จิตวิทยาการลงทุน-เล่นหุ้น Trading Psychology – First Business TV (1)

วันนี้ผมนำคลิปจิตวิทยาการลงทุน-เล่นหุ้นจาก First Business TV มาให้ชมกันครับ มี 2 ตอนสั้นๆ ถือว่าเป็นน้ำจิ้มดูสนุกๆได้แง่คิดในการเล่นหุ้นละกันนะครับ :D

YouTube Preview Image

[บทแปล]

ถ้าหากว่าคุณได้มีประสบการณ์ ในการลงทุนมาสักพักหนึ่ง

คุณอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า

90% คือจิตวิทยาการลงทุน อีก 10% อยู่ที่วิธีการลงทุน

เคยสงสัยไหมว่า จริงๆแล้วมันหมายความว่าอย่างไร…

แล้วเราจะมีวิธีการเรียนรู้ ในการที่จะเล่นเกมนี้อย่างไร?

ในการที่จะประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรหรือจากการลงทุนของคุณ

และนี่คือสิ่งที่เราจะมาหาคำตอบกัน

วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของ “จิตวิทยาการลงทุน” กันค่ะ

ในตลาดหุ้นนั้นมีทางอยู่สองหนทาง ที่ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปได้

นั่นคือ “ขึ้น” หรือ “ลง” เท่านั้นค่ะ

แล้วอะไรล่ะ! คือสิ่งที่แยกนักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จออกจากนักเล่นหุ้นที่ล้มเหลว?

ผู้เชียวชาญบอกกับเราว่า..มันคือมุมมอง ที่คุณมีต่อเกมนี้ค่ะ!

ในเกมการลงทุนนั้น.. มันเป็นเกมระหว่างคุณ กับนักลงทุนคนอื่นๆ

และ.. บ่อยครั้งมากๆที่….

ราคาของหุ้นนั้น จะแยกตัวไปคนละทางกับมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานของมัน

โดยที่มันถูกขับเคลื่อนไปด้วยอารมณ์ของฝูงชน

และคุณควรจะตระหนัก หรือรับรู้ไว้ว่า..นี่คือแรงขับเคลื่อนของตลาดหุ้นที่แท้จริงครับ

ศาสตราจารย์ Werner Debontแห่งมหาวิทยาลัย DEPAUL

คือหนึ่งในผู้บุกเบิกความรู้ในสาขาของ “Behavior Finance”

ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับว่า อารมณ์ของเรานั้นจะมีผลกระทบ ต่อการตัดสินใจในการลงทุนอย่างไร

เขาได้กล่าวว่า.. เหตุผลหลักข้อหนึ่ง

ว่าทำไมนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่นั้น..

จึงมักพบว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกินในการที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น

นั่นก็เพราะว่า…

“พวกเขาเชื่อว่า การเคลื่อนไหวของราคามีรูปแบบของมัน

จนเกินกว่าความเป็นจริงครับ”

พูดอีกอย่างก็คือ..

พวกเขามักคิดไปว่า ราคาหุ้นควรจะเป็นอย่างไร

ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว

คุณไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอนเลยว่า

พรุ่งนี้.. จะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง!

“ในการที่จะประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นนั้น..

คุณต้องทำสิ่งที่ตรงข้าม กับสัญชาติญาณของมนุษย์ครับ”

Larry Levin คือนักเก็งกำไรที่มีประสบการณ์มามากกว่า 20 ในตลาด

ได้บอกกับเราว่า..ความลับในการที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้น

คือการที่คุณต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคุณ

และเชื่อจริงๆว่า..

คุณไม่มีวันรู้.. ว่าตลาดจะวิ่งไปทางไหนค่ะ

“สำหรับคนส่วนใหญ่นั้น

เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จแล้วในเรื่องต่างๆ

พวกเขามักเชื่อว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นได้เช่นกัน

แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น

ความจริงแล้ว ผมมักพบว่า

คนที่ฉลาดมากๆส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นคนสุดท้าย ที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น

เพราะพวกเขามักรู้สึกว่า พวกเขาสามารถที่จะ..

รู้ได้ว่า ตลาดจะเป็นอย่างไร!

แต่โดยส่วนใหญ่ หรือโดยเฉลี่ยแล้ว…

มันมักจะไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น

ตลาดไม่อนุญาตให้คุณรู้ดีไปกว่ามันได้หรอก

คุณต้องกลับมาตระหนักให้ดีว่า..

คุณไม่สามารถไปบังคับอะไรมันได้

ดังนั้น คุณจึงควรกลับมาบังคับตัวคุณแทน”

แน่นอนว่า.. เขาได้เรียนรู้มันมาอย่างเจ็บปวดค่ะ

“ผมเคยเจ๊งขาดทุนย่อยยับมาแล้วครับ

ภายในเวลาแค่ 2 ปีเท่านั้นเองครับ!

ในช่วงประมาณปี..

ในช่วงต้นๆปี 1990 ครับ!”

และมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย.. จน Levin ได้เปลี่ยนมุมมองของเขาครั้งใหญ่

หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มกลับมาทำเงินได้อีกครั้งค่ะ

“ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้

ผมสามารถที่จะทำกำไรได้เกือบ 2 ล้านดอลลาร์แล้ว..

จากการเก็งกำไรในตลาด S&P ครับ”

“ซึ่งผมก็ได้นำผลการลงทุนของผม

ไปเผยแพร่ในเวบไซต์ เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษาไว้แล้วครับ”

มันคือเวบไซต์www.secretsoftraders.com ค่ะ

แล้วพบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้นะคะ

ในตอนต่อไปนั้น Larry Levinจะมาบอกถึงความลับของเขา

ว่าเขากลับมาทำกำไรได้อย่างไร

และเราจะมาเล่าสู่กันฟัง ถึงเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ

เกี่ยวกับเรื่องของ “จิตวิทยาการลงทุน” กันให้มากกว่านี้ค่ะ

และนั่นคือสิ่งที่จะอยู่ในตอนต่อไปค่ะ :D

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • BlueSky

    กลับมาแล้ว พร้อมกับบทความคุณภาพ(หลายบทความ)เหมือนเดิม

    เรื่องจิตวิทยานี่สำคัญจริงๆครับ ผมเคยขาดทุนเพราะผมไปแทรกแซงระบบ
    แต่ต่อมาผมแก้ปัญหาโดยผมแยกออกเป็น 2 ระบบ ระบบแรกเป็นระบบเดิมที่ผมใช้อยู่ผมปล่อยให้มัน Run ไปไม่ไปยุ่งกับมันเทรดแบบไร้ใจไปเลย
    ส่วนระบบที่ 2 เป็นระบบที่ซื้อขายตามใจผมเองไว้แก้อาการคันมือ ปรากฏว่าระบบแรกเริ่มให้กำไรแล้วครับ (หรือว่าเป็นเพราะตอนนี้มี Trend ก็ไม่รู้) แต่ระบบที่ 2 ยังลุ่มๆดอนๆอยู่เลยครับ
    ก็เลยสรุปได้ว่าจิตใจเราสำคัญมากกับการเทรดจริงๆครับ

    ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆเช่นเคย

    • Mod

      สำหรับผมแล้ว จิตวิทยาคือบังเหียนเลยล่ะครับ อย่างอื่นเป็นเครื่องมือ ถึงออกแบบมาดีแค่ไหนเราใช้มันไม่ได้ก็เท่านั้นจริงๆ ยิ่งระบบ Trend Following เนี่ย ถ้าเบสิคเรื่องจิตวิทยาการลงทุนไม่ดี ผมมั่นใจว่าไม่รอดในระยะยาว สักพักก็ทิ้งระบบแล้วครับ เพราะ Win Prob มันต่ำกว่าเห็นๆ แถมยังต้องรู้จัก Cut Loss และ Let Profit Run ให้ไกลที่สุดอีก ถ้า Mindset ไม่ดีแย่แน่ๆครับ

      ยังไงก็ตามบางทีมันก็มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เราทำตามระบบไม่ได้เหมือนกันนะครับ นั่นคือมันไม่เข้ากับ Trading Personality ของเรา ถ้าเป็นอย่างหลังนี้ต้องเปลี่ยนระบบครับ ไม่งั้นเล่นไปก็ฝืน เล่นไปก็ไม่สนุก แถมอาจไม่ได้กำไรด้วย ว่ามั้ยครับ อิอิ :D

  • rot

    ขอบคุณครับ

  • Anonymous

    ขอบคุณครับ (ที่ถามเรื่องระบบ Turtle อะครับ)
    พอดีผมไปอ่านเจอนักเก็งกำไรที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศหลายคนเค้าบอกว่าลักษณะของเทรนในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป คือเมื่อก่อนคนไม่ค่อยกล้าซื้อที่ Breakout แต่เดี๋ยวนี้คนกล้าซื้อที่ Breakout กันมากขึ้นรวมทั้งกลยุทธต่าง ๆของพวก Hedge Fund ทำให้เกิด False Breakout โดยเฉพาะพวก commodity พวกทองคำ หรือ นำ้มันดิบ ถ้าเข้าที่ Breakout แล้วขาดทุนที่เจอตอน Whipsaw มักจะไม่คุ้มกับกำไรที่ได้ตอนมี Trend

    ผมเลยไม่แน่ใจว่าในปัจจุบันระบบพวก Trend Following นี่ยังใช้ได้อยู่ไหมครับ เท่าที่ทดสอบมา SET บ้านเรานี่ยังใช้ได้ดี แต่ถ้าเป็นตลาดต่างประเทศนี่ใช้ไม่ค่อยได้แล้วอะครับ(หรือระบบผมไม่ดีพอก็ไม่รู้) ผมเลยกลัวว่าในอนาคตวิธีนี้จะใช้ไม่ได้อะครับ เพราะสังเกตว่านักเล่นหุ้นรุ่นก่อน ตั้งแต่ Jesse Livermore ,William J. O’neil พวกส่วนใหญ่ก็ Trend Following โดยเข้าที่ Breakout แต่รุ่นหลังพวก George Soros ,Jim Simons ก็หนักไปทางใช้ Model ทางคณิตศาสตร์อะครับ และช่วงหลัง ๆๆๆ นี้อาชีพพวก Financial Engineer ก็ฮิตกันมาก(เห็นเค้าบอกเพราะว่าระบบการเงินในปัจจุบันมันซับซ้อนมากขี้น) พี่ ๆ มีความเห็นยังไงบ้างครับ

    ปล. ช่วงนี้ผมศึกษาเรื่องระบบเทรดอยู่ แต่หาคนคุยด้วยไม่ค่อยได้ พอดีเจอเว็บนี้เข้าเลยเขียนมาถามครับ

    • Mod

      ความเห็นของผมนะครับ :D

      “พอดีผมไปอ่านเจอนักเก็งกำไรที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศหลายคนเค้าบอกว่าลักษณะของเทรนในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป คือเมื่อก่อนคนไม่ค่อยกล้าซื้อที่ Breakout แต่เดี๋ยวนี้คนกล้าซื้อที่ Breakout กันมากขึ้นรวมทั้งกลยุทธต่าง ๆของพวก Hedge Fund ทำให้เกิด False Breakout โดยเฉพาะพวก commodity พวกทองคำ หรือ นำ้มันดิบ ถ้าเข้าที่ Breakout แล้วขาดทุนที่เจอตอน Whipsaw มักจะไม่คุ้มกับกำไรที่ได้ตอนมี Trend”

      — ใช่ครับเดี๋ยวนี้ Whipsaw จะมากขึ้นกว่าเดิม แม้ในตลาดไทยก็ยังเป็นครับ ลองดูข้อมูลย้อนหลังไปช่วงแรกๆได้ SET เนียนมากๆเล่นง่ายกว่าตอนนี้เยอะนะผมว่า ส่วนที่บอกว่าเจอ Whipsaw มักได้ไม่คุ้มเสียกับตอนมี Trend อันนี้ผมว่ามันเป็นช่วงเป็นยุคเป็นสมัยนะครับ มันจะเป็น Period สลับๆกันไปในหลายๆปี และเชื่อไหมว่า เมื่อไหร่ที่คนส่วนใหญ่เริ่มคิดว่ามันใช้ไม่ได้ มันจะกลับมาใช้ได้อีกเป็นอย่างดี :D ดูอย่างช่วง Hamburger สิครับ กองทุนทีกำไรสูงๆส่วนใหญ่เป็น Trend Following ทั้งนั้น

      อีกอย่างต้องเข้าใจว่าคำว่า Whipsaw ของฝรั่ง ส่วนใหญ่จะหมายถึง Break แล้ว Fail ร่วงลงมาต่ำกว่า High เดิมครับ ดังนั้นยิ่งใครที่ใ้ช้ Tight Stop จะโดนบ่อยครับ แต่พวกนี้จะได้กำไรกลับมาหนักเช่นกันเพราะมันคือ Trade off ในแง่ของ Position Sizing ครับ จริงๆแล้วที่บอกว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย ส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยนะ เพราะเราเอาระบบมาใช้ดุ้นๆไม่ได้ เราต้องมาปรับหา Optimal Risk ที่เหมาะสมในการเทรดแต่ละครั้งก่อน เช่นถ้ารู็ว่าจะโดนบ่อย ก็ลด Risk per Trade ลงมาเพื่อลด Drawdown ไม่ให้หนักเกินไป สุดท้ายก็จะกลับมาได้นั่นเองครับ

      “ผมเลยไม่แน่ใจว่าในปัจจุบันระบบพวก Trend Following นี่ยังใช้ได้อยู่ไหมครับ เท่าที่ทดสอบมา SET บ้านเรานี่ยังใช้ได้ดี แต่ถ้าเป็นตลาดต่างประเทศนี่ใช้ไม่ค่อยได้แล้วอะครับ(หรือระบบผมไม่ดีพอก็ไม่รู้) ผมเลยกลัวว่าในอนาคตวิธีนี้จะใช้ไม่ได้อะครับ เพราะสังเกตว่านักเล่นหุ้นรุ่นก่อน ตั้งแต่ Jesse Livermore ,William J. O’neil พวกส่วนใหญ่ก็ Trend Following โดยเข้าที่ Breakout แต่รุ่นหลังพวก George Soros ,Jim Simons ก็หนักไปทางใช้ Model ทางคณิตศาสตร์อะครับ”

      — อยากให้คุณ Anonymous (วันหลังเขียนชื่อเล่นไว้ก็ได้นะครับ จะได้จำได้ อิอิ) ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูครับ พึ่งออกมาสดๆ http://www.amazon.com/Trade-Like-ONeil-Disciple-Trading/dp/0470616539/ref=sr_1_1?s=gateway&ie=UTF8&qid=1285596669&sr=8-1 จะเห็นว่าจริงๆแล้ว มันก็ยังใช้ได้เป็นอย่างดีแม้ในปัจจุบันครับ ผลตอบแทนแบบบ้าระห่ำมากเสียด้วย หนังสือเล่มนี้น่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่าผมนะครับ

      คือจริงๆแล้วเรื่องของการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอเนี่ย ผมคิดว่ามันมีอะไรมากกว่าระบบนะครับ จริงๆแล้วระบบการลงทุนเนี่ย สำคัญที่สุดคือเราต้องเข้าใจ Nature ของมันครับ ว่ามันเป็นอย่างไร เพราะไม่มีระบบไหนที่จะทำกำไรได้ตลอดเวลาหรือติดๆกันเรื่อยๆแน่นอนครับ ดูอย่างบัฟเฟตหรือโซรอสก็ได้ เขามีช่วงเวลาแย่ๆกันทุกคนทั้งนั้นครับ เพราะระบบมันมีช่วง Peak ช่วง Through ของมันเอง เรื่องของ MM และ จิตวิทยาการลงทุนจึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดแทนครับ เพราะมันจะทำให้เราสามารถอยู่กับระบบแม้ในช่วงตกต่ำได้ (ผมเชื่อว่าถ้าคุณลองผิดลองถูกกับระบบหลายๆตัวไปอีกสักพักคุณจะเข้าใจเองครับ) ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันจะวัดกันที่ ความชำนาญในการบังคับจิตใจของเราเองครับ เป็น Skill ที่ต้องฝึกพร้อมกับระบบของเราไปนั่นเอง

      “แต่รุ่นหลังพวก George Soros ,Jim Simons ก็หนักไปทางใช้ Model ทางคณิตศาสตร์อะครับ และช่วงหลัง ๆๆๆ นี้อาชีพพวก Financial Engineer ก็ฮิตกันมาก(เห็นเค้าบอกเพราะว่าระบบการเงินในปัจจุบันมันซับซ้อนมากขี้น) พี่ ๆ มีความเห็นยังไงบ้างครับ”

      — เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ครับ ยุคสมัยเปลี่ยนเทคโนโลยีเปลี่ยน ระบบมันก็มีการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสมัยแหละครับ แต่… ของใหม่ก็ไม่ได้ดีกว่าของเก่าเสมอหรอกนะครับ ตัวอย่างเช่น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แนวคิดแบบ Genetic Algorithm หรือ Neural Network เป็นที่สนใจกันมากเพราะ claim กันว่ามันทำผลตอบแทนได้ดีที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เราก็ได้เรียนรู้ว่าส่วนใหญ่แล้ว “ระบบพวกนี้ดูดีในกระดาษ แต่ขาดความสามารถในการทำกำไรจริงๆในตลาด” เพราะมัน Over Optimize หรือ Curve Fit เกินไปนั่นเองครับ เหมือนกับกางเกงพอดีตัวเป๊ะๆ เวลาลองยืนใส่ก็สวยมาก แต่พอจะวิ่งจะอะไรมันไม่คล่องตัว หรือไม่ก็ขาดเลยนั่นแหละครับ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะระบบพวกนี้มักจับเอา Data มา Manipulate กันจนได้รูปแบบข้อมูลออกมาชนิดหนึ่ง โดยที่ไม่มีแนวคิดเบื้องหลังว่า “How The Market Actually Work” นั่นเองครับ ดังนั้น จะเก่าจะใหม่ ถ้า design จากกลไกของตลาดจริงๆมันควรต้องใช้ได้ครับ เท่าที่ผมเคยศึกษามาระบบดีๆส่วนใหญ่ของโลกมักจะ Simple และ Common Sense ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเทคนิคหรือพื้นฐาน เพราะมันมีความได้เปรียบในการนำไปใช้จริงๆครับ (ใช้ง่ายใช้คล่องนั่นเอง อิอิ) ยิ่งโดยเฉพาะกับรายย่อยอย่างเราแล้ว ยิ่งไม่ควรแตะอะไรที่มัน Fuzzy มากๆครับ เพราะเครื่องมือหรือศักยภาพเรามันไม่เือื้ออย่างแน่นอน มีแต่จะทำให้สับสน

      ส่วนเรื่อง Financial Engineer นั้น ก็เป็นอาชีพที่เริ่มฮิตขึ้นมากันอย่างที่ว่าครับ แต่ผมเชื่อว่าการเล่นหุ้นหรือลงทุนนั้น สิ่งสำคัญไม่ไช่ IQ ครับ แต่เป็น EQ สุดท้ายแล้วมันจะวัดกันตรงนี้ ว่าใครจะคุณสติหรืออารมณ์ได้ดีกว่ากัน นี่เป็นเหตุผลส่วนใหญ่ที่เรามักไม่ค่อยเห็นพวกนักคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือ IQ คำนวนสูงๆส่วนใหญ่เป็น Trader ระดับโลกครับ ส่วนใหญ่จะกลายเป็นพวกนักปรัชญาหรืออะไรเทือกๆนี้เสียมากกว่าครับ

      สรุปละกันนะครับ ผมพูดมายาวไม่รู้ได้เนื้อบ้างมั้ย อิอิ เรื่องของระบบการลงทุนแบบ Trend Following ในความเห็นผมมันยังต้องใช้ได้ครับ ไม่อย่างนั้นตลาดหุ้นไม่ต้องมีหรอกครับ เพราะราคามันไม่มีการเบี่ยงเบนเลย ซื้อขายกับใครที่ไหนก็เท่าเดิมทั้งนั้น ตลาดเกิดมาก็เพราะมันมี Trend เนี่ยแหละครับ :D

      สิ่งสำคัญหากต้องการใช้ Trend Following System คือต้องทำความเข้าใจ Nature หรือ Character ของระบบต่างๆให้ดีก่อน เรื่องของสัญญาณซื้อขาย จริงๆแล้วมันเป็นแค่ Illusion ภาพลวงตาในใจเราทุกคนเท่านั้นเอง สิ่งสำคัญคือการบริหารเงินทุน จัดการความเสี่ยง และการบริหารใจของเราครับ

  • Anonymous

    ขอบคุณมากสำหรับคำตอบครับ (ที่ถามเรื่องระบบ Turtle อะครับ)
    รบกวนแนะนำหนังสือเกี่ยวกับระบบเทรดแบบต่าง ๆ ที่พี่ีคิดว่าเอาไปใช้ได้จริงหน่อยได้ไหมครับ

    • Mod

      ไม่แน่ใจว่าระบบเทรดนี่ต้องการแบบ Pure Technical หรือ Techno- fundamental แต่จริงๆระบบเทรดที่ใช้ได้จริงมันมีเยอะหลายตัวอยู่ ส่วนใหญ่ก็เป็นระบบที่เรารู้จักกันดีทั้งนั้นแหละครับ เพียงแต่ต้องรู้จักนำมาใช้ร่วมกับ MM ไม่งั้นพังหมดทุกระบบครับ

      ไม่ทราบว่าได้อ่าน The New Concepts In Technical Trading Systems อย่างละเอียดรึยังครับ อยากให้เริ่มต้นจากเล่มนี้ก่อน เพราะมีทั้งแนวคิดแบบ Trend และ Counter-Trend พร้อมทั้งแนวคิดการคำนวนต่างๆและใช้ได้จริงแน่นอน (สำหรับระบบแบบ Trend Following นะครับ Counter-Trend ผมไม่ได้ลองเท่าไหร่เลยไม่แน่ใจ)

  • Audi

    ขอบคุณทั้งคุณ Anonymous และคุณ Mod นะครับ ที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำให้ผมได้อ่านไปด้วย ขอบคุณอีกครั้งครับ

  • BlueSky

    ได้อ่านที่ผู้รู้ทั้งหลายคุยกันแล้ว ได้ข้อคิดหลายอย่างเลยครับ
    คุณ Mod ไม่คิดทำ webboard บ้างหรือครับ
    เพราะสิ่งที่คุยกันแล้วมีประโยขน์ คนมาทีหลังจะได้อ่านด้วยครับ
    ไม่รู้ว่าขอมากไปไหมเนี่ย (แต่ถ้าจะมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะครับ ผมเข้ามาอ่านตลอด)

    ขอบคุณครับ

    • mod

      ขอบคุณสำหรับความเห็นนะครับ

      ส่วนตัวแล้วผมเองไม่ใช่คนมีความรู้ด้านเทคนิคในการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือ Internet เท่าไหร่ครับ ก็เลยใช้ WordPress ทำบล็อกนี้ออกมาง่ายๆ แต่เลือก theme ให้มันพอดูดีบ้างเท่านั้นเอง

      เรื่อง Webboard มันเลยดูจะทำให้มันมีอะไรหลายๆอย่างเกินกว่าผมจะคอยจัดการน่ะครับ อีกอย่างตั้งขึ้นมาจริงๆคิดว่าคนก็คงไม่ใช้เยอะอยู่แล้ว เพราะมันไม่ไช่เวบ Community Base น่ะครับ ออกจะเป็นบล็อกเสียมากกว่า แต่ผมก็ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไว้โดยการสร้างเป็น Fan Page ของ Facebook เอาไว้แทนแล้ว อย่างไงซะถ้าต่อไปเกิดมี Idea อะไรดีๆที่ผมคิดได้ แล้วมองว่า Webboard จะช่วยตอบโจทย์ตรงนั้นได้ เดี๋ยวคงจะลองเอาเข้ามาใส่ดู ขอบคุณที่เข้ามาชี้แนะนำครับ :D

  • Anonymous

    ขอบคุณสำหรับหนังสือครับ (ที่ถามเรื่องระบบ Turtle อะครับ)
    เล่มนี้ผมเคยอ่านผ่าน ๆ ครับ จำได้ว่าส่วนใหญ่เกี่ยวกับ indicator ที่คนเขียนหนังสือเค้าคิดขึ้นเองแล้วระบบของเค้าก็ง่ายดีครับ ถ้าคุณ Mod บอกว่าดี เดี๋ยวผมไปหามาอ่านอีกรอบครับ
    ถามเรื่อง MM หน่อยนะครับ ที่ผมเจอมีหลายแนวดังนี้ครับ
    1. เข้าครั้งเดียว ออกครั้งเดียว ตามระบบ ส่วนมากเข้าทีละ 2 %
    2. เข้าไปก่อน แล้วพอบวกก็ค่อยเข้าเพิ่ม (Pyramid) อันนี้นักเล่นหุ้นบ้านเราชอบใช้กัน
    3. เข้าไปก่อน ถ้ากำไรเท่า risk แล้ว ออก 1/2 ให้ risk เป็น 0 ที่เหลือออกตามระบบ อันนี้ Day Trade และ Swing Trade ชอบใช้กัน
    4. เหมือน 3 แบบข้างต้น แต่ถ้าช่วงไหนขาดทุนจะลด % ที่เข้า แต่ถ้าช่วงไหนกำไรจะเพิ่ม %

    ตอนนี้ผมสนใจ แบบที่ 3 และ 4 แต่ไม่แน่ใจว่ามันจะใช้ได้ไหม เพราำะว่า ถ้าขาดทุนก็โดนเต็ม ๆ อยู่ดี แต่ถ้ากำไรก็ run profit ได้ 1/2 เอง มีข้อดีคือตอนตลาด side way หรือ swing ไปกลับแรง ๆ ซึ่งพวก น้ำมันดิบ กับ ทองคำ นี่เกิดบ่อย จะไม่ขาดทุนหรือกำไรเล็กน้อย คุณ Mod คิดว่า MM แบบนี้จะใช้ได้ดีไหม หรือว่าควรเพิ่มลดอะำไรบ้างครับ

    ไม่ทราบว่ามี MM แบบอื่นที่ พี่ ๆ คิดว่าดีช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับ

    พี่ ๆคิดว่า เทรดเดอร์ทั่วไปควรจะรู้ MM หรือ พวก risk management ขนาดไหนครับ ที่ผมเคยศึกษามา

    ถ้าเป็นหนังสือทั่วไป ก็จะแนะนำประมาณว่า risk 2 % ,Kelly ,Risk to ruin ,expectation ประมาณนี้

    ถ้าระดับสูงขึ้นมาหน่อย ก็พวก Black–Scholes ,การ Pricing ตราสารแบบต่าง ๆ ,Hedging แบบต่าง ๆ ,Swap ,Arbitrage,การวัด Portfolio performance พวก convexity ประมาณนี้

    ระดับสูง ก็พวก Financial Engineer ,Math model แบบต่าง อันนี้ผมยังไม่เคยศึกษา เห็นสมการแล้วมันอ่อนใจครับ

    สำหรับแบบที่ 2 ผมเคยไปลงเรียนวิชา Investment อะไรซักอย่างของคณะเศรษฐศาสตร์ แต่ผมไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์นะครับ ผลคือเกือบไม่ผ่านครับ แต่ว่าผมก็ไม่รู้จะเอาไปใช้กับการเทรดของตัวเองยังไงอะครับ (หรือเรียนไม่รู้เรื่องเลยเข้าข้างตัวเองก็ไม่รู้ 555) คิดว่าน่าจะเป็นเกี่ยวกับงานกองทุนมากกว่าอะครับ

    รบกวนแนะนำหนังสือที่เกี่ยวกับ ระบบ MM หน่อยได้ไหมครับ เล่มที่คุณแนะนำในเว็บนี่ผมอ่านแล้วนะครับ อยากได้ที่เป็นแบบ DSM KZM ซึ่งเอาไปทดสอบได้เลยอะครับ

    ปล. ปกติผมใช้ระบบแบบ Pure Technical นะครับ ยกเว้นว่าถ้ามีข่าวหรือเหตุการณ์อะไรแปลก ๆ อาจหยุดใช้ระบบแล้วเทรดเองครับ แต่ว่าตอนนี้กำลังศึกษา fundamental อยู่ครับ ที่ชอบระบบแบบ Pure technical เพราำะว่าเอาไปเขียนโปรแกรมทดสอบ หรือ หาค่า Performance ต่าง ๆ ง่ายดีครับ

    • mod

      ส่วนตัวผมเอง คิดว่า Trader ควรเข้าใจ MM แบบพื้นฐานสำคัญก็เพียงพอแล้วครับ ไม่ต้องถึงระดับ Black-Scholes ก็ได้มั้งครับ ยิ่งการพยายาม Allocate เพื่อ diversify ไปตราสารอื่นๆหรือเครื่องมืออื่นๆอีกหลายๆอัน ไปๆมามันจะกลายเป็น Jack of all Trades แทน คือมันจะวุ่นวายไปกันใหญ่ (ส่วนตัวคิดว่าบางทีสิ่งเหล่านี้มันตั้งอยู่ใน idea แบบ Academic เหลือเกิน ที่ว่าพยายามให้เกิด “Average-Consistant return” แต่ไม่ไช่เพื่อ Out of average return) และยิ่งเราลงทุนด้วยเราเองเนี่ย แค่ับังคับตัวเองก็ยากแล้ว ความเห็นส่วนตัวเลยไม่พยายามทำให้มันยากไปกว่านี้เลยครับ (แต่ถ้าคุณ Anonymous คิดว่าไช่ก็อาจจะดีก็ได้)

      แต่ที่บอกว่าเข้าใจ MM หมายถึงเข้าใจ ไปถึงใจเลยน่ะครับ ไม่ไช่แค่ “รู้” แต่หมายถึงเข้าใจจนฝังอยู่ในจิตสำนึก ทำอะไรก็คิดอยู่ในการ Minimize Risk, Maximize Gain อยู่ตลอดเวลา

      ส่วนข้อ 3-4 ที่บอกว่าสนใจอยู่นั้น ความเห็นผมจริงๆแล้ว MM มันไม่มีสูตรสำเร็จน่ะครับ สูตรที่ดีทีสุดคือที่เหมาะกับระบบการลงทุน หรือความสบายใจของเรา ซึ่งจริงๆแล้วบางทีมันอาจเป็นความคิดสร้างสรรค์ส่วนตัวเลยก็ได้ เช่น ส่วนตัวผมไม่ Take Profit แต่จะ Lock ล่างไปเรื่อยๆ อาจมีจุดตัดขาย Stop Profit เป็น Step ถ้าราคามันขึ้นไปแรงมากๆจริงๆ เพราะผมไม่ได้หวังกินบ่อยแต่หวังกินคำโต เพราะผมไม่ได้เล่น Swing ครับ แต่บางคนถ้าเล่น Swing หรือสั้นหน่อย เข้าก็มักมีจุด Take กันไว้เพื่อสำรองกำไร เพราะระบบเค้าไม่ได้หวังจะกินทั้งก้อน เค้าหวังกินรอบ กินบ่อยๆ เหมือนร้านค้าของชำ margin ไม่เยอะแต่เน้นหมุนรอบแทน.. หรือบางคนอาจต้องการรับความเสี่ยงจาก Initial Position ไม่เท่าไหร่ แต่พอกำไรแล้ว ก็คำนวนเอาความเสี่ยงจากกำไรหรือ Market Money มาใช้เพิ่มในการ add position แทน ซึ่งจะทำให้ได้ Position ที่ไหญ่ขึ้นอีก หรือบางคนเขาก็เอา Win prob มาคิดหาจำนวน Position ที่ต้องมีให้ถึงจำนวนหนึ่ง เพื่อว่าในหนึ่งรอบการลงทุนยังไงก็จะได้ไม่มีการขาดทุนเลย เพราะค่า Expectancy ในรอบเดียวของการลงทุนทั้งพอร์ทจะกลายเป็นบวก แต่แลกกับ Position เล็กๆแทน หรืออีกมากมายหลายวิธีเหลือเกิน แต่ต้องอยู่ภายใต้เป้าของการ “Minimize risk(when u loss) and Maximize Gain(When u win)”

      สรุปว่าเรื่องนี้คงต้องให้คุณเป็นคนตอบเองว่า ระบบเราเป็นแบบไหน เรารับความเสี่ยงได้มากเท่าไหร่ เราพอใจแค่ไหน เป้าหมายในการลงทุนของเราคืออะไร สิ่งที่ผมหวังกับสิ่งที่คุณหวังคงไม่เหมือนกันครับ ผมเชื่อว่าผมก็ใช้ MM แบบเดียวกับคุณไม่ได้ทั้งหมด เพราะมันจะไม่ลงรอยกับ “จิต” ของเรา

      ส่วน DSM KZM ความจริงผมไม่ได้มีความชำนาญอะไรเลยครับ ไม่เคยใช้ด้วย แต่เท่าที่เคยอ่านๆดู มันคือระบบในการลงทุนรูปแบบหนึ่งไช่หรือไม่ครับ? ถ้าผมเข้าใจถูกต้อง สิ่งที่คุณถามว่าต้องการหนังสือ MM เพื่อจะเอาไปทดสอบนั้น ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจผิดหรือไม่ เพราะถ้าจะทดสอบ สิ่งตั้งต้นที่ต้องมีคือระบบซื้อขาย(ฺีัBuy-Sell Rules) เช่น DSM หรือ KSM ที่ว่ามา แล้วค่อยเอา MM ไปจับดู ว่าการใช้รูปแบบเงินทุน(Equity Model)แบบไหน หรือ รูปแบบการบริหารเงินทุน(MM Model)แบบไหนจะใช้แล้วให้ Return to Risk Ratio ดีืที่สุดออกมา ตัว MM เป็นเพียงกลไกในการบอก “ขนาด” ของการลงทุนเท่านั้นเอง สิ่งที่ต้องการน่าจะเป็นระบบหรือ Trading System มากกว่าหรือเปล่า? (เพื่อจะนำไปเขียนทดสอบกับ MM ดู) ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่แน่ใจลองสองเล่มนี้หรือยังครับ น่าจะมีหลายระบบให้ลองเลยครับ

      http://www.amazon.com/New-Trading-Systems-Methods-Wiley/dp/047126847X/ref=sr_1_1?s=gateway&ie=UTF8&qid=1285744661&sr=8-1

      http://www.amazon.com/Encyclopedia-Trading-Strategies-Jeffrey-Ph-D/dp/0070580995/ref=sr_1_11?s=gateway&ie=UTF8&qid=1285744661&sr=8-11

      เท่าที่อ่านข้อความแล้ว คุณ Ano คงเป็นคนเก่งและฉลาดมากคนหนึ่งเลยทีเดียว น่าจะเรียนรู้อะไรได้อย่างรวดเร็ว(ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมพูดมาจริงๆคุณก็คงรู้หมดแล้ว) แต่ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือปล่าวว่าคุณ Ano ชอบ หรือกำลังมองหาระบบ หรือแนวทางที่มีความซับซ้อนสูงๆอยู่หรือปล่าวครับ? ส่วนตัวอยากเสนอความเห็นอย่างหนึ่งว่า ในฐานะ Individual Trader อย่างเรา สิ่งที่จำเป็นน่าจะเป็นความ Simplicity มากกว่านะครับ และเท่าที่ผมเคยพบมา ความง่าย(ที่แฝงไปด้วยรายละเอียด) มักจะนำประสิทธิภาพมาให้กับ Individual Trader/Investor อย่างพวกเรามากกว่านะครับ (แต่อาจเป็นกรณียกเว้นกับคุณ Ano ก็ได้) ถือว่าเป็นมุมมองหนึ่งจากผมแล้วกันนะครับ :)

  • Neogt86

    เข้ามาเสริมเรื่อง KZM นิดครับ เพราะปัจจุบันนี้ใช้ระบบนี้อยู่ คือ KZM นี่เป็น MM รูปแบบนึงนะครับ ถูกคิดขึ้นมาเพื่อปกป้องเงินทุนของเราเอาไว้ครับ ระบบนี้จะมีข้อดีคือสามารถรองรับสภาวะตลาดได้หลายๆ รูปแบบครับ แต่จะมีจุดอ่อนคือในกอง A และ B ที่เอาไว้เล่น swing เพราะถ้าเกิดตลาด bullish มากๆ เหมือนตอนนี้ ราคาอาจจะวิ่งหลุดโซนที่เราตั้งไว้ได้ครับ

    แต่ว่าในอนาคตผมอาจจะไม่ได้ใช้ระบบนี้แล้วอ่ะครับ เพราะว่าตอนนี้โบรคที่ใช้อยู่เค้าจะเก็บค่าคอมฯ ขั้นต่ำแล้วซึ่งคงไม่คุ้มแน่ที่จะใช้อ่ะครับ

  • Anonymous

    ขอบคุณสำหรับทุก ๆ คำตอบครับ(ที่ถามเรื่องระบบ Turtle อะครับ)
    ผมเห็นด้วยกับคุณ Mod ครับ ว่าระบบที่เรียบง่ายน่าจะเหมาะกับรายย่อยมากกว่าครับ

    KZM นี่เมื่อก่อนใน pantip นี่พูดถึงกันมากใช่ไหมครับ พอดีผมไปเจอในกระทู้เก่า ๆ อะครับ ไม่ทราบว่า ตอนเอาไปใช้จริงนี่ได้ผลเป็นไงบ้างครับ

    ปล. ผมเพิ่งเทรดมาได้ไม่นานครับ พอดีมีช่วงนี้ว่าง ๆ เลยหาหนังสือมาอ่าน แต่ว่าเวลาไม่เข้าใจ ก็ไม่รู้จะถามใครดี พอดีมาเจอเว็บนี้เลยถามซะยาวเลยครับ คำตอบที่ได้รับมีประโยชน์กับผมมากเลยครับ

    • Neogt86

      ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบ KZM นะครับ เพราะเป็นระบบที่ทำให้เราสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจอ่ะครับ และคิดว่าเป็นระบบที่ทำให้เราหมดตัวยากที่สุดระบบนึงเลย แล้วข้อดีคือสามารถสร้างกระแสเงินสดซึ่งสามารถเอาไปใช้ต่อยอดทำอย่างอื่นได้ครับ ซึ่งเงินส่วนนี้จะทำให้ bet ได้อย่างสบายใจ เพราะเราเอากำไรมาเล่น (อย่างผมก็เพิ่งเอาไปเปิด long call)

      แต่ข้อเสียใหญ่สำหรับพอร์ตเล็กๆ คือเรื่องของค่าคอมขั้นต่ำอ่ะครับ เพราะกำไรไม้นึงมันยังไม่คุ้มค่าคอมฯ อ่ะครับ

  • mod

    สงสัยเดี๋ยวผมคงต้องลองไปหาอ่านดูบ้างแล้ว ไม่รู้เรื่องอย่างนี้ตกยุคแย่เลย ขอบคุณที่อธิบายให้เข้าใจว่ามันคืออะไรนะครับ :D

    • Anonymous

      เป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลทีดีจริงๆครับ ขอบคุณมากๆ ผมเพิ่งเริ่มเขียน blog ลองแวะไปทักทายนะครับ http://2betrader.blogspot.com

  • SEHJU

    ความคิดเห็นของพี่ม็อดมีประโยชน์มากๆครับ โดนใจ..

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    แบบว่า clip เรื่องนี้ โดนในหลายๆคำพูดจริงๆ ดูอีก ก็ตรงอีก ชอบๆๆๆๆๆ