Trader

ว่ากันว่าถ้าคุณอยากจะเป็นนักเก็งกำไรที่เก่งกาจ คุณจะต้องฝึกๆๆๆ โดยเฉพาะกับการฝึก “ดูกราฟ” หุ้นให้ช่ำชอง อย่างไรก็ตามในบทความนี้ผมอยากจะแชร์เหตุผลบางอย่างที่ว่า เหตุใดในปัจจุบันผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการฝึก ดูกราฟ-ตีกราฟ-ลากเส้นกราฟ แบบดั้งเดิมมากสักเท่าไหร่นัก และทำไมผมจึงมักจะบอกทุกคนว่าผมนั้น “เลิก” ดูกราฟหุ้นมานานหลายปีแล้ว และต่อไปนี้ก็คือเหตุผลของผมครับ

“ฝึกดูกราฟ” สิ่งที่คุณไม่ควรทำและเชื่อมั่นมากจนเกินไป

ผมคงจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่าการ “ดูกราฟ” หรือการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคแบบดั้งเดิม (Subjective Technical Analysis) นั้นถือได้ว่าเป็นศาสตร์แรกๆที่ผมได้เรียนรู้ในตลาดหุ้น และถือเป็นวิชา “ครู” ในการเล่นหุ้นของผมมาอย่างยาวนานเกือบ 10 ปีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนั้น การดูฝึกกราฟด้วย “ตาเปล่า” นั้น ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ผมไม่ค่อยอยากที่จะแนะนำให้ใครทำมันอย่างหนักหรือยาวนานอีกต่อไปแล้ว ซึ่งเหตุผลนั้นไม่ใช่เพราะว่ามันจะทำให้คุณปวดตาหรือว่าการดูกราฟนั้นไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด (เพราะอันที่จริงแล้วการดูกราฟด้วยตาเปล่านั้นก็ถือได้ว่าเป็นหนทางในการเรียนรู้พฤติกรรมของตลาดและราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุดทางหนึ่งอีกด้วย)

แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมผมจึงไม่แนะนำให้คุณ “ฝึกดูกราฟ” กันอย่างหนัก หรือหมกมุ่นกันจนหมกมุ่นเกินไปน่ะหรือครับ!?

คำตอบก็เพราะถึงแม้ว่าการฝึกดูกราฟด้วยตาเปล่าหรือการเรียนรู้วิชา Technical Analysis แบบดั้งเดิมนั้นจะช่วยให้คุณสามารถใช้สัญชาติญาณของคุณในการทำความเข้าใจกับตลาดได้อย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมหนึ่งแล้วกระบวนการประมวลผลแบบคิดลัดของสมองมนุษย์ (Heuristic Judgement Process) ที่เกิดขึ้นในขณะที่เราดูกราฟนั้นมักที่จะทำให้เราเกิดข้อผิดพลาดในการสรุปข้อมูลและผลลัพท์ไปได้เป็นอย่างมาก และมันก็มักที่จะทำให้คุณมีความเชื่อจนนำไปสู่การกระทำต่างๆที่จะทำให้คุณขาดทุนโดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

โดยที่เหตุผลในแต่ละข้อต่อไปนี้ คือสาเหตุหลักๆที่ทำให้การฝึกดูกราฟอย่างหนักด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียวอาจก่อให้เกิดอันตรายกับพอร์ทโฟลิโอของคุณได้โดยคาดไม่ถึง ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่ผมอยากจะแชร์ให้อ่านกันเอาไว้ ถึงแม้ว่าผมจะเสี่ยงที่จะโดนนักดูกราฟหลายๆคนด่าและยำเละในบทความนี้ก็ตามครับ Open-mouthed smile

1. การดูกราฟหุ้นด้วยตาเปล่านั้นเป็นสิ่งที่คลุมเครือ

เหตผลอันดับแรกที่ผมคิดว่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจถึงจุดอ่อนของการดูกราฟด้วยสายตาหรือ Technical Analysis แบบดั้งเดิมได้อย่างง่ายที่สุดนั้น ก็คือความคลุมเครือของตัววิชาเอง รวมไปถึงความคลุมเครือที่จะเกิดจากการตีความของผู้ใช้

โดยหากคุณได้ลองนึกให้ดีถึงบทเรียนในการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิคเบื้องต้นเกือบทุกๆเล่มคุณจะพบว่า พวกมันก็มักจะประกอบไปด้วยหลักการของ Dow Theory, Price Pattern, Elliott Wave และอื่นๆซึ่ง … ถูกสังเกตและสร้างขึ้นมาจาก “กฎหลวมๆ” ที่ไม่ได้ให้ความหมายหรือระบุค่าตัวแปรไว้อย่างชัดเจน จนทำให้พวกเราทุกๆคนไม่สามารถที่จะตีความกราฟไปในทางเดียวกันได้ในทุกๆครั้ง

โดยที่เจ้ากฎหลวมๆของวิชา Technical Analysis แบบดั้งเดิมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกราฟแบบ หัว, ไหล่, ตูด, ธง, ชามคว่ำ, ชามหงายและอื่นๆอีกมากมายนั้น ก็มักที่จะทำให้พวกเราทุกคนพร้อมที่จะมีข้ออ้างในการตัดสินใจและความลังเลใจอยู่บ่อยครั้งจนสูญเสียวินัยในการลงทุนไป เพราะเรามักจะมีข้อแก้ตัวเมื่อเราย้อนกลับมาดูความผิดพลาดของเราเสมอ (ยกตัวอย่างเช่น เรามักแก้ตัวว่ามองกราฟผิดรูปแบบไป) นี่จึงเป็นจุดอ่อนข้อแรกของการดูกราฟด้วยตาที่ผมอยากจะพูดถึงนั่นเอง

elliott-wave-theory

ภาพที่ 1 : Elliott Wave ทฤษฏีอีเลียทเวฟ หนึ่งในวิชาการวิเคราะห์หุ้นที่มีความคลุมเครือและมีข้อแม้รวมถึงข้อยกเว้นที่มากที่สุดของการดูกราฟ

2. การดูกราฟหุ้นด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้

นอกจากที่การฝึกดูกราฟด้วยตาเปล่าจะเป็นสิ่งที่คลุมเครือมากๆแล้ว จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดก็คือมันอย่างที่สองก็คือ ความคลุมเครือจากกฎหลวมๆเหล่านี้ทำให้การสรุปผลและพัฒนาองค์ความรู้ในการวิเคราะห์หุ้นต่อยอดขึ้นไปนั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากพวกมันขาดความชัดเจนในการที่เราจะนำไปพิสูจน์ถึงสิ่งต่างๆได้อย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง

เชื่อหรือไม่ว่าจุดอ่อนในข้อที่สองของการดูกราฟที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้นักเก็งกำไรระดับโลกหลายๆคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า

“การดูกราฟดูตาเปล่าหรือ Technical Analysis แบบดั้งเดิมนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด แต่เป็นสิ่งที่แย่กว่าผิดเสียอีก” (Subjective TA is not even wrong. It is worse than wrong)

เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือผิดพลาดมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากมันคลุมเครือจนไม่สามารถนำมาพิสูจน์ได้!

ดังนั้นแล้วการสรุปองค์ความรู้จากสังเกตพฤติกรรมของตลาดการฝึกนั่งดูกราฟด้วยตาเปล่าๆเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ และอาจกลายเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด และอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายในตลาดหุ้นในระดับ “ยุทธ์ศาสตร์” ได้เลยทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลข้องที่สองที่ทำให้ผมล้มเลิกแนวคิดในการฝึกดูกราฟไป โดยเฉพาะกับทฤษฎีกราฟซึ่งมีความคลุมเครืออยู่สูงไปโดยปริยายนั่นเองครับ

Note : เหตุผลในข้อนี้นั้นผมเหมารวมไปถึงการดู Indicator ต่างๆด้วยตาเปล่าด้วยเช่นกัน เพราะถึงแม้ว่ามันจะถูกสร้างขึ้นมาโดยอาศัยข้อมูลจากราคาหุ้นในอดีตอย่างซับซ้อนพิสดารสักแค่ไหน แต่การที่เรานำมันมาใช้โดยไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงแล้วประสิทธิภาพของเป็นอย่างไร มันก็ไม่ต่างจากการคิด “มโน” ไปเอง โดยอาศัยสัญชาติญาณ, ประสบการณ์ส่วนตัว และความเชื่อ อย่างที่นักดูกราฟหลายๆคนได้ทำผิดพลาดมาแม้แต่น้อย

James Simon Quote

ภาพที่ 2 : James Simon ผู้ก่อตั้งกองทุน Renaissance Technologies ชื่อดัง ที่มีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยทบต้นกว่า 35% หลังหัก Performance Fee ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เราจะทดสอบแนวคิดทุกอย่างของเรากับข้อมูลของตลาดต่างๆในอดีต เพราะอดีตคือกุญแจที่ยอดเยี่ยมในการเข้าใจอนาคต แน่นอนว่าไม่ได้สมบูรณ์แบบ! แต่ความเป็นมนุษย์ของพวกเราคือพลังที่ขับเคลื่อนตลาด และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงภายในข้ามคืน ดังนั้นแล้วยิ่งคุณสามารถที่จะเข้าใจอดีตได้ดีเท่าไหร่ มันก็มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าคุณจะมีข้อมูลที่สำคัญมากๆในการที่จะเข้าใจถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น”

3. การดูกราฟหุ้นด้วยตาเปล่าไม่อาจเอาชนะขีดจำกัดของสมองมนุษย์ (Brain Limit)

สำหรับเหตุผลในข้อที่สามหรือข้อสุดท้ายที่ทำให้ผมเลิกนั่งดูกราฟมานานแล้วก็คือ …

พวกเราทุกคนนั้นย่อมมีขีดจำกัดของสมองในการประมวลผลต่อข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้น(โดยเฉพาะในตลาดหุ้น) ซึ่งมีสาเหตุมาจากทั้งขีดจำกัดทางสมองของแต่ละคน รวมไปถึงขีดจำกัดทางสมองของเผ่าพันธ์มนุษย์ โดยที่ขีดจำกัดต่างๆเหล่านี้ก็ได้เคยถูกนำมาวิจัยกันอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

งานทดลองที่ชี้ให้เห็นว่านักดูกราฟหุ้นที่เชี่ยวชาญนั้นไม่สามารถที่จะแยกแยะกราฟราคาจริงๆกับกราฟราคาปลอมๆซึ่งถูกสร้างขึ้นจากการสุ่มโดยคอมพิวเตอร์ได้ (แต่เราสามารถใช้หลักสถิติช่วยแยกแยะได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผล)

งานทดลองที่ชี้ให้เห็นว่าเราสามารถที่จะสรุปผลและวิเคราะห์กราฟออกมาได้ต่างกัน ถึงแม้ว่ากราฟที่เราเห็นนั้นจะเป็นกราฟของหุ้นตัวเดิมๆในช่วงเวลาเดิมๆไม่เปลี่ยนแปลง โดยความไม่สม่ำเสมอในการประมวลผลเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายๆสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม, อารมณ์ และความเหนื่อยล้าของสมอง

งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าสมองของเรานั้นถูกออกแบบมาเพื่อมองหารูปแบบบางอย่างอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ในหลายๆครั้งเราทำการสรุปถึงรูปแบบบางอย่างขึ้นมาโดยที่มันไม่มีจริง หรือมีอยู่จริงแต่ไม่มีประโยชน์ในการทำกำไร

งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจของมนุษย์นั้นมักที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและความแปรปรวนเป็นอย่างสูงอยู่เสมอ (Highly Complex and Random) ซึ่งตลาดหุ้นนั้นถือเป็นที่ที่สถานการณ์ทั้งสองอย่างนั้นมารวมตัวกันอยู่ตลอดเวลา มันจึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงจากการขาดทุนในตลาดหุ้นได้เลยในระยะยาว เพราะถึงแม้ว่าคุณจะสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดจากการประมวลผลข้อมูลที่เกิดขึ้นในตลาดด้วยการควบคุมสติ, สมาธิ และอารมณ์ของคุณได้ในขณะที่ทำการลงทุนอยู่ แต่สมองของเราก็ยังคงไม่สามารถที่จะทำการประมวลผลในสถานการณ์ที่ตัวแปรต่างๆมีความซับซ้อนและมีผลกระทบต่อกันอย่างเป็นลูกโซ่เช่นในตลาดหุ้นได้ดีสักเท่าไหร่ (Configural Problem) มันจึงมักนำมาซึ่งความผิดพลาดในการตัดสินใจของเราอยู่เสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

Shepards Tables

ภาพที่ 3 : ภาพ Shepard’s Tables แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างความผิดพลาดในการประมวลผลของสมองจากข้อมูลที่ถูกส่งมาจากสายตาของเรา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขีดจำกัดในการประมวลผลของสมองมนุษย์ โดยที่ในภาพนั้นเราจะเห็นด้านยาวของโต๊ะทั้งนั้นสองยาวไม่เท่ากัน ทั้งที่จริงแล้วพวกมันมีความยาวเท่าๆกัน

แต่การดูกราฟก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ผมจะบอกว่าผมเลิกดูกราฟด้วยตาเปล่าหรือเลิกฝึกดูกราฟด้วยตาเปล่าไปนานแล้วก็ตาม แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่ามันจะไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว

เพราะอันที่จริงแล้วส่วนหนึ่งแนวคิดต่างๆที่ผมได้เคยนำมาทดสอบและปรับใช้อย่างเป็นระบบในการลงทุน (Backtesting and Implementation) ก็ถือได้ว่าเป็นผลผลิตของประสบการณ์และความทรงจำจากการนั่งฝึกดูกราฟเป็นเวลาวันละหลายชั่วโมงอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นแล้วประโยชน์อย่างหนึ่งของการฝึกดูกราฟด้วยตาเปล่าจึงเป็นการฝึกการเรียนรู้พฤติกรรมของราคาหุ้นในเบื้องต้นที่รวดเร็วและมีคุณค่าเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ผมเองเห็นว่าการฝึกดูกราฟและใช้เพียงความรู้สึกและวิจารณญาณของเราเพื่อสรุปผลลัพท์หรือสร้างทฤษฎีใดๆในการเล่นหุ้นนั้น ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่มีอันตรายและความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตลาดได้เป็นอย่างมาก คุณจึงควรที่จะพยายามทดสอบแนวคิดของคุณอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปด้วยกันอยู่เสมอ เพราะถึงแม้ว่ามันจะไม่อาจรับประกันถึงผลกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของคุณได้ แต่มันก็พอที่จะรับประกันได้ว่าคุณจะไม่เสียเวลาและเงินทองไปกับแนวคิด, ความเชื่อ และกลยุทธ์การลงทุนที่คุณเชื่อว่ามันอาจมีประสิทธิภาพ ทั้งที่จริงแล้วพวกมันอาจไม่เคยสร้างผลตอบแทนในอดีตได้เลยก็เป็นได้

… และนี่ก็คือเหตุผลหลักๆที่ว่าทำไมผมจึงเลิกดูกราฟ, ตีกราฟ และฝึกดูกราฟ (ด้วยตาเปล่า) ไปโดยปริยายนั่นเองครับ!

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • imphrae

    แต่เช้านะคะเฮีย … ยังรอหนังสืออยู่นะเฮีย
    อ้อลืมสวัสดีปีใหม่ … ขอให้เฮียมีเงินเป็นถุง
    เป็นถัง เป็นกะละมัง เป็นไหมังกร จนหาที่เก็บ
    ไม่ได้นะคะเฮีย ฝากความคิดถึง ถึงคนสวย
    ของเฮียด้วยนะคะ อิอิ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เดี๋ยวหลับๆต่ออะแพร์ ยังไม่หายง่วงเลย 55

      ปีนี้ขอให้รวยๆและผอมและสวยขึ้นนะ :P

  • Emmo555

    อัพแต่เช้าเลยนะคุณมด ขอบคุณมากครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      พอดีวันนี้นอนเช้าไปหน่อยครับ 55

  • Bank Theerathon

    เยี่ยมยอด

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      พี่แบงค์หวัดดีครับ :D

  • hia001

    พูดอีกกูถูกอีก ข้อจำกัดคือสมอง ไม่สามารถจดจำประมาลผลได้ทุกอย่าง
    เพราะจะมานั่งจดมือ Backtest ตายเลยกว่าจะทำได้ทำเป็นปีถึงทำได้
    ทำเสร็จก็มีข้อมูลตกหล่นอีก

    เเต่การดูกราฟเป็นสิ่งเเรกที่สายเทคนิคต้องเริ่มเรียนรู้ข้ามไม่ได้เลย
    โดยเฉพาะมือใหม่ที่พึ่งเข้าตลาด อยู่ๆจะให้ไปเริ่มเขียนระบบ Backtest
    คงเป็นสิ่งยากเเละโหดร้ายมาก

    เเละผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงดูกราฟมากสุด เพราะจะหาข้อมูลศึกษา
    เรียนรู้ระบบ Backtest ในไทยเเบบเว็บนี้หายากมากๆ โดยเฉพาะหนังสือหุ้นไม่ขายเลย
    ที่สอน Backtest มีเเต่หนังสือหุ้นสอนดูกราฟ นักเทคนิคคงไม่ผลเรื่องดูกราฟ

    เลยมีคำกล่าวว่า ขยันอ่านหนังสือหุ้นมากๆจะได้เล่นหุ้นเก่ง
    เเต่คนอ่านหนังสือมากๆสู้คนดูทุกวันกราฟไม่ได้
    คนดูกราฟมากๆสู้คนเขียนระบบทดสอบไม่ได้

    • hia001

      กูคือก็ โทษทีพิมพ์ผิด 555+

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เดี๋ยวนี้ขึ้นกูมึงเลย โหดมาก 55555

  • kitty63

    ผมสงสัยคำว่า “ดูกราฟด้วยตาเปล่า” ในบทความนี้ หมายถึงอะไรกันแน่ มันหมายถึงดู Price Chart อย่างเดียวโดยไม่มี Indicators อื่น หรือดูกราฟทั้งหมดซึ่งหมายรวมถึงกราฟราคาและ Indicators หรือย่างไร ? ปัญหาของการนำกราฟไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ไม่ใช่ข้อบกพร่องของกราฟแต่เป็นข้อบกพร่องของผู้ใช้เองที่ขาดความรู้หรือเข้าใจในการใช้เครื่องมือนั้น และขาดความรู้หลักการ Money Management พื้นฐาน จึงทำให้เกิดความเสียหายต่อพอร์ตการลงทุน ซึ่งอันตรายเหล่านี้เกิดจากตัวผู้ใช้เองทั้งสิ้น ดังนั้น บทความนี้น่าจะเป็นการสื่อว่า อันตรายจากการใช้กราฟโดยไม่รู้จริงมากกว่า ไม่ควรสรุปว่า เลิกดูกราฟด้วยตาเปล่า หรือให้หันมาใช้ System Trade อย่างเดียว เพราะว่า ระบบเทรดที่ผมเห็นว่า และทดสอบจะพบว่ายังมีจุดอ่อนเช่นกัน ไม่ควรใช้ระบบเทรดโดยไม่ได้ตรวจสอบ Trend ก่อนใช้ระบบเทรดนั้น ระบบเทรดส่วนใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆจะเป็น Trend Following system และช่วงที่ให้ผลตอบแทนสูงก็เป็นช่วงที่ราคามี Strong Trending ส่วนช่วง Sideway หรือ Down trend กลับให้ผลตอบแทนที่ติดลบได้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกหุ้นที่เริ่มเข้าสู่ภาะวะ Trending น่าจะเพิ่มโอกาสของการกำไรได้สูงขึ้นกว่าการใช้ระบบเทรดแบบสุ่มทุกสภาวะแน่นอน หากลองทำ Back testing หุ้น SET50 ย้อนหลังดูโดยใช้ระบบเทรดที่ใช้ดู จะเห็นว่า หุ้นที่มี Volatility สูงๆ มักจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นที่มี Volatility ต่ำกว่ามาก ซึ่งลักษณะนิสัยของตัวหุ้นที่มีการเก็งกำไรสูงจะแกว่งตัวแรงซึ่งเหมาะกับการที่ระบบเทรดแบบ Trend Following ที่จะตรวจสอบความแข็งแรงของโมเมนตัมที่เพิ่มขึ้นและให้สัญญาณซื้อหรือขายเกิดขึ้นมาตามระบบที่กำหนดค่าไว้ครับ
    ข้อดีของ System Trade ก็มีข้อดีมากมายและมีประสิทธิภาพสูงหากเรารู้ว่าแนวคิดและหลักการของระบบเทรดนั้นสร้างขึ้นมาจากอะไร และใช้อะไรเป็นตัวแปร ทำให้เราทราบข้อดีและข้อด้อยของระบบเทรดนั้นว่าควรเลือกใช้ในภาวะราคาแบบไหนที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ภาวะไหนควรหลีกเลี่ยงการใช้ระบบเทรดหรือเปลี่ยนไปลงทุนหุ้นตัวอื่นที่มีสภาวะเหมาะสมกว่า
    ผมมองว่าไม่ว่าตัวกราฟราคา อินดเคเตอร์ รูปแบบราคา Candlestick หรือ Elliott wave เป็นเพียงเครื่องมือที่เราใช้ในการแปลความหมายของพฤติกรรมราคาเท่านั้น แต่ละอย่างก็เป็นเครื่องมือตรวจสอบ 1 ชนิดที่ใช้บอกนัยยะหรือข้อมูลที่เราอยากรู้ ดังนั้นความแม่นยำก็ขึ้นกับว่าเรารู้จักเลือกใช้เครื่องมือนั้นดีและเหมาะสมแค่ไหน ผลที่ได้ก็มักจะบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของผู้ใช้เครื่องมือนั้นครับ ไม่ควรโทษเครื่องมือว่าไม่ดี เมื่อเราใช้เครื่องมือนั้นแล้วได้ผลออกมาไม่ได้อย่างที่เราพอใจ นั่นเพราะเราเลือกใช้เครื่องมือนั้นไม่เหมาะสมครับ

    • hia001

      ผมอ่านเเล้วผมเข้าใจสิ่งสื่อคับ อธิบายได้ดี

      เเต่อ่านเเล้วผมนึกถึงเว็บ Pantip คับ บรรทัดวรรคอ่านปวดตามาก อิอิ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      สวัสดีครับพี่ Kitty อุตส่าห์แวะมาจากเว็บ Pantip เลย :D

      ผมต้องการชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของ Subjective Technical Analysis ครับ สิ่งที่ผมอยากสื่อก็คือความคลุมเครือของกฎในการลงทุนในขณะที่มันมีข้อดีตรงความยืดหยุ่น แต่มันก็มีข้อเสียตรงที่มันยากที่จะนำมาทำการศึกษาและตรวจสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ครับ

      ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้ชัดเจนขึ้น เช่นการนำกฎและเงื่อนไขต่างๆที่พี่ว่าเอาไว้ในเมนท์ไป Define ให้ชัดเจนแล้วแปลงเป็น Code เพื่อทดสอบออกมาได้ (อย่างน้อยก็ในส่วนที่เป็นแก่นสำคัญของกลยุทธ์) มันก็จะช่วยให้เราทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆที่เรานำมาปรับใช้ได้ดีขึ้น (โดยไม่ต้องอาศัยส่วนของ Skill ที่พี่ว่ามาเท่าไหร่) รวมไปถึงการตรวจสอบถึงความผิดพลาดต่างๆที่ผ่านมา โดยอธิบายได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยครับ

      ผมเขียนเพราะอยากจุดประกายให้นักเล่นกราฟบ้านเราช่วยกันทำให้ TA ไม่ใช่ Voodoo Finance หรือของเล่นแบบที่หลายๆคนเค้าดูถูกกันครับ ถ้าเราอยากให้มันเป็นศาสตร์ที่จับต้องได้และน่าเชื่อถือมากขึ้น มันก็คงหนีไม่พ้นต้องพยายามพัฒนาเอาหลักและกระบวนการวิทยาศาสตร์เข้ามาด้วยครับ (ลองนึกถึงฝั่งพื้นฐานที่มีการประเมิณมูลค่าต่างๆออกมาเป็นตัวเลขชัดเจน หรือวิชาการเงินที่นำเอา Stat ไปประยุกต์จนเป็นที่ยอมรับโดยสากล)

      เขียนบทความนี้ไม่ได้จะชู System Trade นะครับ แต่ผมอยากจะชูเรื่องการวิเคราะห์เชิง Quantitative ซึ่งอาจเป็น System or Manual ก็ได้ครับ ^^

      • kitty63

        ขอบคุณ คุณมดที่เข้ามาตอบนะครับ

        ผมเห็นด้วยครับว่า การใช้ TA ในบ้านเรานี้ ยังพัฒนากันในกลุ่มที่ยังค่อนข้างจำกัด คนที่มีความรู้ทางนี้มากก็มักจะไม่ค่อยเปิดเผยแนวคิดของระบบ เพราะอาจต้องการนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ เช่นการสร้างระบบ Robot Trade เพื่อนำไปใช้บริหารพอร์ตให้กับนักลงทุน

        ส่วนแนวคิดการพัฒนาระบบเทรดให้มีประสิทธิภาพสูงนั้น มีความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องอาศัยโปรแกรมเมอร์ที่มีความรู้เรื่อง TA อย่างดีและเขียนโค้ดออกมาให้ได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งตอนนี้ ผมอาจยังไม่เห็นระบบเทรดแบบนั้น แต่หวังว่าจะได้เห็นในไม่ช้า เมื่อคนเริ่มสนใจจริงจังและพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ก็จะไล่ทันนักลงทุนต่างชาติที่ก้าวหน้ากว่าบ้านเราในเรื่องนี้มาก ขอชื่นชม และเอาใจช่วยคุณมด ที่พยายามผลักดันแนวคิดนี้ให้ออกมาเป็นรูปธรรม และประสบความสำเร็จครับ

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ขอบคุณคำอวยพรครับพี่คิตตี้ เห็นด้วยครับว่าทุกวันนี้คนที่ใช้ TA หรือระบบเทรดอย่างจริงจังถือเป็นกลุ่มนักลงทุนที่กระจ้อยร่อยมากครับ หวังว่าวันไหนที่ผมชักชวนคนกลุ่มนี้มาเจอและแลกเปลี่ยนกันได้ เราจะได้เจอกันบ้างนะครับ :D

          • sam

            K.Mod,
            If I don’t have programming skill and knowledge but I have a very good TA, is there any way to develop trading system (I understand and be able to apply all MM and trading concepts)? Please kindly advise.Sorry to write in English.I have only English keyboard.

    • jumb1101

      ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ :D

      • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

        อ้าวพึ่งเห็น ขอบคุณที่แวะมาเมนท์เช่นกันครับ :D

  • chitsu

    เหนด้วยครับ เท่าที่เทส breakout letprofit และการstoplossคงที่ แม้สุ่มแบบพนันก็ตาม ผลที่ได้ยอดเยี่ยมและจริงแท้ทนทาน

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เดี๋ยวนี้มีใครไม่เล่น Breakout บ้างมั้ยเนี่ย เต็มบ้างเต็มเมืองจริงๆ :D

  • oyoyo

    สั่นสะเทือนวงการ!!

    ปล จาเอาหนังสือๆๆ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      อยากให้ใจจะขาดครับ 55

  • Paworn Jen

    Thk พี่ login ได้สักที 55555

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      สมัครไม่ผ่านเพราะรูป Profile มันไม่ผ่านป่าวอ่ะบอม 555

      • Paworn Jen

        ผมก็ว่างั้นนะพี่ ออกแนวติดยาไปนิดครับ
        555

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          แนะนำให้หยิบยาคูลท์มากินตอนถ่ายรูปต่อไป 55

          • Paworn Jen

            ได้พี่ จะน่ารักขึ้นเยอะฮะ 555

  • Chef Jakky

    ขอบคุณครับพี่มด ปกติผมดุแต่งบการเงิน -v-

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ดูแต่งบ จบด้วยกราฟป่าว :D

  • Sornpon Wichaidit

    รอหนังสือนะครับพี่มด

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ไม่อยากจะให้ความหวัง แต่ว่าปลายๆเดือนนี้ครับ ^^

      • Sornpon Wichaidit

        ชอบบล๊อคพี่โคตรๆเลยครับ เป็นวิทยาศาสตร์ดี เมื่อก่อนผมเคยใช้เทคนิคเพียว แต่ไปๆมาๆชักจะรู้สึกละว่า ถ้าเราไม่เก่งจริงๆ มันจะกลายเป็นเส้นจิ้นไปได้ มันยืดหยุ่นจนนับยังไงก็ถูก กราฟ ก่อนตัวรูปนู้นนี่ พอมันพลาดก็จะไปก่อตัวเป็นรูปแบบอื่นอีก แล้วมันจะค่อยเฉลยมาเรื่อยๆว่าที่ผ่านมาเรามองผิดเอง อีเลียตก็ยืดหยุ่นมากหรืออาจจะเป็นเพราะผมไม่เก่งเองผมเข้าใจว่าคนเก่งๆเค้าคงทำได้ดีกว่ามองได้ชัดกว่าเม่นกว่าก็ได้ แต่แบบของพี่วัดผลได้เป็นวิทย์ดี แถมได้อ่านหาไอเดียทำวิจัยให้จบๆมหาลัยด้วย (พอดีเพิ่งเริ่มฝึกใช้ภาษา R ทำวิจัยอยู่ด้วย อ่านบล็อคพี่ดูกราฟต่างๆละเท่เชียว อยากทำได้มั่ง อิอิ) จะรออ่าน หนังสือลงทุนที่ต่างออกไปจากหนังสือตลาดทั่วๆไปนะครับ หวังไว้สูงมว๊ากกก(สร้างความกดดันเล็กน้อย) ยังไงก็ขอบคุณสำหรับความรู้ที่แชร์กันนะครับ

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ขอบคุณมากครับน้อง เรื่องหนังสือไม่รู้ว่าไงเหมือนกัน แต่น่าจะแตกต่างจากเล่มอื่นๆแน่นอนนะ 555 (ก็คนเขียนคนละคนอยู่แล้ว :P)

  • หมาเก้าอี้

    สุดยอดดดด

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      55 ขอบคุณครับ

  • Art_anek

    สอบถามคุณมดหน่อยครับ ถ้าเราไม่ดูกราฟด้วยตาป่าวเราควรจะดูอะไรเพื่อใครเป็นเครื่องมือในารตัดสินใจซื้อ-ขายหรอครับ ผมเข้าใจว่าควรดูเเค่ตัวเลขที่เป็นพวกหลักสถิติ(quant)ไม่ก็เป็นบอทเทรดไปเลยหรอครับ? ขอบคุณครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ที่บอกไม่ได้ใช้ตาเปล่าแล้วคือ ใน Process การเทรดจริงๆเวลาหาหุ้น จะใช้ Computer ประมวลผลหาสัญญาณการซื้อขายและน้ำหนักการลงทุนต่างๆด้วย Algorithm ที่เราได้เคยทดสอบเอาไว้จนเชื่อมันในระดับหนึ่งแทนครับ … คือถ้าจะดูกราฟก็อาจจะดูหาแรงบันดาลใจใหม่ๆเพื่อจะเอาไปทดสอบ แต่จะไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการเทรดแล้วครับ

  • yo

    ขอบคุณคุณมดนะคับ สำหรับมุมมองที่เป็นประโยชน์ ผมเองก็เป็น system trade นะคับ ผมอาการหนักกว่าคุณมดอีก 555 ผมใช้หุ่นยนต์ในการเทรด เป็นสายคำนวณอ่ะครับ และเล่นตามเทรนด์อ่ะคับ ผมว่าดีเลยนะครับ system trade เหนื่อยหน่อยตอนคำนวณ แต่คุ้มค่านะครับ วางแผนเสร็จ ปิดคอมเลย ให้ ea ทำงาน
    มาดูอีกทีก็วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ผมก็รอให้ตลาดหุ้นไทยมันมีให้วางบอทจากทางเราเองได้เหมือนกันครับ ระหว่างนี้เทรดมือไปก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก แค่เสียดายว่ามันไม่มาถึงซะทีเองครับ ^^

      • yo

        ผมใชั ea สาย quant ในตลาด forex คับคุณมด ใช้มา 3 ปีแล้วคับ ด้วยอาชีพหมอที่จำกัดด้านเวลาครับ เลยพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ไม่มีเวลาใช่ไหม? ใช้บอทมันเสียเลย 555 ตามรอย ปู่ จิมส์ ไซม่อนส์ ได้ผลค่อนข้างดีนะคับ เท่าที่ผมทำมานะคับ ส่วนการใช้บอทในตลาดหุ้นไทย ผมคิดว่าต้องรู้ดูก่อนนะคับ ว่ามีคนใช้หรือยัง แล้วผลงานในระยะยาวนี้นเป็นยังไง ต้องดูกันยาว ยาว อยากไปงานคุณมดมากแต่งานยุ่งเหลือเกินคับ ยังไงรบกวนเอาเนื้อหาในงานมาบอกกันบ้างนะครับ ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          จริงๆในตลาดหุ้นไทยสาย Quant ใช้ได้แน่นอนครับ อย่างน้อยผมก็คนนึงที่เล่นตามระบบที่ค้นคว้าตามแนวทางแบบ Quantitative and Statistics ครับ เนื่องจากมี Behavior บางอย่างที่คล้ายกับตลาดนอกประเทศเช่นกัน ส่วนเรื่องงาน MangmaoTalk ไม่สะดวกไว้เจอกันรอบหน้าก็ได้ครับ ยังไงรอบนี้จะเหมาะกับคนเริ่มต้นและกลางๆอยู่แล้ว ส่วนบล็อกผมก็เขียนๆไปเรื่อยๆให้ได้คุยได้อ่านกันอยู่แล้วครับ ^^

          • yo

            บ้านเราส่วนใหญ่ก็คุยกันแต่สาย vi สายเทคนิค สายหุ้นปั่น 555 การเทรดสาย Quant นี่มีเวลาน่าจะมาระดมความคิดกันให้สนุกเลยนะครับ ผมว่าคนไทยยังมีความรู้ด้านนี้น้อย มาก มาก ยิ่งถ้ามีการระดมความคิดและการแข่งขันนี่จะเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเลยนะครับ คุณมดลุยเลยครับ ผมสนับสนุนเต็มที่ 555

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            เรื่องของ Quant and Systematic Trading นี่เท่าที่ผมสังเกตเวลาโฉบๆไปอ่านที่โน่นที่นี่ (ไทย) มันกลายเป็นเหมือนกับเรื่องเพ้อฝันเพ้อเจ้อเกินจริง ไม่ก็หาว่าเป็นเรื่องหลอกลวงไปเสียส่วนใหญ่ น่าเสียดายทั้งที่มันคือการพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดไปโดยการนำกระบวนคิดทางสถิติและวิทยาศาตร์เข้าไปเสริมแท้ๆ บางทีอ่านแล้วก็ได้แต่หัวเราะเพลียๆครับ

            เรื่องระดมคนเนี่ยผมก็ไม่รู้จะบารมีถึงหรือปล่าวนะครับ แต่ถ้ามีโอกาสก็จะลองทำดูในปีนี้ครับ พูดๆแบบนี้ๆเวลาผมเรียกระดมพลแล้วอย่าเงียบหายแล้วกันนะครับ ต้องช่วยกันหน่อย 55555

          • yo

            ด้วยความยินดีเลยคับ คุณมดครับ เดี๋ยวถ้าผมมีโอกาสจะเอาพอร์ทไปโชว์ด้วยครับ เพื่อเป็นการยืนยันว่า Quant and Systematic Trading นั้นทำได้จริงครับ

            ผมพอเข้าใจความรู้สึก ดร นิเวศน์ เลยนะครับ ที่ท่านนำความรู้และแนวความคิดด้าน vi มาเผยแพร่ ในประเทศ ตอนแรก แรก ท่าน โดนโจมตีสารพัด หลอกหลวง ปาหี่ โห เยอะครับ

            แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็ได้พิสูจน์หลักการของ vi ว่าทำได้จริง จนตอนนี้นักลงทุนบ้านเราเกาะกระแส vi กันหมดแล้ว เป็น viกันทั้งประเทศ 555

            ผมว่าแนวความคิดด้าน Quant and Systematic Trading
            ก็คงไม่ต่าง คงต้องใช้เวลาพิสูจน์ผลงานเช่นเดียวกัน

            ต้องขอบคุณ คุณมดจริง จริง ที่นำความรู้และแนวความคิด ด้าน Quant and Systematic Trading มาจุดประกาย ให้ประเทศนี้ ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ

  • wiroj

    เห็นด้วยกับบทความคุณมดนะครับ แต่ผมก็ยังคงดูกราฟเอา feeling อยู่ ส่วนหลักๆก็เทรดตามระบบ ผมเองก็สงสัยเหมือนกันนะครับว่า ในเมืองไทยมีคนทำระบบแบบนี้ซักกี่คนคุณมดพอรู้ตัวเลขมั้ย ผมว่าความรู้ที่สอนๆกันตามหนังสือและสำนักต่างๆไม่ค่อยจะมีเลยนะ ต้องอ่านจากฝรั่งเอาน่าจะมีแมงเม่าคลับเว็บเดียวมั่งที่สอนเรื่องนี้

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ตอนนี้ที่ผมรู้จักคนทำระบบแบบศึกษาเอาจริงยังไม่ครบสิบนิ้วเลยครับ แต่ถ้าคนที่กำลังจะเริ่มศึกษาหรือกำลังทำๆอยู่น่าจะมีเยอะแล้วครับ เรื่องคนสอนผมว่ามันอาจจะหาคนเรียนยากเลยไม่มีใครจะเปิดเป็นตัวเป็นตนเท่าไหร่มั้งครับ :D

  • JK

    http://www.strategyquant.com/ คุณมดลองดูโปรแกรมนี้นะครับ เผื่อได้เป็นไอเดียเพิ่มเติมในการทำ systemetic trading เค้าใช้ genetic algorithm ในการสร้าง trading system แล้วก้อเทสพวก robustness ด้วยวิธีต่างๆ เช่น walk forward, monte carlo

    • hia001

      ได้ข่าวว่าจะมีการพัฒนาให้ทำงานร่วม Amibroker ใน อนาคตด้วย

      • JK

        ถ้างั้นเยี่ยมเลยครับ ผมว่าปัญหาหลักอย่างนึงตอนนี้ของ Strategy Quant คือเทสแบบ Multi Instruments ลำบาก ถ้าจะเอาทำ system ในหุ้นนี่ต้องปรับกันยุ่งยากพอสมควรเลยครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      จำได้ว่าเคยดูๆอยู่ แต่ข้อเสียอยู่ที่เรื่อง Portfolio Backtesting เนี่ยแหละครับ ที่ยังทำให้ไม่ได้ไปคว้ามาเล่นครับ ยังไงก็ขอบคุณที่แนะนำเพิ่มครับ ถ้ามีออีกก็อย่าลืมมาแบ่งให้รู้บ้างนะครับ :D

  • megaply

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆอีกแล้วครับ ถามนิดนึงครับ การเลือกหุ้นของคุณมดมีวิธีสังเกตุไหมว่า หุ้นตัวนั้นจะติดสถานะ SP รึเปล่า ปรกติผมไม่ค่อยตามข่าว มาเจออีกทีติด SP ไปแล้ว เห็นก่อนหน้านี้มีหุ้นหลายตัวขึ้นเอาๆไม่ติด SP เลยไม่แน่ใจว่าเราจะสังเกตุได้ยังไงบ้างครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      อื้มมม น่าคิดครับ ผมก็ยังไม่เคยทำวิจัยสักที ถ้ามีโอกาสจะลองนั่งทำดูนะครับผม ขอบคุณครับ

  • linux noy

    ขอบคุณคุณมด สำหรับบทความดีๆครับ ผมเห็นด้วยนะครับตรงที่ในบ้านเราไม่ค่อยมีคนเปิดเผยเรื่องแบบนี้เลย หนังสือหนังหาก็ไม่มีให้อ่าน หนังสือแปรก็ไม่มี T___T 5 5+
    ปล…ถ้าหนังสือออกปลายเดือน วันสัมนาเอาไปขอลายเซ็นต์ได้ไหมครับ กิกิ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ได้เลยครับผม ไม่มีปัญหาครับ :D

  • chock

    ยังจำได้ครับสัมนาครั้งที่แล้วผมขอถ่ายรูปคนแรกเลยแล้วครั้งนี้เจอกันอีกครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ครับผม ไว้เจอกันเดือนหน้าครับ ^^

  • mac

    ผมถามหน่อยน่ะครับ เขียนระบบ backtest นี่ เขียนจากภาษาอะไรกันเหรอครับ
    พอดีผมเป็นโปรแกรมเมอร์ อยู่แล้ว อยากลองเขียนบ้างครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      จริงๆเขียนด้วยพวก Real Language ต่างๆก็ได้ครับ แต่แนะนำให้ลองใช้โปรแกรมสำเร็จรูปซึ่งออกแบบกลไกมาสำหรับพวกนี้มาแล้วดูก่อน เช่น ภาษา AFL ของ Amibroker ครับ เพราะว่าตัว Backtest มันจะมีรายละเอียดของกระบวนการทดสอบหลายๆอย่างซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในการเทรดพอสมควร หากจะสร้างขึ้นมาใหม่เองครับ

  • petch

    พี่มดครับ หนังสือ money management ของพี่มดปัจจุบันยังมีจำหน่ายอยู่ไมครับ

  • Pingback: เรื่องน่าคิดเกี่ยวกับสมมติฐานของ Technical Analysis | แมงเม่าคลับ.คอม()

  • gsladmin

    เป็นบทความที่ดีครับ อย่างไรก็ดี ในมุมมองของผม เราควรใช้กราฟด้วยเพื่อมองตลาด ร่วมกับการดูพื้นฐานที่แท้จริง ของหุ้นตัวนั้น และ ดูกิจการ รวมถึงที่สำคัญมากๆ คือข่าวสารต่างๆให้รอบด้าน จึงจะถูกต้อง ครบถ้วนในการตัดสินใจ แต่การดูกราฟแล้วมาติดสินใจเลยทีเดียวผมว่าโอกาสผิดพลาดค่อนข้างสูงครับ ถึงแม้ว่าจะมี indicator มากมายก็ตาม แต่ถ้าพึ่งกราฟอย่างเดียว ผลลัพธ์มันอาจเป็น 0% ก็ได้

  • Pingback: พอดีมีคนถามผมว่าผมมีวิธีการดูกราฟหรือฝึกดูกราฟหุ้นอย่างไรบ้าง? … | ข่าวหุ้น และการลงทุน()

  • Dr Ibobo

    คุณไม่จำเป็นต้องกู้เงินด้วยเหตุผลใด ๆ ติดต่อเราตอนนี้มีราคาที่ไม่แพง

    เสนอสินเชื่อที่ 3% อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ 1,000 $ และสูงสุดที่

    ของ $ 50,000,000,00 และหากสนใจควรกรุณาติดต่อเราได้ที่:

    [email protected] สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

    คุณจะต้องกรอกและส่งรายละเอียดดังต่อไปนี้เพื่อให้

    เราสามารถดำเนินการด้วยเงินกู้

    การทำธุรกรรม

    ชื่อของคุณ:

    ที่อยู่:

    สถานะ:

    ประเทศ:

    เพศ:

    อายุ:

    จำนวนเงินกู้:

    ระยะเวลา:

    รายได้ต่อเดือน:

    หมายเลขโทรศัพท์:

    วัตถุประสงค์เงินกู้:

    [email protected]

    [email protected][email protected]ย่างเร่งด่วนของคุณ

    นายเจมส์ เบน

  • Attaphon NineO

    แนะนำครับเทรดค่าเงินกับ Exness Broker
    เปิดบัญชี Forex ใหม่ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1$ ครับ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    – ทำการฝากถอนเงินได้ง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการฝากถอนผ่านธนาคารออนไลน์ของไทย เช่น กสิกร กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ หรืออื่นๆ และ E-Currency ยอดนิยมต่างๆ เช่น Webmoney, Momeybooker ฯ
    – เงินฝากเแรกเข้าในระดับที่ต่ำสุดสำหรับบัญชี Mini ก็คือ: 1 เหรียญสหรัฐ การถอนเงินสามารถถอนได้ทันที
    – การฝากและการถอนเงินแบบไม่มีค่านายหน้า ฝากและถอนเงินได้มากกว่า 35 วิธี และมีค่าคอมมิชชั่น 0%
    – ช่วงกว้างของราคาที่แคบ: ตั้งแต่ 0.1 จุดในบัญชี Mini และ Classic จาก 0.0 จุดในบัญชี ECN
    – เลเวอเรจ 1:2000 (ล่าสุดมีระบบเลเวอเรจแบบไม่จำกัด) มีคู่สกุลเงินมากกว่า 120 คู่
    – มีความมั่นคงสูง และคนไทยนิยมมาก มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รองรับ EA ทุกรูปแบบ ฟรีบริการ VPS hosting
    – สะดวกสะบายด้วยระบบต่างๆ ที่ทันสมัย บริการ Live Support ตลอด 24 ชั่วโมง
    – คำสั่งซื้อขายสมบูรณ์ตั้งแต่ 0.1 วินาที สร้างรายได้รายวันง่ายๆ 20 -30 $ หรือหลายร้อยเหรียญด้วย Forex ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่าการเล่นหุ้น
    – แพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายบนมือถือ Metatrader 4, Metatrader 5 และซื้อขายบนเวป WebTerminal MT4
    – แนะนำวิธีการสมัคร เทคนิคซื้อ-ขาย ฝาก-ถอน และอื่นๆ ทุกขั้นตอนสนใจสมัครคลิ๊กที่นี้ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    สำหรับสมาชิกที่สมัครผ่านลิ้งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> [email protected] <<< ไม่มีค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆทั้งสิ้น

  • Attaphon NineO

    แนะนำครับเทรดค่าเงินกับ Exness Broker
    เปิดบัญชี Forex ใหม่ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1$ ครับ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    – ทำการฝากถอนเงินได้ง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการฝากถอนผ่านธนาคารออนไลน์ของไทย เช่น กสิกร กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ หรืออื่นๆ และ E-Currency ยอดนิยมต่างๆ เช่น Webmoney, Momeybooker ฯ
    – เงินฝากเแรกเข้าในระดับที่ต่ำสุดสำหรับบัญชี Mini ก็คือ: 1 เหรียญสหรัฐ การถอนเงินสามารถถอนได้ทันที
    – การฝากและการถอนเงินแบบไม่มีค่านายหน้า ฝากและถอนเงินได้มากกว่า 35 วิธี และมีค่าคอมมิชชั่น 0%
    – ช่วงกว้างของราคาที่แคบ: ตั้งแต่ 0.1 จุดในบัญชี Mini และ Classic จาก 0.0 จุดในบัญชี ECN
    – เลเวอเรจ 1:2000 (ล่าสุดมีระบบเลเวอเรจแบบไม่จำกัด) มีคู่สกุลเงินมากกว่า 120 คู่
    – มีความมั่นคงสูง และคนไทยนิยมมาก มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รองรับ EA ทุกรูปแบบ ฟรีบริการ VPS hosting
    – สะดวกสะบายด้วยระบบต่างๆ ที่ทันสมัย บริการ Live Support ตลอด 24 ชั่วโมง
    – คำสั่งซื้อขายสมบูรณ์ตั้งแต่ 0.1 วินาที สร้างรายได้รายวันง่ายๆ 20 -30 $ หรือหลายร้อยเหรียญด้วย Forex ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่าการเล่นหุ้น
    – แพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายบนมือถือ Metatrader 4, Metatrader 5 และซื้อขายบนเวป WebTerminal MT4
    – แนะนำวิธีการสมัคร เทคนิคซื้อ-ขาย ฝาก-ถอน และอื่นๆ ทุกขั้นตอนสนใจสมัครคลิ๊กที่นี้ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    สำหรับสมาชิกที่สมัครผ่านลิ้งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> [email protected] <<< ไม่มีค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆทั้งสิ้น

  • Panitharn Chawalit

    สวัสดีครับพี่มด
    ผมสงสัยเกี่ยวกับรูปที่พี่มดได้เอามาลงในบทความครับ

    คือผมมีความคิดว่า จริงๆแล้ว “เส้นขอบโต๊ะยาวเท่ากัน แต่โต๊ะอาจจะยาวไม่เท่ากัน” เพราะในมุมมองของภาพที่นำเสนอคือภาพวาดแบบ 3 มิติ(รูปโต๊ะ) แต่นำเสนอในรูปแบบ 2 มิติ (ภาพหรือหน้าจอคอม) ทำให้การตั้งประเด็นคำถามอาจผิดเพี้ยนหรือไม่ชัดเจน ดังนั้นอาจจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า

    1.ถ้าถามว่า “โต๊ะยาวเท่ากันหรือไม่?”
    ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะตอบว่าโต๊ะยาวไม่เท่ากัน (และผมคิดว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง)

    2.ถ้าถามว่า “เส้นขอบโต๊ะยาวเท่ากันหรือไม่?”
    ผมอาจจะเอาไม้บรรทัดมาวัดที่หน้าจอคอม แล้วตอบว่า เส้นขอบโต๊ะที่มองเห็นยาวเท่ากันครับ

    ผมลองทำแบบทดลองมาด้วย

    https://uploads.disquscdn.com/images/5f1918f6f73c77c6e4173aca9f0269fde04e9cd3bf780285c0b7cbd1a59efe6f.jpg

    พี่คิดว่าหนังสือเล่มไหนยาวกว่ากัน?
    และเส้นสีแดงเส้นไหนยาวกว่ากันครับ? (ซ้ายหรือขวา)

    พี่มีความคิดเห็นอย่างไรครับ
    ขอบคุณครับ