P1040011

เนื่องจากในวันศุกร์ 16/3/54 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปพูดเปิดตัวหนังสือ How to trade in stocks (ถอดรหัสเซียนหุ้น – กุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์) ที่ตลาดหลักทรัพย์กับคุณ Hong Value มาและมีเพื่อนๆที่ไปไม่ได้หลายๆคนบ่นว่าอยากจะฟังว่าผมพูดอะไรบ้าง วันนี้เลยขอสรุปให้ฟังกันนะครับ

ช่วงชีวิต Timeline ของสุดยอดเซียนหุ้นในตำนาน Jesse Livermore

3 - Livermore Timeline by Mangmaoclub

จากภาพที่คุณเห็นนั้น (ใครเห็นไม่ชัดให้คลิ้กเปิดใน Tab ใหม่แล้วกด CTRL+ จะได้ดูเต็มๆ) ผมได้นำเอาช่วงเวลาสำคัญๆในชีวิตการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์มาจับคู่กับดัชนี Dow Jones Industrial Average ในช่วงที่เขาเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจนจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายมาให้ดูกัน ในส่วนของรายละเอียดนั้นลองอ่านๆเอาดูนะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะจับให้เราเห็นประเด็นกันออกมาก็คือ

1. ความพยายามและการอุทิศตัวของลิเวอร์มอร์

คุณจะเห็นได้ว่าในช่วงแรกๆที่ลิเวอร์มอร์เข้าสู่ตลาดหุ้นจริงๆนั้นเขาหมดตัวไปถึง 2 ครั้ง และนั่นกินเวลาไปเกือบ10 ปีเลยทีเดียว (ไม่นับรวมเวลากว่าอีก 5 ปีที่เขาได้เริ่มสัมผัสกับตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกจากการเป็นเด็กเคาะกระดาน) เขาต้องเข้าๆออกๆจากตลาดหุ้นอยู่หลายครั้งในช่วงนี้ โดยกลับไปเล่นหุ้นและรวบรวมกำไรออกมาจาก Bucket Shop เพื่อกลับมาสู่ตลาดหุ้น (Bucket Shop คือหุ้นค้าหุ้นเถื่อนที่คุณสามารถซื้อขายหุ้นลมได้โดยไม่ต้องมีเงินมากมายไปซื้อขายในตลาดหุ้นจริงๆ) จนในที่สุดแล้วเขาก็สามารถที่จะทำเงิน 3 ล้านเหรียญได้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 30 ปี

นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งกับอัจฉริยะแห่งตลาดหุ้นนั้น เขายังต้องใช้เวลาที่จะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างยาวนานก่อนที่จะทำกำไรเป็นกอบเป็นกำออกมาได้ ดังนั้นสำหรับคนที่คิดว่าตลาดหุ้นเป็น Easy Money จึงควรที่จะต้องคิดใหม่และตั้งใจอย่างศึกษาสิ่งต่างๆอย่างหนัก โดยไม่มองการเก็งกำไรว่าเป็นเพียงการพนัน แต่มองว่ามันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง และต้องไม่ย่อท้อไปเสียก่อนนะครับ

2. ลิเวอร์มอร์คือนักเก็งกำไรแบบ Trend Following ตัวจริง

เราจะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่เขาสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำทุกครั้งนั้นจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มที่ชัดเจนเท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่ตลาดเกิดแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นจะมีไม่มากมายเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ลิเวอร์มอร์นั้นรู้จักวิธีการที่จะช่วงใช้ประโยชน์จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นอย่างเต็มกำลัง นั่นทำให้เขาสามารถที่จะกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น และนี่ก็คือสิ่งที่เราทุกคนควรตระหนักเอาไว้เสมอถึงพลังจากแนวโน้มใหญ่ของตลาด ดังนั้นแล้วเมื่อแนวโน้มของมันได้เกิดขึ้น จงอย่าได้พยายามโต้เถียงหรือฝืนตลาดเป็นอันขาด ในทางกลับกันแล้ว เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันและใช้ประโยชน์จากมันเสียอย่างที่ลิเวอร์มอร์ได้เคยทำมา

3. การขาดทุนจนหมดตัวของลิเวอร์มอร์

เรื่องที่น่าสนใจมากๆอีกอย่างหนึ่งก็คือ จากการขาดทุนจนหมดตัวทั้งหมด 4 ครั้งนั้น เขามักขาดทุนจนหมดตัวภายหลังจากที่ทำกำไรก้อนใหญ่มาได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น โดยใน 2 ครั้งแรกนั้นลิเวอร์มอร์ขาดทุนเพราะตัวแสดงราคา (Ticker – Quotation) ที่ล่าช้าไปกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเป็นอย่างมาก นั่นทำให้สภาพแวดล้อมต่างๆนั้นไม่เหมือนกับตอนที่เขาเล่นหุ้นลมอยู่ใน Bucket Shop เลย สำหรับการหมดตัวในครั้งที่ 3 นั้นเกิดจากความพยายามที่จะ “ถัวเฉลี่ยการขาดทุน” ที่เกิดขึ้นและมันทำให้เขาต้องสูญเสียเงินไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามสำหรับการหมดตัวในครั้งที่ 4 นั้น ถึงแม้เหตุผลของมันจะไม่เคยถูกเปิดเผยออกมาต่อสาธารณชน แต่เมื่อมองไปที่ดัชนีแล้วเราจะพบว่าตลาดเป็นขาขึ้นอย่างรุนแรงภายหลังจากที่ Crash ลงมาในปี 1929 นั่นจึงทำให้เราพอจะสันนิษฐานคร่าวๆได้ว่ามันก็คงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลเดิมๆอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็คือการถัวเฉลี่ยการขาดทุนจากการชอร์ทหุ้นนั่นเอง

นี่คือ Case Study ที่แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าการเล่นหุ้นนั้นไม่ใช่เรื่องของความรู้แค่เพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “ทักษะ” ในการที่จะใช้ความรู้ควบคู่ไปกับการควบคุมจิตใจของตนเองต่างหาก และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมลิเวอร์มอร์จึงมักพูดเสมอถึงจุดอ่อนในความเป็นมนุษย์ของเขา และทำให้เขาได้กล่าวประโยคอมตะเอาไว้ว่า “ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักลงทุนทุกคน คือความเป็นมนุษย์ในตัวของเราเอง”

FAQ คำถามที่ผมมักจะโดนถามเยอะที่สุด

1. ในที่สุดแล้วลิเวอร์มอร์ก็จบชีวิตด้วยความล้มเหลวโดยการฆ่าตัวตาย แล้วเรายังควรที่จะศึกษาแนวคิดของเขาอีกด้วยหรือ?

ในความเห็นของผมแล้ว มันแทบจะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆเลยที่เราไม่ควรที่จะศึกษาแนวคิดของเขา นั่นก็เพราะลิเวอร์มอร์ถือเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวขานและยกย่องว่าเป็นนักเก็งกำไรที่เป็นตำนานของตลาดหุ้นมาอย่างยาวนาน แนวคิดต่างๆของเขาได้กลายมาเป็นรากฐานให้กับนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันแทบทั้งสิ้น และถึงแม้ว่าเขาจะพลาดมาตายน้ำตื้นโดยการไม่สามารถที่จะควบคุมจิตใจของตนเองได้นั้น มันก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าจากแนวคิดต่างๆของเขาเสื่อมคลายเลยแม้แต่น้อย และหากคุณจะตัดสินเขาจากเพียงจุดจบในชีวิตแล้วล่ะก็ มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่คุณจะพลาดโอกาสได้เรียนรู้เบื้องลึกและมุมมองในจิตใจของนักเก็งกำไรรายใหญ่ที่การซื้อขายของเขามีพลังเพียงพอที่จะสั่นสะเทือนตลาดหุ้นทั้งตลาดในยุคนั้นไป (ขนาด J.P. Morgan ยังเคยต้องขอให้เขาหยุด Short หุ้นในปี 1907 เนื่องจากลัวว่าจะเกิดการล่มสลายของตลาดทุน) นอกจากนี้แล้วการที่คุณจะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ถูกตีแผ่ออกมาจากปากคำของนักเก็งกำไรระดับโลกนั้นยังถือเป็นโอกาสที่หาได้อย่างยากยิ่งอีกด้วย

2. ลิเวอร์มอร์มีความสำคัญกับเราแค่ไหน และเขาได้ทิ้งอะไรไว้ให้กับเราบ้าง

จริงๆแล้วแนวคิดที่มีประโยชน์ของลิเวอร์มอร์นั้นมีอยู่หลายอย่าง แต่ผมจะขอพูดถึงประเด็นหลักๆ 3 อย่างนะครับ

1. ทฤษฎีหุ้นนำตลาด และการลงทุนแบบ Top Down Investing

Return Compare Cut

หนึ่งในแก่นของการวิเคราะห์หุ้นของลิเวอร์มอร์ก็คือทฤษฎีหุ้นนำตลาด เขาได้ให้ความสำคัญกับการเลือกลงทุนในหุ้นที่เป็นหุ้นนำตลาดเป็นอย่างมาก เขาได้กล่าวถึงกระทั่งว่า “หากคุณไม่สามารถที่จะทำกำไรจากหุ้นนำตลาดได้แล้ว คุณก็คงไม่สามารถที่จะทำกำไรจากหุ้นตัวอื่นๆได้เช่นเดียวกัน”

ภาพที่คุณได้เห็นก็คือผลเชิงทฤษฎีจากการลงทุนในลักษณะการหมุนตัวเล่นในตลาดหุ้นไทย (Rotation Trading) โดยเป็นผลมาจากการสลับถือหุ้นทุกๆเดือนด้วยการเลือกหุ้น Top 10% ที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดออกมาเป็นจำนวนครั้งละราว 50 ตัวตั้งแต่วันที่ 3/1/2001 – 30/12/2011 โดยมีเงินทุนเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท และไม่มีเรื่องของ Timing ใดๆมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ซึ่งคุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันได้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการหมุนตัวเล่นไปยังหุ้นตามตลาดและผลตอบแทนของ SET Index เป็นอย่างมาก โดยจากผลการทดสอบชิ้นนี้การหมุนตัวเล่นในหุ้นนำตลาดได้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 35.48% ต่อปี, 11.45% สำหรับหุ้นตามตลาด และ 12.95% สำหรับผลตอบแทนของ SET Index

*** คุณสามารถอ่านรายละเอียดในเชิงลึกได้ในส่วนของผลการทดสอบทฤษฏีหุ้นนำตลาดในหนังสือเล่มนี้

2. แนวคิดการให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาด

SET Trend

ลิเวอร์มอร์ถือได้ว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จรุ่นแรกๆที่ได้ให้ความสำคัญแก่ “สภาวะโดยรวมและแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาด” เขาเลือกที่จะเพิกเฉยต่อการทำกำไรจากการกระเพื่อมๆเล็กๆน้อยในตลาดและทำกำไรก้อนโตจากแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดแทน นอกจากนี้แล้วเขายังได้ทำลายกำแพงของมุมมองหรืออคติที่เกิดขึ้นจากระดับของราคาหุ้น (Price Level Bias) ลงอย่างสิ้นเชิง ประโยคอมตะในแนวคิดนี้ของเขาก็คือ “ราคาหุ้นไม่เคยที่จะสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป” นั่นเอง

จากภาพแสดงให้เห็นถึงระบบการลงทุนซึ่ง Focus การทำกำไรไปยังแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาด คุณจะเห็นได้ว่าระบบจะเกิดแท่งเขียวซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยมันจะดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าที่แนวโน้มใหญ่ของตลาดจะจบลง ซึ่งด้วยแนวคิดของการทำกำไรจากแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดนี้เองที่ทำให้นักเก็งกำไรในยุคต่อๆมาได้เห็นถึงพลังของการ “ขี่” ไปตามแนวโน้มและทำกำไรเมื่อแนวโน้มนั้นจบลง

3. การแบ่งไม้ทยอยซื้อแบบพีระมิด (Pyramid Trading) เพื่อช่วยควบคุมความเสี่ยงในการลงทุน

SET Pyramid

ในสมัยนั้นนักเก็งกำไรส่วนใหญ่มักที่จะทำการซื้อขายอย่างดุดันด้วยการเข้าซื้อทีละไม้ใหญ่ๆ … แต่นั่นไม่ใช่กับคนอย่างลิเวอร์มอร์ โดยเขานั้นเลือกที่จะใช้วิธีการที่เรียกว่าการ “หยั่งเชิง” ตลาดทีละนิด ด้วยการค่อยๆทยอยเข้าซื้อทีละไม้ๆอย่างต่อเนื่องเมื่อตลาดวิ่งไปในทิศทางที่เขาคาดการณ์เอาไว้

วิธีการทยอยสะสมหุ้นแบบพีระมิดเช่นนี้ช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับเขาและนักเก็งกำไรในยุคต่อๆมาเป็นอย่างมากด้วยเหตุผลง่ายๆต่อไปนี้

- สำหรับรายใหญ่อย่างลิเวอร์มอร์นั้น มันช่วยให้ราคาของหุ้นที่เขาต้องการจะซื้อไม่ถูกกระทบจากปริมาณการซื้อขายของเขามากจนเกินไปในคราวเดียว

- มันช่วยในการลดความเสี่ยงเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างยังคงคลุมเครืออยู่ และมันยังช่วยขยายผลกำไรของการเก็งกำไรเมื่อการวิเคราะห์ของเรานั้นถูกทาง ซึ่งนี่ถือเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งซึ่งสอดคล้องไปกับกลยุทธ์การเดิมพันในแบบ Anti-Martingale ซึ่งจะลงทุนเพิ่มเมื่อเงินทุนของเราเพิ่มมากขึ้นและลดขนาดของการลงทุนลงเมื่อเงินทุนของเราลดลง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะช่วยให้โอกาสเจ๊งจนหมดตัวหรือ Risk of Ruin นั้นลดลงไปเป็นอย่างมาก

จากภาพคุณจะสังเกตเห็นถึงจุดสีเขียวซึ่งอยู่เหนือกราฟราคาหุ้นและจุดสีแดงซึ่งอยู่ด้านล่างของราคาหุ้น จุดต่างๆเหล่านี้คือสัญญาณของการเข้าทยอยซื้อหรือขายเพิ่มในไม้ต่อๆไป

3. แนวคิดของเขายังจะสามารถใช้ได้ในปัจจุบันหรือกับหุ้นในตลาดหุ้นไทยได้จริงๆหรือ?

เพื่อแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงของคำตอบนี้ผมเองคงไม่ขอตอบอะไรมาก แต่อยากให้ลองพิจารณาจากผลการลงทุนจากระบบง่ายๆในสไตล์ Trend Following ซึ่งอยู่ในแนวทางเดียวกับที่ลิเวอร์มอร์ได้เคยใช้ในการเก็งกำไรของเขา โดยระบบนี้ก็คือระบบ Channel Breakout 20 วันธรรมดาๆไม่ได้ปรับแต่ใดๆทั้งสิ้น ระบบได้ทำการเข้าซื้อขายหุ้นในดัชนี้ SET100 ตามสัญญาณที่เกิดขึ้น โดยจะเข้าซื้อทีละ 10% ของมูลค่าพอร์ทในขณะนั้นเท่านั้น และจะทยอยเข้าซื้อต่อหากหุ้นยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆและขายออกเมื่อมันหลุดแนวรับที่ 20 วันของมันลงมา

20 days channel and set index Cut

Trend vs SET Cut

จากผลการทดสอบในเชิงทฤษฎี (ไม่รวมค่าคอม) ตั้งแต่วันที่ 3/1/2001 – 30/12/2011 ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาทนั้น ในเวลา 11 ปีที่ผ่านมามันได้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นถึง 52.68% ต่อปี หรือคิดเป็นกำไรถึง 103,824,390 (103 เท่า) เลยทีเดียว นอกจานี้แล้วคุณยังจะเห็นได้ว่ามีเพียง 3 ปีเท่านั้นที่ระบบให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด (แพ้ตลาด) นั่นก็คือในปี 2004, 2007 และ 2011 ที่ผ่านมา นี่ถือว่าเป็นผลการลงทุนที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำการปรับแต่งระบบแต่อย่างใดเลย ในระยะยาวแล้วมันก็สามารถที่จะเอาชนะตลาดได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

สิ่งที่ผมได้กล่าวถึงมาทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่ผมได้ “เก็บตก” ออกมาจากแนวคิดต่างๆในการเก็งกำไรของเขาเพียงเท่านั้น มันยังคงมีรายละเอียดที่น่าสนใจอยู่ในหนังสือเล่มนี้อีกมากมาย (รวมถึงผลทดสอบทฤษฎีหุ้นนำตลาดของผมด้วย Open-mouthed smile) ผมคิดว่าด้วยน้ำจิ้มต่างๆที่ผมเก็บมาเล่าเท่านี้ก็น่าจะแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจจากแนวคิดของเขาได้เป็นอย่างมากมายแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่คุณจะลองเปิดใจและพยายามศึกษาแนวคิดจากนักเก็งกำไรระดับตำนานคนนี้ดูกันเองแล้วนะครับ!

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • Unsign

    อยากให้หุ้นไทยเหมือนหุ้น US ตอน 1925-1933 จัง :D

    • Unsign

      เขียนปียาวไปหน่อย เอาเฉพาะขาขึ้นก็พอ อิอิ.. 

      • http://mangmaoclub.com Mod

        ถ้าเล่น Future แล้วได้ทั้งสองขานี่ท่าจะมันส์ อิอิ

  • Tumm008

    ครบเครื่องมากมาย ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      :D

  • http://twitter.com/Sanyanupab แสนยานุภาพ

    ขอบคุณมากๆ ครับ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      :)

  • tritara

    ขอบคุณครับ :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      :D

  • http://twitter.com/mprandy mprandy

    เยี่ยมมาก เยี่ยมเว่อ ๆ :D
    ถามจริงเหอะ … เป็นมนุษย์จริงหรือเปล่า 5555 :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @twitter-83117048:disqus เป็นแมงเม่าอะครับพี่ 55

  • Choowong_y

    ขอบคุณครับ ^ ^

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ^o^

  • Tsunami2p

    ฮี่ม ต้องกลับไปอ่านใหม่อีกรอบแล้ว เริ่มประทับใจกลยุทธ์การเล่นหุ้นนำตลาดอย่างจริงจังซะแล้วครับ :)

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @a6a772ba443e13b15aaad8eae364aa51:disqus แสดงว่าเริ่มติดใจเวลาพอร์ทแข็งกว่าตลาด :D

  • iEniGma

    ขอบคุณมากๆครับ ได้ความรู้กันไปเต็มๆ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      :D

  • Kalpapruek

    ขอบคุณครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ^_^

  • Sehju

    ขอบคุณมากครับ ลิเวอร์มอร์อุทิศตนเพื่อทำในสิ่งที่ตนรัก  พอๆกับที่พี่มดอุทิศตนเผยแผ่ความรู้ ขอคาราวะ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @203415178e3ad6227106fa31541af46b:disqus โอ้วว อาจจะไม่ถึงขั้นอุทิศตนขนาดนั้นครับ แต่มันก็เป็นความสุขอีกแบบนึงน่ะครับ สนุกดี :D

  • http://twitter.com/3dotts

    ชอบ timeline ชีิวิตลิเวอร์มอร์ที่ map กับ DJI มากครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      กว่าจะหา data ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของ DJI ได้ ผมเสิรชจน Google แทบพังเลยครับ 55

  • Yingyos

    สวดยอดดดดด ครับ เสียดายมากไม่ได้ไป
    คุณมดมาสรุปให้เองแบบนี้ช่วยได้เยอะเลยครับ

    ตอนนี้มีปัญหาใหม่มาอีกแล้ว คือ พอเริ่มเข้ากับระบบได้ ทำตามวินัยได้ ผลตอบแทนชนะตลาด ต่อไปมันเริ่มอยากหาวิธีเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้ระบบมันพยายาม optimize ผลตอบแทนให้อยู่แล้วโดยการ switch หุ้นให้ โอเคผลตอบแทนชนะตลาด แต่ตราบใดที่เราไม่ได้ All In กับหุ้นตัวใดตัวนึง เราก้อต้องรอให้เวลามันมากพอจน CAGR มันสูงๆไปเอง

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @ae41d670bbec451c93c8daf2af6fe86f:disqus งั้นตอนนี้ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่ความต้องการของเราแล้ว จริงๆลองสร้างขึ้นมาอีกสักระบบแบ่งพอร์ทไปส่วนหนึ่งอาจทำให้หายอึดอั้นตันใจได้บ้างนะครับ อิอิ

  • Milligram9

    ผมยังมีความรู้ไม่มากนักเกี่ยวกับการทดสอบระบบครับ เลยสงสัยนิดนึงเกี่ยวกับการทดสอบกับSetของไทย ในเงื่อนไขที่ว่า
    “ระบบได้ทำการเข้าซื้อขายหุ้นในดัชนี้ SET100
    ตามสัญญาณที่เกิดขึ้น โดยจะเข้าซื้อทีละ 10%
    ของมูลค่าพอร์ทในขณะนั้นเท่านั้น
    และจะทยอยเข้าซื้อต่อหากหุ้นยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆและขายออกเมื่อมันหลุดแนว
    รับที่ 20 วันของมันลงมา”ครับหมายถึงการเข้าซื้อหุ้นเพียง1ตัว ต่อเงินในพอร์ท1ล้านบาท และซื้อครั้งละ10%เท่านั้น หรือว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง พอร์ท1ล้านบาทของเรา สามารถมีหุ้นได้ไม่เกิน 10 ตัว ในสัดส่วนตัวละ10%ครับปล.ผลงานของคุณมดทั้ง2ชุดที่ทำออกมามีประโยชน์กับทัศนคติในการเทรดมากเลยครับ โดยเฉพาะชุด Money Management พออ่านแล้วก็ทำให้อ่านบทความในเวบของคุณมดได้เป็นระบบมากครับ ขอบคุณนะครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @10af235417dfeaa9dd7cb43e1a49f2fc:disqus เข้าซื้อได้มากกว่า 1 ตัวพร้อมกัน โดยกำหนดให้ position size เท่ากับ 10% ของ Open Equity ในขณะที่เกิดสัญญาณครับ

      ปล. ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับผม :D

  • Flyyma

    ขอบคุณครับ :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @b1cb79c0868dd9a80a1400d1c878ec1e:disqus :D

  • Anonymous Proxy

    หนังสือเล่มนี้แปลได้ดีครับ
    อ่านจบแล้ว ได้ทบทวน อะไรหลายๆอย่าง

    Livermore คือ ผู้วางรากฐานเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง Trading
    ที่สืบทอดกันต่อมาจนทุกวันนี้ ในหลายๆเรื่อง

    สิ่งที่น่าทึ่งที่สุด คือ ส่วนท้ายของหนังสือ
    ที่แสดงแนวคิด พร้อมทั้งเผยวิธีการจดบันทึกราคา
    ในแบบ Livermore ซึ่งเขาพัฒนาด้วยระยะเวลาร่วม 30 ปี

     นั่นทำให้ทราบทันที่ว่า
     นี่คือ ระบบเทรด ของเขานั่นเอง

    ข้อสังเกตหนึ่ง ที่อยากจะฝากไว้ให้พิจารณาก็คือ
    เหตุการณ์ในช่วงชีวิตของ Livermore เกิดขึ้นในช่วงประมาณ
    70 -100 ปี ที่แล้ว

    เคยอ่านพบว่า  ได้เคยมีคนปรับค่าเงินตามอัตราเงินเฟ้อ
    ในอดีตมาเป็นค่าเงินในปัจจุบัน

    ช่่วงปีที่ Livermore ทำเงินได้ 100 ล้านเหรียญ
    ถ้าปรับค่าแล้ว จะเป็นเงินประมาณ 2,000 ล้านเหรียญ ในปัจจุบัน
    หรือ คิดเป็นเงินไทย  จะประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

    ส่วนตอนที่เขาเสียชีวิต ที่กล่าวกันว่า เขาหมดตัวนั้น
     เคยได้อ่าน พบว่าเขาเหลือทรัพย์สินให้ครอบครัว ประมาณ 3 ล้านเหรียญ

     และเช่นเดียวกัน  หากปรับค่าเงิน ให้เป็นปัจจุบันแล้ว
      จะมีมูลค่าประมาณ 50 ล้านเหรียญ   หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท
    ,
    ซึ่งก็สอดคล้องกับ เนื้อหาในหนังสือ ที่ได้กล่าวเอาไว้ ในตารางสรุปว่า
    หลังจากฟื้นตัวได้ จากการหมดตัวในครั้งแรกๆ

     เขาได้มีการกันเงินส่วนหนึ่งสำหรับครอบครัว
    โดยอยู่ในรูปของพันธบัตรและกองทุน
    ซึ่งส่วนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของเขา
    ในภายหลังแต่อย่างใด

    หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นทั้งหมด เรียบเรียงจากความทรงจำ

    ดังนั้น

     สำหรับคนที่จะเดินทางบนสาย Trader หรือ ลงทุนในรูปแบบของ
    Trend Following หนังสือเล่มนี้จะเป็นเสมือนคัมภีร์ จากปรมาจารย์ผู้ล่วงลับ

    โดยสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ และ ซึมซับ  จากLivermore
     คงไม่ใช่ตรงที่ วิธี

    หากแต่ แก่นแท้นั้น น่าจะอยุ่ที่แนวคิด
    ที่เขาพยายามจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ

    แต่นั่น ก็ขึ้นอยู่กับว่า ผู้อ่านจะใช้ประสบการณ์และทักษะที่มีอยู่
    กลั่นและกรอง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับ แนวทางการลงทุนของแต่ละคน
    ได้แค่ไหน 

    ดังนั้น เชื่อมั่นว่าผู้อ่านแต่ละคน
    น่าจะได้เรียนรู้และซาบซึ้งกับหนังสือเล่มนี้ ในหลากหลายแง่มุม
    ที่แตกต่างกันไป
     
    หรือแม้แต่คนๆเดียวกัน ในการอ่าน รอบถัดๆไป ก็ยังน่าจะได้รับแง่คิดและมุมมอง
     ตลอดจนความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น  ตามวันเวลาและประสบการณ์
    ที่สั่งสมเพิ่มพูนอยู่ในตัวเองนั้นด้วย

    เช่นเดียวกัน : )

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @b3efb95a9ea83e93c462e05d618a7702:disqus โอ้ว comment ได้คมกริ้บบบบ เลยครับ ขอบคุณมากๆเช่นกันนะครับ :D

    • Unsign

      ขอบคุณครับ ถ้ามีโอกาสจะขอความรู้เรื่องการป้องกันความเสี่ยง จากคุณ Anonymous Proxy นะครับ

      • Anonymous Proxy

        จริงๆ ในวบนี้ ก็มีบทความ เกี่ยวกับการป้องกันความเสี่่่ยงอยู่มากทีเดียว
        เกรงจะเอามะพร้าวห้าว มาขายสวนน่ะครับ

        ที่พอแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนได้บ้าง ก็คือ
        การป้องกันความเสี่ยงที่เราวางแผนกันไว้ จะไม่เคยมีความพอดี

        น้อยเกินไป ก็คือ หายนะ

        มากเกินไป ก็อาจกลายเป็นการใช้เงินทุน
        อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

        ถ้าให้เลือก คนที่เข้าใจแล้ว ก็ต้องเน้นแบบหลังกันทั้งนั้น
        แต่ว่า มันจะมีพลังลึกลับบางอย่าง ( ความโลภ – ความท้าทาย)
        ที่จะกระตุ้นคนเรา ให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร

        ไม่ว่าจะเป็น  การปรับโมเดล
        การเร่งTimeFrame  การเพิ่มleverage
        การReinvestment จากผลกำไรให้กลายเป็นเงินลงทุน ฯลฯ

        จนบางที ได้ก้าวข้ามไปยังอาณาบริเวณแห่งความหายนะ
        โดยไม่ทันรู้ตัว 

        จนกระทั่งผลลัพธ์  มันออกมา

        ซึ่งก็เป็นหลุมพราง ทางจิตวิทยาในการเทรด
         ลักษณะหนึ่ง : )

        • Unsign

          ขอบคุณมากเลยครับ :D

          รบกวนถามเพิ่มอีกนิดนะครับ เกี่ยวกับสินค้า Future
          ถ้าเราลงทุนสินค้าเดียว คือ set50 index Future

          เราใช้ TimeFrame ยาวเช่น Week ในการเริ่มต้นเดาแนวโน้ม
          หลังจากนั้น เราใช้กลยุทธ์หลายๆแบบ ใน Timeframe ที่สั้นลง

          ถ้าเราใช้ Trend Following อย่างเดียว อาจจะมีหลายๆระบบ แต่ในท้ายที่สุด ทุกกลยุทธ์ Long หมด แล้ว เต็มพอร์ต ก็จะเกิดความเสี่ยงที่สูงเหมือนเดิม ยิ่งเพิ่มการ Reinvest ขึ้นไป ยิ่งอันตรายเพิ่มขึ้น

          ที่อยากนำมาใช้คือ option แต่ Volume ก็ไม่เป็นใจ
          หรือจะใช้ Spread ก็ยังมองไม่ค่อยออกว่าจะใช้ตอนไหน

          หรือ คงต้องยอมไป เพราะ เป็นเรื่องปกติของระบบที่ต้องเจอครับ

          คุณ Anonymous Proxy ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ :D

          ขอบคุณครับ :D  

          • Anonymous Proxy

            ถ้าใช้ TF ยาวในการ Entry  แล้วใช้ TF สั้นในการเทรด
            คิดว่า ก็ไม่ต่างกับการเทรด ด้วย TF สั้นๆ
            ทั้งหมดนั่นแหละครับ

            ส่วนที่ว่า  long เต็มพอร์ท  ตรงนี้ ต้องดูเงื่อนไขเพิ่มเติม
            เพราะ เกณฑ์ในการวางหลักประกันของตลาด
             กับ การวางแผนคนเทรดแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

            การวางแผนการเทรดที่ดี น่าจะต้องครอบคลุม ความผันผวนของตลาด
            โดยไม่ต้องโดน คอลมาร์จิ้น คือ โมเดลและเงินประกัน  ต้อง.. เอาอยู่ : )

            เพราะแม้จะมี Drawdown หรือขาดทุนได้บ้าง ในรยะเวลาหนึ่ง
            แต่ใน Long Term ผลลัพธ์ ต้องกลับมากเป็นบวก หรือ มี่กำไร
            ให้ได้ โดยพอร์ทไม่ล่ม ไปเสียก่อน

            ส่วนการ Reinvestment นั้น ทำได้ครับ
            แต่ที่เคยศึกษามา ได้รับคำแนะนำ ให้เพิ่มการลงทุนเพิ่ม
            แต่ต้องน้อยกว่าผลกำไรที่ได้มา ในขณะหนึ่งๆ

             มิเช่นนั้นแล้ว ค่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น

            เพราะ การ Reinvest ด้วยผลกำไร กลับไปทั้งจำนวน
            เท่ากับเพิ่ม Leverage  นั่นเอง

            คือ ต้องรอให้มีกำไรสะสมมากๆ แล้วค่อยๆ
            ดึงกำไร สะสมส่วนหนึ่งให้กลับไปเป็นเงินลงทุน

            จะทำให้รักษา Leverage
            และ การป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ในระดับเดิมได้

            ประมาณๆนี้ น่ะครับ

          • Anonymous Proxy

            ส่วนเรื่อง Option ก็น่าสนใจ
             แต่ยังติดที่ Volume

            อย่างไรก็ตาม Option เป็นการป้องกันความเสี่ยง
            แบบมีต้นทุนจม หรือ Sunk Cost

            มีข้อดีคือ ถ้าเกิดไซด์เวย์ ในช่วงหนึ่งๆ
            บางทีการเทรดแบบโมเดล อย่างเดียว

            จะเกิดการคัทลอส ขึ้น
            หลายๆครั้งได้ 

            ตามบทความเรื่อง การขาดทุนติดๆกัน…
            http://mangmaoclub.com/probability-of-consecutive-losses/
             (คิดว่า หลายคนที่เทรดอยู่ คงเข้าใจดี)

            แต่ถ้าใช้ออปชั่น เข้ามาช่วย
            นั่นหมายถึง เราจะมีต้นทุนหรือ การคัทลอสแค่ครั้งเดียว
            แบบแน่นอน 

             จนกว่า จะเกิดเทรนด์แล้วดัชนีก้าวข้ามผ่าน
            บริเวณนั้น ก็ปล่อย Let Profit Run ไป
            โดยมีต้นทุนค่าพรีเมืยมที่แน่นอน  แทนการคัทลอส
            (ซึ่งก็ไม่แน่ว่า จะเกิดขึ้น กี่ครั้ง)  นั่นเอง

            ส่วนเรื่อง Spread อันนี้ ลึกซึ้งมาก
            แล้วตัวเองก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่
            คิดว่า ควรหาตำรามาศึกษาเลยดีกว่าครับ

            แนะนำของ Joe Ross

             ลองเสิร์ชดู
            แล้วค่อยๆศึกษาละกันครับ

          • Unsign

            ขอบคุณคุณ Anonymous Proxy ครับ :D

  • TEE

    ที่บอกว่า และจะทยอยเข้าซื้อต่อหากหุ้นยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ 
    สงสัยว่า ต้องวิ่งขึ้นมาเท่าไร จากที่ซื้อไม้ก่อนหน้าครับ ถึงจะเริ่มซื้อต่อไม้ต่อไป
    ขอบคุณมากครับ เป็นกำลังใจให้ต่อไปเรื่อยๆ นะครับ  ^______^

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ส่วนตัวผมไม่ได้กะเกณฑ์ว่าต้องวิ่งขึ้นมาเท่าไหร่ แต่มันต้องเกิดสัญญาณไม้ต่อๆไปเสียก่อนครับ เช่นเมื่อหุ้นเกิด new high ขึ้นไปเรื่อยๆก็ได้ครับ :D

  • jumb1101

    ขอบพระคุณคุณมดมาก ๆ ครับ :D

  • Kvgroup

    คุณมด จากที่ผมได้อ่านแล้วตอนท้ายคุณมดได้ทดสอบเอาไว้ว่าถ้าเราเอาคา ROC หาร ด้วย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน แล้วเรียงจากมาก ไป น้อย  ผมได้ลองสร้างเงื่อนไขผลที่ได้คือ ส่วนใหญ่เกิดสัญญานซื้อเรียบร้อยแล้วจากระบบที่ใช้อยู่ แล้วอย่างนี้เราเอามาใช้ร่วมกับระบบที่มีอยู่ได้ยังไงครับ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @00a2cf4da1cf5951864af3d56f1bf9ef:disqus  อิงจากสัญญาณของระบบเราก่อน แล้วค่อยมาเลือกด้วยค่า RS ที่สูงที่สุดในขณะนั้นครับ

  • Anonymous Proxy

    คห. ด้านบน ที่ตอบ คุณ unsign

    พิมพ์ตอบตามลำดับเวลา ตามปกติ
    แต่ความเห็นที่ส่งทีหลัง กลับซ้อนขึ้นไปอยุ่ด้านบน

    ขอให้อ่านกล่องล่างก่อน
     แล้วค่อยอ่านกล่องบน นะครับ : )

  • Anonymous Proxy

    มาดูอีกที

    ข้อความเรียงตามลำดับ

    ตามปกติแล้วล่ะครับ : )

  • http://mangmaoclub.com Mod

    @b3efb95a9ea83e93c462e05d618a7702:[email protected]:disqus  “ส่วนการ Reinvestment นั้น ทำได้ครับแต่ที่เคยศึกษามา ได้รับคำแนะนำ ให้เพิ่มการลงทุนเพิ่มแต่ต้องน้อยกว่าผลกำไรที่ได้มา ในขณะหนึ่งๆ
     มิเช่นนั้นแล้ว ค่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
    เพราะ การ Reinvest ด้วยผลกำไร กลับไปทั้งจำนวนเท่ากับเพิ่ม Leverage  นั่นเอง
    คือ ต้องรอให้มีกำไรสะสมมากๆ แล้วค่อยๆดึงกำไร สะสมส่วนหนึ่งให้กลับไปเป็นเงินลงทุน
    จะทำให้รักษา Leverage และ การป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ในระดับเดิมได้”
    ……………………………….
    ตรงนี้ถ้าจะมองเป็น MM ในแบบหนึ่งที่ Require ว่าต้องมีเงินทุนถึงในระดับหนึ่งหรือทำกำไรไปได้ในอีกระดับ เช่นพวก Fix Risk หรือ Fix Ratio ได้ไหมครับ? (พอดีไม่ได้เล่นพวก futures-option ต่างๆเลยไม่ค่อยสันทัดกับ Leverage สูงๆครับ :D)

  • Net71140

    ไม่เคยรู้เรื่องเทคนิคเลยครับ  แต่อยากทราบว่า  ซื้อ set 100 เมื่อมีสัญญาณ อะไรคือสัญญาณที่บอกให้ซื้อครับ(คำถามที่ 1)

    และขาย เมื่อราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน อันนี้เข้าใจ  แต่ไม่เข้าใจสัญญาณซื้อ และ set 100 ซื้อถัวทั้งดัชนี

    หรือเลือกที่แข็งแกร่งที่สุดใน set 100 หรือสุ่มเอาใน set100(คำถามที่2) (ขอโทษนะครับ ผมไม่มีความรู้เลย

    จริงๆ แต่ตอนนี้เปิดใจเรียนรู้แล้วครับ ขอบคุณครับ)

  • Pingback: ผมไม่เคยเจอนักเก็งกำไรหรือนักเทคนิคที่ประสบความสำเร็จ! | แมงเม่าคลับ.คอม()

  • Zhixuan Shi

    อยากได้หนังสือ ถอดรหัสเซียนหุ้นกุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์
    ไม่ทราบว่ายังมีขายหรือไม่ หรือใครจะขายต่อก็ได้นะ