“อย่าซื้อขายหุ้นบ่อยๆ เดี๋ยวจะโดนค่าคอมกินตาย มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง”

นี่เป็นประโยคที่ผมมักได้ยินอยู่เสมอจากหลายๆคนที่อยู่ในตลาดหุ้น น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดไปอย่างมากเลยทีเดียว เพราะความจริงแล้วความถี่ของการซื้อขายกลับเป็นสิ่งที่มีผลดีต่อผลของการลงทุนอย่างไม่น่าเชื่อ และนี่ก็คือเหตุผลของมันครับ

สิ่งที่ทำให้คุณขาดทุนในระยะยาวไม่ใช่จำนวนความถี่ของการซื้อขายหุ้น

คนที่บอกว่ายิ่งซื้อขายบ่อยจะยิ่งเจ๊งหุ้นนั้น ไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆที่มีผลต่อผลกำไรในระยะยาวจากการลงทุน พวกเขาเข้าใจผิดถึงกลไกและเงื่อนไขที่จะกำหนดถึงผลกำไรคาดหวังในระยะยาวไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็เพราะหากว่ากลยุทธ์การลงทุนใดๆที่จะให้กำไรเป็นบวกในระยะยาวออกมาได้นั้น มันจะต้องให้ผลกำไร-ขาดทุนสุทธิที่เป็นบวก หรือให้ค่ากำไรคาดหวังโดยเฉลี่ย (Expectancy) ที่เป็นบวกออกมาได้เสียก่อน ซึ่งตัวแปรต่างๆที่ทำให้สมการออกมาเป็นบวกเหล่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของความถี่ทั้งสิ้น! แต่พวกมันจะถูกกำหนดจากอัตราส่วนของความแม่นยำ Accuracy และอัตรา Pay-off ของกลยุทธ์นั้นๆ ซึ่งถ้าหากจะมีเหตุผลใดที่ทำให้กลยุทธ์บางอย่างไม่สามารถที่จะทำกำไรออกมาในระยะยาวได้แล้วล่ะก็ มันก็มักที่จะเกิดขึ้นเพราะอัตราส่วนของตัวแปรทั้งสองอย่างนี้อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป จนพวกมันไม่สามารถที่จะ Cover ต้นทุนหรือค่าคอมมิสชั่นในการซื้อขายหุ้นของเราได้ต่างหาก!! (คลิ้ก! เพื่ออ่านเรื่องของกำไรคาดหวัง Expectancy)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าค่า Expectancy จะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่ากลยุทธ์นั้นๆมีประสิทธิภาพ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราคาดการณ์ถึงผลกำไรสุทธิ (Net Profit) ในระยะยาวออกมาได้เลย นั่นเพราะมันเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งของผลกำไรสุทธิคาดหวังเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ยังขาดไปจากสมการของมันก็คือ “ความถี่” หรือ “จำนวน” ของการซื้อขายหุ้นนั่นเอง นอกจากนี้แล้วจำนวนของการซื้อขายในปริมาณมากก็ยังนำเราไปสู่ข้อดีประการต่างๆของมันดังนี้

Note : ค่า Expectancy ที่ได้ควรคิดรวมแบบหักลดจากค่าคอมมิสชั่นในการซื้อขายที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ข้อดีประการที่ 1 : จำนวนของการซื้อขายหุ้น คือตัวเร่งกำไรของระบบการลงทุน

P/T = E

โดยที่

P = ผลกำไรสุทธิคาดหวัง

E = ผลกำไร-ขาดทุน โดยเฉลี่ยต่อครั้งจากระบบการลงทุน

T = จำนวนการเทรด

จากสมการง่ายๆนี้คุณจะเห็นได้ว่าเรานั้นสามารถที่จะหาผลกำไร-ขาดทุนโดยเฉลี่ยต่อครั้งจากการนำเอาผลกำไรสุทธิทั้งหมดหารด้วยจำนวนการซื้อ-ขายทั้งหมดออกมา ซึ่งเมื่อมองในมุมกลับโดยย้ายข้างสมการแล้วเราก็จะพบว่าผลกำไรสุทธิจากระบบนั้นก็คือผลคุณของ E และ T ดังสมการข้างล่างนี้เอง

P = T * E

ดังนั้นแล้วไม่ว่ากลยุทธ์การลงทุนใดๆจะให้ค่ากำไรคาดหวังโดยเฉลี่ยต่อครั้งที่สูงสักเท่าไหร่ มันก็ยังคงไม่เพียงพอที่จะตัดสินถึงศักย์ภาพของมันอยู่ดี เพราะ “ความถี่” หรือจำนวนการเทรดของกลยุทธ์นั้นๆ ยังคงเป็นตัวแปรที่มีผลอย่างมากกับผลกำไรสุทธิในท้ายที่สุดของมัน

จำนวนของสัญญาณการซื้อ-ขายนั้นเปรียบได้กับประตูแห่งโอกาสในการเล่นหุ้น ยิ่งระบบของคุณให้มันออกมาได้มากเท่าไหร่มันก็ยิ่งส่งผลดีมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าระบบ ก. จะมีค่า E เท่ากับ 10,000 บาท/ครั้ง ในขณะที่ระบบ ข. นั้นมีค่า E อยู่ที่ 5,000 บาท/ครั้ง มันก็อาจเร็วเกินไปที่เราจะเปรียบเทียบและตัดสินถึงศักย์ภาพของพวกมัน เนื่องจากหากว่าระบบ ก. ให้สัญญาณการซื้อขายใน 1 ปีเพียง 10 ครั้ง ในขณะที่ระบบ ข. ให้สัญญาณการซื้อขายถึง 100 ครั้ง ศักย์ภาพในการทำกำไรของระบบ ข. นั้นจะมากกว่าระบบ ก. อยู่ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ความถี่หรือจำนวนของสัญญาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลดีต่อผลการลงทุนในระยะยาวและไม่ใช่ผลเสียอย่างที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจกัน และนี่ก็คือตัวอย่างจากผลกระทบของจำนวนการซื้อขายที่เกิดขึ้นจากระบบเดียวกัน

image

Basket CAGR Pay-off Ratio % of Winners # Trades
Turtle 2-SET50 24.41 2.56 50.18 544
Turtle 2-SET100 41.2 2.67 49.86 726

ตัวอย่าง : จากภาพและตารางด้านบนคือผลการลงทุนของระบบ Turtle System 2 ซึ่งทำการทดสอบย้อนหลังแบบรวมค่าคอมมิสชั่น 0.25% ต่อครั้ง ในกลุ่ม SET50 และ SET100 ตั้งแต่วันที่ 3/1/2001-23/3/2012 ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท เราจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนของพวกมันต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งที่อัตราส่วนของ Pay-off และ % of Winners ของมันนั้นพอๆกัน ต่างกันก็เพียงจำนวนการซื้อขายซึ่งระบบที่เล่นใน SET100 นั้นมีจำนวนการซื้อขายที่มากกว่าราวๆ 33%

ข้อดีประการที่ 2 : จำนวนสัญญาณการซื้อขายหุ้น คือตัวช่วยนำพาระบบไปสู่ค่าคาดหวังของมัน

สำหรับข้อดีประการที่สองของจำนวนการซื้อขายนั้น ก็คือการที่มันจะช่วยนำพาระบบการลงทุนของเราไปสู่เป้าหมายที่ได้คาดการณ์เอาไว้และทำให้ผลการลงทุนของเรามีความสม่ำเสมอขึ้นนั่นเอง ลองนึกถึงผลของการโยนเหรียญดูสิครับ ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าความน่าจะเป็นของมันในการที่จะออกหัวหรือก้อยจะอยู่ที่ 50-50 แต่หากว่าเรามีโอกาสโยนมันเพียงแค่ 10 ครั้งผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างไร?

ผลที่เกิดขึ้นก็คือด้วยจำนวนของการโยนเหรียญเพียง 10 ครั้งนั้น ผลของมันจะเบี่ยงเบนไปจากความน่าจะเป็นที่เราคาดหวังเอาไว้ที่ 50% เป็นอย่างมาก ซึ่งในทางกลับกันแล้วหากเรามีโอกาสโยนเหรียญสัก 100 หรือ 1,000 ครั้ง ค่าของมันก็จะยิ่งเข้าไกล้สู่ความน่าจะเป็นที่เราคาดหวังเอาไว้เป็นอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นความจริงที่คุณสามารถจะพิสูจน์ได้ง่ายๆด้วยตัวของคุณเอง และมันก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นจริงกับผลการลงทุนในระยะยาวเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น

หากว่าระบบการลงทุนของคุณให้ความถี่หรือจำนวนของการซื้อขายอยู่ที่ราวๆ 10 ครั้ง/ต่อปี มันก็คงจะไม่สมเหตุสมผลนักที่คุณจะคาดหวังว่าระบบของคุณจะสามารถทำกำไรออกมาได้ในทุกๆเดือนหรือทุกๆปี อย่างไรก็ตาม หากว่าความถี่ของสัญญาณที่เกิดขึ้นนั้นมีปริมาณมากสัก 100 หรือ 1,000 ครั้งต่อปี มันก็จะมีความเป็นไปได้ที่สูงขึ้นเป็นอย่างมากว่า ระบบของคุณจะสามารถทำกำไรได้อย่างที่คุณนั้นคาดการณ์เอาไว้ในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีนั่นเอง

ข้อดีประการที่ 3 : จำนวนสัญญาณการซื้อขายหุ้น คือสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของระบบการลงทุน

สำหรับข้อดีประการสุดท้ายของจำนวนการซื้อขาย ก็คือความน่าเชื่อถือที่เราจะได้รับจากผลของการทดสอบ (Back-test) ระบบการลงทุนย้อนหลังของเรานั่นเอง นั่นเพราะจำนวนของการซื้อขายที่เกิดขึ้นนั้นเปรียบได้กับ Sample-Size ของการวัดผลในทางสถิติที่เกิดขึ้น ยิ่งคุณมีมันมากเท่าไหร่ผลที่ได้ออกมานั้นก็จะมีความน่าเชื่อถือและไกล้เคียงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็น Effect แบบเดียวกับที่มักเกิดขึ้นจากการทำ Poll แบบสำรวจที่เราเคยเห็นกันอยู่ทั่วไป และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจำต้องการกลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมในปริมาณมากนั่นเอง

ระบบการลงทุนที่ให้ Expectancy, % of Winner หรือ Pay-off ที่สูงมากๆอาจกลายเป็นสิ่งที่ไร้ราคาหากว่ามันได้มาจากผลการซื้อขายไม่กี่สิบครั้ง ในทางกลับกันแล้วระบบการลงทุนที่ให้ค่าต่างๆไม่สูงมากเท่าไหร่นักก็อาจกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเชื่อถือได้มากกว่า หากว่ามันได้มาจากการผลการซื้อขายเป็นพันๆหมื่นๆครั้ง และหากว่าเรานั้นต้องเลือกใช้ระบบการลงทุนแบบใดแบบหนึ่งจากที่ผมได้กล่าวมาแล้วล่ะก็ มันก็จะเป็นเรื่องที่ปลอดภัยกว่ามากที่คุณจะเลือกระบบการลงทุนที่ให้ผลการลงทุนธรรมดาๆแต่ได้มาจากผลของการการซื้อขายจำนวนมากอย่างแน่นอน

จำนวนความถี่ของการซื้อขายหุ้นคือสิ่งที่คุณต้องการมัน!

ท้ายที่สุดแล้วคุณควรเข้าใจว่าผลกระทบจากจำนวนความถี่ของสัญญาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องของสไตล์การลงทุน แต่มันเป็นคณิตศาสตร์ของผลกำไรซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับวิธีการเล่นหุ้นทุกๆรูปแบบ

ยกตัวอย่างเช่น หากเราบอกว่าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว แน่นอนว่าการจะให้มีจำนวนการเทรดเป็น 100 -1000 ครั้งคงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ แต่เราก็สามารถที่จะเพิ่มจำนวนการลงทุนหรือ sample size ของระบบขึ้นมาได้ด้วยการลดขนาดการลงทุนในแต่ละตัวลงเพื่อกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆตัว นั่นจะทำให้ค่าคาดหวังจากวิธีการลงทุนของเราเข้าสู่ค่าเป้าหมายของมันได้เร็วขึ้นพร้อมกับมีผลตอบแทนที่ smooth ขึ้นในคราวเดียวกัน

หรือหากมองอีกแง่หนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ซื้อขายเยอะขนาดนั้นจริงๆ แต่ถ้าสัญญาณจากกลยุทธ์ของเรานั้นเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงที่เราได้ทำการทดสอบย้อนหลังไป มันก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางสถิติเท่านั้น

ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้เองจึงทำให้จำนวนความถี่ของการซื้อขายหุ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณ จำนวนการซื้อขายในปริมาณมากนั้นไม่ใช่ศัตรูที่ร้ายกาจของนักเล่นหุ้นสักเท่าไหร่นัก ในทางกลับกันแล้วพวกมันกลับจะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลการลงทุนในระยะยาวของพวกเราด้วยซ้ำ พวกมันคือสิ่งที่ช่วยเพิ่มพูนผลตอบแทนละลดความเสี่ยงให้กับระบบการลงทุนไปในตัว คนที่เข้าใจบทบาทของมันจะพยายามหาทางเพิ่มจำนวนของพวกมัน แทนที่จะชิงชังหรือพยายามลดจำนวนของพวกมันลงไป!

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • http://twitter.com/mprandy mprandy

    เข้ามาเจิมบทความแจ่ม ๆ :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @twitter-83117048:disqus เจิมคนแรกๆตลอดเลยพี่หมอไวจริงๆ :D

  • Unsign

    การลงทุนวิธีนี้ อาจจะตรงกันข้ามกับ การลงทุนทางด้านพื้นฐาน ซึ่งจากลักษณะแนวคิดก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

    ในเรื่องของความน่าจะเป็น ยิ่งมีความถี่มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ค่าที่เกิดขึ้น วิ่งไปหาค่าที่คาดหวังได้ใกล้เคียงมากขึ้น

    เพราะเหตุนี้ โดยเฉพาะช่วงนี้ ไม่ได้เล่น Day Trade แต่เลย Trade ทุกวันหรือเปล่าเนี่ย.. 
    หรืออาจจะ
    ไม่เกี่ยวกัน อิอิ.. :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @9aaf8560a4fbec608e89709b68383cf0:disqus เรื่องความถี่ในการลงทุนผมว่ายังไงถ้าเป็นแบบพื้นฐานคงได้ไม่ถึง 100 ต่อปีแน่ๆ สัก 10 – 20 ยังค่อนข้างจะยากเลย แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้เพราะการ Diversify แบ่งไม้ไปตามหุ้นต่างๆก็เป็นการเพิ่มจำนวน sample size ได้เช่นกัน ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ smooth ผลการลงทุนได้มากขึ้นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามถ้ามองในแง่ของตัวเลขแล้ว ผมว่าไสตล์การเล่นแบบพื้นฐานถือยาวข้อได้เปรียบคือ Pay-off ที่โคตะระสูงจนกลบทุกอย่างไปไกลพอสมควรเลย :D

  • MegaMan

    ขอบคุณครับ
    บางทีการช่วงตลาดไม่มีเทรนเทรดบ่อย มันกระทบต่อจิตใจเหมือนกันครับ  ^ ^

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @804d8af9377bf9562514fb08678812fd:disqus ไม่มีเทรนด์ก็น่าจะสัญญาณเทรดน้อยลงไปในตัวนะครับถ้าเป็น Trend Following แต่ถ้า Mix หรือ Counter Trend ก็คงยังมีสัญญาณให้จิ้มต่อ อิอิ

      ปล. เล่นระบบต้องห้ามถอดใจง่าย อึดๆเข้าไว้ๆห้ามกลัวรวยในระยะยาว :D 

  • Pakorn

    ขอบคุณมากๆ ครับ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @3b8f5aa0c84dcdd056c9bb38c9233dac:disqus ยินดีครับ แวะมาทักกันบ่อยๆแล้วกันครับ 55

  • Boy123

    ผมคิดว่า ส่วนนึงที่คนมักพูดกันว่า อย่าพยายามเทรดบ่อยๆ เพราะจะลดผลตอบแทนลง น่าจะมาจากโดยส่วนมากคนที่เล่นสั้นมากๆ หรือเทรดบ่อยๆ แบบเดย์เทรด มีระบบลงทุนที่ยังไม่ดีพอ (ถึงจะมีจุด stop lose ตามระบบ ทำให้ไม่ขาดทุนมาก แต่ก็มักไม่ค่อยได้กำไรแบบก้อนใหญ่ เพราะมักไป cut profit ซะก่อน) และตามสูตร 
    P = T * E    ถึงแม้จะเพิ่มจำนวนการเทรด (T)  เพื่อเพิ่ม P  แต่ก็ต้องเจอกับผลขาดทุนจากการ stop lose มาหักลบอีก (ยกเว้นว่าระบบจะมี winning ratio ที่สุงมาก)  … อย่าง จิม ไซม่อน ก็ทำได้ โดยผลตอบแทนสูงมาก

     ผมเลยไม่ค่อยแปลกใจ ที่จะมีคำแนะนำในหนังสือต่างๆ โดยเฉพาะแนว trend following จากบรรดาเซียนที่ประสบความสำเร็จจะแนะนำให้เทรดแบบ long term ตามเทรนด์ไปให้ถึงที่สุด เพื่อ let profit run ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม

     – ขอติดตามบทความพี่มด อย่างเหนียวแน่นครับ ^ ^

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @84a9f2b3d57925a4b61b03f957e8fc24:disqus คุณภาพของระบบในเชิงของ Expectancy เป็นผลมาจากแนวคิดซึ่งนำไปสู่ค่า Pay-off และ %Win คนส่วนใหญ่ขาดทุนจากการเล่นสั้นเพราะระบบให้ Pay-off ได้ไม่สูงนักอาจอยู่ที่ราวๆ 1:1 หรือน้อยกว่านั้นได้เลยทีเดียว ดังนั้นความเป็นความตายจึงไปอยู่ที่ %Win เพียงอย่างเดียวซึ่งถือเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่คนส่วนใหญ่จะทำได้เกิน 50% ในระยะยาว มันเลยนำไปสู่การค่อยๆเจ๊งลงไปเรื่อยๆครับ

      อย่างไรก็ตาม ถ้าตัวระบบเป็นบวกแล้วจะสั้นหรือจะยาว หากหาทางเพิ่มจำนวนสัญญาณการเทรดได้ก็จะเป็นผลดีมากยิ่งขึ้นเหมือนในตัวอย่างที่ผมลอง Test ให้ดู

      ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ แวะมาเมนท์บ่อยๆได้นะครับ :)

  • Yingyos

    ขอบคุณ บทความดีๆ ครับ
    แต่สงสัยว่าทำไม win rate ของ Turtle system มันสูงจังครับ ปกติระบบ trend following
    ที่ให้ผลตอบแทนระดับนี้ win rate น่าจะอยู่แถวๆ 30-40% นะครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @ae41d670bbec451c93c8daf2af6fe86f:disqus เป็นผลจาก Basket ที่เราเลือกเทรดใน SET50 และ SET100 ไม่ใช่กับหุ้นทั้งตลาดครับ

  • Hturiva

    อยากได้สูตร expert advisor สำหรับ tutle trading system ครับ คุณมดพอจะ share ได้มั้ยครับ
    ผมลอง
    buy H > Ref(HHV(H, 20), -1)
    sell L < Ref(LLV(L, 10), -1)
    ก็พอได้ แต่เวลาดู chart ลูกศรขึ้นมาเพียบ ผมอยากให้มันโชวแต่ลูกศร ซื้ออันแรก กับ ขายอันแรก จะปรับปรุงสูตรยังไงดีครับ อยากได้ bullish กับ bearlish trend ด้วยครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @630f5dfaed3fe1078a3514cfc60fee17:disqus ใช้ cross(h,ref(hhv(h,20),-1)) กับ cross(ref(llv(l,10),-1),l) แทนก็ได้ครับ สัญญาณมันจะเกิดเฉพาะตอน Break เท่านั้น

      ส่วนจะสร้าง Bullish – Bearish Trend ให้ใช้คำสั่ง Barssince เป็น bull = barssince(buy) < barssince(sell) และ bear =  barssince(sell) < barssince(bull) ครับ

      น่าจะพอได้นะครับ :D

  • http://www.facebook.com/people/Pathfinder-Way/100000246711732 Pathfinder Way

    อีกแล้วครับท่าน  บทความนี้เหมือนจะรู้ว่าผมกำลังสงสัยอยู่เลย   ขอบคุณครับ

  • http://www.facebook.com/people/Pathfinder-Way/100000246711732 Pathfinder Way

    อีกแล้วครับท่าน  บทความนี้เหมือนจะรู้ว่าผมกำลังสงสัยอยู่เลย   ขอบคุณครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @facebook-100000246711732:disqus อิอิ แสดงว่ากำลังสงสัยในสิ่งที่สำคัญ :)

  • Hturiva

    ขอบคุณครับ สุดยอดครับ สูตร ดัดแปลงนิดหน่อยก็เหมือนที่ผมต้องการเปี๊ยบ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @630f5dfaed3fe1078a3514cfc60fee17:disqus ยินดีด้วยคร้าบบ :D

  • Milligram9

    ขอบคุณครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรเล่นเป็นพอร์ตใช่มั้ยครับ

  • http://mangmaoclub.com Mod

    @10af235417dfeaa9dd7cb43e1a49f2fc:disqus มองขาดเลยครับ :)

  • jumb1101

    ขอบคุณมากครับพี่มด ตอนแรกผมยังกังวลใจเกี่ยวกับระบบของผมที่รู้สึกว่าจะซื้อขายบ่อยจนเกินไปอยู่เลย แต่ตอนนี้ผมสบายใจแล้ว :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @66072eab2895373a7bae31e85d300ea6:disqus ปกติราวๆกี่ครั้งต่อปีหรือครับ?

      • jumb1101

        ของผมนี่ประมาณอาทิตย์ละครั้งเลยอ่ะครับ

  • Neo_potato_th

    ขอบคุณคุณmod ครับ
    ของออกความเห็นเล็กน้อย
    ข้อดีที่ 1 จากการทดลองผมไม่เห็นด้วยครับเนื่องจากเป็นการเทียบคนละ universe กันน่าจะสรุปผลได้ว่าการเพิ่มจำนวนหุ้นใน universe ส่งผมให้ return ดีกว่า ส่วนจำนวน trade ที่มากขึ้นน่าจะเป็นเงาตามตัวมาเฉยๆ
    ข้อดีที่ 2 เห็นด้วยอย่างยิ่ง เรายิ่งยิงสัญญาณมากๆเรายิ่งแสดง edge ออกมาได้มากขึ้น โอกาสพลาดจะน้อยลงในlong term

    ข้อดีที่ 3 เห็นด้วยอย่างยิ่ง

    สรุปยิ่งเยอะยิ่งดีเห็นด้วยครับ

    ขอบคุณอีกครั้งครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @a09daad2cb34379cc49d152ab2ce68a4:disqus สวัสดีครับ :D

      ข้อที่ 1 ผมพยายามออกแบบการทดลองที่จะช่วยเปรียบเทียบให้เห็นถึงผลกระทบจากจำนวนการเทรดที่เพิ่มมากขึ้นโดยไปยุ่งเกี่ยวกับ Model ให้น้อยที่สุดน่ะครับ

      เพราะถ้าลองเปรียบจากการลด Stop หรือ entry ให้เร็วขึ้นมันก็จะไปลากเรื่อง parameter ของระบบมาอีกที แต่จริงๆหากลองเปรียบเทียบ Pay-off กับ % Win จะเห็นได้ว่า 2 basket นี้ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ที่ต่างกันจริงๆคือจำนวนเทรดอย่างที่เห็น ซึ่งส่งผลให้ Profit กับ MDD (ที่ผมไม่ได้เอามาลง) มีนัยยะที่ดีขึ้นอย่างมากครับ

      แต่จริงๆแล้วบทสรุปของคุณ Neo ก็ถูกแล้วนะครับ ว่าการเพิ่มจำนวนหุ้นใน Universe ส่งผลให้ Ruturn ดีกว่า เพราะหุ้นมันเยอะกว่าโอกาสเทรดมันก็เลยเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่า แล้วจำนวนการเทรดก็ตามมา มันก็เลยทบและเฉลี่ยไปได้ไวกว่าด้วย ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่ทำให้กองทุนใหญ่ๆพยายามที่จะหาขยาย basket ตลาดใหม่ๆในการลงทุนอยู่เสมอด้วยเช่นเดียวกันครับ :) 

  • Anonymous Proxy

    บทความนี้ น่าสนใจครับ
    แล้วบทสรุปของบทความ น่าจะเป็นสิ่งที่ หลายๆคนต้อง ฉงน ?

    ไม่ได้มาฟันธง ว่า ถูก หรือ ผิด นะครับ
    เพียงแต่อยากติงไว้นิดเดียวว่า  ต้องระมัดระวังให้มากๆ

    เพราะ การเทรดเยอะๆ แล้วได้กำไรต่างกัน
    ทั้งๆที่ ค่า Wining กับ Pay Off ใกล้เคียงกัน

    นั่นหมายถึง เป็นการ Reinvestment ตลอดเวลา
    คือ ไม่มีการดึงเงินกำไร ออกมาเลย

    ส่วนที่แตกต่าง
    ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ช่วงปีท้ายๆของกราฟ
    นั่นเป็นเพราะ ราคาหุ้นในภาพรวม เพิ่มขึ้นสูงมาก

    การ Reinvestment ทั้งจำนวน โดยที่มีความถี่ของการเทรดสูง
    ก็เป็นการเร่งผลตอบแทน แบบดอกเบี้ยทบต้น นั่นเอง

    ทบรายปี ย่อมให้ผลตอบแทนน้อยกว่า
    ทบรายเดือน หรือ รายสัปดาห์

    เพราะ   ถ้าการทบนั้นถี่ขั้น
    ตัวเลขก็ย่อมทวีขึ้น เป็นธรรมดา

    นอกจาก เป็นการ Reinvestment แล้ว
     น่าจะเป็นการเทรดด้วย TimeFrame ที่สั้นลงด้วย
    นั่นหมายถึง ถ้าโมเดลลงตัว ก็ย่อมให้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติ
    อันนี้ เห็นด้วยนะครับ

    แต่ถ้าในอนาคต ตลาดเคลื่อนไหวแตกต่างกับอดีต
    ผลลัพธ์อาจจะ คลาดเคลื่อนไปได้มากๆ เหมือนกัน

    ไม่ได้บอกว่า
     การเทรดด้วย ความถี่สูงๆ นั้นไม่ดี 
     
     และ ไม่ได้บอกว่า การ Reinvestment
    ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ไม่ดี

    เพียงแต่ อยากให้ระมัดระวัง มากๆ
    เท่านั้นเองครับ

    เพราะ เทรดถี่ขึ้นเนื่องจาก Stock Universe มากขึ้น
    ย่อมต่างจาก เทรดถี่ขึ้น เนื่องจาก TimeFrame สั้นลง

    แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกรณี
    เป็นการ Reinvestment ตลอดเวลา

    ถือว่า แลกเปลี่ยนความเห็นและมุมมอง
    ละกันนะครับ  : )

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @b3efb95a9ea83e93c462e05d618a7702:disqus โอโห เป็น Comment ที่มีประโยชน์มากครับ ขอบคุณนะครับ

      เรื่องของการ Reinvestment เป็นสิ่งที่มีผลต่อผลตอบแทนของพวกมันมากจริงๆครับ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับ MM model ที่แตกต่างกันไป … อย่างในตัวอย่างนี้ใช้แค่ Equal% ก็ยังถ่างไปขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม ก็อย่างที่คุณ Anonymous ว่าไปว่าถ้าระบบมันไม่ลงรอยกับตลาดก็อาจพังได้เหมือนกัน ดังนั้น คงต้องเป็นการบ้านของแต่ละคนไป Verify ระบบกันเองอีกที :)

      ส่วนเรื่องของความถี่จาก Timeframe VS. Universe นี้ผมยังไม่เคยหาข้อสรุปอย่างจริงจังสักที แต่คิดว่าถ้าทำเพิ่มได้อย่าง “สมดุลย์” ก็น่าที่จะมีผลดีมากกว่าโทษนะครับ ซึ่งเท่าที่สังเกตุดูคิดว่าอย่างหลัง (Universe) จะช่วยให้ผลตอบแทนหรืออัตราส่วนต่างๆดีขึ้นอย่างมากกับระบบที่มีความ Robust สูงๆหน่อย แต่ถ้าระบบไม่ค่อยนิ่งมักจะลงเหวไปเลยเพราะไม่มีตัวช่วยกรองจาก Basket ที่่กำหนดไว้ สรุปแล้วผมมักลองปรับอย่างแรก (Timeframe) ให้ลงตัวก่อน แล้วค่อยลองทำอย่างหลังต่อว่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้นหรือเปล่าน่ะครับ :D
      คุณ Anonymous พอจะมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหมครับ? แล้วที่บอกว่า Timeframe สั้นลงหรือมากขึ้นนั้น ปกติใช้ Parameter เท่ากันหรือปล่าว หรือปรับ parameter ในแต่ละ Timeframe ให้ได้ช่วงเวลาสากลเท่าๆกันครับ?
      ปล. จากตัวอย่างเป็นการเพิ่มความถี่จาก Stock Universe นะครับ ไม่ได้ปรับที่ระบบหรือ Timeframe

  • Unsign

    เห็นด้วยกับคุณ Anonymous Proxy ครับเกี่ยวกับเรื่อง Reinvestment

    เราลงทุนไป 10 ปี โดย reinvest เพิ่มไปเรื่อยๆ เจอข้อผิดพลาดปีเดียว การลงทุนก็อาจพังทลายได้
    โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ Leverage ก็จะเห็นได้ชัดมาก

    โดยส่วนตัว เลยใช้การจัดเป็น Port เพื่อให้ Equity Curve แกว่งน้อยลง โดยยอมลดผลตอบแทนเพื่อแลกกับ DD ที่ลดลง เวลาเกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป ก็หวังว่าน่าจะพอรักษาพอร์ตไว้ได้

    อีกวิธีคือ การที่ใช้หลายระบบ แยกกัน ด้วยความคาดหวังที่ว่า ทุกระบบคงไม่ตายพร้อมๆกัน แต่ยังนัวๆเนียๆอยู่แต่ก็กำลังปรับไปทีละเล็กทีละน้อยครับ :D

    ขอบคุณครับ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @9aaf8560a4fbec608e89709b68383cf0:disqus  บทความนี้ดึงความเห็นคนเก่งๆมาแลกเปลี่ยนกันได้นะครับเนี่ย :D

      สินค้าใช้ Leverage เล่นแบบ Reinvest ขนาดมี MM ยังอาจตายได้ง่ายๆ ถ้าสำหรับคนที่ไม่มีนี่ไม่ต้องเดาเลยนะครับเนี่ย จริงๆผมว่าแค่ Require capital ที่เหมาะสมต่อ 1 contract คนส่วนใหญ่ยังไมค่อยได้คิดถึงเลย ผลก็เลยเป็นแบบที่เห็นกันเสียส่วนใหญ่ -_-“

  • berno

    คอมเมนต์ของคุณ  Anonymous Proxy น่าสนใจครับ
    “เทรดถี่ขึ้นเนื่องจาก Stock Universe มากขึ้น
    ย่อมต่างจาก เทรดถี่ขึ้น เนื่องจาก TimeFrame สั้นลง”

    คุณมดพอจะทดสอบเรื่องนี้ให้ดูหน่อยได้มั้ยครับ
    ถ้าเราอยากเทรดถี่ขึ้นโดยใช้ TimeFrime สั้นๆ
    จะทำให้กำไรมากขึ้นหรือเปล่า

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @a0ef27cd42862d0e5a372b1c788d9077:[email protected]:[email protected]:disqus  น่าสนใจๆครับ แต่คิดว่าการเปลี่ยน Timeframe ถึงแม้จะช่วยเพิ่มจำนวนการ trade ได้แต่ก็น่าจะมีผลต่ออัตราส่วนต่างๆหรือค่า Expectancy ของระบบได้มากอยู่เหมือนกันนะครับ เดี๋ยวว่างๆจะลองเอาลงมาเปรียบเทียบดูกันครับ (daily,weekly,monthly)

      ปล. ผมไม่ได้ใช้ Intraday เลยไม่มีข้อมูลตรงนั้น ถ้าพี่ๆท่านใดสะดวกก็ช่วยทดสอบเป็นวิทยาทานใน TF Intraday กันหน่อยนะครับ :P

  • http://twitter.com/3dotts

    ขอบคุณมากครับ บทความและคอมเมนท์มีประโยชน์มากเลย

    ส่วนตัวคิดว่าความถี่ที่เพิ่มขึ้นจาก Timeframe หรือ Universe จะไม่มีความหมายเลยถ้าใจเราไม่นิ่งพอ อย่างในกราฟปี 04-09 ผลตอบแทนแทบไม่ไปไหน เราจะทนสภาวะนั้นได้รึเปล่าในระยะเวลา 5 ปีโดยไม่ถอดใจไปใช้ระบบหรือการลงทุนแบบอื่น

  • wirat banyongkanand

    ขอแสดงความคิดเห็นตามหลักวิชาการนะครับ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และนำสูตร,Concept นี้ไปใช้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหาย(ขาดทุน) หรือเสียโอกาสในการถือหุ้น(ดีๆ,มีปันผลดี)ในช่วง”ขาขึ้น” เพราะการมุ่งเน้นจะ”เล่นรอบ” เพื่อเพิ่ม”ความถี่”ของการ”เข้า-ออก” ตามสูตรข้างต้น P=T*E ซึ่งผมว่า”ผิด”…..ที่ถูกต้องควรเป็น..ผลรวมทั้งหมดของ P (Sigma Pi โดยที i=1 ถึง n ครั้งที่เข้าซื้อขาย) = Sigma (Ti*Ei) โดยที่ E อาจเป็นบวก(กำไร) หรือลบ(ขาดทุน)ก็ได้…P1+P2+P3+…..Pn = (T1*E1)+(T2*E2)+(T3*E3)….(Tn*En)                  จะเห็นว่า ผลลัพธ์รวมของ P ไม่ได้มากตาม T(จำนวนครั้งที่เข้าซื้อขาย) เพราะมี E ซึ่งมีค่า+,- คอยหักล้างอยู่ การเข้าซื้อ,ขาย เป็น Prob. อิสระในแต่ละครั้ง ไม่ใช่สมการเส้นตรงแบบ Y=mX+c (เทียบเคียงกับ P=T*E) สรุป..การซื้อขายบ่อย ไม่ได้เพิ่มการทำกำไรให้มากขึ้นตาม T,ถ้าพลาดท่า อาจขาดทุนมากๆได้…แต่ที่แน่ๆ..เราเสียค่าคอมมิชชั่นหลายรอบ,ทำให้เสียโอกาสในการ Let profit run ในช่วง”ขาขึ้น”..ลองจินตนาการดูกราฟขาขึ้นนะครับ..ถ้าเราขายไปแล้ว เรามักต้องซื้อคืนในราคาที่”สูงกว่า”ตอนขาย(เพราะเป็นขาขึ้น) = ขยับต้นทุนสูงขึ้นทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการถือหุ้น,ต้องเตรียมตัว Cut loss หรือถือหุ้นอย่างไม่มีความสุข,ไม่สบายใจ ราคาตกหน่อยก็ต้องรีบขาย ขายแล้วกลับวิ่งอ้าว…เข้าสู่วังวนของแมงเม่าตามเคยฯ…(การเล่นรอบ อาจมีประโยชน์บ้างในช่วงไม่มี Trend,Sideway หรือหุ้นวัฏจักร แต่ก็เสี่ยงมากๆ เพราะเราไม่มีทาง”จับจังหวะ”ได้ถูก โอกาสขาดทุน,ติดดอย จะสูงมาก(เมื่อเทียบกับกำไรเล็กๆน้อยๆ เพราะไม่กล้าถือนาน) 

    • Milligram9

       ถ้าระบบที่ใช้เป็นระบบTrend Follow อยู่แล้ว ช่วงขาขึ้นก็ระบบก็น่าจะ Let profit run ให้เราอยู่แล้วหรือเปล่าครับ (เว้นเสียแต่ว่าเราแหกระบบขายหมูเอง) ในแง่ของความถี่ผมคิดว่าเจ้าของบทความน่าจะหมายถึงความถี่ที่เกิดจากการสร้างพอร์ตให้มีจำนวนหุ้นมากพอที่จะเกิดความถีนั้นมากกว่าครับ คล้ายๆกับพอร์ตSET50ที่ชมรมCDCจัดทำอยู่

      • http://mangmaoclub.com Mod

        @10af235417dfeaa9dd7cb43e1a49f2fc:disqus  เข้าใจถูกต้องแล้วครับ จริงๆผมไม่ได้จะสื่อถึงการเปลี่ยนกลไกของระบบเพียงอย่างเดียว แต่ให้มองหาระบบที่ให้สัญญาณมากครั้งเพียงพอ และเพิ่มจำนวนของสัญญาณผ่านวิธีการในด้านอื่นๆแทนเพื่อเพิ่ม P โดยไม่ต้องเปลี่ยน E ครับ :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @29f20a85567d3c8af5652c0b687e0dd9:disqus  ขอบคุณครับ :)
      จริงๆผมอ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจากที่อธิบายมา ทำไมต้องเอา (T1*E1) + (T2*E2) ไปเรื่อยๆอีก ในเมื่อ E คือกำไรเฉลี่ยเรียบร้อยแล้ว แล้ว Ti ในที่นี้คืออะไร และจริงๆแล้วผลกำไรสุทธิโดยรวมก็เพียงแค่นำเอาผลกำไร-ขาดทุนในแต่ละครั้งมาคิดรวมกันทั้งหมด หรือจริงๆอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนกันหรือปล่าวเพราะ

      – สมการ P = T*E เป็นการที่ผมพยายามอธิบายแบบ Non Reinvestment สมการเส้นตรงง่ายๆ ซึ่งถ้า Reinvest ก็คงจะเป็นอีกแบบ ที่พยายามจะบอกก็คือ สมมุติว่าขายน้ำ 10 ขวด ได้กำไร 10 บาท กำไรสุทธิโดยเฉลี่ย (E) จะเท่ากับขวดละ 1 บาท ยิ่งขายได้มากขวดก็จะยิ่งบวกเข้าไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่คุณ Wirat พยายามบอกคือยิ่งขายมากขวดเท่าไหร่ก็อาจยิ่งขาดทุน ดังนั้นขายน้อยขวดดีกว่า?

      – E ในที่นี้ไม่ใช่กำไรในแต่ละครั้ง แต่เป็นกำไรคาดหวัง “โดยเฉลี่ยต่อครั้ง” 

      Expectancy (E) = (PW*AW) – (PL*AL) โดย

      PW = %win, AW = Average Win, PL = %Loss, AL = Average Loss

      ซึ่ง AW และ AL ในที่นี้คือ Loss+Com แล้ว  ดังนั้นมันจะรู้ตั้งแต่ก่อนมาคูณกับ T แล้วว่าระบบจะทำกำไรหรือขาดทุนในระยะยาว ซึ่งตรงนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนการซื้อขาย และค่าของ E จากระบบต้องเป็นบวกก่อนจะนำมาใช้ (ระบบมีประสิทธิภาพ) เป็นลบไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเล่นไปก็มีแต่ขาดทุน นอกจากนี้จำนวนการเทรดที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง

      – ทีนี้ขอแสดงความเห็นเรื่องระบบนิดหน่อย เพราะผมคิดว่านี่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของคนส่วนใหญ่ จริงอยู่ว่าในขาขึ้นระบบที่ใช้ Stop กว้างๆมักจะ let profit run ได้ยาวกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะให้กำไรที่ดีกว่าเสมอไปในระยะยาว เพราะรอบหมุนมันอาจน้อยกว่า และอีกอย่างหนึ่งก็คือคำว่า “ขาขึ้น” กว่าเราจะสรุปได้มันก็เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว การตั้งสมมุติฐานเช่นนั้นแปลว่าเรารู้ว่าเมื่อไหร่ที่ตลาดกำลังจเป็นขาขึ้นใช่หรือไม่? นอกจากนี้แล้วขาขึ้นยาวๆไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผมคิดว่าหากมองในระยะยาวแล้วคงจะเป็นการยากที่จะสรุปได้ว่าระบบที่ช่วงตัดขาดทุนกว้างจะให้ผลดีกว่าสั้น เพราะตลาดมีหลายภาวะผสมกัน จากประสบการณ์ที่เคยทดสอบและลงทุนมามันไม่ได้เป็นแบบนั้น ช่วงการตัดขาดทุนที่เหมาะสมกับ Entry ต่างหากที่ดูจะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่า ซึ่งตรงนี้คงไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่แน่นอนว่าหลักง่ายๆที่จะงัดให้ E เป็นบวกได้คือการ ควบคุม AL ให้ดี โดยตัดขาดทุนเพื่อลด AL และ Let Profit Run เพื่อเพิ่ม AW เนื่องจาก PW เป็นเรื่องของความน่าจะเป็นซึ่งเราเพิ่มมันได้ค่อนข้างยากจากการที่ตลาดมันมัก Random สูง

      – ผมคิดว่าวังวนแมงเม่าเริ่มต้นตั้งแต่ใช้ระบบหรือกลยุทธ์ที่มีค่า E ติดลบแล้ว ไม่ใช่หลังจากมาเพิ่มจำนวนการซื้อขายครับ

      ปล. เพิ่มจำนวนการเทรดไม่จำเป็นว่าต้องเปลี่ยนกลไกของระบบแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ ยังมีอีกหลายทางเช่นเพิ่ม Universe ของหุ้นที่เล่น เล่นเป็น Portfolio แทนที่จะเล่นอยู่ไม่กี่ตัว (เพราะโอกาสที่จะเกิดสัญญาณก็จะมากขึ้น ถ้าเล่นไม่กี่ตัวบางระบบอาจรอเป็นปี) หรือแม้แต่ปรับ Position Size ในแต่ละครั้งให้ขนาดเล็กลงในระดับที่เหมาะสมก็ได้เช่นกัน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อครับ :)

  • Randomwalk

    ผมคิดว่าปัญหา อยู่ที่ว่าถ้ามีหุ้นใน stock universe หลายตัวมากเกินไป แต่เงินเรามีจำกัด มันก็จะแบ่งเงินลงไปในทุกตัวที่มีสัญญาณไม่ได้นะ ไม่งั้น port ก็ overheat พอดี

    และทีนี้เราก็มานั่งกังวลว่าเราเลือกถูกตัวไหม ตัวที่ลงไม่ได้เพราะเงินหมดจะพุ่งไปมากกว่าไหม

    และบางคนก็อาจฝืนตัวเองลงทุกตัวที่มีสัญญาณทำให้ overtrade ไป

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @f3f07ebdd615176896234279ee3e1129:disqus  อืมมม เป็นปัญหาโลกแตกด้วยสิครับเนี่ย เรื่องที่ว่าจะเลือกถูกตัวไหม :D

      การแบ่งเงินลงทุกสัญญาณคงทำไม่ได้แน่ๆยกเว้นพอร์ทใหญ่มากๆๆๆ แต่อาจใช้ Position Score ที่มีประสิทธิภาพมาช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ อาจไม่ทำให้ถูกต้องเสียหมด แต่ก็น่าจะช่วยเพิ่ม %win หรือ Payoff ได้เพิ่มระดับหนึ่งครับ
      เรื่อง Overheat ผมคิดว่ามันจะไปอยู่ที่กลไก MM ของเราว่าแน่นพอไหม ซึ่งตรงนั้นถ้าวางแผนดีๆก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าควรวางไปไม้ละเท่าไหร่ หรือกี่ตัวดี

      เรื่อง Overtrade อันนี้ก็คงอยู่ที่ MM + Psychology อีกที ตัวหลังนี่คงต้องตัวใครตัวมันเหมือนกันเพราะช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ :)ปล. หลังๆไม่ค่อยเขียนบล็อกเลยนะครับ เบื่อแล้วหรือ? :D

  • Hturiva

    ทุกวันนี้ผมก็ยังสับสนอยู่ จะเล่นกี่ตัวดี ควรจะเล่นแบบยึดตัวเดิมเดิมไปตลอด หรือ เปลี่ยนตัวเล่นไปเรื่อยๆ แบบใหนดีกว่ากัน

  • Tum114

    ขอบคุณมากสำหรับบทความครับ เพราะส่วนตัวเคยได้ยินบ่อยๆ ปัญหาเรื่องการเทรดถี่เกินไป

    ตอนแรกผมก็ยังสับสนกับคำว่าถี่เกินไปคืออะไร รู้แต่ว่า ตรงไหนมีกำไรก็ควรจะเอา ค่อยๆเก็บเล็กผสมน้อยกันไป บางครั้งก็ต้องบ่อย บางครั้งก็ต้องปล่อย

    สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับระบบที่เราใช้ถ้ามันดีพอ ถูกมันก็มากกว่าผิด กำไรก็มากกว่าขาดทุน แค่เราต้องระวังความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นให้ได้เท่านั้นเอง