หุ้น จิตวิทยาการลงทุน เซียนหุ้น Charles faulkner 6 โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม (ตอนจบ)

ส่งท้ายในวันศุกร์ ก็มาถึงตอนสุดท้ายของบทความหุ้นชิ้นนี้กันแล้วนะครับ มีความเห็นหรือข้อแนะนำอะไรที่อยากจะแบ่งปันกันไว้ก็คอมเมนท์กันไว้ได้ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆคนที่ผ่านมา หรือถ้าจะคอมเมนท์สั้นๆให้กำลังใจผมแปลต่อเรื่อยๆก็ยินดีนะครับ ทำบล็อกเนี่ยไม่มีอะไรมากหรอก ส่วนหนึ่งมันเป็นความสุขทางใจครับ อิอิ ยังไงขอให้มีความสุขกับการพักผ่อนในวันหยุดทุกๆคน และโชคดีกับการลงทุนในอาทิตย์ต่อไปล่วงหน้าเลยแล้วกัน แล้วพบกันอีกในบทความหุ้นใหม่ๆในตอนหน้าครับ :D

ราคาหุ้นเคลื่อนขึ้น, ลง หรือออกด้านข้างได้เพียงเท่านั้น

ถึงแม้ว่าโปรแกรมช่วยในการซื้อขายหุ้นในสมัยนี้นั้น จะมีประสิทธิภาพที่สูงมาก จนทำให้นักเก็งกำไรสามารถที่จะสร้างระบบการลงทุนที่ซับซ้อน จนในบางครั้งเกินกว่าความเข้าใจด้วยสามัญสำนึกได้ก็ตาม แต่ถึงกระนั้น ความชัดเจนและความเรียบง่ายของระบบการลงทุน ก็ยังคงเป็นเสมือน “ตราสัญลักษณ์” ของระบบการลงทุนแบบ Trend Following ที่ดีอยู่เช่นเดิม นักเล่นหุ้นหรือนักเก็งกำไรในรูปแบบของ Trend Following นั้น รู้เป็นอย่างดีว่า ไม่ว่าความคิดของใครจะลึกซึ้งหรือซับซ้อนแค่ไหนก็ตามในการเก็งกำไร แต่สิ่งที่เป็นข้อมูลในการนำมาประมวลผลของระบบการลงทุนเหล่านั้น ก็ประกอบไปได้เพียง 3 หนทาง นั่นก็คือ ราคาที่เปลี่ยนแปลงขึ้น, ลง หรือไม่เปลี่ยนแปลง และสุดท้ายแล้ว สิ่งที่กลับออกมาจากการประมวลผลของระบบการลงทุนต่างๆนั้นก็เป็นไปได้เพียงแค่ 3 หนทางเช่นกัน นั่นก็คือ ซื้อ, ขาย หรือไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เพียงเท่านั้นเอง

การสูญเสีย (ขาดทุน) เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เซียนหุ้น Gerald Loeb ในหนังสือการเก็งกำไรที่เก่าแก่อย่าง “The Battle For Investment Survival” นั้น Gerald Loeb ได้เขียนเอาไว้ว่า “การยอมรับต่อการขาดทุน คือสิ่งที่เปรียบเสมือนเครื่องมือที่สำคัญที่สุด ในการที่จะปกป้องเงินทุนของคุณเอาไว้ และมันคือการกระทำที่นักเก็งกำไรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจมากที่สุด และเป็นสิ่งที่ปฎิบัติได้ยากที่สุดสำหรับพวกเขา” นี่ถือเป็นคำพูดที่ควรจะก้องอยู่ในหัวของนักเก็งกำไรทุกคนเลยทีเดียว และมันก็ช่างมีความหมายที่สำคัญยิ่งต่อเหล่า Trend Follower ด้วยเช่นกัน

นักเก็งกำไรแบบ Trend Follower ที่ดีนั้น คือผู้ที่มักจะคอยระวังถึงความสำพันธ์ระหว่างขนาดของการขาดทุน และขนาดของกำไรที่พวกเขาได้รับอยู่เสมอ และอาจมากกว่านักเก็งกำไรประเภทก็เป็นได้ เนื่องจากพวกเขาตระหนักดีว่า การขาดทุนก้อนใหญ่นั้น จะมีผลต่อกำไรและพอร์ทการลงทุนของพวกเขาในระยะยาวนั่นเอง พวกเขายังตระหนักดีว่า การซื้อ-ขายที่น้อยลงนั้น จะช่วยลดจำนวนครั้งของการขาดทุนและค่าคอมมิสชั่นของพวกเขาลงได้ และมันก็คือแนวทางหนึ่งในการรักษาเงินทุนของพวกเขาเอาไว้เช่นกัน

โดยเมื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเก็งกำไรที่ดีนั้น Ed Seykota ได้กล่าวเอาไว้ว่า

“1)ตัดขาดทุน

2)ตัดขาดทุน

3)ตัดขาดทุน

หากคุณสามารถทำตามกฏทั้ง 3 ข้อนี้ได้จริงๆล่ะก็ คุณก็อาจจะมีโอกาส (สำเร็จในการเก็งกำไร) ขึ้นมาบ้าง”

อย่างไรก็ตาม นักเล่นหุ้นแบบ Trend Follower น้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงสิ่งที่ Seykota ได้กล่าวเอาไว้จริงๆ เพราะแท้จริงแล้ว Seykota ได้กล่าวถึงการตัดขาดทุนจากการขาดทุนถึง 3 รูปแบบต่างหาก และ 2 อย่างแรกในการที่จะช่วยป้องกันการขาดทุนขนาดใหญ่ก็คือสิ่งที่ได้กล่าวเอาไว้แล้ว นั่นก็คือ “การควบคุมขนาดของการเดิมพัน (Position Sizing) และการลดจำนวนการซื้อ-ขายที่บ่อยครั้งจนเกินไปลงมา” แต่รูปแบบการตัดขาดทุนในข้อสุดท้ายนั้น อาจจะมีเพียงเหล่า Trend Follower เท่านั้นที่เข้าใจ และนี่คือสิ่งอ้างอิงที่ได้นำมาจากคำพูดของ John W. Henry สุดยอด Trend Follower ของโลกอีกคนหนึ่ง

“ความต้องการที่คุณพยายามจะลดขนาดของการขาดทุน โดยใช้การตัดขาดทุนที่แคบเกินไปนั้น แท้จริงแล้วมันคือสิ่งที่กลายเป็นต้นทุนอันมหาศาลของเหล่านักเก็งกำไรมาหลายทศวรรษแล้ว”

สิ่งสำคัญที่ Henry ต้องการจะบอกกับเราก็คือ การหลีกเลี่ยงที่จะใช้สัญญาณการตัดขาดทุนที่แคบจนเกินไป ซึ่งจะทำให้คุณขาดทุนบ่อยเกินไปในตลาดที่มีความผันผวนอย่างมากนั่นเอง และนี่ก็เป็นหลักฐานอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เราได้เข้าใจว่า ถึงแม้ Trend Follower จะเก็งกำไรอยู่ในตลาดหุ้นแห่งเดียวกับทุกๆคน แต่พวกเขากลับใช้ชีวิตและทำสิ่งต่างๆที่แตกต่างออกไป และมีรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปอยู่เสมอ

กฏการเก็งกำไรของ Ed Seykota กฏการเก็งกำไรของ Ed seykota เซียนหุ้น (Future) ระดับโลก

คุณอาจถามว่า “นี่เป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาตัดขาดทุนได้ง่ายขึ้นหรือไม่?” คำตอบก็คือ “ใช่ หรือ อาจไม่ใช่” ก็ได้ มันเป็นคำตอบที่ “ใช่” ในความหมายที่ Trend Follower รู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะทำนายสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่มันก็ยังมีโอกาสในการทำกำไรจากความได้เปรียบทางสถิติบางอย่าง สำหรับผู้ที่รู้จักวิธีที่จะใช้มันเช่นกัน นี่เอง เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องกระทำต่อสัญญาณ (โอกาส) ทุกๆสัญญาณที่เกิดขึ้น และพวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องเงินทุนของพวกเขาเอาไว้ ในการที่จะเก็งกำไรต่อไปในระยะยาว ทั้งนี้ พวกเขาจะทำการทดสอบสมมุติฐานของพวกเขาจากข้อมูลย้อนหลัง (Back Test) จนกว่าที่พวกเขาจะสามารถเชื่อได้ว่า มันสามารถใช้ได้จริงๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำมันมาสร้างเป็นระบบการลงทุนของพวกเขาเอง และทำตามระบบในทุกๆครั้งที่เกิดสัญญาณขึ้นมา

แต่มันก็เป็นคำตอบที่ “ไม่ใช่” ในความหมายที่ว่า เหล่า Trend Follower นั้นก็เป็นเพียงมนุษย์ปถุชนคนหนึ่ง และพวกเขาก็เกลียดการที่จะต้องสูญเสียบางอย่างที่มีคุณค่าไปเช่นกัน การที่ต้องท่องถึงคำกล่าวที่ว่า “ตัดขาดทุน, ตัดขาดทุน, ตัดขาดทุน” นั้น ก็เปรียบเสมือนการที่ต้องพยายามท่องจำถึงบัญญัติสิบประการ (Ten Commandments) ของพระเจ้าเช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่า พวกเราอาจไม่จำเป็นต้องถูกสั่งสอนหรือฝึกฝน ในสิ่งที่เป็นธรรมชาติหรือพื้นฐานของพวกเรา แต่ในการที่จะทำสิ่งที่ขัดหรือฝืนกับธรรมชาติของเรานั้น (การเล่นหุ้นไปตามแนวโน้ม) แน่นอนว่ามันต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอตลอดชั่วชีวิต และนี่คือสิ่งที่ทำให้เหล่า Trend Follower สามารถทำเงินจากการเก็งกำไรออกมาได้นั่นเอง

แล้วสำหรับคนทั่วๆไปอย่างพวกเราล่ะ?

จากการค้นคว้าและวิจัยนั้น มนุษย์อย่างพวกเรา มีความสามารถที่จำกัดในการที่จะรับรู้ และประมวลผลข้อมูลในระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อเราต้องพบกับการตัดสินใจบางอย่าง พวกเราจะพยายามตัดสินใจจากกฏที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนั้น โดยเราจะอ้างอิงจากสิ่งที่พอเพียงในแก้ปัญหาให้ผ่านไปเพียงเท่านั้น และจะค่อยๆทบทวนหรือตรวจสอบผลลัพท์ที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ในแนวทางที่ใช้ความพยายามที่น้อยที่สุด

ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่า พวกเราส่วนใหญ่จึงมีแนวโน้มที่อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติเพียงพอ ในการที่จะเป็นนักเก็งกำไรในรูปแบบของ Trend Following ก็เป็นได้ พูดอีกอย่างก็คือ ช่องว่างหรือความแตกต่างของสิ่งนี้ (คุณสมบัติในการเก็งกำไร) อาจเกิดจากแรงขับเคลื่อน, ความสนใจ, หรือทัศนคติบางอย่างของแต่ละคน เช่น ความกล้าที่จะเผชิญกับความจริง หรือความชอบในการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์ หรือวิชาสถิติและความน่าจะเป็นต่างๆ

และนี่คือสิ่งที่เรามักจะพบเห็น จากประวัติพื้นฐานของนักเก็งกำไรระดับโลกหลายๆคน ยกตัวอย่างเช่น Bill Dunn และ Ed Seykota นั้น เป็นผู้ที่จบการศึกษาในสาขาฟิสิกส์และวิศวกรรม ส่วน John W. Henry นั้น เริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับสมมุติฐาน (ความน่าจะเป็น) ของเขา ในขณะที่เขายังเป็นนักศึกษา และได้มีโอกาสทำงานร่วมกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการหากลยุทธ์ในการที่จะเอาชนะความไม่แน่นอนในเกมแบล็คแจ็ค หรือพูดง่ายๆนั่นก็คือเรื่องของ “ความน่าจะเป็น” นั่นเอง

ความจริงแล้ว นักเก็งกำไรระดับโลกหลายๆคนที่เคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ The Market Wizard ของ Jack Schwager หลายๆคนซึ่งเคยเป็นเป็นนักพนันมืออาชีพมาก่อน สามารถที่จะบอกได้ว่าไพ่ในมือที่เหลืออยู่ของคุณนั้นคืออะไร และนี่ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถเข้าใจได้ เช่นเดียวกันกับนักเก็งกำไรที่ได้พบเจอกับสิ่งที่เรียกว่า “ความน่าจะเป็น” อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น จะเริ่มเข้าใจว่าพวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องหยั่งรู้ถึงอนาคตในการที่จะเอาชนะตลาดและทำกำไรออกมา เพราะพวกเขาจะสามารถตระหนักได้ถึงโอกาส และความน่าจะเป็นที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เรื่อยๆตลอดเวลานั่นเอง

การเล่นหุ้นและความน่าจะเป็นหากว่าในตอนนี้ คุณกำลังคิดว่าผมพยายามชักชวนคุณเข้าไปเล่นในวงไพ่อย่าง Poker แล้วล่ะก็ คุณกำลังเข้าใจผิดอยู่มากเลยทีเดียว แต่หากว่าคุณกำลังคิดอย่างนั้น ผมก็ขอให้คุณจำไว้เสมอว่า ในขณะที่คุณเก็งกำไรอยู่นี้ มันก็เปรียบเสมือนกับว่าคุณกำลังนั่งอยู่ที่ “โต๊ะ (พนัน) หรือวงไพ่” เพื่อที่จะฝึกฝนศาสตร์ของความน่าจะเป็นอยู่เช่นกัน โดยขอให้คุณแน่ใจว่า เงินเดิมพันของคุณนั้นไม่มากจนเกินไปจนทำให้คุณต้องประสาทเสีย แทนที่จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของคุณนั่นเอง

อีกหนทางหนึ่งในการที่จะฝึกฝนตัวของคุณเพื่อการเก็งกำไรนั้นก็คือ การพยายามที่จะเผชิญกับโลกแห่งความจริง และสิ่งที่เป็น “ปัจจุบัน” อย่างตรงไปตรงมา… การวิเคราะห์ในรูปแบบของ Fractal market analysis, Behavior finance, Heuristic หรือรูปแบบใหม่ๆนั้น ต่างเริ่มต้นจากการที่มีคนบางคน สังเกตุพบกับปรากฏการบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในโลก ที่ทุกๆคนคิดไปเองว่าพวกเขาได้เข้าใจมันหมดแล้ว ซึ่งรวมไปถึงแนวคิดในการเก็งกำไรทั้งหลายด้วย ทั้งนี้ เหล่า Trend Follower นั้นจะไม่ไว้ใจ ในการตัดสินใจจากความรู้สึกหรือสัญชาติญาณของพวกเขา พวกเขาจะทำสิ่งต่างๆให้กลายเป็นตัวเลขในเชิงปริมาณ หรือความน่าจะเป็นที่สามารถวัดได้ และนั่นก็เป็นสิ่งที่พวกเราควรทำเช่นกัน

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • nun

    จะติดตามอ่านตลอดไปครับ บทความแต่ละบทที่คัดมาแปลให้อ่านดีๆทั้งนั้น ขอชื่นชมในการมีน้ำใจแบ่งปัน และเสียเวลาในการแปล

    • Mod

      โอ้ คอมเมนท์เร็วจริงๆ อิอิ พึ่งอัพเสร็จไป 5 นาทีเอง ขอบคุณมากครับที่แวะมาเยี่ยมและคุยกันๆ :D

  • engulf

    เป็นบทความที่ยอดเยี่ยมมาก ขอบคุณสำหรับการแบ่งบันครับ ติดตามเสมอๆ

    • Mod

      ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ :D

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ไม่ได้เข้ามาแปปเดียว มีบทความเยอะมาก ขอบคุณมากๆนะครับ เป็นกำลังใจนะครับ สงสัยคืนนี้ได้อ่านทั้งคืน :)

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    อ้อ ถามคุณมดนิดนึงนะครับ เรื่อง Larry williams นะครับ คุณมดได้เคยติดตามผลงานของเขาไหมครับ เป็นยังไงบ้างครับ พอดีผมเทรด future อยู่และสนใจเกี่ยวกับ commodity นะครับ

    • Mod

      บอกตรงๆช่วงหลังๆไม่ได้ติดตามครับ อาจเพราะสไตล์และเทคนิคค่อนข้างแตกต่างกัน แต่จากประวัติหรือสิ่งที่เขาทำผลงานเอาไว้ คงต้องยอมรับว่าเป็นสุดยอดเทรดเดอร์คนหนึ่งล่ะครับ แถมเก่งทั้งพ่อทั้งลูกเลย แต่ผมชอบดูชอบฟังวิดีโอที่เขาสัมนาเอาไว้นะครับ สนุกดีตลกดีด้วย หลักการก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลายๆอย่างครับ :D

  • บอย

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ

    • mod

      ผมลงให้ตามที่ว่าแล้วนะครับ อิอิ

  • A

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ด้วยคน ตามอ่านทุกบทความครับ

    • mod

      ยินดีครับคุณ A ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมนะครับ :D

  • hongvalue

    สวัสดีครับ

    http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=44666&start=120&sid=8bc0e619c550f65e54664ad50609ce3c

    link นี้เป็นบทสัมภาษเรื่องการลงทุนของผมซึ่งผมมีพูดเรื่องการเทรดผสมกับหลักการแบบ vi
    เผืออ่านแล้วเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยบ้างครับ

    • mod

      ยินดีด้วยนะครับ performance เยี่ยมไปเลย ได้วิชา Canslim มาผสานด้วย ขอให้ประสบความสำเร็จต่อเนื่องนะครับ :D ผมอ่านแล้วก็มีประโยชน์มากเลย สงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ที่บอกว่าความชัน 40-50 องศา นี่วัดอย่างไรครับ ROC หรือปล่าว ใน period กี่วันครับ? ส่วนตัวผมใช้ช่วง 6-12 เดือน สำหรับกรองเอาหุ้นฐานดีออกมา เพราะเวลาประมาณนี้มันค่อนข้างสะท้อนภาพใหญ่ของผลประกอบการออกมาได้ด้วย ส่วนหุ้นปั่นๆเดือนเดียวก็พอ อิอิ แต่ค่อนข้าง Tend To Reverse

  • hongvalue

    ยังไงก็ขอขอบคุณที่ทำบล็อกนี้ขึ้นมาจริงๆครับ
    ผมไปซื้อหนังสือเทรดเล่มละเป็นพันหรือหนักกว่าหลายพัน
    ผมว่าบางทียังไม่ได้อะไรเท่าอ่านบทความในเว็บนี้ 2-3 บทเลยด้วยซ้ำครับ

    • mod

      พูดจาให้กำลังใจดีมากครับ เอาไปสิบ อย่างนี้มีแรงขนของดีมาลงต่อ อิอิ

  • tattoo_thai

    บทความชิ้นนี้ สุดยอดมากครับ สรุปความเป็น Trend Follower ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ

    • mod

      จริงๆ Trend Follower นี่จะให้จบ ผมต้องแปลเรื่องต้นกำเนิดและประวัติมันออกมา แต่ค่อนข้างยาว คิดอยู่ว่าปีใหม่นี้อาจทำเป็น pdf แจกไปพร้อมกับเรื่องเก่าๆที่เป็น Trend Following เลย แต่เดี๋ยวต้องขอดูเวลาก่อนนะครับ อิอิ

      • tattoo_thai

        โอวววว ถ้าได้แบบนี้ก็เยี่ยมมากเลยครับ คุณมด ^^

  • Berno

    มาเม้นท์เป็นกำลังใจให้เขียนต่อครับ
    แต่จริงๆแล้วก็อ่านทุกเรื่องละครับ
    สุดยอดจริงๆ

    • mod

      ขอบคุณคุณ Berno ที่เข้ามาเมนท์นะครับ อิอิ :D

  • isuper

    ผมขอบคุณคุณ mod จริงๆครับที่แบ่งปันความรู้ที่มีค่าให้ หนังสือหรือบทความพวกนี้ยิ่งไม่ค่อย
    มีเป็นภาษาไทยด้วย ถ้าไม่อ่านที่นี่ก็ไม่รู้จะไปหาอ่านที่ไหนแล้ว

    • Mod

      ขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ เป็นกำลังใจดีมากเลยครับ :D

  • jinpin

    ขอบคุณคุณมดครับ

    • Mod

      ขอบคุณที่แวะมานะครับ :)

  • hongvalue

    สงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ที่บอกว่าความชัน 40-50 องศา

    ————————————————————————————————-

    ผมใช้กราฟวีคน่ะครับแล้วลองดูคร่าวๆได้ตาเปล่าว่าการขึ้นมันเป็นลักษณะชันมากกว่าหุ้นทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดใช้ดูก็ประมาณ 3-4 เดือนครับว่าถ้า่ทรงมันชันกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดแล้วกำไรของบริษัทมีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่องผมก็ซัดเปรี๊ยงไปเลย ผมเรียกหุ้นลักษณะนี้ว่าหุ้นติดลมบน ส่วนเรื่อง roc ผมเพิ่งเคยได้ยินเองครับ

  • hongvalue

    ผมมีเรื่องมุมมองทางการลงทุนอยากแชร์กับคุณมดซักเล็กน้อยครับ
    ผมจะลองเล่ามุมมองของผมและอยากให้คุณมดช่วยแสดงความเห็นว่ามีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไรหน่อยนะครับ

    trader เนี้ยจะให้ความสำคัญกับเรื่อง position sizing ค่อนข้างมาก
    แต่ผมเองกลับมีมุมมองที่ต่างออกไป เนื่องจากว่าผมเป็นแนวที่ใช้ fundamental ประกอบด้วยและหุ้นที่ผมเล่นหนักๆก็จะต้องเป็นหุ้นที่กำไรโตมากๆ เช่นโตมากกว่า 250% yoy เป็นต้นซึ่งหุ้นลักษณะนี้หาไม่ได้ง่ายนักในตลาดหุ้น ดังนั้นถ้าเจอแล้วคิดว่าไม่อัดหุ้นตัวเดียวหมดหน้าตักเพราะต้องการกระจายหลายตัวเผื่อความเสี่ยง แต่ในเมื่อผมหาหุ้นแบบนี้เจอแค่ตัวเดียวต่อให้กระจายก็จะไปถือหุ้นที่กำไรไม่ได้โตมากขนาดนี้ซึ่งตามหลัก fundamental หุ้นก็ไม่น่าจะวิ่งได้ไกลเท่าพวกกำไรโตเวอร์ๆ

    ส่วนตัวผมชอบอ่านหนังสือเทรดเพราะทำให้เรามีทัศนคติที่ถูกต้อง มีจิตวิทยาการลงทุนที่ดี แต่เนื่องจากผมเป็นแนวผสมเรื่องพื้นฐานหุ้นด้วยผมจึงไม่ค่อยให้น้ำหนักเรื่อง position sizing เนื่องจากมองว่า winner stock มีจำนวนจำกัดการกระจายหุ้นมากขึ้นก็ทำให้เงินเราตกไปอยู่กับหุ้นที่พื้นฐานแกร่งน้อยลงๆตามลำดับ ผมกลับมองว่าจุดสำคัญคือการคัทลอท เช่น สมมุติว่า ผมมีหุ้นที่ผมสนใจ 1 ตัว ระหว่างผมอัดไปเลยทั้งพอร์ตตัวเดียว กับผมต้องกระจายให้ได้ซัก 4 ตัวซึ่งเพราะว่าไม่ควรจะอัดลงไปที่หุ้นตัวใดตัวนึงและเพื่อตามหลัก position sizing (ไม่แน่ใจว่า position sizing นั้นคล้ายๆกับ diversify ใช่ไหมครับ ผมเข้าใจว่าน่าจะใกล้กันนะ) เอาเป็นว่าเหมือนผมเคยอ่านเจอว่า trader ชั้นเยี่ยมหลายคนไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเล่นหุ้นแบบตัวเดียวหมดหน้าตัก แต่สมมุติว่าถ้าผมคิดว่าผมจะ cutloss ไม่เกิน 8% ตามหลักของ oneil สมมุติว่าซื้อตัวเดียวก็ cut 8% ซื้อ 4 ตัวทุกตัวก็ cut ไม่เกิน 8% เช่นกัน ต่อให้ 4 ตัวลงมาหมดทั้งพอร์ตผมก็เสียหายไม่เกิน 8% เหมือนกัน

    คือผมจะสื่อว่าถ้าเรามีจุด cutloss โดยที่หุ้นที่เราเล่นมีวอลุ่มให้เราออกได้มากพอที่ถ้าเราโยนซ้ายหมดก็ไม่น่าจะเสียหายเกิน 3-4 ช่อง ผมคิดว่าจะมีกี่ 1 ตัวหรือ หลายตัวก็ไม่ต่างกันครับ
    แถมมีหลายตัวเวลาเราตามพื้นฐานเราก็ตามไม่ได้ลึกเท่าเราถือหุ้นตัวเดียวด้วย

    เรื่องที่สองคือเรื่องการทยอยซื้อเพิ่มส่วนใหญ่เมื่อถึงจุดเบรกผมจะซัดเกือบหมดไปเลยของที่ต้องการซื้อจะไม่ใช่วิธีค่อยๆซื้อตาม atr ที่ขึ้นไปเนื่องจากมองว่าในเมื่อจุดที่ demand มากกว่า supply ที่เราเห็นได้ชัดเลยก็คือจุดที่หุ้นเพิ่งเบรกแล้วทำไมต้องไปรอซัดทีละไม้
    ก็ซัดไปเลยตูมเดียวสิลงก็คัทเอา แต่กลับกันจุดซื้อเพิ่มของผมจะเป็นจุดที่งบออกแล้วมีดีกว่าที่คิดมากๆแทนเพราะว่าผมมองว่าที่จุดนั้นจะมีคนที่อึ้ง ทึ่ง เสียว ว่าโอ้โห อะไรมันจะกำไรโตได้ขนาดนั้นแล้วก็เข้ามาซื้อจำนวนมาก ทำให้หุ้นที่งบ surprise จะชอบเปิดกระโดดแบบ breakaway gap แล้วก็มักเกิด trend ที่แข็งแกร่งแล้วไปต่อแบบไม่เห็นราคาที่เปิดกระโดดนั้นอีกเลย ผมรู้สึกว่าการซื้อในตอนนี้ทำให้เรามั่นใจถึง demand ที่จะมีเข้ามาในตัวหุ้นว่ามีเยอะจริงๆ และมูลค่าหุ้นก็จะสูงกว่าที่เราตอนแรกอีก ปัีนผลก็จะได้มากกว่าที่เราคิดเอาไว้อีก

    มุมมองที่ผมพูดมาเข้าใจว่าอาจจะมีบางอย่างขัดกับหลักการที่ดีของ trader นะครับ แต่อยากชวนคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองของคนที่ใช้แนวทางผสมครับ ผมเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำครับ อิอิ

    • Mod

      เดี๋ยวเย็นๆมาคุยตอบนะครับ ตอนนี้กำลังยุ่งเลย :D

    • Mod

      ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี อิอิ ถามยาวมาก

      เรื่องของ Position Sizing กับการ Focus และ Diversify ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่ามันยังไปกันได้นะครับ ส่วนตัวผมก็ไม่เล่นมากตัวเหมือนกัน จากที่อ่านแล้วคุณ Hong คงเป็นคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากพอสมควร อีกอย่างจากผลการเทรดช่วงที่ผ่านมาคงทำให้มีความมั่นใจในการเลือกหุ้นขึ้นมากพอสมควร

      จริงๆแล้วผมคิดว่าจุดประสงค์ของการ Diversify ไม่ได้เอาไว้ลดความเสี่ยงได้จริงๆสักเท่าไหร่… แต่มันถูกใช้และเป็นความเชื่อทางฝั่ง Academic เวลาที่เขาทำการทดลองหรือวิจัยกัน โดยหว่านน้ำหนักไปตามหุ้นต่างๆแล้วหาประสิทธิภาพของระบบออกมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความผันผวนของตัวหุ้นหรือจำนวนของหุ้นในพอร์ทเท่าไหร่ แต่มันอยู่ที่การควบคุมขนาดการขาดทุนของเราเองต่างหาก (ไม่รู้ว่าเห็นด้วยหรือปล่าว)

      ในทางกลับกัน ผมกลับเห็นว่าการกระจายความเสี่ยง มันเป็นการเพิ่ม Chance หรือ Winning Ratio ให้เราภายในรอบหรือช่วงเวลานั้นๆมากกว่า มันช่วยในการประกันส่วนหนึ่งว่า อย่างน้อยเราก็ต้องถูกสักตัวล่ะว้าา มันจึงมีประโยชน์มากๆสำหรับคนที่มี Wining Ratio ต่ำ และมี Holding Period ที่ยาวสักหน่อย ลองคิดดูสิครับ ถึงแม้ว่าระบบของเขาจะดีเท่าไหร่ แต่หาก Wining Ratio ต่ำ และกว่าจะรู้ผลว่าเทรดครั้งนี้เวิรค์มั้ยต้องรอไปอีกสองสามเดือนต่อครั้ง มันจะทำให้ต้องจมกับ Drawdown อยู่นานมากๆเลย เช่นหาก Wining Ratio สัก 30% เทรดสิบครั้งใช้เวลา 30 เดือน หากโชคร้ายสุดๆเขาอาจต้องจมอยู่กับช่วง Drawdown นาน 21 เดือนเลยก็ได้ ดังนั้นประโยชน์จริงๆจากที่เจอกับตัวน่าจะอยู่ตรงนี้มากกว่า ซึ่งหากเรามั่นใจว่าเรา Wining ratio สูงผมว่าไม่จำเป็นต้องถือเยอะครับ

      ส่วนการใช้ Position Sizing นั้น จุดประสงค์จริงๆคือการควบคุมระดับ Drawdown ต่างหาก ไม่ใช่แค่การขาดทุนในแต่ละครั้ง เพราะระดับ Drawdown ต่างหากที่สำคัญ หากมันมากเกินไป ระบบจะไม่สามารถกลับมาคืนทุนได้แน่นอน และจะเจ็บหนักเจ็บฟรีครับ

      แต่จากผลการเล่นคุณ Hong แสดงว่า Expectancy ต้องดีมากๆ ดังนั้นการเพิ่มความเสี่ยงที่ครั้งละ 8% อาจจะเป็นสิ่งที่รับได้ก็ได้ บวกกับการใช้บัญชีมาร์จินนั้น หากเราคิดจริงๆ 8% ของพอร์ท จะเท่ากับ 4% ของบัญชีมาร์จิน หากว่าเขาอนุญาติให้ถือ 50/50 ดังนั้น ถ้าเก่งแล้วผมคิดว่าอาจไม่หนักหนาเท่าไหร่ ระบบหรือแนวการเทรดรับความเสี่ยงตรงนี้ได้ครับ :D ในทางกลับกันอาจทำให้สามารถเข้าไกล้ค่าความเสี่ยงที่มัน Optimal ที่สุดเลยก็ได้ครับ

      ส่วนเรื่องการทยอยซื้อนั้น เป็นผลมาจากการใช้ Position Sizing ของแต่ละคน เช่นบางคนหากกำหนดความเสี่ยงไว้น้อย ก็จำเป็นต้องทยอยเข้า เพื่อไม่ให้ Position มันหนักไปเกินกว่าความเสี่ยง แล้วค่อยๆไปซื้อเก็บตามเอา แต่หากระบบเรามันรับได้ เช่น 8% ต่อรอบ เมื่อคำนวนมาแล้ว บางทีผมว่าซื้อไม้เดียวเผลอๆยังต้องไปขุดเอามาร์จินมาใช้เลย เพราะมันอนุญาติเกินกว่าเงินที่เรามี ดังนั้นมันไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับเรากับระบบเรามากกกว่า

      Break Away Gap เป็นสัญญาณที่ผมชอบมากเช่นกัน ถ้ามีหุ้น Breakout ให้เลือกสองตัว ผมจะเลือกตัวที่กระโดดอย่างแน่นอน ไม่สนใจทฤษฏีที่ว่าต้องกลับมาปิดด้วย เพราะมันไม่มีใครตอบได้ว่ามันจะกลับมาปิดไหม เป็นการมองย้อนหลังทั้งนั้น ความเสี่ยงอาจดูสูงกว่า แต่หากเราเข้าใจว่าจริงๆความเสี่ยงอยู่ที่เรา อยู่ที่การวางน้ำหนัก Position เรา ผมว่าคุมได้สบายๆ อีกอย่าง นี่ถือเป็นลายเซ็นของหุ้นที่วิ่งแรงๆทั้งนั้น เทียบ Reward-Risk ผมว่าคุ้มค่าน่าลองมากๆครับ :D

      มุมมองคุณ Hong ไม่เห็นมีอะไรขัดกับหลักการเทรดเดอร์เลย มันก็ัยัง Minimize Risk ,Maximize Gain อยู่เหมือนเดิมนะผมว่า

      ปล. ผมอ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เป็นลูกศิษย์ O’neil เขาใ้ช้ระบบ Force Feed ในการวางน้ำหนักหุ้นเอานะครับ คือหลักๆเลยจะวางไปก่อน 25% ในแต่ละตัว แล้วตามน้ำเอา แต่ถ้าตัวไหนอยู่รั้งท้ายแล้วตัวเด่นๆสัญญาณมาอีกเขาทิ้งตัวท้ายแล้วเข้าตัวเด่นต่อเลย สุดท้ายเงินหลักๆจะไปจมอยู่กับตัวเด่น แล้วก็อัดมาร์จินไปเรื่อยๆตามสัญญาณครับ สุดท้ายคือ 13,000% ใน 7 ปี ถือว่าสุดยอดอีกคนครับ :D

  • Neogt86

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับพี่ mod :D

    เข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ Hongvalue แล้วสุดยอดมากๆ เลยครับ นับถือๆ ^^b

    • Hongvalue

      ยินดีครับ

  • Bank

    เป็นกำลังใจให้คุณมด ผลิตงานคุณภาพออกมาเยอะๆ นะครับ

    • Mod

      ขอบคุณมากครับ :)

  • SEHJU

    พี่ม็อดความสามารถสูงส่งจริงๆ บ้านเรายังไม่มีหนังสือแปลสไตล์เทรดเลย พี่ม็อดไม่สนใจแปลขายมั่งเหรอครับ

  • hongvalue

    ขอบคุณคุณมด สำหรับคำตอบครับ สุดยอดมากมาย

  • ต้นข้าว

    ขอบคุณค่ะคุณมด

  • kingkong

    ขอบคุณครับ ที่แปลมาให้พวกเราได้อ่านกัน แต่ความรู้มันชักตีกันแล้วครับ เรียนรู้มาหลายทฤษฎีเกิน

  • ning

    เป็นคนไม่ค่อยยึดติด แต่นำเอาหลักการมาเพื่อลองใช้ แล้วดูว่ามันเข้ากับระบบหรือตัวเราแค่ไหน ประมาณว่าลองหลายครั้งๆมากจนจะได้คำตอบที่ใช่ ถ้าลองแล้วไม่ใช่ ก็ไม่ได้แปลว่าหลักการเค้าไม่ดีนะแต่ไม่เหมาะกับเรามากกว่า เป็นคนไม่ชอบฝืน หรือทนทำ อะไรที่เรารู้แก่ใจว่าไม่ใช่สำหรับเรา จนบางทีดูเป็นคนไม่แน่นอน จริงๆแล้วเป็นคนชอบค้นหาและให้โอกาสตัวเองได้ทำสิ่งใหม่ๆเสมอ ผลคาดการณ์พอได้แต่มันก็ไม่มีอะไรแน่นอน ตอนนี้ต้องบอกว่าการมองเทรดเปลี่ยนไปเยอะ ยิ่งเราเห็นความจริงและเข้าใจมันมากเท่าไร มันทำให้เป็นสุขใจ แต่ยังมีหลายอย่างที่ต้องพัฒนาปรับปรุงแก้ไขอีกเยอะ เหมือนเรียนรู้แต่ไม่มีวันสิ้นสุด อย่างเรื่อง position sizing ต้องบอกว่าพอปรับปรุงแล้วเห็นผลที่ชัดเจนสำหรับตัวเอง และส่วนการกระจายการลงทุน ก็ทำให้เรามีแต่ได้แต่จะมากน้อยเท่านั้นเอง สำหรับตัวเองนะ เพราะบางทีหุ้นมันก้อไปคนละทางแต่เรามีโอกาสทุกด้าน หรืออีกอย่างก้อเงินมันหมุนเวียนไม่จมอยู่ที่เดียว ส่วนการ cut loss เมื่อก่อนยังไม่ค่อยเข้าใจกระจ่างตั้งไว้แคบไปทำให้เงินสดหาย จนได้มาอ่านเกี่ยวกับ trailing stop กับwild stop ได้เอามาทดลองหลายๆครั้ง ต้องบอกว่าจนกว่าเราจะพอใจว่านี่แหละสำหรับเราและระบบ ช่วยได้เยอะมากๆ คือเงินสดไม่หายและไม่ขาดทุนจริงแต่เป็นขาดทุนกำไรแทน สำหรับตอนนี้นะคะ เพราะมันมีข้อยกเว้น เวลาตลาดเกิดผันผวนแบบแท่งเทียนเราก็แค่ขายทิ้งหมด เอากำไรกลับบ้านแล้วค่อยดูสถานการณ์แล้วค่อยเข้าซื้อใหม่อีกครั้ง เมื่อก่อนเคยเข้าทั้งขาขึ้นและขาลง แต่เคยอ่านในคอลัมน์ของคุณมด แล้วลองปรับใหม่คือเข้าแค่ขาขึ้น มันก็ได้อยู่ สำหรับมือใหม่อย่างเราก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไป :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ขอบคุณสำหรับมุมมองที่เขียนลงมาไว้เยอะแยะเลยนะครับ :D

      เรื่องระบบการลงทุนนั้น ดีแล้วครับที่เลือกให้เข้ากับตัวเรา เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะมีระบบการลงทุนที่สุดยอดแต่เราใช้ไม่ได้ ผมเองยังเชื่อเสมอว่าสุดท้ายเราเองคือผู้ที่จะทำให้ระบบใช้ได้หรือไม่ได้อยู่ดี หวังว่าจะมีความสุขกับการเล่นหุ้นเยอะๆนะครับ :)

  • June

    เพิ่งศึกษาเรื่องหุ้นเองค่ะ เจอ blog นี้ blog แรก ชอบมั่กๆ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @222f38d0c9de2140ad371b8f7befee81:disqus ขอบคุณครับ :D

  • phathad

    ขอชื่นชมในความสามารถและมีน้ำใจแบ่งปันแปลบทความดีๆให้อ่านเสมอครับ