เทนนิสกับการเล่นหุ้น วังวนของผู้พ่ายแพ้แห่งเกมการลงทุน โดย Mark Minervini

วันนี้ผมได้นำเอาบทความด้านจิตวิทยาการลงทุน ของสุดยอดเซียนหุ้นอย่าง Mark Minervini ผู้ซึ่งได้เคยถูกสัมภาษณ์ลงในหนังสือ The Stock Market Wizard มาให้อ่านกันครับ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจและทำให้ผมหวนคิดถึงประโยคที่ว่า “จงเพ่งความสนใจไปยังการกระทำในสิ่งที่เหมาะสม แทนที่จะเพ่งความสนใจไปยังผลกำไรของคุณ” (Focus on trading well, not trading profits) หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกๆคนครับ :D

วังวนของผู้พ่ายแพ้แห่งเกมการลงทุน

จากเนื้อหาในหนังสือ Winning The Loser’s Game นั้น ผู้แต่งซึ่งก็คือ Charles D. Ellis ได้พูดถึงบทสรุปที่สำคัญอย่างหนึ่งของหนังสือเกี่ยวกับการเล่นเทนนิสที่ชื่อว่า Extraordinary Tennis for the Ordinary Tennis Player เขียนโดย Dr. Simon Ramo เอาไว้ได้อย่างหน้าสนใจ โดยมันเป็นข้อสรุปเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “เกมของผู้ชนะ” และ “เกมของผู้แพ้” ในการเล่นเทนนิสที่เขา (ผู้แต่งหนังสือ) ได้ทำการศึกษาและวิจัยออกมา

เนื้อหาได้กล่าวถึงการที่ Dr. Simon Ramo ได้ทำการสังเกตถึงเกมการเล่นเทนนิสออกมาว่า แท้จริงแล้วเกมการเล่นเทนนิสนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมเกมเดียวในหนึ่งมิติอย่างที่เราเห็น แต่เป็นเกมที่มีอยู่สองมิติต่างหาก นั่นก็คือ เกมของนักเทนนิสมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างสูง ส่วนเกมในอีกมิตินั้น คือเกมของมือสมัครเล่นอย่างพวกเราโดยทั่วไป

หลังจากที่ Dr. Simon Ramo ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และสถิติอย่างเข้มข้นนั้น เขาได้ทำการสรุปผลของมันออกมาดังนี้ : มืออาชีพคือผู้ที่ทำแต้มได้ด้วยตนเอง และมือสมัครเล่นคือผู้ที่ทำแต้มเสียด้วยตนเอง!

ในเกมการแข่งขันเทนนิสของบรรดามืออาชีพนั้น ผลแพ้ชนะของเกมมักจะถูกตัดสินโดยความสามารถในการ “กระทำ” ของผู้ชนะ โดยที่บรรดานักเทนนิสมืออาชีพเหล่านี้นั้น จะมีความสามารถในการที่จะตีลูกด้วยความรุนแรงและแม่นยำ ตลอดการตีโต้แข่งขันกันอย่างยาวนาน จนกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่ง จะสามารถทำให้อีกฝ่ายเกิดความผิดพลาด หรือทำให้ผู้เล่นอีกฝ่ายไม่สามารถวิ่งไปรับลูกได้ทัน หรือพูดอีกอย่างก็คือ พวกเขานั้นคือผู้ที่แทบจะไม่เกิดความผิดพลาดในการเล่นขึ้นมาเลย

ในทางกลับกันแล้ว สำหรับเกมเทนนิสของบรรดามือสมัครเล่นทั้งหลาย Dr. Simo ได้พบว่ามันเป็นเกมที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเราจะสามารถพบเห็นการตีลูกที่รุนแรงแม่นยำ และการตีโต้กลับกันไปมาอย่างยาวนานได้น้อยมากๆ พูดอีกอย่างก็คือ บรรดามือสมัครเล่นทั้งหลายนั้นนอกจากจะไม่สามารถบดขยี้คู่แข็งของพวกเขาได้แล้ว พวกเขายังมักที่จะบดขยี้ตัวของพวกเขาเองอีกด้วย! เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลูกเทนนิสของพวกเขามักที่จะวิ่งไปชนตาข่าย หรือไม่ก็จะวิ่งออกนอกเส้นไปเองด้วยมือของพวกเขา สรุปแล้วก็คือ ผู้ชนะในเกมเทนนิสของมือสมัครเล่น มักที่จะได้แต้มเนื่องจากคู่แข่งของพวกเขาได้ตีผิดพลาดไปเองนั่นเอง

ด้วยความที่ Dr. Ramo นั้นมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักสถิติเป็นอย่างสูง เขาจึงได้รวบรวมฐานข้อมูลต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะทำการทดสอบข้อสันนิษฐานของเขาขึ้นมา โดยแทนที่เขาจะทำการนับคะแนนตามแบบมาตรฐาน (15-0, 30-15 หรืออื่นๆตามแบบดั้งเดิม) เขากลับใช้วิธีการนับคะแนนโดยการนับเป็นแต้มที่ทำได้ และแต้มที่ทำเสียเองออกมา โดยสิ่งที่เขาได้ค้นพบก็คือ เขาพบว่าในเกมของนักเทนนิสมืออาชีพนั้น การได้แต้มส่วนใหญ่ถึง 80% จะเกิดจากการได้แต้มด้วยการกระทำของผู้ชนะ แต่ในทางกลับกันแล้วในเกมของมือสมัครเล่นนั้น การได้แต้มส่วนใหญ่ถึง 80% มักจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของคู่แข่งเอง

เซียนหุ้น Mark Minervini

แล้วอะไรหละ คือตัวแปรที่ตัดสินผลแพ้ชนะในแต่ละเกม?

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องของอุปกรณ์, กรรมการ, สภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งตัวของผู้เล่นเอง!

ถ้าอย่างนั้น … แล้วอะไรล่ะ คือสิ่งที่ควบคุมผลแพ้ชนะของการแข่งขัน?

Dr. Ramo ได้พบว่าตัวแปรที่สำคัญที่สุด ที่จะตัดสินผลแพ้ชนะของการแข่งขันเทนนิสในแต่ละแมทช์ … ก็คือการที่ลูกเทนนิสสามารถที่จะเคลื่อนผ่านตาข่ายไปได้นั่นเอง

ผู้เล่นที่สามารถรวบรวมสมาธิ และมีความสามารถในการที่จะตีลูกให้ข้ามตาข่ายไปได้ดีที่สุดนั้น มักจะเป็นคนที่มองไปยังกระดานนับคะแนน (Scoreboard) แล้วพบว่าตัวเองได้รับชัยชนะเมื่อเกมการแข่งขันจบลง พวกเขาแทบที่จะไม่ได้คิดถึงคะแนนที่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ เพราะมันคือสิ่งที่จะคอยรบกวนพวกเขาในการที่จะทำสิ่งต่างๆได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง และนี่คือสิ่งที่เป็นจริงทั้งในเกมการแข่งขันเทนนิสหรือแม้กระทั่งการเล่นหุ้น!

สำหรับตัวผมเองแล้ว ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเล่นหุ้นของผม ได้เกิดขึ้นเมื่อผมได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะลืมเรื่องของผลกำไรไป (Scoreboard) แล้วเพ่งสมาธิไปยังการที่จะเป็นนักเล่นหุ้นที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถทำได้ ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนกับการตีลูกเทนนิสให้ข้ามตาข่ายไปในรูปแบบของผมนั่นเอง นอกจากนี้แล้ว ผมยังเพ่งสมาธิและความสนใจไปยังการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆให้ดีที่สุด และแก้ไขข้อบกพร่องของผมจนมันกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาแทน (ไม่ตีลูกให้เสียคะแนนเอง)

จงจำไว้ให้ดีว่า เมื่อไหร่ที่คุณสามารถจะตีลูกให้ข้ามตาข่ายไปจนมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาได้แล้วนั้น ความสำเร็จหรือผลกำไร ซึ่งเป็นผลผลิตจากความตั้งใจของคุณจะติดตามมาเอง ดังนั้น แทนที่คุณจะมัวแต่วิตกกังวลว่าผลกำไรของคุณจะเกิดขึ้นมากเท่าไหร่นั้น จงวิตกกังวลว่าคุณจะสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง ตามแผนหรือระบบการลงทุนของคุณแทนเสียจะดีกว่า

แท้จริงแล้วการทำกำไรจากการลงทุนหรือเล่นหุ้นนั้น คือผลลัพธ์ของประสิทธิภาพในการที่คุณจะสามารถ “กระทำ” ตามระบบ/หลักการลงทุนที่ดีของคุณได้ต่างหาก การมัวแต่จ้องมองไปยังผลกำไรที่จะเกิดขึ้นนั้น มีแต่จะคอยรบกวนหรือสร้างความสับสนให้กับคุณ ในการที่คุณจะสามารถกระทำสิ่งที่จำเป็น ในการที่จะสร้างผลกำไรของคุณขึ้นมานั่นเอง

อย่าลืม!! จงตั้งสมาธิไปยังการตีลูกให้ข้ามตามข่ายเอาไว้ให้ดีที่สุดอยู่เสมอครับ!!

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • jinpin

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ
    ความยากก็คือ
    ทำตามระบบหรือแผนการลงทุนที่ดีของตนเองให้ได้แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีก็ตาม

    • Mod

      มาเติมได้เยี่ยมเลยครับ!

  • chotima

    ขอบคุณมากคะ ขยันแปลอีกแล้ว เราก็ขยันอ่าน

    • Mod

      :D ขยันเป็นพักๆ ช่วงนี้บทความมันคล้องๆกัน เลยเอาให้มันเสร็จเป็นชุดๆครับ 55

  • sehju

    จะเป็นมืออาชีพจะต้องตีให้ได้หนักหน่วงและแม่นยำ ชอบตรงนี้… ^^

    • Mod

      ผมว่าการที่เราจะสามารถทำเช่นนั้นได้ดีจริงๆ จิตใจจะต้องขจัดความวุ่นวายสับสนรอบๆออกไปให้ได้เสียก่อนก่อน

      นึกถึงเรื่องที่มุซาชิได้รับดอกไม้จากการตวัดดาบของยางิว เซกิซูไซ ทำให้เลิกคิดจะประลองฝีมือกันเลยทีเดียว 55 :D

  • dragon

    ขอบคุณมากครับ มืออาชีพจะรักษาความนิ่งของจิตใจ และประสิทธิภาพการตีให้คงที่ตลอดเวลา แม้ช่วงเวลาที่เสียแต้มติดๆกัน..

    • Mod

      เวลาเสียแต้มติดกัน เขาบอกให้คิดเสียว่า ดีจริงๆโอกาศรวยจะได้มาถึงเร็วขึ้น 55 ถือว่านับถอยหลังเลยละกัน โดยเฉพาะหากเรารู้ % ความแม่น หรือรู้ว่า max/mean/min ของ losing streak เรามันเท่าไหร่ :D

  • hongvalue

    ขอให้ขยันลงบทความแบบนี้ไปอีกซัก 50 ปีเลยได้ไหมครับ

    • Mod

      50 ปีเลยนี่ผมอาจเดสมอเร่ หรือสมองเสื่อมไปก่อนแล้วนะครับ 55

  • nongjan

    ขอบคุณครับ ชอบบทความนี้ครับ

  • บอย (BOY)

    ขอบคุณสำหรับ บทความดีๆ หลายๆอย่าง

    ผมมีตัวอย่างอันหนึ่งซึ่ง ผมได้กระทำ และปฎิบัติไปไม่นาน
    คือ ผมมีหุ้นตัวหนึ่ง ใน 5 เดือนที่ผ่านมา มันอยู่ในขาขึ้นตลอด มันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ

    และเมือวันที่ 15/03/2554 มันมีสัญญาณขาย ผมทำใจไม่ได้ที่จะขายตามระบบ เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมา มันมีแต่ขึ้นอย่างเดียว ผมกลับไปถามตัวเอง ว่าทำไมถึงไม่ขาย ผมก็ได้คำตอบกับตัวเองคือ กลัวแล้ว หุ้นขึ้น ผมลังเล อยู่ 3 – 4 วัน หลังจากมีสัญญาณขาย แต่ไปนึกบทความอันหนึ่งของคุณ

    http://mangmaoclub.com/disgruntled/

    คือ ความไม่พอใจในระบบ เพราะว่าความโลภ
    พอผมนึกได้ก็ขาย ปัจจุบัน มันราคาสูงกว่าที่ผมขายไป 1 ช่วงแต่ผมก็ไม่เสียดาย ถ้ามันมีสัญญาณซื้ออีก ผมก็จะตาม

    • Mod

      ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ที่นำมาเล่าให้ฟังกันนะครับ

      บางทีที่เราไม่ขายเพราะเราอาจจะยังไม่เชื่อ หรือยังไม่ลงรอยกับระบบอย่างสมบูรณ์ก็ได้ โดยเฉพาะจุดขายผมว่าต้องให้เกิดความชัดเจนที่สุด ไม่อย่างนั้นอันตรายมากๆเลย ตอนที่ผมจุดขายไม่ชัดเจนนั้นก็ทำเอาแหกระบบบ่อยๆเหมือนกัน สับสนมากๆ แต่พอเราสามารถทำให้กฏของเราเคลียร์ได้จริงๆแล้วทุกอย่างดีขึ้นมากเลยครับ ยิ่งพอทำใจซึ้งได้จริงๆว่ามันคือ “ความน่าจะเป็น” เกมนี้ก็เล่นง่ายและมีความสุขขึ้นอีกมากครับ :D

      • บอย

        เราจะทำอย่างไรให้ลงรอยกับระบบ โดยที่เราต้องแยก เอา ความโลภ กับ ความกลัวออก ครับ

        ผมก็เคยเอาระบบ System I มาใช้ เอา Pnt มาใช้ แต่ในความเป็นจริง มันก็ยากที่จะทำตามมัน

        ไปทุกจุด เพราะว่า เช่น ตัวอย่างที่ยกมา พอมันขึ้นมากๆ เราก็อยากจะรวยอีก ไม่อยากขาย
        ถึงมีสัญญาณ

        • Mod

          ส่วนตัวผมเองคิดว่าการลงรอยกับระบบนั้น บางทีน่าจะเริ่มจากการรู้จักกับตัวเองให้มากขึ้นก่อนครับ และตรงนี้เป็นจุดผกผันที่สำคัญมากเลย เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆอย่าง

          ระบบที่ดีสำหรับเรานั้น ควรที่จะตรงกับความเชื่อ ความชอบ ความถนัด และสันดานของเราเป็นอย่างมาก ไม่อย่างนั้นมีโอกาศที่เราจะเบี่ยงเบนออกไปอย่างสูง เพราะมันไม่ใช่ธรรมชาติของเรา

          ผมเองยังคิดเลยว่าจริงๆแล้วเราแต่ละคนควรต้องมีระบบการลงทุนเป็นของตนเองด้วยซ้ำ ไม่จำเป็นต้องยากหรือซับซ้อนมากมาย เพียงแต่ควรใช้ Building Block มาจากตัวแปรหรือแนวทางที่มีประสิทธภาพจริงๆ เช่น สร้างระบบรอบๆแนวคิดของ Momentum, Significant High, Value, Growth อะไรประมาณเนี้ยครับ

          การใช้ระบบสำเร็จรูปหรือทำมาเพื่อโดยรวม ผมว่าถ้าเป็นการใช้เพื่อการศึกษาทำความเข้าใจ หรือเพื่อฝึกวินัยก็เป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ในระยะยาวผมไม่ค่อยเห็นใครจะใช้ระบบเหล่านี้ได้โดยไม่หลุดไปจากเดิมเท่าไหร่เลย เพราะระบบเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อค่า mean ของนักลงทุนส่วนใหญ่ มันจึงไม่ลงรอยกับ individual เนียนสนิท ยกเว้นบางคนที่พอดีจริงๆครับ

          ส่วนที่บอกว่า “พอมันขึ้นมากๆ เราก็อยากจะรวยอีก ไม่อยากขาย
          ถึงมีสัญญาณ” ….

          นี่ก็เป็นปัญหาของความเชื่อ ถามจริงๆว่าถ้าสัญญาณที่เราเห็น มันทำให้เราเชื่อว่าโลกจะแตกหุ้นตรูจะสลายแล้ว ยังจะอยากรวยหรืออยากเก็บกำไรครับ? นี่แหละครับที่ผมว่าเป็นความยาก หลายๆคนเค้าบอกว่าระบบการลงทุนเหมือนกับคู่ครอง ต้องใช้เวลาเรียนรู้และปรับความเข้าใจกันไป จนเมื่อเข้าใจกันดีและเชื่อมันกันแล้ว จึงจะออกดอกผลอย่างงดงามครับ

          • Mod

            คำถามที่ว่า “มีอีกคำถามครับ สูตรของคุณ แมงเม่า ผมนำมาใข้ แล้ว ผมมีคำถามกับการไม่ลงรอย กับทางจิตใจผมครับ ราคามันสูงมากๆ มากจริงๆ ถึงว่า ผมจะเคยชินกับสูตร System I หรือ Pnt ที่ซื้อราคาสูง แต่ สูตรของคุณมด มันสูงมากๆ ผมกรองได้ PT , ESSO เป็นต้น ซึ่งถ้าดูตาม RSI มันเข้า Overbought ผมกลัวว่าถ้าซื้อไปมันจะโดน STOP ก่อน และให้ซื้ออีก ถึงผมมีแนวคิดว่ามันน่าจะขึ้นต่อไป เราควรระรอให้ลงมาก่อนดีไหม (แต่มันคงลงไม่มาก) สรุป คือ คิดว่ามันดี แต่กลัวมัน Swing แรงครับ” ………………………………….

            การใช้ RS เป็น Filter ย่อมต้องเจอกับหุ้นที่สูงมากๆเป็นเรื่องธรรมดา และนี่เป็นความยากอย่างหนึ่งในการใช้กลยุทธ์นี้ ถึงแม้ว่ามันจะให้ผลตอบแทนได้ดีมากก็ตามครับ

            ผมเองไม่แนะนำให้ใช้ RS เป็น Trigger ในตัวเท่าไหร่เพราะมันเกิดจากการที่คนพยายามหาตัวกรองสำหรับ Stock Selection ขึ้นมา (Setup) จึงควรใช้วิธีการอื่นมาร่วมในการจับจังหวะจะเห็นผลดีกว่าครับ เช่นกันการใช้ Channel Breakout ก็ได้ เพราะไม่อย่างนั้นมีโอกาศสูงที่เราจะไปซื้อตอนที่มันยืดขึ้นไปหลายวันแล้วก็ได้ครับ

            ส่วน Overbought นั้น เป็นความเข้าใจผิดของหลายๆคน หุ้นที่มี Trend เมื่อเกิดการ Breakout จาก High เดิมจะเกิด OB ทั้งนั้นครับ ไปดูกราฟได้เลย เนื่องจาก OB เป็นสัญญาณที่เกิดขึ้นจาก Indicator จำพวก Occillator คือถูกออกแบบมาให้จับสมมุติฐานต่างๆ มาเปรียบเทียบอยู่ในสเกล 0-100 เท่านั้นครับ ลองหาอ่านดูได้จากที่ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับ RSI และ Stochastic ไปก็ได้ จะได้เข้าใจสูตรและความหมายมันดียิ่งขึ้น พูดง่ายๆก็คือ …

            “อย่าติดกับดักของ OB/OS ครับ มันไม่ได้บอกว่าเมื่อ OB แล้วจะต้องลง หรือ OS แล้วจะต้องขึ้น มันไม่ได้บอกว่าสูงหรือต่ำ แต่บอกว่าสูงหรือต่ำ เมื่อเทียบกับกรอบที่ทำการวัดในอดีต ดังนั้น หากราคาเป็น Trend หรือวิ่งขึ้นสูงกว่ากรอบในอดีตเดิมๆ มันย่อมต้อง OB แน่นอน ถ้าราคาวิ่งลงต่ำกว่ากรอบในอดีตเดิมๆ มันย่อมต้องเกิด OS แน่ๆครับ ดังนั้น มันจึงใช้ได้ดีหากตลาดเป็น sideway ในกรอบเดิมๆ แต่จะพังและขายหมู-ติดหุ้นแน่ๆถ้าหุ้นเป็น Trend ชัดเจน”

            นอกจากนี้แล้ว วิธีการอีกอย่างหนึ่งในการขจัดอุปสรรคในใจเกี่ยวกับความสูงต่ำก็คือ การย้อนกลับไปศึกษาหุ้น Super Stock ในอดีตทั้งหลายในแต่ละปี เราจะพบว่าพวกมันล้วนแล้วแต่ต้องขึ้นมาตั้งไข่ ยืนอยู่เหนือแนวต้านสำคัญให้ได้ก่อนทั้งสิ้น ก่อนที่มันจะทำ Biggest Move ที่่วิ่งอย่างเร็วและยาวมากๆ จนพอเราคุ้นเคยกับ Pattern ของมันได้แล้ว เราจึงจะกล้าเล่นกับมันจริงๆครับ

            สุดท้ายก็คือ อาจลองฝึกดูอย่างนี้ดูก็ได้ เลือกใช้ Stop กว้างและ flexible หน่อย หัดเข้าในจุดที่ใจเราคิดว่าสูง (ถ้า Stop ดีมันจะไม่หลุด) ค่อยๆทำทีละน้อย สร้างพฤติกรรมนิสัยใหม่ๆ ทำบ่อยๆจนชิน แล้วจะค่อยๆรู้สึกเองว่า … “พอซื้อไปแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่ราคาทุนหรอก แต่เป็น Stop มากกว่าครับ”

          • บอย

            พอดีมัน ไม่มี Reply ในส่วนของคำถามในเรื่องของสูตร

            เรื่อง RSI ผมก็คิดเหมือนคุณมด ครับ แต่กลัว การ Swing แรงมากๆ ในช่วง OB

            เพราะว่า ส่วนใหญ่ สูตรที่ผมใช้ STOP อาจจะแคบไป หน่อย อาจจะต้องฝึกอีก

            ไปเรื่อยๆ ครับ ขอบคุณมากๆ ครับ

            แต่ไอ้เรื่องการหาระบบที่เหมาะสม ไอ้นี้เป็นความรู้ที่ผมมีนะ ช่วงแนะนำด้วยครับ มันจะต้องใช้เวลาในการทดสอบพอสมควร และไอ้การทดสอบ เราจะต้องทดสอบอย่างไร

            สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดมากนานพอสมควร เพราะว่า ในเวลาที่เราทดสอบ กับระบบหนึ่ง สถานการณ์ ของตลาดอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น ในช่วงนี้ อาจจะ Bullish มากๆ ช่วงนี้ Bearish

            และถ้าเรามีระบบสัก 4-5 ระบบ และทดสอบ ระบบ สัก ปี มันอาจจะใช้เวลา ถึง 5 ปี หรือเปล่าครับ

            ขอบคุณคุณมดอย่างสูง ที่ให้คำแนะนำผมตลอด

          • Mod

            เรื่องระบบที่เหมาะสมเนี่ย ถ้ายังไม่พูดกันถึงเรื่องประสิทธิภาพของมัน พูดถึงการที่มันเข้ากับระบบจิตใจของเราก่อนเนี่ย ผมคิดว่าถ้าเจอแล้วมันใช่มันจะรู้สึกได้เองเลยนะครับ ทีนี้ผมก็ไม่รู้ว่าคุณบอยเป้นยังไงเหมือนกัน (คงต้องตอบตัวเอง 55)

            อย่างตัวผมเนี่ยก็ไม่สบายใจที่จะซื้อหุ้นนิ่งๆหรืออยู่ต่ำๆ หรืออยู่ในขาลงเพื่อเล่นเด้งได้เลย ทำใจยังไงก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เรา

            ส่วนเรื่องของเวลาเนี่ย ถ้าสมมุติว่าทำ Backtest แล้วโอ ผมคิดว่าเวลาใช้จริงๆ ก็ต้องทำความคุ้นเคยสักพัก ส่วนกี่ปีนี่แล้วแต่คนจริงๆ แต่ผมว่ากว่าจะแน่นจริงๆอย่างน้อยก็ 3-5 ปีอย่างที่ว่าแหละครับ คุยๆแล้วนึกถึงที่ Mark Minervini บอกเลย : Trading is about mastering and sticking to it! don’t be a jack of all trades.

  • Singha

    ถูกต้องที่สุด คับ

    ราคา & กำไร เป็นแค่ตัวหลอกล่อจิตใจเรา ^^

    • Mod

      ปกติถ้าไม่ได้เล่นสั้น ผมแทบไม่ดู profit&loss ระหว่างวันเลย ถ้าดูผมก็จะหารสองไว้ก่อน เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่ของจริงครับ 55

  • Natha

    ขอบคุณครับ

    ขอจดหลักการนี้ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วยนะครับ

    • Mod

      ยินดีครับ :D

  • megaman

    ขอบคุณบทความโดนใจแบบนี้ึครับ ^ ^

    • Mod

      เ้ข้ามาเมนท์บอกอย่างนี้ก็โดนใจผมเหมือนกัน ขอบคุณครับ :D

  • Pan

    อยากเรียนถามคุณมดว่า อะไรเป็นจุดที่ทำให้คุณมด แน่วแน่ในการที่จะใช้ระบบในการเทรด
    เป็นเพราะเคยผิดหวังกับการลงทุนแบบ VI หรือ ใช้แบบ discrete แล้วไม่เวิรค์

    เพราะคนเราคงต้องมี จุดเปลี่ยนอะไรสักอย่าง ที่ทำให้เราเชื่อมั่นแบบที่คุณมดเป็น

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆที่มีมาให้อ่านตลอดๆค่ะ

    • Mod

      ส่วนตัวผมเอง (คิดเอาเอง) ว่าเป็นคนชอบคิดชอบสร้างโน่นนี่ครับ 55 เคยคิดมานานว่าเราจะทำยังไงให้ไอ้จุดแข็งคือการชอบเพ้อเจ้อของเรามันมาใช้งานในตลาดหุ้นได้ ความคิดนี้ก็มืดมนอยู่ค่อนข้างนานเลยทีเดียว เพราะตลาดหุ้นมันดูจะไม่ใช่ที่ๆจะมาใช้ความคิดสร้างสรรค์เท่าไหร่ จนมันวื้งขึ้นมาได้ว่า ถ้าเราลองออกแบบระบบดูล่ะ ระบบที่ตอบสนองความต้องการของเราเอง ว่าแล้วผมก็เริ่มค้นแคะแกะเกา หาวิชาความรู้ต่างๆเรื่อยๆ โดยใน Process ของการทำแบบนั้น ผมรู้สึกว่ามันเกิดความ flow ในสิ่งที่ผมทำมาก ผมแทบไม่รู้สึกว่ามันเป็นงานหรือเป็นการบังคับตัวเองเลย ก็เลยรู้ได้ทันทีว่านี่แหละคือสิ่งที่ใช่สำหรับเราครับ ก็เลยเป็นเม่าในแนวทางนี้มาครับ :D

      สำหรับผมแล้วการลองเขียน indi หรือระบบอะไรแม้จะมั่วๆขึ้นมา มันกลายเป็นสิ่งที่ทำเล่นๆ ผมคิดว่าบางทีมันอาจจะคล้ายกับการแต่งเพลงสักเพลงออกมาของเราเล่นๆเลยด้วยซ้ำ ฟังดูเพ้อฝันนิดๆ แต่ผมคิดว่าถ้าคุณพบกับทางสักอย่างที่ทำให้รู้สึกอย่างนี้ได้ นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียวครับ

      ปล. ที่พูดมานี่ไม่ได้แปลว่าเก่งนะครับ แค่ตอบว่าอะไรทำให้คิดว่าใช่ อย่าเข้าใจผิด 55

  • Futions

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

  • Berno

    บทความดีมาก ยิ่งถามตอบกันนี้ได้อะไรอีกเยอะเลย
    ผมว่ามีคนเก่งๆหลายๆคน เข้ามาคุยกันในนี้เยี่ยมเลยครับ

    • Mod

      ผมสนับสนุนให้คนเก่งๆที่หลงเข้ามาอ่านเข้ามาคุยกันเยอะๆเช่นกันครับ น่าจะได้อะไรดีๆเยอะกว่านี้อีกมากมาย ผมก็แค่ทำหน้าที่เป็นนกพิราบสื่อสารเท่านั้นเอง :D

  • bokobaka

    สุดยอดครับ

    • Mod

      ขอบคุณครับ ได้กำลังใจมากเลย แค่คำๆเดียว 55 เดี๋ยวจะหาบทความดีๆมาลงต่อให้อ่านกันอีก

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ขอซูฮกนกพิราบสื่อสารตัวนี้จริงๆ 555 อย่างเก่งอย่างนี้บ้าง เป็นกำลังใจให้แปล สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ต่อไปครับ ชอบคำนึงมาก don’t be a jack of all trades โดนครับ ^^

    • Mod

      55 ชมเกินไปแล้ว ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย แต่เอาเป็นว่าพอรู้โน่นๆนี่ๆจับมาผสมๆเขียนให้อ่านกันได้บ้างเท่านั้นเอง ถือว่าผมก็ทบทวนไปในตัวด้วย แต่ยังไงก็ขอบคุณสำหรับคำชมครับ :)

  • http://mangmaoclub.com Mod

    hello Test confirm :)

  • ning

    I become a nun,after I started trading haha,อันนี้จากคุณสามีคะ ม่ายรู้ตัวเลย อิอิ แต่อาจจะเป็นผลพ่วงมาจากอ่านหนังสือจิตวิทยามาก ทำให้มุมมองความคิดหรือการกระทำคำพูดเปลี่ยนไปตาม ไม่อยากใช้คำพูดว่าเพราะแก่ 555
    กำหนดตัวเราใจเราได้ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ดีใจมากคะ ขอบคุณมากๆคุณมด ส่วนหนังสือ Money Management พี่อ่านยังไม่จบคะเพราะถ้าไม่เคลียร์ก็จะย้อนกลับไปอ่านทวนอีกจนกว่าจะget แล้วนำมาใช้ปรับกับระบบดู แบบที่ละขั้นพอเราแน่ใจว่าเราเข้าใจมันจริงๆแล้วค่อยข้ามไปบทต่อไป ตอนนี้อยู่ที่บทที่ 11 เลยดูเหมือนใช้เวลานานมากแต่ต้องบอกว่าคุ้มค่านี่สงสัยว่าถ้าอ่านจนจบอาจบรรลุนะ หึหึ

  • ning

    มารายงานว่าอ่านจบแล้วคะ คิดว่าบรรลุคะ แต่อาจยังไม่นิพพานจะขออยู่ก่อน กำลังสนุก 555

    • http://mangmaoclub.com Mod

      55 ดีใจด้วยครับ อ่านอีกสักสองสามรอบน่าจะชัดเจนขึ้นอีก ตอนผมทำเองนี่อ่านตรวจน่าจะถึง 100 รอบได้ (แบบว่าพิมพ์ผิดเยอะ) แทบจะละเมอเป็น MM 55