ความคิดนอกกรอบและการลงทุนในบางครั้งแล้วการพยายามวิ่งไปในทิศทางเดิมๆนั้นก็อาจไม่เป็นประโยชน์เท่ากับการเปลี่ยนแปลงทิศทางการวิ่งของคุณก็เป็นได้ กระบวนการทางความคิดเช่นนี้คือสิ่งที่นักเล่นหุ้นที่ดีควรจะพัฒนามันไว้อยู่เสมอ เพราะพลังของมันนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงผลการลงทุนของคุณได้อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียวครับ

กระบวนการทางความคิดและการแก้ไขปัญหาของคนส่วนใหญ่

โดยปกติแล้วพวกเราส่วนใหญ่โดยเฉพาะบรรดานักเล่นหุ้นหลายๆคนมักที่จะคุ้นชินกับการแก้ปัญหาด้วยการใช้ “การคิดในแนวตั้ง” (Vertical Thinking) กับการลงทุนของเราอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม กระบวนการคิดในลักษณะนี้ยังคงทำให้เราต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายๆอย่างซึ่งเกิดจากทิศทางที่เรากำลังมุ่งแก้ปัญหาไปอยู่ดี นี่เป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆคนต้องถอดใจและพยายามยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม หากเราลองนั่งพิจารณาดูปัญหาต่างๆที่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้แล้วล่ะก็ เราจะพบว่าในที่สุดแล้วปัญหาหลายๆอย่างก็มักที่จะถูกแก้ไขคลายปมออกไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

… ใช่แล้วครับ “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” และนั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่ากระบวน “การคิดในแนวข้าง” (Lateral Thinking) หรือการคิดนอกกรอบนั่นเอง

กระบวนการคิดในแนวตั้ง VS. กระบวนการคิดในแนวข้าง

เพื่อที่จะอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของมันได้อย่างง่ายที่สุดนั้น ผมจะขอยกตัวอย่างถึงความแตกต่างของกระบวนการทางความคิดทั้งสองแบบเปรียบเทียบให้ลองอ่านกันดูก่อนนะครับ

ความคิดแนวตั้ง ความคิดแนวข้าง
เลือกสรรค์ (ทำตามขั้นตอน) สร้างสรรค์
มองหาความถูกต้อง มองหาความเป็นไปได้
เคลื่อนไหวเมื่อมีทิศทางให้เคลื่อนไหว เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดทิศทาง
คิดในเชิงวิเคราะห์ คิดเพื่อกระตุ้นมุมมองใหม่ๆ
ทำตามขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอน
ใช้มุมมองเชิงลบเพื่อตัดตัวเลือก ไม่ใช้มุมมองในเชิงลบ
ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ยอมรับได้กับทุกสิ่ง
จัดประเภทอย่างแน่ชัด ไม่มีประเภทที่ตายตัว
เคลื่อนไหวไปตามสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นไปที่สุด เคลื่อนไหวไปตามสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด
เป็นกระบวนการที่มีขอบเขตแน่ชัด เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปบนความน่าจะเป็นอยู่เสมอ

จากความแตกต่างทั้งหมด 10 ประการที่ได้กล่าวมานั้น คุณคงเริ่มที่จะเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า โดยเนื้อแท้ของกระบวนการคิดในแนวข้างนั้น มันก็คือกระบวนการคิดเพื่อสร้างความคิดและมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างไปจากเดิม

ความคิดแนวข้างและการลงทุน

นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดมันจึงสำคัญนักหนากับชีวิตของเรา นั่นเพราะกระบวนการใช้ความคิดในแนวตั้งนั้นจะเกี่ยวข้องอยู่กับการประมวลผล, คิดคำนวณและมุ่งที่จะนำแนวคิดต่างๆที่ได้มาไปปฏิบัติใช้ ส่วนความคิดในแนวข้างนั้นจะช่วยเราในการสร้างทางเลือกและวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เรามี  มันคือการเปลี่ยนมิติในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นแล้ว กระบวนการคิดในแนวตั้งของเราจึงจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการคิดในแนวข้างเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางที่มีประสิทธิภาพเสียก่อน!

ประโยชน์ของกระบวนการคิดแนวข้างที่มีต่อการลงทุนของคุณ

อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าความคิดแนวข้างนั้นมีใว้เพื่อสร้างความคิดและมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างไปจากเดิม มันจึงมักที่จะนำเราไปสู่ประโยชน์หลักๆในการลงทุนดังนี้

แนวคิดในการลงทุนใหม่ๆซึ่งแตกต่างไปจากเดิม - นี่เป็นสิ่งที่การคิดในแนวตั้งไม่สามารถที่จะให้คุณได้ เพราะมันจะทำให้คุณยังคงติดอยู่ในกรอบของเหตุและผลแบบเดิมๆอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เพื่อที่จะได้กำไรจากตลาดนั้น คนส่วนใหญ่พยายามที่จะพัฒนาความสามารถหรือแนวทางการวิเคราะห์หุ้นให้มีความละเอียดและแม่นยำขึ้นมากกว่าเดิม (เพราะเขาเชื่อว่าความแม่นยำ = กำไร) แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจแก้ปัญหานี้ด้วยการมองหาโอกาสที่ให้ Pay-off สูงมากๆเพื่อชดเชยกับความแม่นยำในการวิเคราะห์หุ้นของพวกเขาแทน

แนวทางในการแก้ปัญหาซึ่งเกิดจากกระบวนการลงทุนในรูปแบบเดิม - จากในกรณีที่แล้วนั้นปัญหาหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับระบบการลงทุนที่เน้นกิน Pay-off คำใหญ่ๆแทนความแม่นยำก็คือขนาดของ Drawdown และระยะเวลาของ Drawdown ที่มักจะเกิดขึ้นอย่างยาวนาน คนส่วนใหญ่อาจพยายามที่จะพัฒนาสัญญาณการขายทำกำไรในขณะที่หุ้นกำลังวิ่งขึ้นไป แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น เราก็อาจที่จะเพียงแค่เพิ่ม Universe ของหุ้นหรือตราสารที่เราจะทำการซื้อขายให้มากขึ้น หรือคัดเลือกกลุ่มสัญญาณที่มีความผันผวนต่ำเพื่อลดปัญหาเหล่านี้ลงแทนก็เป็นได้ (และก็มักที่จะได้ผลดีเสียด้วย)

มุมมองหรือทัศนคติซึ่งแตกต่างออกไป - นี่มักเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการลงทุนที่แตกต่างไปจากหลักการเดิมแทบทั้งสิ้น นักลงทุนพื้นฐานอย่าง Value Investor เลือกที่จะมองข้ามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหรือการพยายามที่จะพยากรณ์การเคลื่อนไหวของมันด้วยการโฟกัสไปยังพื้นฐานของกิจการในระยะยาวแทน ในขณะที่นักเก็งกำไรแบบ System Trader ยังเลือกที่จะเล่นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาแต่เป็นไปในเชิงของการทำกำไรในจากผลการซื้อขายโดยรวมของพวกเขาจากความได้เปรียบทางสถิติที่เขามี แทนที่จะมองผลของการซื้อขายเป็นครั้งๆไปอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ

นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และระบบการลงทุนใหม่ๆ - เมื่อมุมมองหรือทัศนคติที่มีต่อการลงทุนได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มันมักที่จะนำไปสู่ระบบหรือกลยุทธ์การลงทุนในรูปแบบใหม่ๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราคงจะไม่ได้เห็นการเติบโตของแนวทางการลงทุนใหม่ๆอย่าง Growth Investing, Momentum Investing หรือแม้กระทั่ง Model ทางคณิตศาสตร์ขั้นสูงในปัจจุบัน หากว่าไม่มีใครสักคนที่ลุกขึ้นมาพูดว่า “ผมว่าเราน่าจะมีวิธีการบางอย่างที่แตกต่างออกไปและมีประสิทธิภาพกว่านี้นะ” และนี่ก็คือประโยชน์และตัวอย่างของพลังจากกระบวนการคิดในแนวข้างบางประการนั่นเองครับ

แล้วเราจะนำกระบวนการคิดแนวข้างมาปรับใช้กับการลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

ความจริงแล้วมีวิธีคิดหลายๆอย่างซึ่งเราสามารถที่จะนำการคิดแนวข้างมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนของพวกเราได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราสามารถที่จะพอสรุปถึงหลักพื้นฐานของการใช้การคิดแนวข้างได้ 3 ข้อดังนี้

สร้างทางเลือกใหม่ๆให้ตัวเองอยู่เสมอ - แทนที่เราจะพยายามที่จะแก้ปัญหาแบบเป็นเส้นตรงแนวตั้งในเชิงลึกลงไปเรื่อยๆในหนทางเดิมนั้น การเปิดใจและใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาทางเลือกใหม่ๆอยู่เสมออาจทำให้เราพบกับหนทางใหม่ๆในการลงทุนของเราก็เป็นได้ มันอาจที่จะมีประสิทธิภาพกว่าหนทางที่เคยเป็นมา ความบังเอิญที่เกิดขึ้นจากความคิดใหม่ๆของเรามักกลายเป็นทางเลือกให้เราได้อยู่เสมอ

ท้าทายสมมติฐานเดิมๆ - โดยปกติแล้วคนเรามักที่จะมีสมมติฐานว่าความคิดเดิมของเรานั้นดีหรือถูกต้องอยู่แล้ว นั่นทำให้มันกลายเป็นกำแพงหรือกรอบความคิดที่คับแคบลงไปเรื่อยๆ พวกมันมักทำให้เรามักพบกับทางตันที่เราจำเป็นต้องจำยอมอยู่เรื่อยไป ซึ่งถ้าหากว่าคุณกำลังคิดว่าแนวทางการลงทุนของเรานั้นดีหรือถูกต้องที่สุดแล้วล่ะก็ คุณก็คงกำลังปิดกั้นตนเองจากสมมติฐานใหม่ๆไปอย่างน่าเสียดาย

อย่ารีบด่วนตัดสินอะไรนัก - การใช้ความคิดในแนวตั้งนั้นมักที่จะบีบบังคับให้เราเลือกเส้นทางตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อเจาะลึกในรายละเอียดลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่หากคุณรู้จักที่จะใช้การคิดในแนวข้างจนเป็นนิสัยแล้ว มันจะทำให้คุณชะลอการตัดสินใจลง แล้วมองหาทางเลือกใหม่ๆที่อาจมีประสิทธิภาพกว่าอยู่เสมอ อย่างที่ Edward De Bono ผู้เป็นเจ้าของแนวคิดการใช้กระบวนความคิดแนวข้างได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า

“คุณไม่สามารถที่จะขุดหลุมอื่นๆต่อไปได้ ถ้าคุณยังคงหมกมุ่นอยู่กับการขุดหลุมเดิมๆให้ลึกลงไปเรื่อยๆ”

ตัวอย่างง่ายๆของการใช้การคิดในแนวข้างกับการสร้างระบบการลงทุน

ในตัวอย่างนี้ผมจะขอยกเอาแนวคิดการใช้ RSI Indicator ที่เคยเขียนไว้นานมากๆแล้วมาให้ดูกัน โดยจากเดิมที่คนส่วนใหญ่นั้นเชื่อกันว่าสัญญาณซื้อของมันจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อค่าของ RSI นั้นหลุดลงไปในระดับที่ต่ำมากๆ (Oversold) และสัญญาณขายของมันก็จะเกิดขึ้นเมื่อค่าของ RSI นั้นสูงมากๆ (Overbought)

จากความคิดตั้งต้น (การเลือกสรรค์) เช่นนี้เองทำให้สิ่งที่พวกเขามักจะทำต่อไปก็คือการพยายามพัฒนาแนวคิดนี้ให้ลึกลงไปในรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพยายาม Optimize หาค่า Parameter ที่ดีที่สุดออกมาหรือการพยายามที่จะเพิ่มตัวแปรที่ใช้ในการยืนยันต่างๆมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขึ้นสักแค่ไหน ในที่สุดแล้วมันก็มักจะทำให้ต้องพบกับทางตันบางอย่างอันเนื่องจากการปรับแต่งระบบจนเกินพอดีขึ้นมา (Over-fit) และนั่นก็ทำให้เขาไม่สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนจากการใช้ RSI Indicator ได้มากขึ้นสักเท่าไหร่นัก (ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่ระบบมักขาดทุนเลยทีเดียว)

เมื่อมาถึงจุดนี้ คนบางกลุ่มอาจเริ่มตัดสินว่ามันไม่ใช่แนวทางที่ได้ผลและละทิ้งมันไปพร้อมอคติในเชิงลบอย่างสิ้นเชิง นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการใช้กระบวนการคิดในแนวตั้งเพียงอย่างเดียวได้อย่างชัดเจนมากๆ

ในทางกลับกันแล้ว ในขณะเดียวกันก็อาจมีบางคนบางกลุ่มซึ่งมองเห็นแต่แรกแล้วว่าแนวคิดของการซื้อเมื่อ Oversold และขายเมื่อ Overbought อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดเพียงหนทางเดียวเท่านั้น โดยแทนที่พวกเขาจะฝังใจอยู่แต่เพียงหลักการซื้อเมื่อหุ้นอ่อนตัวลงมา พวกเขากลับกล้าที่จะลองท้าทายสมมติฐานในกรอบความเชื่อเดิมๆแล้วพยายามพิสูจน์มันออกมา

กระบวนการคิดใน “แนวข้าง” เช่นนี้เองที่กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับพวกเขา การรู้จักที่จะจัดระเบียบและแปรผลต่อข้อมูลที่มีอยู่เดิมในมุมมองและทัศนคติใหม่ๆๆนั้นทำให้พวกเขาได้ค้นพบกับทางเลือกที่มากขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วก็ทำให้พวกเขาได้ค้นพบว่า เพียงแค่การเปลี่ยนจากวิธีการซื้อหุ้นเมื่ออ่อนตัวเป็นการซื้อเมื่อแข็งแกร่งนั้น กลับทำให้ผลลัพท์ของการลงทุนแตกต่างไปจากเดิมได้อย่างสิ้นเชิง (โดยที่ยังไม่ต้องลงรายละเอียดเพิ่มขึ้น – การคิดในแนวตั้ง)

พลังของการคิดแนวข้างและการปรับใช้ร่วมกับการคิดแนวตั้ง

ภาพและตารางด้านล่างนี้คือผลการเติบโตของเงินทุน (Log Scale) จากการลงทุนที่ใช้ค่า RSI เป็นตัวแปรเพียงอย่างเดียวโดยที่

RSI OverSold = ซื้อเมื่อ RSI (14) หลุดลงไปต่ำกว่า 30 และขายออกเมื่อมันสูงกว่า 70

RSI Overbought = ซื้อเมื่อ RSI (14) ทะลุขึ้นไปสูงกว่า 70 และขายออกเมื่อมันต่ำกว่า 30

RSI Optimize = นำระบบ RSI OB (14)  มาปรับแต่งหาค่า Parameter ที่เหมาะสมที่สุดออกมา

ทุกระบบได้ทำการเข้าซื้อหุ้นครั้งละ 10% ของมูลค่าเงินทุนในขณะนั้น โดยจะซื้อหุ้นที่เกิดสัญญาณจนกว่าที่เงินจะหมดลง เริ่มต้นด้วยเงินทุน 1 ล้านบาทตั้งแต่ 3/1/2001 – 10/4/2012 กับหุ้นในตลาดหุ้นไทย โดยเป็นการลงทุนทบต้น Reinvestment ไปเรื่อยๆ และนี่ก็คือผลเปรียบเทียบของมันครับ

image

ระบบ Net Profit CAGR Max. Sys % DD % of Winners Avg Bars Held
RSI OS -654,984.93 -9.01 -84.07 52.19 121.22
RSI OB 12,677,532.31 26.11 -48.32 42.15 139.68
RSI OPT 94,180,859.78 49.79 -35.51 34.71 12.64

ในตอนนี้ผมเชื่อว่าคุณน่าจะเรื่มเห็นถึงพลังของการใช้ความคิดแนวข้างอย่างเป็นรูปธรรมได้มากขึ้นแล้ว คุณคงจะสังเกตุถึงผลตอบแทนที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างมากเพียงแค่มุมมองในการใช้ RSI ของเรานั้นเปลี่ยนไป (ระบบ RSI OB นั้นเปรียบเสมือนตัวอย่างของการใช้การคิดในแนวข้าง ส่วนระบบ RSI Opt. นั้นคือตัวอย่างของการใช้พลังของแนวคิดในแนวตั้งและแนวข้างร่วมกัน) นอกจากนี้แล้วคุณยังจะเห็นได้อีกว่าค่า %Win หรือ Avg Bars Held นั้นกลับสวนทางกับผลตอบแทนรวมถึงความเชื่อที่คนส่วนใหญ่เข้าใจด้วยเช่นกัน การมีกระบวนความคิดในแนวข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับนักลงทุนในการที่จะคิดและยอมรับในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม

ความเป็นไปได้นั้นมีอยู่เสมอ อย่ามัวแต่ปิดใจหรือฝังใจอยู่แต่กับสิ่งเดิมๆ … ลองคิด “นอกกรอบ” ในมุมมองใหม่ๆกันดูบ้าง เผื่อว่าสักวันหนึ่งแล้วเราอาจจะค้นพบอะไรที่น่าสนใจในการลงทุนของเรามากยิ่งขึ้นก็ได้ครับOpen-mouthed smile

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • http://achikochi1234.blogspot.com/ Gade Ak

    ผมชอบแนวคิดนี้มากๆ ไม่ทราบคุณมดพอจะแนะนำหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Lateral Thinking ได้บ้างไหมครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @6e50cc3df7f85be883a1234dab03cb80:disqus จริงๆเล่มที่ Edward De Bono เขียนไว้ตั้งแต่ 1973 ชื่อ Lateral Thinking รู้สึกเหมือนจะมีแปลเป็นภาษาไทยอยู่นะครับ :D

  • http://achikochi1234.blogspot.com/ Gade Ak

    ผมชอบแนวคิดนี้มากๆ ไม่ทราบคุณมดพอจะแนะนำหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Lateral Thinking ได้บ้างไหมครับ

  • Unsign

    มด อธิบายจนเห็นภาพเลยว่าทั้ง

    กระบวนการคิดในแนวตั้ง และ กระบวนการคิดในแนวราบ 
    ช่วงนี้ผมไม่มีทั้งคู่เลยง่ะ..

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @9aaf8560a4fbec608e89709b68383cf0:disqus  แหม่พี่จอนก็พูดไป ระบบสามแสนล้านของพี่นี่ได้มาแต่ไร ฤ? อิอิ

  • tomza

    อื้อหือ ผมอ่านบทความคุณมด ทุกบทความนะ ซึ่งเจ๋งทุกบทความ แต่บทความนี้สุดยอดจริงๆ ^^ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @c1ac0d79cb2ec016d7569309ec0134f3:disqus โอ้โห ขนาดนั้นเลยหรือครับคุณ tomza *_* ขอบคุณมากนะครับ :D

  • neo

    สุดยอดมากๆเลยครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @488d0452ac3de76076e2587c69ccaacf:disqus ขอบคุณครับ :D

  • Browny M

    ขอบคุณค่ะ ชอบทุกบทความเลย คุณมดคงอ่านหนังสือมากๆแน่ๆเลย

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @922c643ea0c446b2a8e03bdf21e9261d:disqus ว่างๆก็จะอ่านไปเรื่อยๆครับ ไม่รู้จะบอกว่าเยอะหรือน้อยดีเหมือนกัน อิอิ  

  • Hturiva

    ผมว่าอ่านจบแล้วหลายๆคนคงอยากรู้ว่า RSI Optimize มันให้ค่าเท่าใหร่กันแน่ 555 ไม่เป็นไรครับไปลองหาเองดีกว่า

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @630f5dfaed3fe1078a3514cfc60fee17:disqus จริงๆแล้วค่า RSI Optimize ในบทความเป็นค่าหยาบๆที่ผมประมาณเอาเท่านั้นเองครับ ถ้าไปเจาะหาน่าจะได้ผลดีกว่านี้อีก :D

  • Pathfinder Way

    ขอบคุณมากครับ    บทความนี้ประยุกต์ใช้ได้กว้างขวางมากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเลือกระบบ เลือกหุ้น หรือเลือกแฟน :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @e409974ee0ed75400b2757ef98d342d9:disqus สงสัยอย่างหลังจะสำคัญสุด :P

  • http://twitter.com/3dotts

    น่ารวบรวมบทความใน blog รวมเล่มเป็นหนังสือนะครับ อย่างน้อยผมรออุดหนุนอยู่คนนึงล่ะ :)

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @twitter-96545111:disqus ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ จริงๆเห็นว่าให้อ่านฟรีทั้งเวบอยู่แล้วเลยไม่รู้จะไปขายเก็บตังค์ส่วนนั้นทำไมอะครับ :D

  • tumm008

    สุดติ่ง เกิดมาไม่เคยอ่านอะไรแล้วเก็ทมาก่อนตั้งกะเจอเว็บคุณมดนี่ อ่านได้เรื่อยๆไม่เคยตามงานเขียนของใครได้นานขนาดนี้ อย่าพึ่งหายไปใหนนะพ่อคุณ อยู่เขียนงานดีๆนานๆ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @800f63074694d205cb586632a14b7ce2:disqus ขอบคุณครับ หลงตัวเองขึ้นอีกเยอะเลย อิอิ

  • http://twitter.com/CoreClear ลูกแมวน้อย

    ยอดเยี่ยมเช่นเคยครับ

  • kenichi

    อ่านแล้ว ยากจัง พยายามคิดตามไปด้วยก็ไม่ไหว ยากไปสำหรับมือใหม่ค่ะ แต่ก็ขอบคุณที่ให้ความรู้เพิ่มในแง่คิดที่แปลกไป

    • Unsign

      ลองอ่านไปเรื่อยๆซิครับ เดี๋ยวซักพักก็คุ้นเคยครับ :D

  • http://www.facebook.com/people/Nuttapum-Assawasirisin/598661202 Nuttapum Assawasirisin

     คุณมดครับ ขอบคุณมากครับสำหรับบทความดีๆ ขอรบกวนถามว่าคุณมดใช้โปรแกรมอะไรทำ backtest หรอครับ แล้วก็หาได้ที่ไหนหรอครับ ถ้าเป็นไปได้หลังไมค์มาก็ได้ครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @facebook-598661202:disqus  บทความนี้ผมใช้ amibroker ครับ หาได้ที่ amibroker.com หรือไม่ก็ google ดูนะครับ :)

  • Kadook

    ขอบคุณครับพี่ ได้มุมมองใหม่ๆๆ นำมาปรับใช้ในการใช้งาน

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @4a51b47b89fdc5a0d06a69483b734edc:disqus ขอบคุณที่แวะเข้ามาเมนท์เช่นกันครับ :)

  • Prasertwanna

    ขอบคุณคัรบการให้ข้อคิดจะใด้ไม่ยึดติดกับความเคยชินแบบเก่าๆและเดิมๆ คัรบ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @b629cbe027526d540fbdd9320e5df927:disqus ขอบคุณคอมเมนท์ครับ :D

  • Pha1970

    เยี่ยมมากเลยครับ เห็นด้วยกับความคิดแบบนี้ ขอบคุณกับการนำเสนอครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @1706bddbb20cb7568f0b3f16518f055d:disqus ขอบคุณคำชมนะครับ :)

  • Piyawut La

    ผมเป็นคนหนึ่งที่คอยติดตามบทความของคุณมดนะครับ ดีใจมากครับ ที่ได้เจอบทความที่สื่อความหมายและถ่ายทอดออกมาให้ได้เข้าใจง่ายมากๆครับ คิดตามทุกครั้ง สาระมากมายเลยครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @e154c6d7e5f04a24bee7a31838376fb6:disqus ขอบคุณสำหรับกำลังใจมากๆครับ จะพยายามเขียนต่อไปเรื่อยๆ อิอิ

  • Flyyma

    บทความเปิดมุมมองให้คนอ่านมากครับ ขอบคุณครับ อิอิ

  • Akarapong W

    ขอรบกวนนิดนะครับ เผอิญว่าลองไปเทสแล้ว ผลไม่ตรงกับคุณมดอ่าครับ
    ใน Amibroker นะครับ

    SetOption( “initialequity”, 1000000 );SetOption( “CommissionMode”, 1 );SetOption( “CommissionAmount”, 0.25);PositionSize = -10; /* trade size will be 10% of available equty */SetTradeDelays( 1, 1, 1, 1 );
    Buy = RSI(14) >70;
    Sell = RSI(14) 10% อ่ะครับ แล้วค่อยไปปรับ drawdown หรือตัวอื่นๆ
    ตอนนี้ยังไม่เจอซักระบบเลยครับ T_T

  • Koj01

    มือใหม่ครับ เลยสงสัย ว่า ซื้อที่ overbought แล้วขายที่ oversold มันคือการซื้อตอนราคามัน bubble แล้วขายตอน crash รึเปล่าครับ แบบนี้จะกำไรได้ยังไงเหรอครับ?

  • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

    @0d39a5be7f28a00fc83429085d445bf9:disqus เป็นความเข้าใจผิดกันไปเองครับ Overbought ไม่ได้แปลว่า Bubble และ Bubble ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะลงในทันที ในทางกลับกัน Oversold ก็ไม่ได้แปลว่า Crash แล้ว Crash ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะลงจนจบแล้วครับ

    Overbought หรือ Oversold เป็นสิ่งที่เราไปกำหนดระดับจากค่าที่ได้จาก Oscillator กันไปเองจากความเชื่อของแนวคิดที่ว่าเมื่อลงแล้วต้องขึ้น เมื่อขึ้นแล้วต้องลง (วัฏจักร) แต่จุดอ่อนของมันก็คือ มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ และมันจะทอดยาวออกไปอีกแค่ไหน หรือแม้กระทั่งเมื่อวิ่งสวนกลับมาแล้วมันจะได้ระยะเท่าเดิมหรือไม่ เพราะราคาหุ้นไม่ได้วิ่งอยู่ในกรอบที่ตายตัวตลอดไป

    เมื่อไหร่ที่หุ้นมีความเบี่ยงเบนออกไปจากระดับเดิมออกไป นั่นคือการมี Trend เกิดขึ้น ช่วงเวลานี้จะเกิด OB-OS ขึ้นตลอดใน Oscillator ที่เราใช้เพราะส่วนใหญ่มันสร้างจากนิยามที่ว่าหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบเดิมครับ ดังนั้น ถ้าเราขายเมื่อ OB ก็เท่ากับว่าเกิดแนวโน้มขาขึ้นเมื่อไหร่เราขายทิ้งทันที แต่พอเกิดแนวโน้มขาลงเราจะไม่ขายแต่ถือต่อไปเรื่อยๆนั่นเองครับ