philosophy-diagram_1perception_belief-faith-theory-conviction_4

เรื่องของความเชื่อกับการลงทุน!

บทความนี้ผมขอพูดถึงเรื่องของ “ความเชื่อ” โดยทั่วๆไปที่อยู่ในตัวเรา ว่ามันจะมีผลอย่างไรกับการเล่นหุ้น และเราควรจะจัดการกับความเชื่อเหล่านี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์กับเรามากที่สุดกันครับ

สิ่งที่คุณเห็นหรือรู้สึกจากตลาดหุ้น คือผลผลิตจากความเชื่อของคุณเอง

จากที่ผมเคยได้เล่าให้ฟังกันไปบ้างแล้ว เกี่ยวกับว่าแท้จริงนั้นระบบการลงทุนหรือสัญญาณการซื้อ-ขายที่เกิดขึ้นคืออะไร โดยหากยังจำกันได้ … จริงๆแล้วระบบหรือสัญญาณต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเพียง “สมมุติฐาน” ที่เราตั้งขึ้นมาเท่านั้น! ผลการซื้อ-ขายในแต่ละครั้งก็อิงอยู่กับความน่าจะเป็นแทบทั้งสิ้น มันไม่ใช่ Anatomy ของตลาดอย่างแท้จริงเลย เพราะตลาดมันก็จะวิ่งขึ้นลงๆกระเพื่อมไปมาอย่างที่มันอยากจะเป็นไปเท่านั้น (เปรียบเทียบแล้วระบบก็คล้ายกรอบรูป ตลาดก็เหมือนกับรูปภาพ ถ้าระบบ (กรอบ) ลงรอยกับตลาด (รูป) ในช่วงขณะนั้น มันก็จะให้ค่าความคาดหวังที่เป็นบวกและคายกำไรออกมาให้เรา)

นี่รวมไปถึงเรื่องของแนวโน้มต่างๆที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ว่ามันไม่มีแนวโน้มที่เป็น “มาตรฐาน” เพราะแนวโน้มเกิดจาก “สมมุติฐาน” ในการวัดหรือเปรียบเทียบแนวโน้มของเราออกมาเป็นรายบุคคล ดังนั้นแล้ว เมื่อมองข้ามผ่านภาพลวงตาเข้าไปได้ เราจะพบว่าเรากำลังซื้อ-ขายอยู่กับ “ความเชื่อ” ของเราอยู่ต่างหากนั่นเอง

จงทำให้ระบบการลงทุนและความเชื่อของคุณ ลงรอยกันซะ!

เมื่อคุณได้เข้าใจแล้วว่า จริงๆแล้วเรากำลังเล่นอยู่กับความเชื่อของเราแทนที่จะเป็นการเล่นกับตลาด ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะเริ่มที่จะพอจิตนาการกันออกแล้วว่า ถ้าระบบการลงทุนที่เราใช้อยู่มันตรงข้ามกับความเชื่อของเราอย่างมากนั้นอะไรจะเกิดขึ้น (อย่างน้อยคุณคงต้องทรมานกับการใช้มันแน่ๆ) โดยสิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องจำเอาไว้ให้ดีก็คือ เราจะสามารถทำการซื้อ-ขายได้อย่างลื่นไหลที่สุด ก็ต่อเมื่อระบบนั้นตรงกับความเชื่อของเราเท่านั้น และนี่เองเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม ระบบการลงทุนของเราจึงควรจะดำเนินไปภายใต้แก่นแท้จากความเชื่อของเรา หรืออย่างน้อยมันก็ควรที่จะสะท้อนถึงตัวตนของเราออกมา ซึ่งจะทำให้เรามีความน่าจะเป็นที่มากกว่าในการที่จะสามารถใช้ระบบการลงทุนใดๆได้สม่ำเสมอเป็นอย่างดีในระยะยาวครับ

believe_nothing

หนทางหนึ่งที่ง่ายที่สุดในการที่จะทำความเข้าใจหรือระบุความเชื่อของคุณออกมาได้นั้น ก็คือการฝึกเขียนมันออกมาทีละรายการๆไปเรื่อยนั่นเอง (ตรงนี้เป็นข้อดีของคนที่สามารถเขียนระบบด้วยตนเองบ่อยๆ) ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเชื่อว่าตลาดมีช่วงเวลาที่เป็นแนวโน้มอย่างชัดเจนอยู่ และคุณสามารถที่จะทำเงินก้อนใหญ่ได้จากมัน ก็เขียนมันออกมา หรือหากยังเชื่อว่าแนวโน้มที่ดีควรจะประกอบไปด้วยสภาวะ A, B, C, D ก็ค่อยๆเขียนมันออกมา ดังเช่นตัวอย่างด้านล่างนี้

{Entry}

1. เชื่อว่าตลาดต้องมีแนวโน้มใหญ่เกิดขึ้นอยู่เป็นพักๆ

2. เชื่อว่าเงินไม่ได้หายไปไหน แต่หมุนวนอยู่เป็นวัฐจักร จากกลุ่มนี้ไปกลุ่มนั้น หรือหมุนออกไปนอกตลาด

3. เชื่อว่าการสะท้อนถึงเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในหุ้นแต่ละกลุ่มแต่ละตัว จะสามารถสังเกตเห็นได้จาก A , B, C, D …etc. ไปเรื่อยๆ

{Exit}

4. เชื่อว่าแนวโน้มไม่ได้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ต้องจบลงสักวัน

5. เชื่อว่าเม็ดเงินที่ไหลออกไปนั้น จะสะท้อนให้เราเห็นได้จาก E, F, G, H … etc. ไปเรื่อยๆ

{Money Management}

6. เชื่อว่าผลของการเทรดแต่ละครั้งคือความน่าจะเป็น

7. เชื่อว่าน้ำหนักการลงทุน (Position Size) ที่เหมาะสมในแต่ละครั้งที่เกิดสัญญาณควรจะเท่ากับ xyz% ของพอร์ทโดยรวม

8. xytafdas ……

เมื่อคุณได้เขียนมันออกมาเป็นข้อๆเหมือนกับตัวอย่างด้านบนแล้ว สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณระลึกและรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ความเชื่อของคุณคืออะไร? และคุณควรที่จะใช้ระบบการลงทุนในรูปแบบไหน? และใช้มันอย่างไร? (เช่นถ้าเชื่อว่าแนวโน้มจะดำเนินไป จนกว่ามันจะหยุดหรือเปลี่ยนทิศ คุณก็ควรจะใช้กลยุทธ์แบบตามแนวโน้ม หรือ Trend Following แต่ถ้าเชื่อว่าเมื่อราคาวิ่งลงมากเกินไปจากจุดที่มันควรเป็น มันก็ควรจะต้องวิ่งกลับขึ้นมา คุณก็ควรที่จะใช้กลยุทธ์แบบชาวสวนหรือ Anti-Trend) รายละเอียดเหล่านี้จะมีผลเป็นอย่างมากกับทักษะและความลื่นไหลในการเล่นหุ้นหรือลงทุนของคุณ รวมไปถึงการนำความเชื่อเหล่านี้ไปทดสอบว่ามันสามารถใช้ได้ผลจริงๆหรือไม่ ดังนั้น คุณควรต้องเริ่มถามตัวเองอย่างจริงจังได้แล้วว่า …

จริงๆแล้วคุณเชื่อว่าตลาดหุ้นนี้เป็นอย่างไร? และความเชื่อของคุณเหล่านี้มันให้ผลตอบแทนคาดหวังที่เป็นบวกได้จริงๆหรือไม่ … อย่างไร … มากแค่ไหน … และตรงกับเป้าหมายที่คุณต้องการหรือไม่?

ดังนั้นก่อนที่จะมองหาระบบการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด หรือวิ่งตามหาเลียนแบบระบบเซียนคนโน้นคนนี อย่าลืมที่จะ “รู้เรา” ให้ดีก่อนเมื่ออยู่ในตลาดหุ้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน สำหรับวันนี้ขอจบเท่านี้ก่อน สวัสดีครับ Open-mouthed smile

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • Tsunami2p

    วันนี้ได้อ่านสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิตเพิ่มอีก 1 ชิ้น

    ขอบคุณครับ

  • kang

    ขอบคุณครับ

  • setpulse

    เริ่มเขียนบันทึกตัวเองมาได้เกือบปี

    เป็นเหมือน กระจกสะท้อน ความบ้าบิ่น ที่เกือบทำให้ตัวเองเกือบแหว่ง

    บันทึกช่วยสะท้อนอารมณ์เรา กับ ตลาดว่าเป็นอย่างไร

    mm ช่วยลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ลง
    แต่บ่อยครั้งเราก็ฝืนมัน

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @df9ec708c395d3107e036156b75fba6f:disqus ผมคิดว่าบางทีอาจเป็นเพราะระบบ MM กับความเชื่อมั่นของเรามันยังไม่ Sync กันลงตัวก็ได้นะครับ ในส่วนนี้การได้ทำ Backtest ระบบอย่างละเอียดในหลายๆมุมน่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจจนทำให้เราแหกมันน้อยลงได้นะครับ :D

  • Phinx


    เราจะสามารถทำการซื้อ-ขายได้อย่างลื่นไหลที่สุด ก็ต่อเมื่อระบบนั้นตรงกับความเชื่อของเราเท่านั้น และนี่เองเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม ระบบการลงทุนของเราจึงควรจะดำเนินไปภายใต้แก่นแท้จากความเชื่อของเรา หรืออย่างน้อยมันก็ควรที่จะสะท้อนถึงตัวตนของเราออกมา ซึ่งจะทำให้เรามีความน่าจะเป็นที่มากกว่าในการที่จะสามารถใช้ระบบการลงทุนใดๆได้สม่ำเสมอเป็นอย่างดีในระยะยาวครับ —

    เห็นด้วยครับ :)
    ข้อความสั้นๆ แต่เป็น Criteria ที่ช่วยได้มากครับ เราจะเห็นประโยชน์แนวคิดนี้ ตอนที่เราสับสนครับ :)

  • pakorn

    สวัสดีครับ คุณมด ผมมีคำถามมาฝาก

    พร้อมกับความคิดถึงครับ

    แต่สิ่งที่เป็นประเด็นคือ ความเชื่อที่เราคิด

    1. มันอาจผิด ถึงจะถุกใจเรา

    2. ความเชื่อของเราอาจจะถูก แต่ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ แล้วเราควรใช้วิธีไหนในการทดสอบ โดยเราใช้เวลาที่น้อยที่สุด และเจ็บตัวน้อยที่สุด

    3. ความเชื่อหนึ่ึงถูกกับในช่วงเวลาหนึ่ง แต่อาจจะไม่ถูกในช่วงเวลาหนึ่ง เราจะมีเวลาทดสอบหมดหรือ

    บอย

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @451533db8bd792bd221d4c3ea8577c2a:disqus สวัสดีครับ คิดถึงเช่นกัน

      1. ใช่ครับ ความเชื่อที่ถูกใจเราอาจผิด ดังนั้นจึงต้อง Test ทริคเล็กๆน้อยๆที่ผมพอจะรู้บ้างคือ ความเชื่อของเราควรที่จะอิงอยู่กับตัวแปรที่มี Predictive Value เช่นพวก Momentum Effect (RS), Price level Effect, Growth, Value (Intrinsic) เพราะตัวแปรเหล่านี้ค่อนข้างเสถียรและได้รับการทดสอบหรือพิสูจน์กันมานานว่ามันยังคงมีผลอยู่เรื่อยๆครับ

      2. คิดว่าคงไม่พ้นต้องลอง Backtest กับฐานข้อมูลหนึ่งแล้วเอาไป Walk Forward ดูอีกทีครับ

      3. ความเชื่อบางอย่างมีผลเป็นระยะๆ ในบางช่วงดีมาก บางช่วงดี บางช่วงธรรมดา บางช่วงแย่ แก้ปัญหาอีกทางได้ด้วยการใช้ multi-system หรือเทรดความเชื่อมากกว่าหนึ่งระบบขนานกันไป ถ้าจับคู่กันดีๆส่วนใหญ่จะให้ Equity Curve ที่สวยงามพอสมควรเลยครับ ดีกว่าการมานั่ง Optimize ระบบเดียวเพียวๆให้มัน Curve fit to holygrail เยอะเลย :D

      • pakorn

        มีตัวอย่างอันหนึ่งของผม จะลองถามคุณเม่าครับ เราทำการตรวจสอบสัญญาณทุกวันที่ราคาปิดเพื่อดูว่า จะซื้อหรือขาย
        และพอดีเราลืมดู หรือ ขี้เกียจดู มันผ่านไป สัก 5 วัน

        Port Risk ที่เราเคยควบคุมไว้ ไม่ให้เกิน 5% มันเกิน เช่น 5.5% แต่ใน Port เรามีหุ้นที่แข็งอยู่ 3 ตัว เช่น CPF , DTAC GFPT ที่เด่น

        ผมควรทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ดี
        1.ล้างพอร์ตหมดเพื่อให้ ความเสี่ยงมันเกินกว่าที่ตั้งไว้นิดหน่อย
        2.ล้างตัวที่มีสัญญาณขายออกให้หมด และยังคงเก็บ 3 ตัวน้ีไว้ แต่ความสุญเสียจะมากเกินอาจจะเป็น 8-9%
        3. หรือมีคำแนะนำอื่นๆ

        เหตุการณ์ผมเอามาจาก สิ่งทีผมเจอมา แต่ความเสี่ยงมันไม่เกินครับ 5% เลยอยากจะรู้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้คุณมดจะทำอย่างไร

        บอย

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @451533db8bd792bd221d4c3ea8577c2a:disqus ก่อนอื่นขอออกตัวนิดนึงว่าไม่ค่อยเคลียรกับคำถามนะครับ ผมไม่แน่ใจว่า Port Risk ที่บอกคือ Loss ที่ีเกิดขึ้นแล้ว หรือยังไม่เกิดแต่ประมาณไว้

          หากเป็น Loss ที่เกิดขึ้นจนเกินระดับที่เราตั้งไว้ โดยส่วนตัวผมจะรีบหาจังหวะระบายทิ้งให้หมดครับ (ยอมรับว่าบางครั้งที่ผ่านมา หากว่ามันล่วงเลยมาแล้วพบว่าหลุดไปไกลแล้ว ก็จะใช้การวิเคราะห์ช่วงสั้นเพื่อหาจังหวะปล่อยเพิ่มเช่นกัน แต่หากมันหลุดๆ ผมก็ทยอยขายเรื่อยๆเลย เช่นเวลามันร่วงจน floor แบบไม่ให้ตั้งตัวครับ) อย่างไรก็ตาม ผมเองยอมรับว่ายังไม่เคยปล่อยให้มันเลย stop ไปไกลหลายๆวันแล้วไม่ได้ดู อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ตรงนะครับ

          ส่วนที่ถามว่าจะทำอย่างไรดี? จริงๆผมเองก็คิดว่ามันขึ้นอยู่กับ Risk Profile ของเราด้วย แต่หากให้ผมเลือก ผมจะเลือกข้อ 2 ครับ และผมก็ทำอย่างนั้นประจำ เพราะผมก็เผื่อใจและ Position Size ในการที่มันจะเกิด Slippage แบบนั้นขึ้นมาไว้ก่อนด้วยครับ (อาจเพราะเป็นคนดวงไม่ค่อยจะมีมาแต่ไหนแต่ไร ประมาณว่าเจ็บมาเยอะ เลยกันไว้ก่อนครับ) เวลาเทสท์ระบบผมก็เลือกแบบ Slippage Worst Case ตลอดครับ เพื่อให้แน่ใจขึ้นได้อีกหน่อยว่า ถ้าเราเจอแบบนี้เราจะเอาอยู่ครับ

          สรุป ผมมองว่าถ้าพอรท์ผมขาดทุนมากกว่าที่คิดไว้ แปลว่าหุ้นที่ผมมี มันต้องมีตัวที่เน่าแล้วแน่ๆ และผมยอมถือเงินสดน้อยลง ดีกว่าเก็บมันเอาไว้ให้ขมขื่นใจและปิดโอกาสให้เงินของผมหมุนต่อไป ส่วนหุ้นที่ยังแข็งและทำตัวดีอยู่ ผมก็ปล่อยมันไว้ครับ ปล่อยไว้ได้เรื่อยๆแบบไม่รู้สึกอะไรเลย เวลาผมปล่อยกำไรวิ่ง ผมจะรู้สึกอย่างที่ livermore เคยบอกว่า “หุ้นที่กำไร จะดูแลตัวมันเอง” อย่างนั้นจริงๆครับ (มีแบ็คเป็นแนวโน้มใหญ่คอยดันอยู่ อิอิ)

          ว่าแต่คุณ Pakorn เลือกแบบไหนล่ะครับ ?

  • GOF007

    ขอออกความเห็นนะครับ

    1. จริง

    2,3. ลองทดสอบย้อนหลังดูสิครับ ดูข้อมูลราคาย้อนหลัง (แบบเป็นกลาง)

    ที่บอกว่าแบบเป็นกลางก็คือ ข้อมูลย้อนหลังเราเห็นหมด ระบบเรา ความเชื่อเราเป็นแบบไหน ต้องตามมันเป๊ะๆ ได้คือได้ เสียคือเสีย เพื่อจะได้ข้อมูลที่แม่นยำมากที่สุดครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @dae916a6316c3421fd42193bc8a06332:disqus ขอบคุณที่ช่วยกันออกความเห็นครับ :D

  • Absent

    DR. Van K Tharp ก็บอกไว้ว่า You don’t trade the market. You trade your belief.

  • Megaman

    ขอบคุณครับ ^ ^

    บางทีสมองก็หลอกเราไม่ให้ทำตามระบบ

    หลายๆครั้งเราพยายามแหกระบบด้วยความลังเล หรือเปลี่ยนไปหาระบบที่คิดว่ากำไรกว่า

    ทั้งๆที่รู้ว่าทำตามระบบกำไรแน่นอน

  • Joes

    ขอถามนิดนึงคับคุณมด
    – การtradeแบบ multisystem นั้นsystemแต่ละ system ต้องสอดคล้องกันหรือเปล่าคับอย่างเช่น สมมุติผมชอบแนวการลงทุนแบบ trend following บางช่วงผมใช้ RS บางช่วงใช้ price channel

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @805b935918f4263e3d9f2e420d64d7cf:disqus โดยทั่วไปแล้ว การเทรดเป็น Multi-System นั้น ถือได้ว่าเป็นการ Diversify ในรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นหลักการของมันจึงคล้ายกับการกระจายความเสี่ยงที่เรารู้กัน นั่นคือกระจายไปยังสิ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน หรือเกี่ยวข้องกันน้อย เพียงแต่เปลี่ยนจากเรื่องของ “สินทรัพย์” ที่ต่างกัน มาเป็น “ระบบการลงทุน” เท่านั้นเองครับ เช่น เราอาจจะใช้ระบบ Trend Following ร่วมกับ Swing หรือ Anti-Trend ร่วมกันครับ

      เท่าที่เคยเข้าหูเข้าตามาบ้าง ผมเคยเจอว่าหลายๆกองทุนเขาก็มีการใช้วิธีการเทรดเป็น multi-system ที่ตรงข้ามกันอยู่หลายๆแห่งนะครับ ยิ่งกองทุนใหญ่ๆอาจมีเป็น 10-20 ระบบเลยทีเดียวครับ

      ส่วนเรื่องการของ Channel และ Relative Price Strength นั้น ส่วนตัวผมเองนำ RS มาใช้เป็น Setup ส่วน Channel เป็น Trigger น่ะครับ ไม่ได้ใช้โดดๆเป็นคนละระบบเลยครับ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยว่าจะสามารถนำมันมาใช้ได้อย่างไร บางคนอาจใช้แต่ละอย่างเป็นทั้ง Setup และ Trigger ในตัวเลยก็ได้ครับ :D

      • Joes

        งั้นแสดงว่าเราต้องมอง Big picture ออกใช่มั๊ยคับว่าช่วงนี้ตลาดเป็นแบบไหน bull bear sideway จะได้เลือกใช้ system ให้เหมาะสมกับตลาดช่วงนั้น หรือเปล่าคับ

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @805b935918f4263e3d9f2e420d64d7cf:disqus ถ้าคิดว่าแยกได้ ก็อาจทำเป็น System Switch ให้เปลี่ยนโหมดไปเล่นตามอีกระบบก็ได้ แต่ปัญหาที่ยากคือ เรามักไม่รู้ได้ว่ามัน Sideway หรือ Trending จนกว่ามันจะจบลงเนี่ยแหละครับ T_T เพราะแม้แต่การไป Switch ระบบก็ยังมีความเป็นเรื่องของ Probability อยู่ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นเราก็ไม่มีวันรู้ว่าเมื่อตลาดเปลี่ยน mode มันยังจะยาวนานพอให้ระบบของเราทำกำไรจากมันหรือไม่ (เช่น ตลาดอาจเปลี่ยนเป็น Trend mode แต่ยาวไม่พอที่ parameter ที่เราเลือกใช้จะให้กำไรออกมาได้)

          อีกทางเลือกจึงเป็นการใช้ควบกันไปเลย โดยมีเป้าเพื่อลด Drawdown ที่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ระบบใดระบบหนึ่งไม่ตรงกับสภาวะของตลาดในขณะนั้น

          หรือหากมีใครใช้ System Switch ได้ประสบความสำเร็จใน long run ก็ช่วยแนะนำผมและเพื่อนๆด้วยนะครับ :D

          • Joes

            เคยอ่านเจอว่าบางทีsystemเดียวนั้นเราไม่สามารถใช้ได้กับตลาดในทุกสภาวะ เช่นถ้าsystemเป็นแบบ trend following แล้วเล่นตอนตลาด sideway อาจเกิด whipsaw ได้ เพราะฉะนั้นเราควรtrade สภาพตลาดที่เราถนัดหรือเปล่าคับ

          • http://mangmaoclub.com Mod

            @805b935918f4263e3d9f2e420d64d7cf:disqus ใช่ครับ ระบบแต่ละอย่างมีลักษณะการใช้งานของมัน เหมือนกับ business model นั่นแหละครับ ถ้าถามว่าเราควรเทรดสภาพตลาดที่เราถนัดหรือไม่ (หากพูดในเชิงที่ตลาดหรือหุ้นที่อยู่ในภาวะที่เข้าทางกับระบบเรา) คำตอบก็คือใช่ครับ

            แต่อีกประเด็นที่เราต้องระลึกไว้ก็คือ สภาวะตลาดที่เราเห็นนั้น คือ Historical Condition เป็นภาพจากอดีตมาปัจจุบัน และไม่มีอะไรจะรับประกันได้ว่ามันจะดำเนินต่อไปอย่างที่มันเป็นมา คำตอบของคำถามนี้เลยมีได้สองแง่ แง่ที่หนึ่งคือควรเทรดตลาดที่เข้าทางกับระบบเรา (เมื่อวัดจากอดีตถึงปัจจุบันนั้น) แต่อีกแง่ก็คือ เราก็ไม่สามารถรู้ได้เช่นกันว่าสิ่งที่เรากำลังจะเข้าไปยุ่ง มันจะยังเป็นสภาพตลาดที่เราถนัดต่อไปอีกหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร และยาวนานเท่าไหร่ครับ :D

          • Joes

            การที่เรา set system ขึ้นมาก็เพื่อหวังว่าสิ่งที่เป็น Historical condition จะดำเนินต่อไปถูกหรือเปล่าคับ แต่ถ้าตลาดหรือหุ้นตัวนั้นไม่ได้เป็นแบบที่เราคิด เราก็ควร cut loss ออกมาซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ exit และ MM ของแต่ละระบบหรือเปล่าคับ

          • http://mangmaoclub.com Mod

            เราสร้างระบบขึ้นมาเพื่อเป็นแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ซึ่งอยู่ภายใต้กลยุทธ์ซึ่งมีความคาดหวังที่เป็นบวกในระยะยาวครับ

            คำว่าระบบการลงทุน คือกฏต่างๆซึ่งมีความแน่นอนและสม่ำเสมอในการเล่นหุ้นของเรา คือรวมทั้ง entry,stop,exit,mm และ Trading personality ของเราครับ

          • Joes

            ขอบคุณคุณมดมากเลยคับ ที่ตอบคำถามมากมายขนาดนี้ ไว้ผมจะลองสร้าง Business model ของตัวเองลองดูคับ

          • http://mangmaoclub.com Mod

            ยินดีครับ ถือว่าแบ่งปันกันเล็กๆน้อยๆ :D 

  • ning

    อุปสรรคที่คนส่วนใหญ่มี มันจะเรียกได้ไหมว่า Ego แค่ตัวนี้ตัวเดียว ก็ก่อให้เกิดหลายๆอย่างตามมา ไม่ว่าเราทำอะไรก็ย่อมมีผิดและถูก ใช่และไม่ใช่ ได้และเสีย เราลองย้อนกลับมามองที่ตัวเราก่อนดีกว่า จะแก้อะไรให้ดีได้ก็น่าจะเริ่มจากใจเราเองก่อน เดี่ยวอย่างอื่นๆจะตามมาเอง ตัดความกลัวต่างๆที่มีอยู่ออกไป ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราพร้อมที่จะเรียนรู้และรับในความเป็นจริง อย่าฝืน what it will be,will be,no matter what you try very hard to protect,it still happen anyway. ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกันหรือเปล่านะ แค่เชื่อว่าถ้าเราทำอะไรก็ตามมันก็ต้องใช้เวลาคงไม่มีใครทำอะไรๆแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีเลิศเสมอ เรายังต้องอยู่และศรัทธาที่จะทำ when you failed ,don’t give up and quit ,please try again,and again. It will be there for you,when the right time. At the end wish you all be happy. ขอโทษนะคะถ้าเพ้อเจ้อไป ขอให้ทุกคนมีแต่ความสำเร็จในการเล่นหุ้น =D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ขอบคุณสำหรับมุมมองนะครับ ผมว่าหลายๆคนก็คงไม่ได้คิดว่าเพ้อเจ้อ ผมว่าจริงๆมันก็อ่านสนุกดีเหมือนกันนะครับ หลายคนหลายความเห็น สนุกดีครับ :D

  • http://www.facebook.com/komgritclick Komgrit Sungkhaphong

    ผมว่าจริงนะครับ บทความนี้เห็นด้วย

    จังหวะที่เรากำลังมัวเมาไปกับข่าวทั้งหลาย ทั้งๆที่เราไม่รู้ว่าจริงไม่จริงอย่างไร ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าทำผิดทุกครั้งที่เชื่อซื้อหุ้นเพราะว่าข่าว หรือคิดว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างโน้น สุดท้ายส่วนมาก็ไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น

    ผมว่าผมต้องหันกลับมามองใหม่ แล้วว่าผมต้องทำอย่างไรกับการลงทุนในแบบของผมเอง

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @facebook-100000209581977:disqus  จากประสบการณ์ การเล่นกับข่าวมักจะสับสนง่ายมากๆ เพราะมัน Too much information ถือเป็นปัญหาหนึ่งของการรับรู้อะไรมากเกินความจำเป็น ถ้าสามารถตัดตัวแปรต่างๆในการตัดสินใจ ให้ลดลงได้เหลือน้อยที่สุด แล้วยังเป็นระบบที่ดีอยู่ จะสับสนและเหนื่อยน้อยลงมากๆเลยครับ :D