เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Traders !! (ตอนที่ 8)

 

ในที่สุดก็กลับมาแปล The Turtle Trading System ต่ออีกรอบครับ หลังจากไม่ได้แปลต่อมานานมากเหมือนกัน เพราะช่วงนั้นผมหยุดพักแปลไป แล้วก็ขาดช่วงไปเลย วันนี้ผมก็ขอแปลต่อให้เลยแล้วกัน และจะแปลให้จบหมดในเร็วๆนี้ครับ

เล่นหุ้น Turtle Trader 8

 

การขายทำกำไร(EXITS)

“Turtle Traders จะใช้ระบบ Breakout ในการขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร”

มีคำกล่าวแต่โบราณว่า “คุณไม่มีวันหมดตัวจากการขายหุ้นเพื่อทำกำไร” แต่เหล่า Turtle Traders นั้นจะไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอนกับคำพูดนี้ การขายหุ้นออกมาเร็วเกินไป หรือที่เรียกว่า “การขายเพื่อทำกำไร” เร็วเกินไปนั้น คือข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ข้อหนึ่ง หากคุณกำลังเล่นหุ้นด้วยระบบ Trend Following หรือเล่นตามแนวโน้ม

“ราคา” นั้นมักจะไม่เคลื่อนที่ขึ้นไปเป็นเส้นตรง ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่คุณจะต้องรู้จักปล่อยให้มันพักตัวลงมาบ้าง หากคุณต้องการที่จะเกาะไปกับแนวโน้ม ในช่วงเริ่มต้นของแนวโน้มนั้น คุณอาจจะต้องเห็นว่ากำไรกว่า 10%-30% ของคุณ กลายเป็นการขาดทุนเล็กน้อยขึ้นมา โดยในช่วงกลางๆของแนวโน้มที่เกิดขึ้นนั้น คุณอาจจะต้องเห็นว่ากำไรกว่า 80%-100% ของคุณนั้น ลดลงมาเหลือเพียงแค่ 30%-40% เท่านั้น ดังนั้นความต้องการของคุณที่จะ “เก็บกำไร” เอาไว้ก่อนจึงเป็นไปได้ที่มันจะพลุ่งพล่านขึ้นมาครับ

เหล่า Turtle Traders นั้นรู้ดีว่าการขายหุ้นเพื่อทำกำไรนั้น สามารถสร้างความแตกต่างเป็นอย่างมากสำหรับผลการลงทุนของคุณ ว่าจะมีกำไรหรือหมดตัวนั่นเอง

ระบบการเข้าซื้อ Turtle Traders นั้นจะอิงอยู่กับหลักการ Breakouts ซึ่งแน่นอนว่าการ Breakouts หรือวิ่งทะลุแนวต้านส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้แปลว่ามันจะเกิดเป็นแนวโน้มขึ้นมา ซึ่งหมายความว่า การซื้อ-ขายส่วนใหญ่ของเหล่า Turtle Traders นั้นจะก่อให้เกิดการขาดทุนขึ้นมา ดังนั้นหากการซื้อ-ขายครั้งที่มีกำไรเกิดขึ้นมานั้น ไม่สามารถทำให้กำไรโดยเฉลี่ยมากกว่าการขาดทุนโดยเฉลี่ยขึ้นมาได้ นั่นจะทำให้เหล่า Turtle Traders ขาดทุนอย่างหนักนั่นเอง โดยระบบการซื้อ-ขายแต่ละแบบนั้น ย่อมต้องมีจุด “ขายทำกำไร” ที่เหมาะสมของตนเองทั้งสิ้น

เมื่อคุณลองคิดถึงระบบการซื้อ-ขายแบบ Turtle System นั้น หากคุณ “ขายทำกำไร” ออกมาในขณะที่มีกำไรเพียง 1N ในขณะที่คุณตัดขาดทุนที่ 2N ล่ะก็ คุณจะต้องมีจำนวนการซื้อ-ขายที่เป็นกำไร เพิ่มมากขึ้นถึงสองเท่า ในการที่จะทำให้กำไรโดยเฉลี่ยของคุณ มากกว่าการขาดทุนโดยเฉลี่ยทั้งหมด

ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างส่วนประกอบต่างๆขอบระบบการลงทุนแต่ละอย่างนั้น ค่อนข้างที่จะมีความซับซ้อน ซึ่งหมายความว่า คุณนั้นไม่สามารถที่จะหาจุด “ขายทำกำไร” ที่เหมาะสม ได้ โดยไม่ได้มองถึงวิธีการเข้าซื้อของคุณ, ระบบ Money Management ของคุณ หรือแม้กระทั่งส่วนอื่นๆในระบบ

จุด “ขายทำกำไร” ที่เหมาะสมนั้น คือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในระบบการลงทุน แต่กลับเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามไปมากที่สุด มันสามารถที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างระบบที่ทำกำไร และระบบที่ขาดทุนได้อย่างมาก

 

การขายทำกำไร ของระบบ Turtle System

การขายทำกำไรของระบบ “System 1” นั้น คือการขายเมื่อหุ้นทะลุจุดต่ำสุดภายใน 10 วันที่ผ่านมาสำหรับการซื้อ Long Positions และขายเมื่อหุ้นทะลุจุดสูงสุดภายใน 10 วันที่ผ่านมาสำหรับ Short Positions โดยทุกๆหน่วยลงทุนจะถูกขายออกมาหากราคานั้น Breakout จุดสูงสุดหรือต่ำสุดภายใน 10 วันนั่นเอง

การขายทำกำไรของระบบ “System 2” นั้น คือการขายเมื่อหุ้นทะลุจุดต่ำสุดภายใน 20 วันที่ผ่านมาสำหรับการซื้อ Long Positions และขายเมื่อหุ้นทะลุจุดสูงสุดภายใน 20 วันที่ผ่านมาสำหรับ Short Positions โดยทุกๆหน่วยลงทุนจะถูกขายออกมาหากราคานั้น Breakout จุดสูงสุดหรือต่ำสุดภายใน 20 วันนั่นเอง

ความยากของการ “ขายทำกำไร”

สำหรับนักเล่นหุ้น หรือนักเก็งกำไรทั่วๆไปนั้น การ “ขายทำกำไร” ของระบบ Turtle System นั้น อาจเป็นส่วนที่ยากที่สุดของระบบการลงทุนแบบ Turtle System ก็ว่าได้ เนื่องจากการรอคอยเพื่อให้หุ้นหล่นทะลุลงมาจากจุดต่ำสุดภายใน 10 วัน หรือ 20 วันที่ผ่านมานั้น อาจหมายถึงการที่จะต้องเห็นกำไรที่มีกว่า 20%, 40% หรือแม้กระทั่ง 100% หายไปก็ได้

นี่จึงทำให้มีแนวโน้มอย่างสูง ที่จะทำให้นักเล่นหุ้นหรือนักเก็งกำไรส่วนใหญ่นั้นต้องการที่จะ “ขายทำกำไร” ออกมาก่อน มันจึงต้องใช้ “วินัย” เป็นอย่างมาก ในการที่จะทนมองเห็นกำไรที่เคยมีนั้นหายไปกับตา เพื่อที่จะถือหน่วยลงทุน หรือหุ้นของคุณเพื่อที่จะทำกำไรก้อนใหญ่ขึ้นมา และความสามารถที่จะรักษาวินัยการลงทุน และยึดมั่นกับกฎการซื้อ-ขาย ภายในช่วงเวลาที่มีกำไรขึ้นมาเป็นอย่างมาก จึงกลายเป็นสิ่งที่แสดงถึงมาตรฐานของนักเล่นหุ้น หรือนักเก็งกำไรที่จะประสบความสำเร็จนั่นเอง

 

สำหรับตอน “การขายทำกำไร หรือ Exits” ของเหล่า Turtle Traders นี้ก็จบเพียงเท่านี้ครับ และผมจะทยอยลงให้หมดเหลืออีกเพียงไม่กี่ตอนเท่านั้น เราจะได้ไปอ่านเรื่องอื่นที่เป็น Series กันต่อ ใครมีบทความดีๆน่าสนใจบอกผมได้นะครับ หากว่าอ่านเข้าใจเผื่อจะได้เอาแปลไว้ต่อครับ แล้วพบกันใหม่ที่ แมงเม่าคลับ.คอม นะครับ ขอบคุณทุกคนที่แวะมาเยี่ยมครับ :)

  • mod

    ใครที่เข้ามาตอนเช้าๆเดี๋ยวจะพลาด “จิตวิทยาการลงทุน” ตอนที่ 2 ไป

    อยากให้เข้ามาตอนบ่ายอีกรอบเพราะเดี๋ยวผมจะอัพขึ้นตอนเที่ยงๆอีกรอบนะครับ เพราะตอนนี้เนทช้ามาก อัพไม่ได้ครับ

    ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ เมนท์คุยกันได้ หรือถ้ามีข้อสงสัยอะไร ตอบได้เดี๋ยวจะกลับมาช่วยตอบนะครับ

  • BlueSky

    คุ้มค่าที่รอคอยครับ

    เรื่องความยากของการ “ขายทำกำไร” แบบ turtle นี่ผมเห็นด้วยครับว่ามันทำยาก (ทำใจยาก)
    สมมุติว่าถ้าเราจะใช้การ entry and money management แบบ turtle แต่ใช้การ exit ของระบบอื่นเช่น ATR trailing stop ที่เราสามารถปรับตัวคูณได้แทนการ exit แบบ turtle จะได้ไหมครับ.

    ขอบคุณครับสำหรับบทความ
    (รออ่านเรื่อง turtle tactics ต่อครับ (^_^) )

  • mod

    ผมว่าต้องเข้าใจแนวคิดของ System1 และ System2 ให้ดีก่อนครับ

    System1 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้จับแนวโน้มระยะสั้น-กลาง เนื่องจากมันเลือกจับคลื่นที่มีความยาวในระดับ 20 วันในการเข้าซื้อ และความยาวคลื่น 10 วันในการขายออก นั่นคือเข้ากลาง ออกสั้นเพื่อรักษากำไรในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

    System2 ถูกออกแบบมาเพื่อให้จับแนวโน้มระยะกลาง-ยาว เนื่องจากมันเลือกจับคลื่นที่มีความยาวในระดับ 55 วันในการเข้าซื้อ และความยาวคลื่น 20 วันในการขายออก นั่นคือเข้ายาว ออกกลางเพื่อรักษากำไรเช่นกัน

    จากที่ผมได้เคยพยายามปรับ และทดสอบดู

    โดยส่วนตัวแล้วทั้ง System1,System2 นั้น ระบบการขายของมันตอบโจทย์ระบบการซื้อให้ตัวมันเองได้ค่อนข้างดีพอสมควรอยู่แล้ว หากว่าเราลดจำนวนวันลง มันจะไม่ค่อยสำพันธ์กับ Concept ในการเข้าซื้อเท่าไหร่

    เช่นหากซื้อที่ 55 days high แต่ใช้ 10 days low ในการออกนั้นจะเท่ากับว่าระบบขายเราไม่ได้ช่วยระบบซื้อเราเลย เพราะตอนซื้อคาดหวังที่จะเล่นแนวโน้มใหญ่ แต่กลับรีบขายโดยใช้ 10 days low ซะงั้น ไม่ปล่อยให้หุ้นได้ดิ้นเลย จึงกลายเป็นว่าขายหมูแนวโน้มใหญ่ค่อนข้างบ่อยครับ (ผมมองว่าถ้าจะเล่น Trend Following ต้องอย่าหวังกำไรทุกเม็ด มองว่าเราเอาเนื้อ ปล่อยหนังปล่อยกระดูกให้คนอื่นเค้าบ้างครับ ถือว่าปล่อยให้หุ้นมันดิ้นหน่อย แล้วจะสบายใจ แต่หากไม่สบายใจวิธีการแก้อีกอย่างคือเมื่อคิดว่าสูงแล้วก็ลด Position Size ลงมาในระดับที่เราพอใจกับความเสี่ยงครับ)

    ส่วน ATR Trailing Stop นั้นหากจะใช้ก็ต้องมอง Concept การเข้าซื้อให้ดีก่อน ว่าเล่นแนวโน้มอะไร แล้วปรับ จำนวนวัน กับตัว Multiply ให้เหมาะสม โดยส่วนตัวแล้วผมจะใช้กับระบบที่จับหุ้นที่มีพลังมี Momentum สูงๆที่ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ATR จะตามได้ค่อนข้างดีกว่าครับ

    แต่หากเป็นหุ้นที่ไปเรื่อยๆ การใช้ ATR จับบางทีมันขายหมูบ่อย เพราะหุ้นพวกนี้มันยึกยักเยอะ ใช้ Price Channel เป็น Trailing Stop ค่อนข้างเวิรค์กว่าครับ

  • speedone

    ตามมาอ่าน(ขอทำความเข้าใจซักพัก)….ขอบคุณครับ

    ปล.เรื่องหน้าผมอยากเสนอให้ทดสอบเรื่อง winning ratio ของระบบเทรดที่ใช้ Money management กับไม่ใช้ จริงๆในแมงเม่าก็มีคลิปให้ดูแล้วแต่ยังไม่สะใจ เลยอยากเห็นแบบชัดแจ้งไปเลยว่า ระบบที่มี winning ratio สูงใช้ MM กับไม่ใช้ mm ต่างกันขนาดไหนและระบบที่มี winning ratio ต่ำที่ใช้กับไม่ใช้ MM ต่างกันแค่ไหนแล้วเอา ratio สูงไม่ใช้ mm เทียบกับ ratio ต่ำที่ใช้ผลงานจะต่างกันแค่ไหน ประมาณนี้ครับ

  • mod

    เรื่องของ Winning Ratio ตัวเดียว ผมมองว่าไม่ใช่ตัววัดการเป็นระบบที่ดีได้เท่าไหร่ครับ ผมคิดว่ามันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบเท่านั้น

    ระบบที่ดีหรือมีประสิทธิภาพนั้น จริงๆแล้วคือระบบที่มีค่าความคาดหวังเป็นบวก หรือ มี Expectancy สูงๆ ซึ่งเราสามารถที่จะวัดค่านี้ได้จากสมการง่ายๆ นั่นก็คือ

    E=(AW*PW)-(AL*PL)

    โดย AW= Average Winning = กำไรโดยเฉลี่ยทั้งหมด
    PW= Probability of Winning% = ของการเทรดที่ทำให้เกิดกำไร
    AL= Average Loss = ขาดทุนโดยเฉลี่ยทั้งหมด
    PL= Probability of losing = %ของการเทรดที่ทำให้เกิขาดทุน

    ดังนั้นหากพูดถึงความแม่นยำเพียงอย่างเดียว เรากำลังพูดถึงแค่ตัวแปรเดียวคือ PW เท่านั้นไม่สามารถตัดสินได้ว่าดีหรือไม่ดี

    โดยส่วนมากระบบที่แม่นยำ มักเป็นระบบระยะสั้นครับ แต่ธรรมชาตินั้นมักจะชดเชยสิ่งต่างๆให้สมดุลอยู่แล้ว มันจึงค่อนข้างมี AW ที่ค่อนข้างต่ำนั่นเอง

    ในทางกลับกันแล้ว Trend Following มักให้ค่า PW ที่ต่ำ เพราะตลาดเป็น Trend ไม่บ่อยนัก แต่ก็มักมีค่า AW ชดเชยให้นั่นเอง(ถ้ามีวินัยถือไหวนะครับ อิอิ)

    เคยมีคนนำสถิติของ Richard Dennis มาดูพบว่าการเทรดที่เขาได้กำไรเนื้อนั้นมีเพียงแค่ 5% เท่านั้น แต่ 5% นี้เองที่ทำให้ร่ำรวยอย่างมากขึ้นมาครับ

    ส่วนเรื่องของการใช้ MM กำกับว่ามีผลแค่ไหน ส่วนตัวแล้วผมเตรียมที่จะแปลลงไว้เช่นกัน เพราะเป็นบทความที่ดีและไม่ยาวมาก ซึ่งเขียนโดน Ed Seykota ด้วยครับ น่าสนใจไหม รอสักพักนะครับ เดี๋ยว Turtle จบ ผมจะค่อยๆแปลลงนะครับ

    ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ :)

  • kindly

    เห็นด้วยกับคุณ mod มากๆ คือ Trailing ออกเร็วเกินไปสำหรับระบบพวก Breakout ครับ

    ATR Trailing จุดเด่นคือสามารถปรับจุด stop ได้ตามสภาวะความผันผวน (Volatility) ในปัจจุบัน (ซึ่งดูดีมากๆ แต่ผมพบว่าเอามาใช้กับ Breakout แล้วไม่ work ครับ)

    ทดลองดูเองเลยก็ได้ครับ โดย Optimize ตัวคูณของ ATR แล้วนำผลมาเทียบกับระบบ Breakout แบบปกติ จะเห็นเลยว่าถึงแม้ค่า Opt ที่ดีที่สุดของ ATR ยังสู้ระบบ Breakout แบบปกติไม่ได้เลย (อันนี้คือสิ่งที่ผมพบนะครับ อาจจะทดสอบกับตลาดไม่มากพอก็เป็นไปได้)

    อีกวิธีที่จะจัดการกับการขาดทุนในแต่ละครั้ง นอกจากพัฒนา Exit strategy แล้วก็คือการปรับที่หัวใจของระบบ หรือ MM เลยก็ได้ครับ

    ตามอ่านตลอดครับคุณ mod : )

  • mod

    ขอบคุณครับคุณ Kindly

    ขอเสริมให้คนเพื่อนๆท่านอื่นอีกนิดว่า จุดประสงค์ของเหล่า Turtles ในการใช้ ATR Trailing Stop นั้นคือการใช้เพื่อ Stop loss ครับ

    ในส่วนของ Exit ที่พวกเขาใช้นั้น เขาใช้ Price Channel แทนซึ่งน่าจะเป็นด้วยเหตุผลเดียวกับที่คุณ Kindly ได้พูดไปแล้ว

    บางครั้งหลายคนอาจรู้สึกว่ามันคืนกำไรเยอะไป แต่ผมมองว่าถ้าอยากได้ก็ต้องให้ก่อนเช่นกัน ในกรณีนี้เราต้องกล้าที่จะให้กำไรคืนกลับ(ยังไงกำไรก้อนที่ได้มันก็ไม่ใช่ของเรามาก่อนอยู่แล้ว จะกลัวอะไร?) เพื่อปล่อยให้หุ้นได้วิ่งเต็มที่ขึ้นไปในแนวโน้มของเขา

    ซึ่งแน่นอนว่าอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้(ซึ่งเป็นเช่นนั้นบ่อยๆ) แต่หากมันขึ้นไปแล้วล่ะก็คุ้มค่าเลยทีเดียวครับ ปีนึงได้สองสามตัวเน้นๆนี่ก็สร้างผลตอบแทนได้อย่างมากแล้ว ถ้ารู้จัก Cut loss ตัวที่ไม่วิ่งครับ

    เข้าทำนอง “ปล่อยเพื่อจับ” ครับ

  • speedone

    เข้าใจขึ้นมากเลยครับ ^^

  • BlueSky

    ขอบคุณ คุณ mod และ คุณ kindly มากครับสำหรับคำแนะนำ ทำให้ผมเข้าใจ concept ของ turtle system มากขึ้นเยอะเลย เห็นด้วยครับที่บอกว่า ATR Trailing เหมาะกับหุ้นที่มี momentum สูงและมีเทรนด์ชัดเจน

  • magic

    ระบบนี้เหมาะกับช่วงมีเทรนด์
    จุดเข้า จุดออก เป็นวิธีที่น่าสนใจ
    เข้า 20 ออก 10 เข้า 55 ออก 20
    ถ้าคิดว่า ไม่มีใครซื้อได้ต่ำสุด ขายได้สูงสุด
    วิธีนี้ น่าจะเป็นระบบที่ดี แต่มือเก่า มือเก๋า อาจมีวิธีที่ดีกว่านี้
    แต่สำหรับเรา ซึ่งยังไม่เก่ง ไม่เก๋าเกมส์ พอใจมาก ไว้จะใช้เป็นแนวทาง

    ขอบคุณคุณมด และคอมเม้นท์ท่านอื่น รออ่านตอนต่อไป…จนจบ ค่ะ

    ปล.วันนี้ขายหมู IRPC ถ้าอ่านซะก่อนคงดี 555

  • mod

    ท่าทางจะมีคนสนใจกันเยอะ เดี๋ยวรีบแปลต่อให้จบเลยดีกว่า :)

    ในความคิดผมแล้ว ระบบ Turtle มีข้อดีข้อเสียของมัน หากถูกกับจริตก็เป็นระบบที่ดีระบบหนึ่งครับ แต่ถ้าไม่ล่ะก็.. ผมว่าก็ใช้ยากมากเหมือนกัน พาลจะเสียวินัยจนเสียระบบไปหมด

    ส่วนตัวผมเองก็ชอบ Concept ของมัน และนำมา Modified ให้เข้ากับนิสัยของผมอีกที โดยถือว่ามันเป็นรากฐานแนวคิดในการพัฒนาอะไรหลายๆอย่างของผมเช่นกัน หวังว่าทุกคนคงจะได้อะไรจากมันพอสมควรนะครับ

    ปล.1 ATR Trailing Stop ผมชอบใช้ End of day ดูมากกว่านะครับ ว่าปิดต่ำกว่าไหม ระหว่างวันมันชอบหลอก
    ปล.2 IRPC ผมว่าตั้งกำลังสวยเลย ผมว่าเพิ่งเริ่มเบรคเอาท์เอง ไม่น่ารีบขายเลย ถือไว้ลุ้นหน่อย ดูไม่น่าจะเสียหาย อิอิ ดูจากกราฟวัน และสัปดาห์ Reward/Risk ใช้ได้เลย (ไม่ได้เชียรหุ้นนะครับ ไม่มีครับ อีกอย่างกราฟสวยต้องระวังครับ :) )

  • http://www.buyubozmamerkezi.com Büyü

    เห็นด้วยกับคุณ mod มากๆ คือ Trailing ออกเร็วเกินไปสำหรับระบบพวก Breakout ครับ

    ATR Trailing จุดเด่นคือสามารถปรับจุด stop ได้ตามสภาวะความผันผวน (Volatility) ในปัจจุบัน (ซึ่งดูดีมากๆ แต่ผมพบว่าเอามาใช้กับ Breakout แล้วไม่ work ครับ)

    ทดลองดูเองเลยก็ได้ครับ โดย Optimize ตัวคูณของ ATR แล้วนำผลมาเทียบกับระบบ Breakout แบบปกติ จะเห็นเลยว่าถึงแม้ค่า Opt ที่ดีที่สุดของ ATR ยังสู้ระบบ Breakout แบบปกติไม่ได้เลย (อันนี้คือสิ่งที่ผมพบนะครับ อาจจะทดสอบกับตลาดไม่มากพอก็เป็นไปได้)

    อีกวิธีที่จะจัดการกับการขาดทุนในแต่ละครั้ง นอกจากพัฒนา Exit strategy แล้วก็คือการปรับที่หัวใจของระบบ หรือ MM เลยก็ได้ครับ

    ตามอ่านตลอดครับคุณ mod : )

  • Na Rong Su

    คุณมดครับ ผมสมัครรับข่าวทาง e-mail ไปหลายครั้งแล้วไม่ได้รับการตอบรับเลยครับ ใน mail ขยะก็ไม่มีครับ และการโหลดสูตรการหาความแข็งแกร่งของหุ้นก็ทำไม่ได้ครับ ช่วยแนะนำด้วยครับ ขอบคุณครับ