๆ Collective Wealth ขึ้นมาเรื่อยๆ

    ส่วนกราฟราย 5-15 นาทีไม่เคยลองจริงจังครับ เพราะปกติแทบไม่ได้ใช้เลย เลยขอไม่ตอบนะครับกลัวผิดพลาด รอดูว่ามีใครใช้บ้างแล้วช่วยตอบหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

    ปล.ถ้าถามว่าระบบนี้ไหวไหม ผมว่าดูแค่สัญญาณการซื้อขายไม่ได้ครับ ต้องไปดูแก่นของมันว่าแนวคิดเป็นอย่างไร และ MM ที่นำมาใช้ประกอบเหมาะสมหรือไม่ เพราะต่อให้ระบบใดๆมีประสิทธิภาพแต่ใช้ MM ไม่เหมาะสมเพราะ Risk มากเกินไปก็ล่มได้เช่นกันครับ

  • polly

    แปลได้ดีมากๆครับ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ผม download ภาษาอังกฤษมาอ่านแปลเองไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ

  • rot

    ขอบคุณครับ

  • tea_for_two

    ผมว่าการเป็น trend follow นั้นปลอดภัยต่อเงินต้นดี
    แต่ที่ว่าต้องเข้าซื้อทุกครั้งที่เกิดสัญญาณเนี่ย
    ส่วนใหญ่เป็นสัญญาณหลอกบางทีทำเอาเราท้อ(_ _!)ไปเลยเหมือนกันนะ (ถึงจะได้วิชาดูนิวไฮด์จากคุณมดไปก็ตามเถอะ)

  • mod

    “แต่ที่ว่าต้องเข้าซื้อทุกครั้งที่เกิดสัญญาณเนี่ย ส่วนใหญ่เป็นสัญญาณหลอกบางทีทำเอาเราท้อ(_ _!)ไปเลยเหมือนกันนะ”

    น่าจะพอมีวิธีที่ช่วยทุเลาความรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกันครับ เช่น

    1. หาระบบหรือสัญญาณที่เราเชื่อมัน และมีลุ้นทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น หรือมีความหวังกับมันครับ

    2. การเพิ่ม Filter สำหรับสัญญาณที่เกิดขึ้น ให้เกิดให้น้อยลง อย่างเช่นระบบของ Turtle นี้หากอ่านแล้วตีความดีๆ Filter ของ Turtle คือการเลือกเฉพาะ Strogest Market เท่านั้น ดังนั้นเมื่อตลาดเป็นขาขึ้นเมื่อไหร่ มันจะมีหุ้นให้เลือกไม่กี่ตัวครับ นั่นคือ Top 3 เท่านั้น (น้อยพอที่เราจะอยากเทรดมันแน่นอน อย่างระบบที่ผมชอบนั้น มีสัญญาณปีนึงไม่น่าจะเกิน 20 ครั้งครับ :))

    3.ปรับ Expectation ให้เหมาะสมกับ Reality เช่นคุณต้องรู้ว่าระบบที่เราใช้นั้น ธรรมชาติของมันเป็นอย่างไร เช่นหากว่าเป็น Trend Following นั้นส่วนใหญ่แล้วมันจะหักลบกลบนี้กัน แต่จะมีไม่กี่ตัวเท่านั้นที่กลายเป็น “ตัวจี้ด” ของเรา หากเราเข้าใจธรรมชาิติของมันแล้วเราจะเครียดน้อยลงครับ

    4. อย่าเอา Outcome แต่ละครั้งมาตัดสินความสามารถของคุณ ไม่อย่างนั้นจะเกิดเป็น Outcome Bias ซึ่งจะทำให้เราเอาความรู้สึกของเราไปผูกกับมัน หากมองว่า Trade แต่ละครั้งนั้นผลที่เกิดคือ Random Outcome และมันคือ “โชค” ของเราเราจะไม่เครียด

    แต่ในทางกลับกันผลกำไรจากการเทรดจำนวนหนึ่งคือ ความสามารถในการจัดการโชคของเราเอง ซึ่งจะเกิดจากการควบคุมความเสี่ยงของตัวเราเอง

    ดังนั้น Focus on Trading Well not Profit แล้วกำไรจะค่อยๆตามมาเองจากวินัยของเรา

    5. ผิดบ่อยเท่าไหร่ ยิ่งแปลว่าเราทำตามระบบได้ดีครับ เพราะเราไม่พยายามแหกมัน และแปลว่าเราเริ่มกลายเป็นมืออาชีพขึ้นแล้ว คิดในทางกลับกันถ้าไม่เทรดสัญญาณที่เกิดขึ้นทุกครั้งแล้วเกิดครั้งนั้นเป็นครั้งที่เรารออยู่ล่ะ ขาดทุนหนักเลยนะครับนั่น ชวดกำไรที่จะกลบทุกอย่างไปเลยนะครับ

    และข้อดีอีกอย่างของการเทรดที่ขาดทุนคือ มันกำลังพาเราไปหากำไรที่เรารอคอยครับ เรากำลังไกล้เข้าไปเรื่อยๆแล้ว ยิ่งดีเสียอีก

    6. พยายามคิดไว้เสมอว่าเกมนี้ไม่ได้วัดที่ว่าผิดหรือถูกมากกว่ากัน และผลแต่ละครั้งเป็นแค่ดวง… เกมนี้วัดที่ว่าโดยรวมแล้วเราได้กำไรมากกว่าขาดทุนหรือไม่ต่างหากครับ

    It’s about making money more than you lose.

    ปล.ขอบคุณทุกคนที่แวะมาเยี่ยมนะครับ ผิดถูกอย่างไรชี้แนะด้วยครับ

  • magic

    ตอนนี้ยาวดีจัง อ่านเพลินดี คุณมดเนี่ยดีจิงไม่มีกั๊กเลย

    ขอบคุณมากค่ะ

  • mod

    ถ้าคิดว่าจะแปลแล้วก็จะแปลให้ครบครับ ไม่งั้นไม่รุ้จะแปลให้เหนื่อยทำไม จริงมั้ยครับ อิอิ

  • Mr.H

    ศึกษาเรื่อง TA มาหลายปี ยอมรับเลยว่าเวบคุณ mod เป็นแหล่งความรู้หลักหนึ่งแห่งไปแล้ว (Add to favorites)ชอบมากๆครับ แปลได้ดีมากๆ (เคยอ่านต้นฉบับบภาษาอังกฤษมาแล้ว) ชอบประโยคที่บอกว่า Focus on Trading Well not Profit หัวใจสำคัญของการเล่นแบบเทคนิคมันอยุ่ตรงนี้แหละ มีวินัยๆๆๆๆๆ คุณ mod พอมีข้อมูลมั้ยครับว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เป็นพวก turtle มีกี่กอง แล้วปี 2008 ที่ตลาดลงทั่วโลกพวกนี้กำไรกันเยอะมั้ย

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ผมสงสัยนิดนึงอ่ะครับเกี่ยวกับ trend following คือ ที่ผมเคยดู vdo ของคุณ mod เนี่ย เขาว่าระบบจะมีความถูกต้องอย่างต่ำ 70 % คือขอให้เชื่ออย่างน้อย 10 ครั้งก่อน สมมุติว่าเราเล่นตามระบบ และขาดทุน 3 ครั้งแรกเลย เงินต้นเราก็ลดลงไปพอสมควร แล้วครั้งหลังๆ ถ้ามันถูกเนี่ยเราจะได้กำไรคืนมาขนาดไหน อย่างเช่น สมมุติช่วงนี้ระบบผิด 3 ครั้งติด เราขาดทุนไป 20 % แต่ครั้งหลังๆมันถูก ก็ต้องได้กำไรอย่างต่ำก็ 25 % ถึงจะกลับมาเท่าทุนก่อนที่จะกำไรอีกครั้ง คือผมลองนึกดูว่าถ้าเราโชคร้ายจริงๆ ผิดติดต่อกันอยู่ช่วงนึงจนเงินทุนเราลดลงอย่างมาก ถ้าเรายังยึดมั่นตามระบบเนี่ย สุดท้ายเราควรจะกลับมากำไรใช่ไหมครับ จะน้อย จะมากอีกเรื่อง งงไหมครับคำถามผม

  • mod

    ต้องขอโทษด้วยที่ตอบช้านะครับ ตอบได้เท่าที่รู้นะครับ

    -เรื่อง Performance ของ Turtle trader ปี 2008 นี่ยังหาไม่เจอจริงๆครับ พอดีไม่ได้ตามเท่าไหร่ แต่พอมีข้อมูลของ Hedgefund Performance อยู่บ้าง น่าจะช่วยได้นะครับ ลองค้นดูว่าใครเป็น Turtle หรือ Trend Following บ้างครับ

    http://www.michaelcovel.com/pdfs/the-data.pdf

    – “คือผมลองนึกดูว่าถ้าเราโชคร้ายจริงๆ ผิดติดต่อกันอยู่ช่วงนึงจนเงินทุนเราลดลงอย่างมาก ถ้าเรายังยึดมั่นตามระบบเนี่ย สุดท้ายเราควรจะกลับมากำไรใช่ไหมครับ จะน้อย จะมากอีกเรื่อง งงไหมครับคำถามผม” ไม่งงครับ ผมว่าผมน่าจะพอมีคำตอบให้ดูนะครับ

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักความเชื่่อของใครหลายๆคน แต่จริงๆแล้วหากพูดกันด้วยตัวเลข ไม่ว่าเราจะลงทุนแบบ nonreinvestment หรือ re-investment ก็ตามเนี่ย การที่ลำดับหรือ Sequence ของผลการเทรดเปลี่ยนไป ไม่มีผลต่อ Final outcome ครับ จะมีผลก็แต่ Drawdown ที่เกิดขึ้นครับ ลองดูตัวอย่างนะครับ

    เช่น หากเราลงทุนแบบ Re-investment โดยมี Probability ที่ 50% และ Gain=50%/trade และ Loss=40%/trade

    ตัวอย่างแรก

    P&L …………… Accum
    …………………… 100
    -40 ………………. 60
    30 ………………. 90
    -36 ………………. 54
    27 ………………. 81
    ——————————————————

    ตัวอย่างที่ 2

    P&L …………….. Accum
    …………………… 100
    50 ………………. 150
    -60 ………………. 90
    45 ………………. 135
    -54 ………………. 81
    ——————————————————

    ตัวอย่างที่ 3

    P&L …………….. Accum
    …………………….100
    50 ………………. 150
    75 ………………. 225
    -90 ………………. 135
    -54 ………………. 81
    ——————————————————

    ตัวอย่างที่ 4

    P&L ……………. Accum
    ………………….. 100
    -40 ………………. 60
    -24 ………………. 36
    18 ………………. 54
    27 ………………. 81
    ——————————————————

    จะเห็นได้ว่าผลสรุปสุดท้ายนั้นเท่ากันครับ(81) จะต่างกันตรงที่

    ตัวอย่างที่ 1 Drawdown(การลดลงจาก Peak ถึง Through) คือ 100 กับ 54 = 46%

    ตัวอย่างที่ 2 Drawdown(การลดลงจาก Peak ถึง Through) คือ 150 กับ 69 = 46%

    ตัวอย่างที่ 3 Drawdown(การลดลงจาก Peak ถึง Through) คือ 225 กับ 144 = 64%

    ตัวอย่างที่ 1 Drawdown(การลดลงจาก Peak ถึง Through) คือ 100 กับ 36 = 64%

    ปัญหาก็คือ เราไม่รู้ว่า Outcome ที่เกิดขึ้น Sequence จะเป็นอย่างไร การควบคุมจิตใจจึงกลายเป็นส่วนสำคัญที่สุด ก่อนที่ระบบการเทรดจะเริ่มแสดงประสิทธิภาพของมันออกมาใน Long Run ครับ

    คิดว่าน่าจะเคลียร์กับคำตอบนะครับ หากท่านใดมีความรู้ช่วยเพิ่มเติมด้วยนะครับ :)

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ขอบคุณครับมากๆครับ ผมว่าถ้าชีวิตจริงเจอเหมือนตัวอย่างที่ 4 ผมว่าคงควบคุมสติไม่อยู่แน่ๆเลย :) เงินต้นลดลงเหลือแค่ 36 ส่วนจาก 100

  • mod

    ผมว่าเป็นใครก็สั่นหมดนะครับ 555

    ผมว่าอีกทางออกที่ดีอีกทางหนึ่งคือ กำไรพอเหมาะครับ ลดระดับ Risk ลงมา เล่นแล้วจะได้ได้ทั้งกำไรที่เป็นเงินทอง แล้วก็กำไรทางใจคือไม่เครียดจนบ้าไป

    ขอยืมคำพูดเขามาใช้เท่ๆหน่อย “เป้าหมายไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่คือการเติบโตอย่างแข็งแกร่งยั่งยืนที่สุด” :)