ตารางแสดงผลตอบแทนของหุ้นตลอดช่วงชีวิตของมัน เหตุผลเบื้องหลังที่คนส่วนใหญ่เจ๊งหุ้น!

นี่เป็นบทความที่ผมได้อ้างอิงมาจากส่วนหนึ่งของผลวิจัยการลงทุนจากกองทุน Blackstar Funds ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยถึงแม้ว่าในประเทศไทยเราจะยังไม่มีงานวิจัยในลักษณะนี้ออกมาเท่าไหร่ แต่ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นในโลกส่วนใหญ่นั่นก็มีลักษณะและธรรมชาติที่คล้ายกันอยู่เป็นอย่างมาก เนื่องจากแท้จริงแล้วมันก็เหมือนกับที่ Gorge Soros ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ตลาดคือห้องทดลองของเขา หรือพูดอีกอย่างก็คือ มันคือห้องปฏิกรณ์ทางอารมณ์และความเชื่อของคนที่ถูกแสดงออกผ่านการกระทำโดยอาศัยเม็ดเงินที่ตนเองมีอยู่นั่นเอง ในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งทีน่าสนใจของบทวิจัยชิ้นนี้เท่านั้น โดยผมจะขอนำมาลงในฉบับสมบูรณ์ในโอกาสต่อไปครับ :D

กี่ครั้งกี่หนแล้ว ที่เรามักจะได้ยินใครต่อใครพูดว่า “ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นนั้นอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี” ส่วนตัวของผมเองนั้นมักจะได้ยินสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อนๆนักเล่นหุ้น, ที่ปรึกษาการลงทุนต่างๆ หรือแม้แต่ในงานมีทติ้งสังสรรค์ แต่ผมอยากจะบอกว่าความจริงแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันอย่างมหันต์! เหตุลผลก็เนื่องมาจากว่า ผลตอบแทนของหุ้นในแต่ละตัวนั้น มีความแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิงนั่นเองครับ

นักลงทุนส่วนใหญ่ที่มักชอบซื้อแล้วถือยาวกับหุ้นไม่กี่ตัวนั้น (โดยเฉพาะนักลงทุนจำเป็น) กำลังแบกรับความเสี่ยงที่พวกเขาจะขาดทุนอย่างมากโดยไม่รู้ตัว โดยหลักฐานของเหตุผลเหล่านี้ได้แสดงอยู่ในกราฟ ที่เป็นผลมาจากงานวิจัยของกองทุน Black Star Funds ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า มากกว่า 2 ใน 3 ของหุ้นส่วนใหญ่นั้น ให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าดัชนีรวมของตลาดหุ้น (สีแดงทางด้านซ้าย) ในทางกลับกัน เราจะเห็นได้ว่า มีเพียงหุ้นจำนวนเพียงแค่ประมาณ 6% เท่านั้น ที่สามารถจะให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดได้เป็นอย่างมาก (Bar Chart แท่งสีน้ำเงินด้านขวา) นอกจากนี้เรายังพบหลักฐานที่ชัดเจนอีกว่า หุ้นที่ให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดเหล่านี้ มักที่จะใช้เวลาหลายๆอาทิตย์อยู่ไกล้ๆกับระดับราคาสูงสุดของราคาหุ้น (All Time High) อยู่เสมออีกด้วย

ผลตอบแทนของหุ้นโดยเฉลี่ยรายตัว

ตาราง 1.0 : แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนของหุ้นเมื่อนำมาหักลบกับผลตอบแทนของดัชนี Russell 3000 index ตั้งแต่ปีค.ศ.1983 – 2006 โดยเราจะสังเกตุได้ว่า 64% ของผลตอบแทนจากราคาหุ้นส่วนใหญ่นั้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาด และมีเพียง 6.1% เท่านั้น ที่ชนะตลาดได้ขาดลอยที่ 500% หรือมากกว่านั้น

ความจริงแล้ว ความสับสนเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี (หรือ 8, 9, 10, 11, 12%)เหล่านี้นั้น เป็นผลมาจากการที่มันได้ถูกคำนวณจากผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของดัชนีหลักๆของตลาด ไม่ว่าจะเป็นดัชนี Dow Jones, Industrial Average, S&P500 (หรือแม้แต่กระทั่ง SET) นั่นเอง และนี่เป็นสิ่งที่พวกเราควรจะต้องทำความเข้าใจและระวังกันให้ดี เนื่องจากดัชนีเหล่านี้มีธรรมชาติที่แตกต่างจากหุ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากดัชนีหลายๆตัวนั้นถูกคำนวณด้วยวิธีการถ่วงน้ำหนัก (Weighted) ดังนั้น เมื่อราคาของหุ้นบางตัวได้วิ่งขึ้นไป (พร้อมกับมูลค่า Market Cap ที่มากขึ้นของมัน) นั่นจะทำให้น้ำหนักที่ถูกนำไปถ่วงในดัชนีมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน และในทางกลับกันแล้ว การที่หุ้นบางตัวได้มีราคาที่ลดลงไปอย่างมากนั้น ก็จะทำให้ถูกลดทอนการถ่วงน้ำหนักในการคำนวณไปด้วยในเวลาเดียวกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือ ดัชนีต่างๆนั้น ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างมาให้มีการปรับตัวไปตามแนวโน้มของตลาดโดยรวมแทบทั้งสิ้น (ถ่ายน้ำหนักจากหุ้นแย่มาที่หุ้นดี) ในขณะที่หุ้นรายตัวส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่เลย!

ผลจากการศึกษาวิจัยของกองทุน BlackStar Funds นั้นได้บ่งชี้ให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้ว … ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของหุ้นรายตัวนั้น กลับมีค่าที่ติดลบแทนที่จะเป็นบวก! (ค่าที่คุณเห็นที่ -1.06% นั้นไม่ได้พิมพ์ผิดแต่อย่างใด) นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยหลายๆคน ที่เชื่อว่าผลตอบแทนแบบ Buy and Hold โดยเฉลี่ยนั้นอยู่ที่ 10% ต่อปีต้องอึ้งไปตามๆกัน และสิ่งเหล่านี้เอง ที่เป็นคำตอบว่าทำไมนักลงทุนที่ไม่มีระบบหรือแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนจึงต้องขาดทุนอยู่ร่ำไป

และนี่คือความจริงที่โหดร้ายของตลาดหุ้น 2 ประการ :

1. ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีของหุ้นรายตัวส่วนใหญ่นั้นมีค่าที่ติดลบ

2. ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีของหุ้นรายตัวส่วนใหญ่นั้นแย่กว่าดัชนีตลาด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราเห็นจะเป็นเรื่องที่ดูเลวร้ายเอามากๆ (ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในตลาดส่วนใหญ่นั้น มาจากหุ้นไม่กี่ตัวเมื่อคิดเป็นร้อยละของหุ้นทั้งหมด) แต่นี่ก็สามารถที่จะกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีได้เช่นกัน ทำไมน่ะหรือครับ? ก็เนื่องมาจากว่า มันได้ช่วยให้เราสามารถในการที่จะเพ่งความสนใจ ไปยังหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด (แข็งแกร่งที่สุด) ได้โดยง่ายนั่นเอง และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงเพ่งความสนใจไปยังหุ้นที่อยู่ไกล้ๆกับระดับราคาสูงสุด (All Time High) หรือระดับราคาสูงสุดภายใน 1 ปี (52 Weeks) อยู่เสมอนั่นเอง

สุดท้ายนี้ นี่คือหนึ่งในประโยคที่ถูกเขียนไว้ในงานวิจัยของพวกเขาครับ

“ในทางคณิตศาสตร์แล้วมันถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผลทีเดียว ในการที่หุ้นตัวที่สามารถให้ผลตอบแทนเป็น 1,000% นั้น จะต้องทะลุแนวต้านของมันเป็นร้อยๆครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาติดต่อกันหลายๆปีนั่นเอง” – Cole Wilcox และ Eric Crittenden (Blackstar Funds)

หวังว่าจะเป็นข้อมูลใหม่ๆให้พวกเราได้ฉุกคิดกันบ้างนะครับ ทั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาจะ Discredit การเล่นแบบถือยาวทั้งสิน เพียงแต่อยากนำผลวิจัยที่มีข้อมูลที่ชัดเจนมานำเสนอให้ดูบางส่วน จะได้ไม่หลงระเริงหรือโกหกตัวเองเวลาติดหุ้นกัน เพราะส่วนตัวผมเองแล้วเชื่อว่าการถือครองหุ้นแบบ Buy and Hold โดยมีระบบ/กลยุทธ์ที่ชัดเจนนั้น ยังคงสามารถที่จะให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้เช่นเดิม (เพราะการเล่นแบบนี้ให้ Reward to Risk Ratio ในแต่ละครั้งสูงมาก พูดง่ายๆคือได้ทีหนักหน่วงมาก) แต่ทั้งนี้ มันต้องไม่ใช่การถือครองหุ้นเพราะ “ความจำเป็น” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แล้วเจอกันใหม่สวัสดีครับ :)

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • jilin22

    บทความยอดเยี่ยมเช่นเคยครับคุณมด :-)

  • Mod

    ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ :D

  • dragon

    ขอบคุณมากครับ

  • annie

    ขอบคุณที่แชร์ข้อมูลดีๆ เพราะยังมีคนอีกหลายคนที่ยังต้องการความรู้แบบนี้อีกเยอะมากมาย และมีไม่กี่คนที่จะแชร์ข้อมูลดีๆ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆอย่างเช่นเว็บนี้

    ขอบคุณมากๆจากใจจริง และรู้สึกดีใจที่เมืองไทย เว็บไทยยังมีเว็บดีๆแบบนี้อยู่

    คอยติดตามผลงานของคุณModเสมอ

    • Mod

      :D เงื่อนไขของผมคือ ถ้าแวะมาอ่านบ่อยๆก็เมนท์ทิ้งกันไว้หน่อย ให้รู้ว่ามีคนตามอ่านกันอยู่ ไม่ได้เขียนอยู่คนเดียวให้ผีหลอกไงครับ 55

      ล้อเล่นนะคับ ไม่ซีเรียสครับ แต่เมนท์คุยกันแบบนี้ก็ดีครับ ผมมีกำลังใจแปลต่อเยอะขึ้นอีกครับ ขอบคุณครับ :)

  • tsunami2p

    555+ แล้ววันนี้คุณ “ถือทน” หรือ “ทนถือ”
    โชคดีและประสบความสำเร็จในการลงทุนทุกท่านครับ

    • Mod

      55 น่านสิครับ ส่วนใหญ่จะ “ทนถือ” กันมากกว่า :D

  • Neogt86

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ครับ น่าสนใจมากเลย ^^

    • Mod

      เดี๋ยวจะทยอยมาลงเรื่อยๆละกันคับ :D

  • Phinx

    ชอบอ่านผลวิจัยครับ คุณมดมีอีกไหมครับ เอาอีก อิอิ :) :)

    • Mod

      จริงๆยังมีอีกเยอะเลย เดี๋ยวขอทยอยๆเอามาลงละกันครับ :D

  • sehju

    จะเล่นสไตล์ไหนก็แล้วแต่ ขอให้มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและไม่หลอกตัวเอง ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ..

    • Mod

      ครับผม จริงๆบทความนี้ไม่ได้กะให้เกี่ยวกับเรื่องสไตล์การลงทุนหรอกครับ แต่พอดีเวลาใครเขาวิจัยทำอะไร เขาก็ชอบเทียบ Benchmark กับ Buy and Hold ไปเสียทุกที ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันครับ :D

  • chotima

    ขอบคุณมากคะ เป็นบทความที่อ่านแล้วน่าคิด ต้องขอบคุณที่หาอะไรมาให้อ่านอยู่เรื่อย ฝึกสมอง คุณแมงเม่านี้ท่าทางจะเป็นคน Hyperactiveมากนะคะ อิอิ ยอมแพ้เลย

    • Mod

      จริงๆไม่ Hyper หรอกครับ ออกจะแนวสันหลังยาวด้วย 55 พอดีผมชอบค้นแคะแกะเกาไปเรื่อย เวลาได้ข้อมูลดีๆก็จะเก็บเอาไว้จนเยอะไปหมด เอาออกมาเขียนมาเรียบเรียงใหม่ให้จำได้ แถมมีที่เก็บบนเว็บดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ในเครื่องเยอะเลยครับ :D

  • kinikuman

    ^^ ขอบคุณครับพี่มด

  • chotima

    ขอเข้ามาComments อีกครั้ง คุณแมงเม่ามีความรู้และประสบการณ์แน่นแบบนี้ น่าจะเขียนเป็น Pocket book ในแนวนี้ เขียนให้อ่านง่ายๆ เข้าใจง่าย สำหรับผู้ที่เริ่มเล่น และเล่นมานานแล้ว แต่ขาดประสบการณ์ รับรองขายดีแน่นอน รออยู่นะคะ อิอิ

  • arintaBO

    ถ้าออกเป็นรวมเล่มจะอุดหนุนแน่ๆๆ ตามมาอ่าน :)

  • absent

    เห็นด้วยครับ

  • Vilage

    ขอบคุณครับ

  • Mod

    ขอบคุณทุกคนนะครับ เรื่องหนังสือนี่ขอดูก่อนนะครับ ยังไงตามอ่านกันในนี้ไปก่อนก็ได้ ไม่เสียตังค์ด้วย :D

  • hongvalue

    ถ้าการเวทน้ำหนักเท่ากันทุกตัวทำให้ขาดทุน 1.06%
    แล้วที่ set ขึ้นเฉลี่ย 10% นี้ก็หมายความว่าเป็นเพราะ market cap หุ้นตัวใหญ่มันขึ้นมา
    ก็เลยทำให้ภาพรวมมันขึ้นแต่จริงๆแล้วซัดเข้าไปทุกตัวเฉลี่ยแล้วก็โดนอยู่ดี
    อืม งี้นี้เอง

    แล้วแบบนี้ระบบคุณมดมีลดพอร์ตหรือเพิ่มพอร์ตโดยดู set บ้างไหม
    เช่นของอาจารย์ผมถ้า set เริ่มหลุดเส้นค่าเฉลี่ยบางเส้นเขาจะลดพอร์ตจาก
    100% เหลือ 50% ถึงแม้จะยังมีหุ้นอยู่ในระบบก็เถอะ
    หรือว่าของคุณมดคิดว่าถ้าหุ้นแข็งแกร่งจริงอาจจะสวนเซทได้จึงสนใจแต่ว่าหุ้นยังอยู่ในระบบไหมโดยไม่ได้ดูประเด็นว่าเซทแข็งแกร่งไหม

    เพราะจากบทความนี้นั้นหุ้นส่วนใหญ่ยังไงก็ลงอยู่แล้วเราจะแคร์ทำไมงานของเราคือหาหุ้นที่จะ out performe ตลาดต่างหาก

    มีความเห็นว่ายังไงบ้างครับ

    • Mod

      โดยส่วนตัวผมอาจยังไม่โปรเท่าอาจารย์คุณฮง :D ส่วนใหญ่ผม exit จากสัญญาณของตัวมันเองทั้งนั้น เพราะหลายต่อหลายครั้งที่เจอะเจอ แม้ว่า set จะไม่ไปแต่ด้วยความแข็งของมัน มันก็กระดึ้บๆขึ้นไปได้อยู่ อีกทั้งจุดที่ผมใช้ Stop เป็นจุดที่ผมคิดว่าผมโอเคกับความเสี่ยงและผลตอบแทนแล้ว เลยไม่ได้ไปยุ่งมากครับ ถ้ามันดีจริงเดี๋ยวมันก็ดูแลตัวมันเอง ถ้ามันแย่ผมจัดการก็ไม่สายเกินไป ไม่อยากทำอะไรเพิ่มความน่าจะเป็นในการเกิด error เท่าไหร่ครับ ผมมันยิ่งมึนๆอยู่ 55

      • Futions

        วิธีของอาจารย์คุณฮง ควรหา Corelation ของหุ้นและ SET ก่อนด้วยหรือเปล่าครับ
        แล้วไปเขียนใน Formula อีกที

        ถ้ามันวุ่นวายมาก ไปเน้น MM (Position sizing) จะดีกว่ามั๊ยครับ

        ขอบคุณครับ

        • Mod

          สำหรับคนไม่ชอบความยุ่งยาก ถ้าทน Drawdown ได้ลองปรับที่ MM ดู หากไม่เกิน heat ระบบน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นครับ (ในกรณีที่ระบบเราเวิรค์จริงๆนะ ไม่งั้นจะยิ่งเหยียบคันเร่งให้เจ๊งหุ้น 55)

          • Futions

            ขอบคุณครับ

  • Mr.H

    ผมใช้ set ในกาารส่งสัญญาณและใช้เครื่องมือที่ leverage สูงๆอย่าง future และ option เพราะฉนั้นผมไม่มีปัญหาเรื่องผลตอบแทนน้อยกว่าตลาดครับ(ถ้าถูกทิศนะครับ555)

    • Mod

      ขำตรงท้ายประโยคเนี่ยแหละครับ 55

      ผมว่าถ้าเล่นดัชนี บางที Setup อาจไม่สำคัญเท่า timing นะ เรื่องนี้อาจไม่ต้องเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะ Setup เอาไว้กรองทิ้ง และถือเป็น Stock selection ไปในตัวมากกว่า อย่างผม timing ก็โง่มากๆไม่มีอะไรเลย เป็น breakout system ธรรมดาๆ

  • Phinx

    ถามคุณมดนิดนึงครับ
    ในพอร์ตคุณมด เมื่อเราได้หุุ้น new high ในหนึ่งปีมาแล้ว พอประมาณได้ไหมครับว่าจะมีหุ้นซักกี่% ที่วิ่งขึ้นยาวๆต่อไปครับ
    ตอนนี้มีแนวคิดทำ system trade อีกซัก 1 พอร์ต โดยรับหุ้น New high + Filter
    คงต้องขอ comment ด้านวิทยายุทธ จากผู้เชี่ยวชาญ นะครับ อิอิ….

    • Mod

      ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในการคัทลอสเสียมากกว่า ส่วนใหญ่คัทแล้วไม่ค่อยแป้ก หลุดแล้วหลุดเลย 555

      ส่วนเรื่อง accuracy จากมือตัวเองที่ผ่านมา 1 ใน 3 มักได้กำไร 1 ใน 10 จะเป็นตัวเป้งครับ :D แต่แค่นี้สำหรับตัวผมก็รันสบายๆแล้วนะ ถ้าคนอื่นอาจทำได้ดีกว่านี้ก็ได้ อีกอย่างผมมักเปิด initial position ด้วย Stop แบบสั้นๆ ดังนั้น % ผิดพลาดย่อมต้องเยอะจาก noise ที่เจอครับ ถ้าใครวาง stop ยาวๆ accuracy น่าจะดีกว่านี้นะ แต่แลกด้วย position ที่น้อยกว่าสักครึ่ง

  • Phinx

    “1 ใน 3 มักได้กำไร 1 ใน 10 จะเป็นตัวเป้งครับ”

    อืม! ใกล้เคียงกันครับ :) เคยพยายามจะเพิ่ม Prop ให้มากขึ้น ในที่สุดก็กลับมาที่เดิม…

    แล้วเราควรมีจำนวนหุ้นมากที่สุดเท่าไหร่ เกิน30ตัวไหมครับ??
    EOD หรือ Week อันไหนน่าจะเหมาะกับหุ้น New high ครับ :) :)

  • A

    ขอบคุณมากครับเสี่ย บทความแต่ล่ะชิ้นนี่ สะท้อนมุมมองที่ให้แง่คิดมากเลย ปัญหาอยู่ที่ผมล่ะจะนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ยังไง – -“

  • สุนทร

    ขอบคุณครับ

  • Joga

    เข้ามาอ่าน และให้กำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานนะครับ

  • Futions

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

  • Yingyos

    อ่านความเห็นคุณฮงแล้ว คิดไปถึงหลักของโอนีิล อะครับ
    M ตัวสุดท้าย คือ การไม่พยายามเล่นสวนตลาด เพื่อหลีกเลี่ยง correction ของตัวหุ้นส่วนใหญ่ซึ่งมักจะมาพร้อมๆ กับการตกลงของตลาด .. แต่หุ้นที่สวนตลาดได้มันก็มีอยู่

    ผมเคยคิดคล้ายๆ คุณฮงเหมือนกันว่าเราควรหาเฉพาะหุ้นแข็งแกร่งที่ทนตลาดตกได้นานกว่าชาวบ้าน แต่ในความเป็นจริง ผมว่ามันยากเหมือนกันนะ ที่จะหาหุ้นที่อึดได้ขนาดนั้น แล้วถ้าเจอแบบปี 2008 คงทานไม่ไหวเหมือนกัน ผมเลยเอาตามระบบดีกว่า

    อันนี้อยากถามคุณมดครับ เห็นคุณมดบอกว่า trailing stop ที่ใช้มีระยะ +-20% จาก top (ซึ่งกว้างมากในความรู้สึกผม).. ทีนี้ถ้า 1 ใน 3 ตัวที่มันได้กำไร แต่เราต้องคืนกำไรไป 20% มันจะ cover ไอ้ 2 ตัวที่เน่าไปเหรอครับ แล้วถ้าเกิดไอ้ 2 ตัวนั้น เป็นตัวที่เราเพิ่ง add position ตามไปหลายๆ ไม้ (ณ ตอนนั้นกำไรอยู่จาก initial position) แต่มันดันร่วง สุดท้าย stop loss ตามระบบกลายเป็นขาดทุนซะงั้น เช่น ไม้แรกที่ 100 บาท ไม้ 2- 110 ไม้3-120 จุด stop คือ 96
    แล้วมันดันลงไปจริงๆ .. เลยสงสัยว่าคุณมดแก้ปัญหานี้ยังไงครับ หรือเราต้องปรับ win/loss ratio ให้ดีขึ้น แต่ผมว่า 30% นี่ก็มาตรฐานแล้วนะ

    • Mod

      ปกติโดยส่วนตัวที่ผมเล่น เวลากำไรมาทีนึงก็ cover อยู่แล้วครับ ไม่งั้นคงเลิกไปนานแล้วเพราะความแม่นยำของระบบผมค่อนข้างต่ำ (trend trading) อีกอย่าง Trailing Stop ของ Trend Following System ส่วนใหญ่ก็ give back ประมาณนี้กันอยู่แล้ว ลองวัดจาก peak ถึงจุด Stop ดูได้ครับ เช่นพวกที่ใช้ percentage stop 20-25%

      ส่วนการเพิ่ม position ผมจะเพิ่มต่อเมื่อ stop ผมสูงกว่าทุนเดิมไปแล้ว วิธีการนี้จะช่วยให้เวลาต้องขายทิ้งจะขาดทุนเฉพาะไม้สุดท้ายอย่างเดียว โดยปกติถ้าเพิ่มไปได้เกินสัก 2-3 ไม้ก็ไม่ขาดทุนแล้วครับ

      วิธีการแก้ของผมส่วนหนึ่งใช้ stop แคบตอนเปิดไม้แรก ถ้าวิ่งดีค่อยเพิ่มแต่ตั้ง stop ให้กว้าง ไม้ต่อๆไป position จะเบาลงเองครับ :D

      • Yingyos

        ขอบคุณ คุณมดครับ แสดงว่าตัวอย่างที่ผมยกมา มัน add position เร็วไป
        ผมออกแบบระบบคล้าย turtle น่ะครับ เน้นเติมเร็วเพื่อสร้างฐานให้แน่น แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่ต้องขาดทุนทุกไม้ แบบตัวอย่าง
        แสดงว่าระบบของคุณมดต้องตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า หุ้นจะต้องวิ่งเกิน 20-30% ถึงจะ add position ตามไปโดยที่ขาดทุนแค่ไม้สุดท้ายแค่นั้น เช่น ไม้แรก 100 ไม้สอง 120 ไม้สาม 150 .. จุด stop คือ 115 ประมาณนี้

        • Mod

          จริงๆผมก็ไม่ได้เติมช้ามากนะครับ เพียงแต่อย่างน้อยต้องขอให้ตลาดพักฐานสักครั้งก่อน เพื่อจะได้หาจุดอ้างอิงเอาไว้หนีอย่างสมเหตุสมผลหน่อย ส่วนมากก็สัก 15-20% กว่าๆก็มักจะได้เติมแล้ว

          เรื่องของการเพิ่ม position ผมคิดว่ามันก็มี trade off ของมันเอง ไม่มี perfect way เพราะถ้าเราเติมเร็ว สิ่งที่ตามมาคือต้นทุน แต่แลกมาด้วยกำไรก้อนใหญ่หากว่าไม่โดนเตะตกรถไปเสียก่อน ส่วนการเติมช้านั้นข้อดีคือการถือครองได้อย่างสุขใจและค่อนข้างยาวกำไรเป็นก้อนๆ เพราะ stop มักจะกว้าง แต่ก็แลกมาด้วยการลดหลั่นของกำไร

          ส่วนตัวผมเลือกใช้ stop กว้างๆเพราะจุดประสงค์ของผมคือต้องการเกาะไปกับแนวโน้มให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวเล่น stop สั้นๆแล้วโดนเตะทิ้งทำให้ต้องพลาดหุ้นดีๆ (แต่เหวี่ยงแรงหน่อย) ไปมากมาย ส่วนเรื่องของผลกำไรนั้น ผมก็ชดเชยมันโดยการกระจายไปลุ้นยังตัวอื่นๆบ้าง บ่อยครั้งที่ตัวที่เราไม่คิดว่ามันจะมามันก็มา ผลที่ได้ก็ไม่แย่เลยนะครับ ผมคิดว่าออกจะสเถียรกว่าด้วยซ้ำ เพราะปีนึงๆหุ้นที่วิ่งขึ้นดีๆมีเป็นสิบๆตัว เกาะไปจนสุดได้สัก 2-3 ตัวก็สบายแล้ว:)

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    สวัสดีครับ ได้ความรู้ใหม่อีกเยอะเลยทีเดียว ถึงแม้ผมจะไม่ได้เล่นหุ้น เล่นแต่ future ครับ ก็ต้องยอมรับจริงๆ คุณมดแปลแต่ล่ะบทความได้ดีมากๆเลย ภาษาอ่านง่ายมาก ^^

    • Mod

      ขอบคุณสำหรับคำติชมมากๆเลยครับ ผมจะพยายามแปลให้มันง่ายๆอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะแปลยากๆตัวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ 55