จากสภาวะตลาดที่สุดผันผวนในอาทิตย์ที่แล้วราวกับแมทช์ชิงแชมป์ฟุตบอล AFC Susuki Cup 2014 ระหว่างไทยกับมาเลเซียนั้น ผมคิดว่าในอาทิตย์นี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะพูดถึงและอธิบายให้ทุกคนได้เห็นภาพว่า เหตุใดนักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following จึงมักที่จะรอดพ้นจากเงื้อมือมัจจุราจของตลาดหุ้นไปได้กันแทบจะทุกครั้ง โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องคาดการณ์อนาคตของตลาดหุ้นแต่อย่างใดเลย และนี่ก็คือสิ่งที่คุณจะได้อ่านในบทความนี้ครับ

ความลับที่ไม่ลับของกลยุทธ์ Trend Following

ด้วยความที่ผมเป็นนักลงทุนสไตล์ Systematic Trend Following มานานพอสมควร หลายต่อหลายครั้งที่ตลาดหุ้นเป็นขาลงหรือลงแรงๆ หรือแม้แต่การประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจต่างๆจะย่ำแย่ลงนั้น  ผมมักที่จะได้รับความห่วงใยจากเพื่อนฝูง, พี่น้อง, พ่อแม่ และพี่ป้าน้าอาว่าให้ระวังตลาดด้วยนะ อย่ามัวแต่เล่นหุ้นโดยไม่สนใจปัจจัยอื่นๆภายนอกอะไรเลย แน่นอนว่าผมย่อมรู้สึกยินดีที่ได้รับความห่วงใยจากทุกคนที่รู้จักเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ผมก็มักจะทนไม่ไหวที่จะต้องตอบกลับไปว่าระบบการลงทุนที่ผมใช้อยู่นั้นสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องไปสนใจปัจจัยอื่นๆนอกเหนือจากราคาหุ้นสักเท่าไหร่นัก ซึ่งผลที่มักเกิดขึ้นก็คือ ด้วยคำพูดปากปล่าวของผมเพียงอย่างเดียวมันทำให้ในหลายๆครั้งไม่มีใครเข้าใจผมสักเท่าไหร่ ดังนั้นวันนี้ผมจึงอยากจะแชร์คำตอบอย่างละเอียดที่ว่าทำไมผมและนักลงทุนตามแนวโน้มอีกหลายๆท่าน จึงน่าจะเป็นนักลงทุนที่ “ตายยาก” และอยู่ในตลาดไปได้นานอีกหลายปีกันครับ

เล่นไปตามแนวโน้มของตลาด

ความลับข้อแรกที่ทำให้โอกาสขาดทุนแบบบักโกรกจนต้องตายจากไปจากตลาดหุ้นของพวกผมนั้นน่าจะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างน้อยก็คือ ผมเล่นหุ้นตามแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นของตลาดครับ

แล้วมันจะช่วยอะไรผมได้อย่างนั้นหรือ?

คำตอบก็เพราะปรากฎการณ์ “แนวโน้มราคา” ของตลาดหรือหุ้นนั้น เป็นปรากฎการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดหุ้น (Market Anomaly) ซึ่งเกิดขึ้นจากพฤติกรรมและ “สันดาน” ที่ยากจะเปลี่ยนแปลงของนักลงทุนในตลาดอย่างเราๆทั้งหลาย ที่มีมาอย่างยาวนานและกว้างขวางในตลาดหุ้นหรือแม้แต่ตลาดสินทรัพย์อื่นๆทั่วโลกนั้่นเอง ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ช่วยให้นักลงทุนและกองทุนชื่อดังหลายๆคนสามารถที่จะทำกำไรเอาชนะตลาดจนร่ำรวยมหาศาลมาได้นักต่อนัก และโดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยนั้น ปรากฎการณ์เหล่านี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่ามันจะจบลงหรือหมดประสิทธิภาพไปอย่างง่ายๆเลย โดยที่คุณจะสังเกตุได้จากกราฟ Rolling CAGR ของระบบ Trend Following รูปแบบหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นผลตอบแทนทบต้นตามช่วงเวลาในการคำนวณย้อนหลังจุดละ 36 เดือนหรือ 3 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันยังคงมีความเสถียรและเอาชนะดัชนี SET Index ได้อยู่ในระยะยาว

แน่นอนครับว่าแม้ในอนาคตจะไม่มีอะไรแน่นอน และปรากฎการณ์เหล่านี้ก็อาจจะลดพลังของมันลงหรือหายไปก็เป็นได้ แต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้นั้นจากงานวิจัยต่างๆหลายๆชิ้น มันก็ยังถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์รูปแบบหนึ่งที่มีความเสถียร (Robust Anomaly) และมีประสิทธิภาพในการทำกำไรชนิดหนึ่งของโลกใบนี้เลยก็ว่าได้

Cumulative Return Chart

ภาพที่ 1 : ภาพกราฟ Cummulative Return แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนสะสมของระบบ Trend Following ธรรมดาๆรูปแบบหนึ่งซึ่งอาศัยการทำกำไรจากแนวโน้มขนาดใหญ่ในตลาด เปรียบเทียบกับดัชนี SET Index ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์การเล่นหุ้นตามแนวโน้มในระยะยาวได้เป็นอย่างดี โดยที่ภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น จากการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) ด้วยการกำหนดเงื่อนไขอย่างเข้มงวดในระดับหนึ่ง มันได้สร้างการผลกำไรสะสมราว 25.46 เท่าเมื่อเทียบกับดัชนี SET Index ที่ 1.2 เท่า และให้ผลตอบแทนทบต้นหรือ CAGR ที่ราว 40% ต่อปี ในขณะที่ SET Index มี CAGR อยู่ที่ราว 9% เท่านั้น

Mangmao ATH Rolling CAGR

ภาพที่ 2 : ภาพกราฟ Rolling CAGR ของระบบ Trend Following รูปแบบหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงความเสถียรของระบบการลงทุนในลักษณะนี้ โดยที่ค่าที่แสดงให้เห็นนี้เป็นค่า CAGR คำนวณย้อนหลัง 3 ปีในแต่ละจุดของเวลาเปรียบเทียบระหว่างระบบ Trend Following รูปแบบหนึ่งกับดัชนี SET Index ภายในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ ค.ศ. 2005-2014

การตัดขาดทุนและถอยเพื่อรอโอกาส

การตัดขาดทุน (Cut Losses) คือกระบวนการอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้นักเล่นหุ้นตามแนวโน้มตายยากยิ่งขึ้น สาเหตุก็เพราะว่าพวกมันนั้นทำหน้าที่เสมือนกับ Safe-T-Cut ช่วยตัดโอกาสที่เราจะเจอกับการขาดทุนอย่างหนักจนทำให้พอร์ทโฟลิโอโดยรวมนั้น “ฟกช้ำดำเขียว” จนเน่าเฟะและยากต่อการที่จะสามารถทำกำไรกลับมาเท่าทุนได้ นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่หลายๆคนไม่เคยรู้เลยก็คือ สัญญาณการขายหรือ Exit Signal ที่เกิดขึ้นจากกลยุทธ์แบบ Trend Following นั้น มักที่จะค่อยๆทยอยเกิดขึ้นก่อนที่ตลาดหุ้นโดยรวมจะเกิดการดำดิ่งลงไปอย่างนักเสียด้วย! นั่นจึงทำให้นักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following ที่มีวินัยส่วนใหญ่นั้นสามารถที่จะรอดพ้นเงื้อมือมัจจุราจของตลาดหุ้น โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจปัจจัยอื่นๆเลยนอกจากแนวโน้มของราคาหุ้นในขณะนั้น

SET All Stocks Trend

ภาพที่ 3 : ภาพกราฟ SET Index VS. Bullish Stock Composite แสดงสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในแต่ละวัน โดยที่มันได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อตลาดหรือ SET Index เริ่มย่ำแย่ลง หุ้นต่างๆในตลาดจะเริ่มมีสัญญาณขายออกมาจนทำให้แนวโน้มของหุ้นที่เป็นขาขึ้นในขณะนั้นลดลงไปเรื่อยๆโดยอัตโนมัติ ในขณะที่สัญญาณซื้อจะค่อยๆเกิดขึ้นเมื่อตลาดกลับมาดีอีกครั้งหนึ่ง จนทำให้สัดส่วนของจำนวนขึ้นที่เป็นขาขึ้นนั้นสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ

SET VS Margin

ภาพที่ 4 : กราฟ SET Index VS. %Margin ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนมูลค่าเงินลงทุน ของพอร์ทโฟลิโอในแต่ละช่วงเวลา โดยเราจะสังเกตได้ว่าเมื่อตลาดเป็นย่ำแย่นั้น สัดส่วน %Margin ลดลงโดยอันโนมัติ ในขณะที่เมื่อตลาดค่อยๆดีขึ้น %Margin ก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติเช่นกันจากสัญญาณที่เกิดขึ้นจากระบบ

การเล่นแบบเป็น “เข่ง”

ความลับที่ไม่ลับอีกอย่างของกลยุทธ์ Trend Following ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือการเล่นแบบเป็นเข่งหรือ Portfolio Trading ครับ เนื่องจากว่ากลยุทธ์การทำกำไรตามแนวโน้มนั้น ชื่อก็บอกว่าอยู่แล้วว่าเป็นการทำกำไรตามแนวโน้ม ดังนั้นถ้าหุ้นไม่มีแนวโน้มขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอันมันก็ไม่มีทางกำไร และแนวโน้มใหญ่ๆที่ว่านี้ก็มักจะเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งในหุ้นแต่ละตัวเท่านั้น (หุ้นตัวหนึ่งๆอาจมีแนวโน้มใหญ่ๆแบบ Super Trend เพียง 2-3 รอบของชีวิตเท่านั้น)

นักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following จึงหาทางออกด้วยวิธีการง่ายๆอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการเฝ้ามองหุ้นเป็นตะกร้าคราวละหลายๆตัวแทนที่จะเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัว และค่อยๆทยอยเข้าซื้อขายหุ้นคราวละน้อยๆแทน โดยมีเหตุผลเพื่อที่จะทำให้เราสามารถเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งได้อยู่เสมอ และไม่พลาดโอกาสในการเข้าทำกำไรไป

ด้วยความประจวบเหมาะตรงนี้เองที่ทำให้พอร์ทโฟลิโอของนักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following จึงมีลักษณะของการกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นหลายๆตัวโดยอัตโนมัติ จนทำให้ความเสี่ยงรายตัวของหุ้นที่ถืออยู่ลดลง คงเหลืออยู่แต่ความเสี่ยงของตลาดหรือ Market Risk ที่มักจะเป็นตัวกดดันให้หุ้นส่วนใหญ่วิ่งไปพร้อมๆกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงจากตลาดหรือ Market Risk ตรงนี้ก็จะถูกบรรเทาลงไปได้ด้วยการใช้กลไกของการ Stop Loss ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดไม่เป็นใจนั่นเองครับ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว สำหรับนักเล่นหุ้นตามแนวโน้มที่มีพอรท์การลงทุนที่ใหญ่และกว้างขวางสามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์หลายๆอย่างก็ยิ่งจะได้รับผลประโยชน์จากการเล่นแบบเป็น “เข่ง” ในข้อนี้ยิ่งขึ้นไปอีก จนทำให้กองทุน Hedge Fund ประเภท Commodity Trading Advisor (CTA) ชื่อดังหลายๆกองทุนได้แจ้งเกิดในเวทีโลกกันอย่างมากมาย

SET Indrustries Cumulative Returns 2011-2014

ภาพที่ 5 : ภาพกราฟ Industries Cummulative Returns ซึ่งช่วยแยกผลกำไรที่เกิดจากระบบ Trend Following ออกเป็นรายอุตสาหกรรม ทำให้เราได้เห็นว่าการมีหุ้นที่เป็น Watchlist และกระจายน้ำหนักการลงทุนไปในหลายๆอุตสาหกรรมนั้นจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากหุ้นในอุตสาหกรรมหลายๆกลุ่มอาจไม่ได้วิ่งขึ้นลงพร้อมๆกัน การมีตะกร้าหุ้นที่กว้างขวางจะช่วยเปิดโอกาสให้เราสามารถทำกำไรได้บ่อยครั้งและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น

Note : ค่ากราฟไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 เนื่องจากผมได้ทำการ Backtest เริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 – ปัจจุบัน

การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

นอกจากที่กลยุทธ์การลงทุนตามแนวโน้มแบบ Trend Following จะช่วยทำให้เราไม่ตกรถในตลาดขาขึ้น และติดดอยในตลาดขาลงแล้วนั้น เป็นที่รู้กันดีว่ากลยุทธ์แบบ Trend Following นั้นมักที่จะให้สัญญาณการซื้อที่มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ (แต่ก็ช่วยชนะตลาดได้นะ 55) ดังนั้นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆอีกอย่างหนึ่งของพวกมันก็คือการจัดการความเสี่ยงผ่านการกำหนดขนาดหรือเม็ดเงินในการลงทุนให้เหมาะสมในการซื้อขายแต่ละครั้งอยู่เสมอ (Money-Risk Management) นั่นจึงทำให้เรามักไม่เกิดการขาดทุนอย่างหนักขึ้นในการซื้อขายแต่ละครั้ง ดังนั้นเมื่อเวลาที่ตลาดเป็นขาลงหรือตลาดที่ผันผวนมากๆมาถึงแบบไม่รู้ตัวนั้น นักเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following จึงมักที่จะรอดตายได้อย่างปาฎิหารย์แบบไม่รู้ตัวเลยก็เป็นได้

Drawdown 2007-2008

ภาพที่ 6  : ภาพกราฟ Drawdown แสดงให้เห็นถึงอัตราการขาดทุนสะสมของระบบ Trend Following จากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี ค.ศ 2007-2008 (สีเขียว) เปรียบเทียบกับ Drawdown ของดัชนี SET Index ในขณะนั้น (สีดำ) ซึ่งทำให้เห็นว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบ Trend Following สามารถที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดไม่เจ็บตัวอย่างหนักได้เป็นอย่างดี

Drawdown 2014

ภาพที่ 7 : ภาพกราฟ Drawdown ของระบบเปรียบเทียบกับดัชนี SET Index ในปีล่าสุด ค.ศ. 2014 ที่พึ่งจะเกิดเหตุการณ์ตลาดหุ้นดำดิ่งและเหวี่ยงอย่างรุนแรงในวันที่ 15-12-2014 ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การเล่นหุ้นตามแนวโน้มแบบ Trend Following ก็ยังคงสามารถที่จะเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมนักเล่นหุ้นตามแนวโน้มหลายๆคนถึงยังขาดทุนจนเจ๊งล่ะ?

ก่อนจะจบบทความนี้นั้น ผมเองก็อยากจะพูดถึงคำถามที่มักจะถูกถามหลังจากที่ผมอธิบายสิ่งเหล่านี้จนจบไปเรียบร้อยแล้วอีกสักนิด โดยที่คำตอบของผมนั้นก็คงจะเหมือนกับการที่คุณถามว่า “ทำไมหลายๆคนที่เรียนบริหารธุรกิจ จึงยังทำธุรกิจจนเจ๊งขาดทุน” นั่นแหละครับ

มันยังคงมีองค์ประกอบอื่นๆในการลงทุนอีกมากมายนอกเหนือจากกลยุทธ์หรือระบบการลงทุนที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นความอดทนมุ่งมั่น, ความรู้ความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์นั้นๆ, ทัศนคติในการลงทุน, วินัยในการลงทุนต่างๆ, EQ-IQ รวมไปถึงข้อจำกัดในการลงทุนของแต่ละคน หรือแม้แต่คำว่า “ดวง” อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งยวดต่อผลการลงทุนแทบทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วมันจึงไม่แปลกอะไรที่จะมีทั้งคนที่ยังขาดทุนจนย่อยยับ จนไล่ไปถึงคนที่สามารถจะดำรงชีพอยู่ด้วยการลงทุนในตลาดนั่นเอง

และนี่ก็คือทั้งหมดของบทความนี้ครับ ซึ่งผมหวังว่ามันจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเหตุใดคนที่สามารถจะลงทุนด้วยกลยุทธ์การลงทุนตามแนวโน้มอย่างมีวินัย จึงมีโอกาสที่จะขาดทุนอย่างย่อยยับค่อนข้างน้อย แม้ว่าพวกเขาจะต้องเจอกับสภาพตลาดที่ผันผวนสักเท่าไรนั่นเองครับ ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกคน แล้วเจอกันใหม่ครับผม

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • hia001

    ผมว่าจริงอย่างหนึ่งสังเกตมา 3 รอบเเล้วคือ ก่อนตลาดปรับตัวเป็นขาลงทั้งที่กราฟก็ยังเป็นขาขึ้น ณ ตอนนั้น เเต่อยู่ดีๆต้องออกหรือขายหุ้นไปตามระบบที่วางไว้ ทำให้ได้ลดพอร์ตออกไปเกินครึ่งก่อนตลาดลงทุกที เเล้วสักพักตลาดก็ปรับตัวเป็นขาลงไม่ก็พักฐาน

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      มันเป็นความลับที่คนใช้ระบบ Trend Following มานานๆจะรู้ดีครับ หึหึ

    • hia001

      เเละอีกอย่างคือหุ้นที่เข้าเงื่อนไขซื้อ อยู่ๆก็ลดจำนวนลงติดต่อหลายสัปดาห์ทั้งที่ set ทำ new high

      • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

        ความลับสวรรค์ อิอิ

        • Zulu King

          เม่าอย่างผมนี่อยากรู้ด้วยเลย 555+

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            ความลับสวรรค์ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้แต่ทำไม่ได้ หรือทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่งครับ :P

  • Unholy_grail

    Index filter ใช้กฏอะไรบ้างในการexit position เวลาตลาดเป็นขาลงครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ในบทความนี้ตัว SET Index ใช้ 20 Days Donchian Channel ส่วนตัวระบบเป็นระบบ All time high โง่ๆเลยครับ :D

  • Engineer001

    กราฟสวยมากเลยครับ สร้างจากโปรแรกมอะไรเหรอครับ อยากทำกราฟ presentation ได้แบบนี้บ้างจัง

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      บทความนี้เขียน Code เอาครับ มันไม่ได้เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปอ่ะครับ :D

  • Comson Chingtanasan

    ขอบคุณครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์เช่นกันครับๆ

  • เลิกเม่า

    เพิ่งลงทุนในหุ้นมาไม่ถึงปี แต่รอดตายเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพราะตามระบบ เห็นด้วยว่า สัญญาณเตือนมันมาก่อน เลยยิ่งเชื่อในการมีวินัยเลยค่ะ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยินดีด้วยครับ คุณกำลังมองเห็นความลับในการ “เลิกเม่า” แล้ว 55

  • Berno

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆเสมอมาครับ คุณมดมีวิธีกรองหุ้นในเข่งยังไงครับ กรองเป็น Sector ก่อนแล้วค่อยแยกตัวหุ้นหรือเปล่า SET กับ Mai นี่แยกระบบเล่นหรือว่ารวมกันเลยครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      บทความนี้ไม่ได้กรองแยกอะไรเลยครับ อันนี้วางเข่งนึงใหญ่ๆคือหุ้นใน SET Index แต่ละวันดูสัญญาณดูสภาพคล่องแล้วก็ Trigger เลย ส่วนกราฟที่เห็นคือผมเอา Daily Total Equity ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมาแตกออกเป็นราย Industry ครับ

  • Emmo555

    ขอบคุณสำหรับความรู้มากๆครับคุณsuper mod

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยินดีครับ ว้ากกก!! (เห็นว่าชื่ออีโมๆ 55)

  • MrChai Khwanchai

    มาล้วงความลับสวรรค์ ขอบคุณครับ ^^

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      55 ขอบคุณคอมเมนท์ครับ :D

  • กัน

    ผมสงสัยนิดนึงนะครับ อย่าง drawdown chartของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ systemตอนใกล้ท้ายกราฟเป็นเส้นตรงเนื่องจากการcut lossแล้วเหลือเป็น100% in cashรึเปล่าครับ

    แต่ถ้าเป็นของเทียบsetในปีนี้อันdrawdown chartคือยังถือหุ้นอยู่และไม่ได้cut lossรึเปล่าครับผมสงสัยว่าทำไมdrawdownปิดไวจัง

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ข้อแรกถือ Cash ครับ เพราะหุ้นที่เป็นแนวโน้มใหญ่หายหมดครับ

      ข้อสองปีนี้มีตัวที่โดน Stop out ออกไปเหมือนกัน แต่ก็ยังพอมีเหลืออยู่ในพอร์ทบ้างเป็นระยะๆ เพราะตลาดไม่ได้แย่ขนาด 2008 ครับ

      • กัน

        ขอบคุณครับ
        คือตอนลง100กว่าจุดช่วงเดือน ธค ยังมีตัวที่ไม่หลุดแีะอยู่ใช่มั้ยครับ
        ถ้าตั้งcut intradayน่าจะเหลือตัวไม่คัทไม่กี่ตัว

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ช่ายครับ ยังมีเหลืออยู่บ้าง แต่ถ้า Intraday น่าจะโดนหมดไม่เหลือครับ

          ปล. ข้อสังเกตอย่างนึงที่ผมเคยทดสอบมาคือหลายๆระบบเล่น EOD ดีกว่า Intraday นะครับ ก็เป็นเรื่องที่แปลกดีเลยอยาก ปล ไว้ :D

          • กัน

            ขอบคุณครับบ

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            ^^

  • SL

    ขอบคุณคร้าาบ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณครับพี่เสก :D

  • linux noy

    ขอบคุณคุณมดสำหรับบทความดีๆครับ
    ปล.ระบบคนอื่นสั่งขายก่อนตลาดลง ระบบผมตลาดลงแล้วยังไม่ให้ขายเลย T__T

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      แสดงว่าตั้ง Stop กว้างปะครับ ^^

      • linux noy

        ใช่ครับ ลองปรับให้แคบลง CAGR ลดลงเยอะเลย แต่ MaxDD ลดนิดเดียว เลยสับสนว่าจะเอาไงดี ~>.<~

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ขอโทษทีครับพึ่งจะเห็นเมนท์ Max DD ลองปรับ Position Size ดูครับ ยิ่ง Stop กว้าง Position Size ยิ่งควรลดเพราะช่วยเรื่อง DD และ Volatility ของพอร์ทครับ

          • linux noy

            ขอบคุณครับ ตอนนี้ลดจาก 2% เหลือ 1.5% แต่ยังทำให้เห็น MaxDD 1หลักเหมือนคนอื่นๆไม่ได้เลย 5 5+
            รบกวนคุณมด ไม่ทราบว่าพอจะแนะนำหลักการเลือก positionscore ได้บ้างไหมครับ ผมลองเทส positionscore เป็น random แล้ว run optimize ดู ค่าเฉลี่ยออกมาดีกว่าตอนbacktestปกติซะอีก..ผมลองหาๆดู ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเรื่องนี้เลย…แฮ่ะๆ

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            จริงๆเท่าที่ผมเคยศึกษาและทดสอบมา Position Score จะมีผลมากๆกับระบบที่ไม่ได้มี Entry-Exit เช่น Rotational System ครับ แต่ถ้าตัวสัญญาเราดีอยู่แล้วจริงๆผลลัพท์มันจะไม่ต่างกันมากกับ Random หรือพูดง่ายๆว่าไม่มีผลแบบมีนัยทางสถิติครับ

            แต่บางทีต้องลองดูอีกแง่หนึ่งซึ่งอาจเป็นเพราะว่าเราใช้ Position Score ทับซ้อนกับ Signal ก็ได้ เช่นระบบเบรคเอาท์ใส่ ROC เป็น Position Score เข้าไปก็อาจจะแตกต่างแบบไม่มีนัยสำคัญเท่าไหร่ เพราะมัน Anomaly ของตลาดคล้ายๆกันครับ

          • linux noy

            ขอบคุณมากครับ ที่สละเวลามาให้สำหรับคำแนะนำ ^ ^

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            มิเป็นไรครับ ^^

  • x’mas adam’n eve

    ตายยาก แต่ก็รวยยากรึเปล่าครับ เคยฟังคุณมดเล่าช่วงแฮมเบอเกอร์โดนไปเยอะ แต่ทำไมหลายๆคนแจ้งเกิดกันช่วงนั้นเยอะมากครับ
    อย่างคนเขียน market wizard ก็เคยสรุปว่า เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมากๆ ไม่ได้ใช้ระบบอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ หลักๆเป็นพวก discretion
    ผมสังเกตบทความส่วนใหญ่มักออกแนวตอกย้ำความเชื่อของ trend follower มากเกินจนดูเป็น bias ครับ เหมือนยิ่งเขียนยิ่งแคบลีบหดลง กลายเป็นหมกมุ่นแต่ HLOCV แค่นั้น
    ผมรู้จักเทรดเดอร์คนหนึ่ง สร้างตัวมาจากการเล่นหุ้นล้วนๆ แกบอกว่าถ้าใช้วิธีการเล่นแบบไหนก็ตาม 10 ปีแล้วยังไม่รวย แกย้ำว่าไม่รวยนะครับไม่ใช่แค่พอกำไรมากกว่าbenchmark ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการเล่น

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ปี 2008 นี่องค์ความรู้แบบ Systematic Trading ในไทยสำหรับนักลงทุนรายย่อยยังถือว่าเป็นวุ้นอยู่เลยนะครับ หลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ผมหันมาทางสาย Quantitative และก็ไม่ได้กลับไปเล่นด้วยวิจารณญาณโดยใช้พื้นฐานหรือ Techno-Fundamental อีกเลยครับ คนที่แจ้งเกิดตอนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในไทยผมนึกไม่ออก ส่วนใหญ่จะจำได้ว่าเป็นปีที่ตลาดฟื้นคือ 2009 ครับ แต่ถ้าจะพูดถึงเมืองนอกกลุ่มคนที่แจ้งเกิดมากที่สุดคือพวก CTA ที่เป็นกองทุน Trend Following ในตลาด Commodities เพราะได้กำไรจากการ Short เยอะมากๆครับ

      ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ Trend Following เยอะ เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ผมค่อยๆโตมากับมัน แถมยังง่ายและเอื้อกับตลาดไทยครับ อีกอย่างบล็อกนี้เริ่มต้นจากการเป็นบล็อกสายเทคนิคซึ่งตอนหลังก็จะเอนมาทาง Quantitative-Systematic ตามการเติบโตของผมครับ ดังนั้นจะถือว่าเว็บมี Bias ก็ไม่แปลกเลยครับ (ก็เหมือนกับอีกหลายๆเว็บดังๆที่มี Direction เป็นของตัวเองแหละครับ)

      ส่วนที่ว่าทำไมถึงมักใช้แต่ข้อมูล OHLCV นั้นก็เพราะความสมบูรณ์ของข้อมูลอื่นๆในตลาดไทยมันยังไม่เพียงพอต่อการวิจัยหรือทดสอบย้อนหลังครับ ถ้าเขียนก็ใช้ความเชื่อความรู้สึก หรือต้องไปเอาองค์ความรู้จากคนอื่นๆตลาดอื่นๆมาพูดๆแบบเดาว่ามันน่าจะใช้ได้กับตลาดไทยเหมือนกัน ผมเลยไม่ค่อยอยากเขียนแล้วครับ

      เรื่องรวยนั้นผมไม่รู้ว่านิยามกันแบบไหน รายละเอียดเป็นอย่างไร แต่ในกลุ่มคนที่ผมรู้จักเท่าที่สังเกตคนอื่นๆด้วยผมก็คิดว่าสามารถสร้างผลตอบแทนกันได้ดีกว่าอีก 90% ที่เหลือในตลาดแล้ว และคนกลุ่มนี้รวมถึงผมก็กำลังค่อยเติบโตขึ้นมาครับ ผมมองว่าการเล่นแบบ Quantitative Systematic Trading ถือว่ายังใหม่มากสำหรับนักลงทุนรายย่อยในไทยนะครับ เท่าที่ผมรู้และมีส่วนร่วมมานั้นมันเริ่มก่อตัวกันจริงๆแค่ช่วงหลัง 2009 เองครับ ช่วงแรกๆคงต้องใช้เวลาบ่มเพาะองค์ความรู้กันอยู่ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเริ่มมีจำนวนคนวิ่งมาทางนี้มากพอ มีตลาดที่เอื้ออำนวย และให้เวลาเพียงพออีกสัก 5-10 ปี เดี๋ยวเราก็จะได้เห็นนักลงทุนสายนี้ขึ้นมาอยู่ในระดับเทียบกับเสี่ยๆดังได้เหมือนกันครับ

      ปล. ผมว่าถ้าเล่นแบบ Systematic Trading เรื่องจะรวยเปรี้ยงข้ามปีเป็นหลายๆเท่าจากหุ้นไม่กี่ตัวคงยากครับ เพราะระบบแบบนี้มันจะไม่ผ่าน Filter การนำมาใช้เนื่องจากมักจะให้ Drawdown ที่สูงและความน่าเชื่อถือทางสถิติที่ต่ำ โดยที่เราแยกแยะได้ยากว่าสรุปแล้วผลกำไรที่เกิดขึ้นมันมาจากความฟลุคหรือตัวกลยุทธ์จริงๆครับ แต่ถ้าเป็นการเล่นแบบสะสมความรวยไปเรื่อยๆอันนี้ผมว่าทำได้ครับ แต่ก็อาจไม่ถูกใจหลายๆคนเช่นกันครับ

      ปล2. ขอบคุณคอมเมนท์นะครับ แต่ผมว่าคราวหลังลดโทน Comment ลงน่าจะดีนะครับ ผมอ่านแล้วรู้สึกไงไม่รู้ คิดว่าคนอื่นๆก็คงมีรู้สึกเหมือนกันครับ

  • เม่าTrendFollowing

    พี่มดคะ อยากทราบว่า %Bullishstock และ %Margin ใช้ข้อมูลจากไหน หรือBrowser/โปรแกรมอะไรหรือคะ
    อยากนำมาเป็นindicatorบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะเอามาจากไหนดี

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      %Bullishstock ผมเขียนสูตรเอาใน Amibroker ครับ ส่วน %Margin เป็นค่าที่เก็บจากการ Backtest ครับ

      • เม่าTrendFollowing

        ขอบคุณมากนะคะพี่มดดดด
        ยังไม่เคยเล่น Amibroker เลย

        รบกวนอีกคำถามนะคะ ค่า %margin ที่เก็บจาก BackTest นี่คือจากAmibroker หรือ Raw Data จากไหนหรือคะ

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          %Margin นี้ผมเก็บจากตัวโปรแกรม Backtest อีกตัวหนึ่งของผมครับ แต่จริงๆในส่วนของการเขียนโปรแกรมเชิงลึกแบบ Cumtom Backtester ใน Amibroker น่าจะเก็บออกมาได้เหมือนกันครับ ยังไงลองทำดูได้ผลยังไงเอามาแชร์กันได้นะครับ ^^

  • A.T.

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ พี่มด มีการ research ประกอบ และให้ logic การคิดได้ครบถ้วนมากเลยครับ
    ขอรบกวนถามถ้าพอจะบอกได้นะครับ
    ว่าพี่มดแนะนำหนังสือเล่มไหนบ้างมั้ยครับ ที่พี่ชอบ เกี่ยวกับ trading system ใน part ของ strategy เช่น ไอเดียในการสร้าง signal ซื้อ-ขาย หรือการ filter trend ด้วยสัญญาณต่างๆ
    ส่วนตัวเคยอ่าน แนว Beyond Technical Analysis ของ Wiley ผมคิดว่าได้ concept แต่ยังอยากหาหนังสือที่ให้ตัวอย่างของ strategy เยอะๆ และดูน่านำไปใช้ น่ะครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      หนังสือส่วนใหญ่มันเป็น Concept อ่ะครับ ผมว่าถ้าพูดถึง Idea ผมได้จากการอ่าน Blogs กับพวก Forum สาย Quantitative – Systematic Trading ครับ วิธีการนึงที่ช่วยได้ดีในหลายๆเรื่องคือพยายามยกระดับความรู้และความสามารถของตัวเราเองครับ ช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้หรือลองทำอะไรใหม่ๆช่วงนี้ไอเดียจะพรั่งพรูโดยอัตโนมัติครับ 55

      • linux noy

        ไม่ทราบว่าคุณมดพอที่จะแนะนำพวก blogs หรือ forum ให้เข้าไปเปิดหูเปิดตาได้บ้างไหมครับ ^__^”

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ถ้าอ่านหมดที่แนะนำเก่งกว่าผม 1000 เท่าแน่นอนครับ 55

          https://mathtrading.wordpress.com/2013/11/20/resources-for-quantitative-trading/

          • linux noy

            ขอบคุณครับคุณมด
            ปล.เก่งได้ 1 ใน 4 ของคุณมด ผมก็ดีใจมากแล้วครับ

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            55 ชมเกินไปครับ ถ้ามีเวลาและความหลงไหลเพียงพอผมว่าไม่มีใครเก่งกว่าใครมากหรอกครับ :D

        • A.T.

          ขอบคุณมากครับ

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            ^^

  • BlueStepz

    ก่อนอื่นขอบคุณคุณมดสำหรับบทความดีๆที่แบ่งปันมาตลอดครับ

    ขอแชร์ความคิดเห็นนะครับ (อ่านเจอบาง comment มันสะดุดๆ)

    ในความเห็นผมว่ามันไม่สำคัญที่จะมาพูดว่า Discretionary หรือ System แบบไหนดีกว่ากันเลยสิ่งสำคัญคือแบบไหนที่เหมาะสมกับตัวเรา จริตนิสัยของเรา วิถีการใช้ชีวิตของเรา ใช้แล้วเราถนัด ใช้แล้วเราได้เปรียบตลาดมากกว่าต่างหาก เอาเข้าจริงๆอาจจะไม่ต่างกันก็ได้ จะแบบไหนก็เริ่มจากแนวคิดและประสบการณ์ในการลงทุนของเราทั้งนั้น

    การใช้ “ระบบ” มันก็มีข้อดีของมันคือ
    ช่วยในการทดสอบแนวคิดการลงทุนของเราโดยตั้งอยู่บนหลักการของศาสตร์ทางสถิติและความน่าจะเป็นในโลกของการลงทุนมีหลายอย่างที่เราอยากรู้เช่น กลยุทธ์แบบไหนดี วางหน้าตักเท่าไร เข้ากี่ไม้ ถือกี่ตัว ฯลฯ ระบบเป็นเหมือนกุญแจไว้หาคำตอบเหล่านั้น เป็นเหมือนการฝึกซ้อมสร้างประสบการณ์ เตรียมพร้อม วางแผนก่อนออกรบจริง เหมือนกับนักบินไม่ใช่เข้ามาแล้วเราจะบินไปอวกาศได้เลย ต้องทดสอบเข้าห้องจำลอง สถานการณ์จำลองหาประสบการณ์ก่อน รู้แนวทางของตัวเองก่อน จะได้รู้ว่าเวลาเจอเหตุการณ์แบบนี้ในสถานการณ์จริงจะต้องทำอย่างไร ถ้าเราทำแบบนี้หรือไม่ทำแบบนี้ ผลดีผลเสียมันจะเป็นอย่างไร

    แต่ข้อเสียของมันก็มีคือ
    ความยากในการสร้างและทดสอบระบบ ต้องอาศัยความรู้หลายด้านนอกจากแนวคิดการลงทุนด้านการเงินแล้ว ศาสตร์การ Coding, Testing รวมถึงการวิเคราะห์เชิงสถิติต่างๆก็อาจทำให้หลายคนเบือนหน้าหนีหันไปหาอะไรที่มันง่ายๆเช่น สูตรสำเร็จรูปหรือการลอกการบ้านเอาระบบคนอื่นไปใช้โดยที่ไม่รู้จักหน้าตาหรือนิสัยที่แท้จริงของระบบนั้นๆซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับตัวเราเลยก็ได้สุดท้ายพอร์ตพังไม่ก็ถอดใจ หรือบางคนอาจจะเดินเข้าไปเจอกับดักในการทดสอบ Overfit, Over-optimize หรือ Bias ต่างๆที่ทำให้ระบบของเรากลายเป็นหมูสนามจริงสิงห์สนามซ้อม หรือไม่มีความเสถียรในการทำกำไรในระยะยาว อย่างไรก็ตามแล้วหากเรารักที่จะทำมันมากพอ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ หลายคนจะรู้ว่าความยากนี่แหละคือหนึ่งใน Barriers to Entry ที่ทำให้เราแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในตลาด

    สุดท้ายผมว่าเว็บไซต์นี้เป็นแหล่งความรู้ชั้นดีและเป็นประโยชน์ให้กับคนอีกมากมาย
    แต่ละคนมีแนวทางการลงทุนไม่เหมือนกัน วัตถุประสงค์การลงทุนของแต่ละคนก็ต่างกัน
    ดังนั้นอย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างเลยครับ เปิดใจบ้าง รับฟังบ้าง แลกเปลี่ยนกัน
    โลกของการลงทุน…มันไม่มีเส้นทางดีที่สุดหรอกครับ มันมีแต่เส้นทางที่เหมาะกับเราที่สุด

    ในบทความนี้คำว่า “ตายยาก” ผมเห็นด้วยนะครับ
    แต่ใน comment คำว่า “รวยยาก”…ผมว่าไม่ใช่
    ผมว่า “รวยแบบมั่งคง”…ต่างหากครับ

    ขอบคุณที่รับฟังครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      รับฟังแล้วครับ ขอบคุณมากครับสำหรับความเห็นและกำลังใจครับ ^^

  • Forrest Gump

    คุณมดครับ รบกวนถามชื่อโปรแกรมในการวิเคราะด้วยครับ ขอบคุณครับ

  • sirapopej

    รบกวนบอกชื่อ indicator ในภาพที่ 3 ที่ไล่ระดับ previous low high ของ xx period ได้ไหมครับ

  • แสงโสม กลมเดียว

    ผมเป็นคนนึงที่พยายามทำตามระบบ แต่บอกตรงๆทำยากมาก ตอนนี้ก็ฝึกๆ ฝึกให้กลายเป็นนิสัยให้ได้ หรือเป็นเพราะว่าเรารู้กราฟเทคนิคมากเกินไป