หุ้นและ Levy_distributionPDF เหตุใดกลยุทธ์การเล่นหุ้นตามแนวโน้มจึงได้ผล? และหนึ่งในเหตุผลของความจำเป็นในการ Cut loss และ Let profits run

วันนี้ผมจะขอเล่าถึงแนวคิดที่สำคัญมากๆอย่างหนึ่ง ที่ทำให้กลยุทธ์การเล่นหุ้นตามแนวโน้มหรือ Trend Following สามารถที่จะทำกำไรขึ้นมาได้ โดยที่สาเหตุหนึ่งนั้นก็เนื่องมาจากการที่มันมีรากฐานในการทำกำไร โดยอิงจากสภาวะการให้ผลตอบแทนที่ผิดธรรมดาของตลาดออกไปนั่นเอง (Non-Normality of Market Returns) จะเป็นอย่างไรนั้นเดี๋ยวผมจะค่อยๆเล่าให้ฟังไปครับ :)

ผลตอบแทนของหุ้นในตลาดและกราฟ Fat-Tail

โดยปกติแล้วบรรดานักเล่นหุ้นตามแนวโน้ม Trend Follower ทั้งหลายนั้น มักได้เรียนรู้ที่จะวางตนเองให้อยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถทำกำไร จากผลตอบแทนที่เกิดขึ้นกับหุ้นในตลาด ที่อยู่ในลักษณะของกราฟทางสถิติที่เรียกว่า “Fat Tail” โดยอัตโนมัติกันอยู่แล้ว โดยที่ความหมายของการกระจายตัวทางสถิติในรูปแบบของกราฟ “ Fat Tails” (Levy’s Distribution) นั้น ก็คือการที่ผลตอบแทนและการขาดทุนที่สุดโต่งของหุ้นในตลาด (ด้านกราบซ้าย-ขวาของกราฟ) มีความน่าจะเป็นในการที่จะเกิดขึ้นสูงกว่าปกติตามรูปด้านล่างดังนี้ :

หุ้น Levy Distribution

Fat-Tail vs. Normal Distribution : สังเกตถึงความสูงชันขึ้นมาของกราฟในแต่ละด้าน แสดงให้เห็นถึงความน่าจะเป็นที่มากกว่า normal distribution ในการที่จะเกิดผลตอบแทนแบบสุดขั้วขึ้น

ผลตอบแทนของหุ้นโดยเฉลี่ยรายตัว

ตารางแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนของหุ้นเมื่อนำมาหักลบกับผลตอบแทนของดัชนี Russell 3000 index ตั้งแต่ปีค.ศ.1983 – 2006 โดยเราจะสังเกตได้ว่า นอกจากที่หุ้นส่วนใหญ่ถึง 64% จะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดแล้ว ผลตอบแทนจากราคาหุ้นส่วนใหญ่นั้นยังจะเกิดขึ้นในส่วนของแกนกลางไล่ระดับลงไปเรื่อยๆ แต่เราจะพบได้ว่าที่กราบซ้าย-ขวาของแต่ละด้านนั้นจะสูงชันขึ้นมา ซึ่งหมายถึงความถี่ที่เราจะพบเจอกับผลการลงทุนอย่างสุดขั้วนั้น จะมากกว่าการกระจายตัวทางสถิติธรรมดาๆที่พบเห็นกันโดยทั่วไป

จากกราฟที่เราได้เห็นกันไปนั้น ผมจะขออ้างอิงคำพูดของคุณ Dave Harding แห่งกองทุน Winton Capital ที่ได้เคยกล่าวเอาไว้มาให้อ่านกันสักหน่อย โดยเขาได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า :

“ถึงแม้ว่าคุณจะทำการเข้าซื้อหุ้นโดยการสุ่ม แต่หากว่าคุณรู้จักควบคุมการขาดทุนของคุณและปล่อยให้กำไรโตขึ้นไปเรื่อยๆ คุณก็ยังจะสามารถทำกำไรได้อยู่ดี ในทางกลับกันแล้ว หากว่าคุณไม่รู้จักควบคุมการขาดทุนและรีบชิงทำกำไรอยู่เสมอนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการขาดทุนในระยะยาว นี่คือสิ่งที่เป็นความจริงในส่วนหนึ่งของสุภาษิตในการเล่นหุ้นที่ว่า จงตัดขาดทุนและปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไปนั่นเอง”

การที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากว่า เมื่อมองจากความถี่การกระจายตัวของผลตอบแทนจากหุ้นในตลาดเชิงสถิติแล้ว การ Cut loss และ Let Profits run จะช่วยทำให้ผลการซื้อขายหุ้นในแต่ละครั้งของคุณ :

1. ไม่จบลงไปอยู่ทางด้านกราบซ้ายของกราฟ “Fat Tail” (ไม่ปล่อยให้เกิดโอกาสที่จะขาดทุนอย่างหนักขึ้นมา)

2. ไม่ถูกกีดกันในการที่มันจะจบลงทางด้านกราบขวาของกราฟ “Fat Tail” (การปล่อยให้เกิดโอกาสที่จะเกิดกำไรก้อนใหญ่ขึ้นมา)

และอย่างที่เราทราบกันดีว่าผลการซื้อขายหุ้นนั้นมักให้ความน่าจะเป็นที่ไม่ต่างจากผลของการสุ่ม (ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่าเหล่า Trend Follower ระดับโลกมักมี Winning Ratio อยู่ประมาณ 30-40% +- เท่านั้น ซึ่งแย่กว่าผลของการสุ่มโยนเหรียญเสียอีก) ดังนั้นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ ผลการซื้อขายหุ้นส่วนใหญ่จึงมักจะตกลงไปอยู่ในช่วงกลางๆของกราฟ (กำไรนิดหน่อยหรือขาดทุนนิดนึง) และนี่จะทำให้พวกมันได้ลดทอนผลกระทบของพวกมันกันไปเอง

ดังนั้น แท้จริงแล้วผลตอบแทนของกลยุทธ์การลงทุนแบบ Trend Following (และอีกหลายๆแนวทางที่กินกำไรก้อนใหญ่) จึงเกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอย่างรุนแรงของราคาหุ้นนั่นเอง และด้วยการปล่อยให้หุ้นวิ่งต่อไป เพื่อเพิ่มโอกาสในการที่มันจะจบลงในด้านกราบขวาของกราฟ พร้อมทั้งหยุดยั้งมันในการที่จะจบลงในทางกราบด้านซ้ายของกราฟ จึงทำให้เกิดเป็นผลตอบแทนที่มหาศาลขึ้นมา นี่จึงเป็นวิธีการที่เหล่า Trend Follower ช่วงใช้โอกาสของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นอย่างสุดขั้ว (พูดอีกอย่างคือ Outlier ในเชิงสถิต) โดยปล่อยให้ผลการซื้อขายครั้งอื่นๆที่ไม่สำคัญหักลบกันไปเองครับ

คุณกำลังพยายามสร้างผลตอบแทนแบบย้อนศรอยู่หรือไม่?

ก่อนที่บทความนี้จะจบลง ผมจึงอยากฝากข้อคิดถึงหลายๆคนที่กำลังอ่านอยู่ว่า … คุณกำลังพยายามสร้างผลตอบแทนแบบย้อนศรอยู่หรือไม่? เพราะหลายๆคนมักที่จะชอบปล่อยให้การขาดทุนที่เกิดขึ้นเนิ่นนานบานปลายออกไป (เพิ่มโอกาสให้ผลจบลงด้านกราบซ้าย) และชอบชิงขายทำกำไรอย่างรวดเร็วเพราะกลัวอด (ตัดโอกาสที่ผลจะจบลงทางด้านกราบขวา) โดยหากว่าคุณกำลังเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ นั่นแปลว่าคุณกำลังสร้างผลตอบแทนในทางกลับย้อนศรอยู่ในตัว ซึ่งจะเป็นผลเสียอย่างมากในระยะยาว ยิ่งเล่นนานเข้ายิ่งจนลงเรื่อยๆ ลองทบทวนกันดูนะครับ โชคดีครับทุกๆคน :)

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • บอย (BOY)

    เยี่ยมครับ

    • Mod

      :D

  • Anonymous

    ชอบครับ

  • Bank

    ชอบครับ อธิบายดีมากเลยครับ

    • Mod

      เห็นภาพเลยใช่ไหมครับ (เพราะเอาลงตั้ง 2-3 ภาพ) 55

  • AP

    ขอบคุณครับ

  • dragon

    5555 เป็นสาวกลัทธิ Trend Follower ซะแล้ว ^^
    ต่อไปคุณมด คงเป็นจ้าวลัทธิ trend follwer เมืองไทย แน่เลยครับ
    ที่จริง trend follwer เป็นการปรับตัวเราให้เข้าใจกับธรรมชาติขอกราฟ แบบง่ายๆ ให้มากที่สุดครับ
    ประเดนอยู่ที่ว่า คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจธรรมชาติตรงนี้ และไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังฝืนธรรมชาติอยู่ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเซียนหุ้นระดับโลกส่วนใหญ่ เป็นนักปรัชญา นักสถิติ ครับ
    ขอบคุณมากครับ

    • Mod

      55 ลัทธิ Trend Follower เมืองไทยนี่ก็มีหลายจ้าวแล้วนะครับ ผมขอเป็นจอมยุทธ์อย่างเดี่ยวก็พอแล้วกันครับ 55

      ผมชอบความเห็นที่ว่า “ที่จริง trend follwer เป็นการปรับตัวเราให้เข้าใจกับธรรมชาติ” และ “คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจธรรมชาติตรงนี้ และไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังฝืนธรรมชาติอยู่” มากๆเลยครับ นี่ทำให้ผมคิดไปถึงเรื่องที่ว่า แท้จริงแล้วเราไม่ได้เกิดกำไรเพราะความเก่งกาจหรือความคิดของเราหรอก แต่มันเกิดจากการที่เราดัน Position ตัวเราลงไปให้สอดคล้องกับธรรมชาติ (แนวโน้ม) ในขณะนั้นๆได้พอดี … ตลาดคือผู้ที่ตัดสินใจว่าจะให้เรามากเท่าไหร่ ไม่ใช่ตัวเรา เราเป็นเพียงผู้ที่ต้องคอยบริหารความเสี่ยงและรอเวลาที่มันจะตอบแทนหล่อเลี้ยงเราต่างหาก ขอบคุณครับ :)

  • tsunami2p

    อ่านแล้วเสียวแปร๊บๆ…
    เพราะเมื่อก่อนเราชอบย้อนศรประจำเลย แหะๆๆ

    • Mod

      เดี๋ยวนี้ยังย้อนศรอยู่ป่าวคับ อิอิ บทความนี้น่าจะทำให้กลัวที่จะต้องย้อนศรยิ่งขึ้นไปอีกนะครับ :D

      ผมชอบท่องว่าระวังโดนซ้ายๆ (ริมซ้ายของกราฟ) อย่าดื้อๆ 55

      • tsunami2p

        เดี๋ยวนี้ไม่ดื้อแล้วครับ ไม่อยากเจ็บตัวซ้ำสอง อิอิ

        • Mod

          :D ตลาดเขาใหญ่จริงๆอย่าไปเถียงมาก เดี๋ยวโดนเช็คบิล 55

  • Anonymous

    ขอบคุณครับ

  • RIT

    ขอบคุณมากค้าบ ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว อิอิ

    • Mod

      แล้วแวะเข้ามาอ่านมาเมนท์กันเรื่อยๆนะครับ :)

  • Yingyos

    บทความนี้ก็ดีอีกแล้วครับ ส่วนตัวค่อนข้างเชื่อในหลักการ trend following เพราะปีที่แล้วก็กำไรคำโตจากหุ้นแค่ 2 ตัว ที่เหลือก็ธรรมดาๆ แต่ปีที่แล้วไม่ได้มีหลักคิดแบบนี้ ทำให้เจอ whipsaw บ่อยและต้องซื้อกลับแพงกว่าเดิม .. ถ้าเจอบล๊อกนี้เร็วขึ้นซักปีมีเฮ 55 แต่ผมเชื่อว่าโอกาสมีมาให้เสมอครับ แต่ตอนนี้ขอปรับ MM อีกหน่อย

    • Mod

      ดีใจที่เดี๋ยวนี้ผมเริ่มเห็นเพื่อนๆในบล็อกพูดถึงการปรับ MM แทนการปรับระบบกันเยอะขึ้น เพราะจริงๆแล้วการปรับ MM มันมีผลอะไรหลายๆอย่างมากกว่าการปรับสัญญาณซื้อขายอีก … จริงไหมครับ :D

  • Berno

    ชัดเจนเลยครับ เพิ่งเข้าใจตอนนี้เองก็เพราะว่ากราฟหน้าตามันเป็นแบบนี้
    ขออยู่ซีกขวาละทีนี้

    • Mod

      ด้านซ้ายนี่เป็นเหมือนเขตต้องห้าม ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงไปไกลๆเลย 55

  • Futions

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

    • mod

      ยินดีครับผม เมนท์ทุกบทความเลย เป็นกำลังใจดีจริงๆ :D

      • Futions

        555
        จริงๆอยากเรียกอาจารย์มดครับ

        คุณคือคนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจ
        ให้ความสำคัญ System Trading มากขึ้น และ
        ให้ความสำคัญ Discretionary Trading ลดลง

        อีกจะไม่นานจะเริ่มถามคำถามเชิงลึกมากขึ้นแล้วนะครับ
        ไม่รู้จะรบกวนเกินไปหรือเปล่า ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

  • ต้นข้าว

    ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความดีๆๆๆที่ย้ำถึงจิตให้เชื่อในTrend Follow เห็นภาพแล้วไม่มือคันอิอิ

    • Mod

      เหตุผลหนึ่งที่เอาภาพนี้มาลงก็เพราะมันชัดเจนเลย ว่าถ้าเราปล่อยขาดทุนไหลมันจะเสี่ยงขนาดไหน ดีใจที่คันมือน้อยลงเลยนะครับ :D

  • A

    “หุ้นมากกว่า 64% ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด” เพราะฉะนั้นการเลือกเอาหุ้นที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าตลาดเพื่อลงทุน น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะ let’s profit run ได้
    ถ้ามีการ Break out ของราคาในรอบ 52W เสี่ยจะพิจารณาปัจจัยพื้นฐานอะไรบ้างไหมครับ ส่วนตัวผมพิจารณาว่าอยู่ใน SET50 อย่างเดียวและมีปันผลไหม ส่วนค่า Levy พอเห็นภาพที่เสี่ยมาลงเลยเข้าใจว่ามันคืออะไร ดูในสูตรก็งงๆอยู่ว่ามันคือไรหนอ ขอบคุณสำหรับความรู้ที่แบ่งปันครับ

    • Mod

      ปัจจัยพื้นฐานต่างๆส่วนใหญ่มักจะมาดีทั้งนั้นะครับ ในช่วงที่หุ้นอยู่ไกล้ 52 Weeks high แต่เราไม่สามารถมั่นใจกับมันได้จริงๆจนกว่าเหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว หากเฉลี่ยโอกาสอย่างเหมาะสมก็เพียงพอที่จะหาหุ้นเด้งซึ่งกลบตัวอื่นๆเจอได้แล้วนะครับ :)

  • ning

    ชอบย้อนศรบ่อยๆ หลังจากอ่านขอความนี้จบ ต่อไปต้องบอกตัวเองแล้วคะว่าอย่าดื้อ
    ขอบคุณคะคุณมด

    • Mod

      :D ขอบคุณที่แวะมาเมนท์เช่นกันนะครับ :)

  • Pan

    ขอบคุณค่ะคุณMod ตอนนี้ ส่วนตัวก็ใช้ระบบมากขึ้นแล้วค่ะ

    เพราะเมื่ออยู่ในตลาดนานขึ้น ก็เริ่มรู้ว่า เราไม่รู้อะไรๆมากขึ้นเรื่อยๆ

    ใช้ระบบเป็นตัวทำงานให้เรา รอให้ตลาดตัดสิน ว่าจะให้มากน้อยเท่าไหร่ค่ะ

    • tsunami2p

      แล้วใชั Money Management เป็นตัวสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นนึงด้วยครับ ^.^

      • Mod

        :) ขอบคุณที่ช่วยกันเสิรมนะครับ

    • Mod

      แสดงว่าเริ่มมีจิตวิญญาณของความเป็น Trend Following และ Probability Mindset ขึ้นแล้ว ยินดีด้วยนะครับ :D (อย่าให้หายไปล่ะ อิอิ)

  • randomwalk

    ผมลองคิดเล่นๆว่าเป็นไปได้ไหมครับว่า ในอนาคตตลาดจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นไม่มีเทรนด์ที่ชัดเจนเป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้เกิดการเข้าออกที่ผิด และ ทำให้เกิดขาดทุนเกิน MaxDD ของสถิติที่ผ่านมาในอดีตหลายเท่า
    คุณมดพอมีเหตุผลที่ดีมาสนับสนุนว่าในอนาคตยังไงก็ตามตลาดจะต้องมีเทรนด์อยู่เสมอไหมครับ

    • Mod

      ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Trend เป็นสิ่งที่คนแต่ละคนวัดไม่เหมือนกัน บางคนมองเห็นภาพใหญ่ว่าไม่มีเทรน แต่คนมองภาพเล็กกลับเป็นเทรน บางคนมองภาพเล็กเห็นแต่แรงเหวี่ยงแต่พอมองภาพใหญ่ดูแล้วเป็นเทรน :)

      ความจริงแล้ว Trend เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องมีตลาดและตลาดจึงเกิดมา ลองคิดดูเล่นๆว่าราคาไม่ไหวติงเลย จะมีตลาดไปเพื่ออะไร ในเมื่อราคากลางอยู่ที่เดิม ซื้อที่ไหนขายที่ไหนก็เหมือนๆกัน 55 อีกอย่างความเป็น Trend เกิดจากสิ่งที่ทาง Behavioral finance เรียกว่าการ Slow to react หรือการล่าช้าต่อการตอบสนองต่อข้อมูลของคนหมู่มากครับ นี่จึงทำให้แนวโน้มทอดยาวออกไปเพราะความเหลื่อมล้ำระหว่างสิ่งที่ควรจะเป็นและสิ่งที่เป็นอยู่ (ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นว่าราคานิ่งหรือกระโดดไปนิ่งเป็นเสต็ปไปเลย) พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างยากมากๆ เพราะเกิดจาก greed/fear ดังนั้นหากจะไม่เกิด trend ขึ้นจริงๆ เราคงต้องสันนิษฐานกันต่อว่า มนุษย์จะยกระดับไปสู่พฤติกรรมที่มีเหตุและผลอยู่ตลอดเวลา และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ต้องเท่าเทียมกัน รวมถึงความเชื่อต่างๆก็เท่าเทียมหรือเหมือนกันด้วย … ลองนึกๆดูแล้วผมว่เกิดค่อนข้างยาก อาจมีช่วงที่ตลาดไรทิศทาง หรือผันผวนอย่างมาก แต่คงยากที่จะไม่เกิดแนวโน้มขึ้นเลยครับ (โดยเฉพาะเมื่อตลาดนิ่งมากๆ สิ่งทีเราเห็นก็มักจะตามมาด้วย Trend เพราะจาก rational mode ถูกเปลี่ยนไปเป็น irrational mode เต็มตัว เหมือนเก็บกดมา)

      ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นผมนะครับ อนาคตไม่รู้จริงๆหรอกครับว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร :D

  • Mr.H

    ขอแชร์มุมมองบ้างนะครับ เรื่องตลาดจะมี trend หรือไม่ในอนาคต โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าตลาดหุ้นเป็นตลาดที่มี trend เสมอ เพราะตลาดหุ้นมีสิ่งที่แตกต่างจากตลาดอื่นๆโดยสิ้นเชิงตรงที่ตลาดหุ้นมีสิ่งที่เรียกว่า ผลประกอบการและเงินปันผล ลองคิดดูเล่นๆนะครับ ถ้าตลาดไม่ไปไหนเลยหมายความว่าหุ้นส่วนใหญ่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ กลยุทธในการเทรดก็ไม่มีอะไรเลย แค่ buy and hold เราก็ได้เงินปันผล แถมเงินต้นไม่หาย(เพราะราคาหุ้นมันไม่ไปไหน)คราวนี้ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดทุกคนก็ต้องแห่ซื้อหุ้นที่ปันผลดี ปันผลเยอะๆ สิ่งที่ตามมาก็คือหุ้นตัวดังกล่าวก็จะต้องราคาสูงขึ้น เมื่อราคาสูงขึ้นมันก็ต้องไปผลักดัชนีตลาดตามมา ปัจจุบันเท่าที่ผมดูหุ้นในกลุ่มที่มี market cap. สูงๆของตลาดหุ้นไทยหรือเรียกว่าหุ้นกำหนดดัชนีตลาด(หุ้นใน set50)หลายตัวมีเงินปันผลดีมาก(ลองไปหาดูนะครับ)ถ้าตลาดของสินค้าที่ไม่มีเงินปันผล โดยผลตอบแทนมาจาก capital gain ล้วนๆอย่างทองคำ เงิน น้ำมัน ข้าวโพด ยางพาราฯลฯ ยังมี trend ได้ ผมมองว่าไม่ต้องห่วงเลยครับว่าตลาดหุ้นจะไม่มี trend นอกจากผมจะมองว่าตลาดหุ้นมี trend เสมอแล้ว ผมยังมองว่าธรรมชาติของตลาดหุ้นมันเป็น uptrend bias ด้วยซ้ำไป ไม่เชื่อลองดูนะครับว่าตลาดหุ้นไทยวันแรกที่เปิดทำการเทรดดัชนีเท่าไรแล้ววันนี้ดัชนีเท่าไรเพราะฉนั้นการเก็งกำไรฝั่ง short ในตลาดหุ้นหรือทำกำไรขาลง ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่ทำได้ค่อนข้างยากกว่าเก็งกำไรขาขึ้น เขียนมาซะยืดยาวขอสรุปสั้นๆว่า ตามความเห็นผม ผมเชื่ออย่างสนิทใจว่าตลาดหุ้นไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน ตราบใดที่ตลาดหุ้นยังมีอยู่ ตราบใดที่เรายังเทรดหุ้นกันอยู่ ตลาดหุ้นก็จะยังคงมี trend เสมอ Market is always trend!

    • Mod

      ขอบคุณครับ :D

      วันหลังเดี๋ยวผมจะลองหาบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูบ้างดีกว่า น่าจะช่วยเพิ่มความเข้าใจให้หลายๆคนได้ดียิ่งขึ้น :)

  • i

    ขอบคุณค่ะ

  • Mod

    test

    test [file]http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2011/04/Chart3 – STA.tif[/file]

    test ลองดูๆ

  • Chotima

    ขอบคุณมากคะ 

  • Pingback: Random Entry ?: จะเกิดอะไรขึ้น … เมื่อเราปาเป้ากับตลาดหุ้น? | แมงเม่าคลับ.คอม()