ความหลงผิดในการใช้ Indicator วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค

IndicatorsVideo Clip หุ้นชิ้นนี้ ถือเป็นอีกมุมมองหนึ่งสำหรับคนที่ใช้การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค โดยเฉพาะคนที่หน้าจอวิเคราะห์หุ้นเหมือนหน้าจอของนักบินอวกาศ (คือเส้นก๋วยเตี๋ยววุ่นวายเต็มไปหมด แถมยังเป็นรสต้มยำ Indicator อีกด้วย อิอิ :P) นอกจากว่ามันอาจไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้เสียหายทางจิตวิทยาการลงทุนแถมเข้าไปด้วย เพราะเราจะมีข้อแม้หรือเงื่อนไขที่เกิดขึ้นภายในจิตใจเยอะเกินไป ในเวลาที่ต้องเจอกับสภาพตลาดจริงๆ กลายเป็นวินัยการเล่นหุ้นหย่อยยานต่อเนื่องไปอีก คิดว่าน่าจะโดนใจหลายๆคนนะครับ :D

ปล.ขอบคุณวิดีโอคลิปจาก John Jagerson แห่ง Learningmarkets.com ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ :)

YouTube Preview Image

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • BlueSky

    บทความถูกใจมากครับ แรกๆผมก็ใช้ indicator 3 ตัว + ระบบ
    ปรากฎว่ามันทำให้เราสับสนในการเข้าออก
    ทำให้เราเข้า-ออกช้าลงไป ถึงจะแม่นยำขึ้น แต่ก็ได้กำไรจริงๆไม่มากเท่าไหร่
    สุดท้ายใช้ indicator 1 ตัว + ระบบ เพราะว่ามันเทรดง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
    ขอบคุณครับ สำหรับบทความดีๆ

    ขอแซวนิดนึง ช่วงนี้อัพบทความถี่ยิบเลย
    สงสัยตลาดหุ้นขาลงทำให้คุณมดมีเวลาว่าง อิอิ..

    • mod

      ช่วงนี้ไม่ได้ดูหุ้นครับ เลยรีบแปลๆที่คิดว่าจะแปลต่อ 55

      ขอบคุณที่ทักทายกันเข้ามานะครับ :D

  • จานอส คิส

    ผมคิดอีกทางนะครับ เพื่อให้เกิดมุมมองที่แตกต่างบ้าง

    การคิดระบบขึ้นมาสักอย่างแบบมีระบบแบบแผน ก็ยังผิดอยู่ดี เพราะมันตลาดถูกควบคลุมโดยจิตวิทยา มีสัญชาติญาณในการอยู่ร่วมกันเป็นฝูง เหมือนฝูงปลาทูครับ มันโวตเสียงกับตลาดเมื่อไหร่ การตัดสินใจเป็นอันว่าโน้มเอียงไปเป็นความคิดเห็นของปลาทู เพราะพวกมันมีเยอะมาก การตัดสินใจในตลาดเป็นอย่างนั้นเท่าที่ผมเห็นครับ หมดพวกปลาทูออกจากตลาด เมื่อนั้นตลาดมันเห็นภาพชัดเจน
    ผมหากินกับปลาทู ผมไมได้หากินกับระบบ เสียงพึมพำของปลาทูเป็นสัญญาณที่ดี การทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามสวนกระแสคือเคล็ดลับ ถ้าเอาตัวเองเป็น 0 กลาง เหมือนระบบนิวตัน จะมองไม่เห็นทางทำเงินในตลาด คิดให้ลึกลงไปหน่อย ระบบทุกอย่างมีรากฐานมาจากแนวคิดของนิวตันซึ่งวางรากฐานการคิดแบบเป็นระบบวิทยาศาตร์เกือบทุกอย่างในโลก แต่ตลาดไม่ใช่วิทยาศาสตร์ มันเป็นสังคมศาสตร์ ไม่ว่าตลาดไหน ถ้าเรามองแบบบูรณาการ ให้คิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบโดยรวม ไม่ใช่แยกตัวเองออกไปเหมือนที่นิวตันลงทุน เราเป็นส่วนหนึ่งทีมีอิสระในการตัดสินใจ อิสระนี้สำคัญมาก เพราะมันมีผลต่อการเคลื่อนตัวของของระบบตลาดโดยรวม เราว่ายไปกลับฝูงปลาทูเข้าใจจิตวิทยาในฝูงปลาทู เคลือนไหวไปตามจังหวะของตลาด
    ผมอาจผิดนะครับ
    ระบบก็ยังถูกสร้างขึ้นมาด้วยอคติของคนสร้างอยู่ดี

    • mod

      ขอบคุณสำหรับความเห็นนะครับ ผมชอบกินปลาทูกับข้าวเหนียวมากเหมือนกัน 55 ล้อเล่นครับ

      พอเห็นภาพเรื่องการแฝงเข้าไปแล้วคิดในจิตใจของฝูงปลาทูแล้วครับ น่าจะคล้ายๆกับการมองคู่ต่อสู้จากสายตาที่เขามองเราใช่หรือปล่าวครับ? บางทีผมอาจยังสับสนอยู่หน่อย พอจะชี้แนะเป็นรูปธรรมให้ได้ตาสว่างขึ้นกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ หรือยกกรณีศึกษาสั้นๆสักตัวอย่างหนึ่งให้ดูหน่อยได้ไหมครับ จะดีๆมากๆเลย เผื่อจะได้เอาไปลองคิดตามเพิ่มดูอีก ขอบคุณนะครับ :)

      ปล. what if สังคมศาสตร์ที่พี่ว่า จะสามารถ Quantify มาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ในระดับหนึ่งหรือไม่ครับ? หรือต้องเป็นเชิงคุณภาพอย่างเดียวเลยครับ?

  • Ti

    คุณมดครับ คือว่าผมได้เข้าไป download หนัวสืออ่ะครับ

    มันก็จะลิงคืไปที่ RapidShare แต่พอกรอกรายละเอียดครบแล้ว กด Register Now

    มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นอ่ะครับ (ส่วนไฟล์ที่ไม่ได้โหลดกับRapidShare โหลดได้ครับ )

    สรุปว่า ผมต้องทำไงถึงจะโหลดไฟล์ PDF ที่เป็นหนังสือได้ครับ ขอบคุณครับ

    • mod

      Rapidshare เวลาโหลดไม่ต้องกรอกอะไรทั้งนั้นนะครับ รอสักครู่มันจะขึ้นให้โหลด แล้วเลือก Slow Download ตรงส่วนของ free account ด้านขวานะครับ มันจะขึ้นเป็นแบบนี้ครับ http://www.webpagescreenshot.info/img/999808-210201160253AM

  • megaman

    โดน…จริงๆครับ เมื่อก่อนมีอินดี้เต็มจอ ตาแทบเหล่ีครับ
    หลังๆพบว่า มีเยอะก็ปวดหัวเยอะครับ (มันเป็น indy ชนิดเดียวกัน – -“)

    ขอบคุณ mangmaoclub.com ครับ ^ ^

    • mod

      บางทีการที่เราใช้เยอะมากๆ ผมว่าอีกประการหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่า จริงๆแล้วเราอาจไม่รู้ก็ได้ว่าเราต้องการอะไรจากมัน หรือเราต้องการจะดูอะไรจริงๆ เพราะพอผมเข้าใจว่าจริงๆผมอยากดูอะไร ตอนหลังผมเขียน indy ผมเองตัวสองตัวก็พอแล้วเหมือนกันครับ 55

  • ชอบๆ

    โดยเฉพาะคนที่หน้าจอวิเคราะห์หุ้นเหมือนหน้าจอของนักบินอวกาศ (คือเส้นก๋วยเตี๋ยววุ่นวายเต็มไปหมด แถมยังเป็นรสต้มยำ Indicator อีกด้วย อิอิ

    ฮาจริงๆ

  • จานอส คิส

    ท่านมดเป็นคนสอนผมเรื่องนี้เอง จำท่าน Mochida moriji ได้ไหมครับ ท่านปรมาจารย์ตัดอคติของท่านเองออกหมด เหลือแต่อคติของคู่ต่อสู้ ตั้งแต่วันนั้น ผมก็ค้นคว้าเรื่อง Zen แล้วก็เข้าใจ reflexivity หลายปีดีดักจนหาทางออกเจอ ขอบคุณท่านมดเป้นอย่างมาก

    เรื่องที่เขียนเป็นเพียงข้อสมมุติฐานของผมเท่านั้น หาใช่ความจริงเสมอไปในทุกกรณี
    สมการความรู้ทุกอย่างมันมีจุดอ่อน/จุดแข็ง มันทื่อ ๆ สมการเอาอารมณ์คนไปใส่ มันวิ่งได้
    ใส่ไปแล้ว วิ่งเร็วขึ้น แต่บางที มันช้าลง เป็นไปได้ทั้งนั้น
    ความแน่นอนไม่มีเที่ยง เหมือนสิ่งที่อ่าน เป็นเพียงแค่ภาพมายาเท่านั้น
    อย่าเชื่อในสื่งที่ท่านอ่านเป็นอันขาด จับผิดผมให้ได้
    ความคิดที่ไร้ค่าเหล่านี้อาจกลายเป็นเครื่องมือทำเงินในวันข้างหน้า
    หรือทำให้เราหมดตัวต่างหาก อะไรก็เกิดขั้นได้ทั้งนั้น ใครจะไปรู้

    ถ้ายอมรับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่แรก เราชนะตัวเองไปเกินครี่งแล้ว หรือว่าเราแพ้ตัวเองไปเกินครึ่งแล้วต่างหากเล่า ผมไม่รู้อะไรเลย แสงที่บอกเล่าได้ ยอมไม่ใช่แสง

    1. ข้อแนะนำจากผม หรือว่าเป็นคำสาบแช่งให้กับเทรดเดอร์ในตลาด คือ สิ่งที่เทรดเดอร์ด้านสว่าง ควรระวังมากที่สุด คือ การระวังตัวเอง อารมณ์พวกนี้เป็นอินฟินิตี้ ถ้าวันหนึ่งผมไปเจอใครไม่ระวังสิ่งเหล่านี้ ข้อสมสมุติฐานของผมคิอ เขาต้องใช้ชีวิตอย่างประมาทอย่างมาก และจงอยู่ห่างจากคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาอยู๋ในด้านมืด หรือว่าเป็นด้านสว่างของพวกเขา หรือว่า พวกเขาก็หลุดจากปุถุชนไปแล้ว หรือไม่กำลังตกทุกข์อย่างเข็ญใจ ข้อให้ดูจากสิ่งที่เขาทำ เรียนรู้จากสิ่งที่เขาปฎิบัติ พินิจใคร่ครวญตามความเป็นจริง ความคิดของ reflexivity ไม่อาจบอกด้วยคำพูด เพราะมันอยู่ในตัวเราทุกคน มันเป็นธรรมชาติ มันควรถูกเฝ้ามองทุกขณะ เหมือนเราเฝ้าระวังตัวเอง อารมณ์ 9 ชนิดที่ต้องระวัง หรือ reflexivity 9 ชนิดที่ควรระวัง ไม่ว่าพูดอย่างไร มันคือสิ่งเดียวกัน หรือว่ามันคือสิ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

    1.. ความแตกตื่น
    2. ความกลัว
    3. ความลังเล
    4. ความฟุ้งซ่าน
    5. ความประมาท
    6. ความโกรธ
    7. ความใจร้อน
    8. ความหลง
    9. ความโลภ

    2. ชีวิตของเทรดเดอร์ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเริ่มมีการประลองตอน 10 โมงเช้า แต่มันเริ่มต้นตั้งแต่ตี 3 ตอนเข้าส้วมนั่งขี่ เมื่อรู้ตัวว่าต้องประลองฝีมือในวันนั้น เราต้องวางแผนอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ ใช้เวลาครุ่นคิดถึงความเป็นไปของตลาด สร้างสมมุติฐานอย่างกล้าหาญ ทดสอบมันในตลาดอย่างรอบครอบ แต่การคิดอย่างนั้น มันต้องมาจากการฝึกทักษะการคิดอีกแบบ แบบที่การเรียนรู้ในสมัยปัจจุบันยังหาข้อสรุปไม่ชัด

    3. ผมตั้งสมมุติฐานว่า การฝึกคิดแบบ reflexivity เป็นฝึกใช้สมองขวาซะมากกว่า ใช่ครับ ผมอาจผิด ผิดที่บอกไม่ละเอียด ที่ไม่บอก เพราะผมไม่รู้ไปมากกว่านี้ แต่ผมขอตั้งสมมุติฐานอย่างไม่ลังเลว่า การใช้สมองขวาในการนั่งสมาธิจะทำให้หลุดหน้าอย่างมาก เป็นการเพิ่มพลังให้กับสมอง แล้วเราเอาพลังเหล่านั้นมาคิดเกี่ยวกับความเป็นไปต่างๆ ของโลกการเงิน

    การคิดแบบจิกซอล เหมือนการฝึกแบบเซน มันมาจากขวา ผมไม่รู้มากไปกว่านี้ ผมไม่รู้อะไรเลย
    ผมเห็นแม่ต่อจิกซอลตั้งแต่ผมจำความได้ ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
    การฝึกตัวเองด้วยการต่อจิกซอล มันช่วยลับสมองได้เป็นอย่างดี หรือ ผมไม่รู้อะไรเลย
    ทุกอย่างควรจะ invert, always invert
    แม้กระทั่งกับตัวเราเอง เราก็ควร invert นั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผมในการเทรด หรือ ผมไม่รู้อะไรเลย

    4. การเทรดคือการทำสงครามจิตวิทยา จากทั้งข้างนอกและข้างใน ข้างในเลยต้องนิ่งเสมอ มันถึงมองภาพป่าทั้งป่าออกหมด เห้นแต่ใบไม้ใบเดียว มองแต่กิ่งไม่แค่กิ่งเดียว ผมว่าไม่พอ ถ้าท่านว่าพอ ท่านเก่งกว่าผมเยอะ ผมนับถือเลย ยกมือไหว้เลย ผมยังไม่เก่ง ชัยชนะจากการเทรดเกิดจากการประสานกันระหว่างเทคนิค จิตใจ และหลักกลยุทธ์ต่าง ๆ อย่างกลมกลืน หรือท่านว่าไม่จริง ผมอาจผิดก็เป็นไปได้ ผมผิดแน่นอน

    5. ด้วยสภาวะจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยสมาธิและสมบูรณ์พร้อมต่อการปฎิบัติตามกลยุทธ์ต่างๆ ทีเราได้วางไว้ ผมอยากมีสติตลอดเวลา ผมรักที่จะมีสติ มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องเข้าใจกับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราต้องดิ้นรนที่จะต้องมีสติ อย่างนั้น เรายังไม่เข้าดีว่าสติอะไร ถ้าเราเห็นสาวสวย แล้วเกิดอารมณ์ใคร่ขึ้นมา อย่างนั้นใช่เลย

    6. ผมรู้ว่าเราเป็นทาสของยีนกันทุกคน
    ยีนที่สั่งให้เราสืบพันธ์ ผมเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ว่าเราเกิด “หงี่” เพราะอะไร
    หรือว่า ผมเป็นเพียงแค่ปลาซาลมอน ออกไข่เสร็จแล้วตาย ว่าไหมครับ ในด้านหนึ่งนั้น เราเป็นทาสของยีนกันทุกคน เรื่องนี้พาผมย้อนนึกถึงเมื่อวาน ตอนกะโดดลงสระว่ายน้ำ ว่าทำไมมันถึงเจ็บได้ เพราะเหตุใดน้ำ หรือ ไฮโดรเจนออกไซด์ตัวนีจึงมีแรงตึงผิวอย่างนั้น เพราะเหตุใดน้ำจึงรับน้ำหนักของแมลงบางชนิดได้ หรือ จำได้ไหมครับ ก้อนหินที่เราขว้างใส่น้ำตอนเด็ก ๆ ขว้างไปกับน้ำให้ก้อนหินมันสะท้อนบนผิวของน้ำได้หลายต่อหลายครั้ง ผมเคยสงสัยว่า น้ำเป็นแผ่นบางๆ เหมือนแผ่นเยื่ออย่างหนึ่งที่มีอะไรบางอย่าง “ยึดติด” มันไว้
    สิ่งนั้นเราเรียกมันว่า ” โมเลกุล” คุณสมบัติที่แปลกประหลาดของนักลงทุน คือ “ความเชีอ” หรือเรียกให้มันคุ้นเคยในตลาดหุ้นว่า ”expectation”
    มันเหมือน เรามี “โมเลกุล” บางอย่างมายึดมันติดกับเราไว้อย่างแยกกันไม่ออก
    เราถูกสร้างมาโดยยีนที่ต้องการให้เราเป็นทาสของความเชื่อนี้ตลอดชีวิต
    มันทำหน้าที่ไม่แตกต่างอะไรจาก “ออกซิเจน” ถ้ามันเหมือนอ๊อกซิเจน มันดีแล้วนิ?
    อย่างพึ่งดีใจครับ สิ่งที่เราเชื่อกันมานาน มันอาจไม่ใช่สิ่งที่คิดมาตลอดชีวิต

    16. การเปลี่ยนแปลงในปัจเจกของปลาทู เป็นไปไมได้ที่จะไม่มีผลต่อตลาดรวม เมื่อเรามองทุกอย่างเป็นองค์รวม เป็นก้อนทั้งตลาด เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า บางทีบางส่วนของตลาดก็ไม่เป็นอย่างนั้น คือ แยกฝูงไปก่อน นั่นทำให้ทุกอย่างมันตีกลับแล้ว critical mass มันก็ตามมาอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ หรือ บางทีไม่เกิดเลยด้วย

    17. ผมชอบคิดแบบเด็ก เพราะระบบนิวตันการเรียนในเมืองไทยกำหนดกรอบตลอดมากเกินไป สิ่งทีเด็กมีลดถอนลงไปหมด การสอนให้จับองค์รวมมาแยกส่วน มันดี โลกถึงพัฒนามาถึงขนาดนี้ แต่มันก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน เพราะถึงจับส่วนประกอบที่แยกออกมาต่อกันใหม่ได้ มันเหมือนแก้วที่ร้าว มันมีรอยรั่วเกิดขั้นเมื่อใดก็ได้ ผู้ใหญ่โตขึ้นไปลงทุน ก็มีร้อยร้าว reflexivity จับระบบนิวตันมาหากิน ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่านี้ หรือ ผมคิดมากไปเอง มันง่ายกว่าที่คิดมาก

    18. ตลาดไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ ถ้าปัจเจกไม่เปลี่ยนตนเองเสียก่อน เปลี่ยน expectation ที่เป็นปัจเจกได้เมื่อใด เมื่อนั้นเดาทิศทางตลาดได้ แต่เป็นการเดาทางจิตวิยญาณเพื่อหาความจรืงที่จะเกิดขึ้นได้ก่อนชาวบ้าน

    19. ระบบทุนนิยมพัฒนามาจากนิวตัน ออกเป็นเส้นตรงแบบปรัชญากรีกของโสกราติส เรื่องนี้ต้องไปงมที่มาที่ไป ถึงโยงความเข้าใจว่า reflexivity ทำงานได้อย่างไร พอเข้าแล้ว ก็ไม่มีเข้าใจ มันเป็นอย่างนั้นครับ จนวันหนึ่ง เอานิวตันทิ้งให้หมด เอาความเป็นซีกซ้ายทิ้งให้หมด reflexivity เป็นความคิดของทางตะวันออกที่เรียกว่าเซน หมุนเป็นวงกลมไม่รู้จบ เราเปลี่ยนเป้นมุ่งทำตนให้เป็นหนึ่งเดียวกับตลาด ไม่ใช่แยกออกจากตลาด

    20. ยามเมื่อเราฝึกฝนทักษะฝีมือของเรา เราต้องบ่มเพาะถนอมบำรุงพลังสมองของเราควบคู่ไปด้วย เพราะเราไม่มีพรสวรรค์แบบแรบไบโซรอส เรามีแต่ความมุ่งมั่น มานะ และความพยายามในการทำความเข้าใจให้ได้ เหมือนเราอยากมีเพศสัมพันกับคนที่เราชอบ เราก็ควรมีเพศสัมพันธืกับสิ่งต่างๆ ในโลกจนข้ามพ้น อัตตา ของตัวเองให้ได้ แล้วการคิดอย่างนี้ มันใช้เงินซื้อไม่ได้ ความแจ่มชัดไม่มีเลย จนเราไปขังตัวเองในห้องน้ำตั้งแต่เช้าจดเย็น แล้วถามตัวเองว่าเราอยากเข้าใจเรื่อง reflexivity ไปทำไม มีแล้วจะเอาไปทำอะไร อย่างไร เพื่ออะไร และ เพื่อใคร?
    ถ้าไม่คิดอย่างนี้ reflexivity ไม่มีวันอยู๋กับเรา หรือ อยู๋ตลอดเวลาแต่เราไม่อยากเข้าใจมัน

    21. ผมอธิบายอย่างนี้ ยากต่อการเข้าใจ มันต้องลองทำเอง เรื่องอย่างนี้เหมือนแสง บอกกันไม่ได้ครับ การเรียนรู้ในระดับนี้เป็นกานเรียนรู้ของใจสู่ใจ เราต้องมีความคิดคล้ายคลึงคล้ายแรบไบโซรอส เรียนคุณธรรม หัวใจ และวิญญาณ มันถึงเข้าใจ ไม่เหมือนอ่านหนังสือเลย นั่นเป้นสิ่งที่ไม่มีชีวิต

    22. เราต้องสามารถขจัดความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ให้หมดไปจากใจได้จนจิตใจของเรานิ่งดุจบ่อน้ำที่สงบงันจนสามารถสะท้อนดวงจันทร์ได้อย่างสวบงาม จดจ่อกับสิ่งที่เรากำลังกระทำอยู่ในปัจจุบันขณะ จนกระทั่งการเทรดคือการฝึกสมาธิไปในตัว กลายเป็นคนที่สงบนิ่ง สุขุมมั่นคง และต้องปลีกตัวไปเพียงลำพัง มันผมคิดว่าเวลาปลีกตัวจำเป็นอย่างมาก หรือว่า ต้องไปสังสรรค์เพื่อหาความคิดใหม่ๆ จะเป็นเช่นกัน ผมไม่ทราบครับ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

    23. ความสงบมาจากสภาวะจิตใจที่เป็นดุจดังกระจกเงาที่สะท้อนทุกสรรพสิ่ง แต่มิได้ถูกรบกวนจากสรรพสิ่ง เหมือนบ่อน้ำนิ่งที่มิได้ถูกรบกวนเพราะการสะท้อนของดวงจันทร์บนท้องฟ้า เทรดเดอร์ไม่ควรยึดติดในวัตถุ ไม่หลงใหลในอำนาจ ลาภยศสรรเสริญทางโลก เพราะเขารู้ดีว่า ผู้ที่หลงใหลในสิ่งเหล่านั้น สุดท้ายย่อมนำไปสู่ความเสื่อมโทรม เสื่อมทรุด ทั้งร่างกาย จิตใจ และ จิตวิญญาณ อีกทั้งสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นสิ่งที่จีรังยั่งยืนเลย เทรดเดอร์ที่แท้จริงจะทำความเข้าใจกับอารมณ์ตัวเองตลอดเวลา ทำตนดุจน้ำลึก มุ่งบ่มเพาะการเจริญภาวนา ทำสมาธิภายในตัวตนจนกระทั่งใจของเขาสะอาดบริสุทธิ์ใสดุจเด็กทารกอีกครั้ง

    24. เทรดเดอร์ยินยอมขาดทุนบางส่วนเพื่อรักษาพอร์ตโดยรวมแต่ไม่ยอมให้สมาธิคลายออกจากจิตใจแม้ชั่วครู่ยาม เทรดเดอร์ที่มีพลังฝีมือสูงล้ำ ในใจมักปล่าวเปลี่ยวเดียวดาย ด้วยเหตุทุ่มเทชีวิตให้กับวิชากากรเทรดเพียง อย่างเดียว เทรดเดอร์ต้องมีเวลานั่งจับเจ่า ให้เวลากับตนเอง การฝึกตนในยามว่างเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จ ผมชอบเล่นวิชาหมากล้อม มันสามารถฝึกหลักวิชาการเทรดให้หลุดหน้าจนถึงกลับไม่อาจหยั่งคาดคะเนได้ เพราะในขณะนั้นสมาธิหลอมรวมขันติ สมาธิและจิตใจให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศิลาขาวดำเหล่านั้น

    25. เนื่องจากมิอาจหลอมละลายกลยุทธ์การเทรดหุ้นเข้าไปในหลักปรัชญาภาพสะท้อน อย่างมากเราก็เป็นได้เพียง “นักลงทุน” เท่านั้น ความแตกต่างอันนี้เฉกเช่นภาพวาด แม้วาดได้ละม้ายคล้ายคลึงเพียงใด แต่ไม่อาจเทียบเท่ากับภาพวาดที่จิตรกรทุ่มเททั้งชีวิตและวิญญาณให้แก่ภาพวาดนั้นได้

    26. เทรดเดอร์ต้องฝึกตนเองสูงไปอีกขั้น จนบรรลุถึง “วิถีกระบี่ภาพสะท้อน” คือ แนวทางไม่แสดงงำประกายตนเอง โดยการ “สำรวมถ่อมตัว” เป็นหลัก ในขั้นนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกภายในจิตใจ ทำให้สามารถมองโลกในมุมมองใหม่ เปลี่ยนวิถีคิดของตัวเองไปอีกขั้น คือการถือเอา เป้าหมายทางจิตวิยญาณเป็นหลัก

    27. เทรดเดอร์ต้องทำตนดั่งอัศวินเจได อัศวินเจไดเป็นการผสมผสานของนักรบกับนักพรต การฝีกคิดเหมือนเจไดไม่ต่างจากการปฎิบัติธรรม และการเทรดเป็นการแสวงหาธรรมฝึกจิตใจอย่างหนึ่งเช่นกัน

    28. การประลองฝีมือการเทรดมิใช่เพื่อเงินอย่างเดียวแต่ถือเป็นการแสดงความรู้และความเข้าใจใน “ความจริง” ด้วยการตั้งสมมุติฐานและทดสอบสมมุติฐานในตลาด โดยไม่ต้องเอ๋ยปากอธิบายออกมาเลย

    29. เทรดเดอร์ระดับปรมาจารย์ มีลักษณะภายนอกเหมือนคนสามัญธรรมดา แต่ความเป็นอยู่ไม่ต่างอะไรจากนักบวช รักสมถะ รักสันโดษ มีคุณธรรม เปรียบเหมือนนักรบ แต่ไม่ปรารถนาการฆ่าฟัน เพียงแต่ทำสงครามในสมรภูมิภายในตัวตน เป็นนักรบแห่งจิตวิญญาณและสามารถเปิด “พื้นที่ศักสิทธิ์” ในหัวใจของตนเอง

    30. อารมณ์ความคิดล้วนคือพลังงาน ความทะเยอทะยาน ความโลภ ความกลัว การกระทำต่าง ๆ เป็นการแสดงออกของพลังงานทั้งสิ้น ต่างกันตรงที่จะแสดงออกมาเป็น ด้านสว่าง หรือ ด้านมืด เท่านั้น

    31. เรื่องเงินเป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การทดสอบทฤษฎีปรัชญาของตนเอง และ การฝึกสมาธิเพื่อทดสอบอารมณ์ตัวเองเป็นจุดหมายสำคัญมากกว่า

    32. โลกการเงินเป็นโลกแห่งการเดิมพันด้วยความเสี่ยง เราต้องจัดการกับความเสี่ยงตลอดเวลา ทำอย่างไรให้อยู่รอดให้ได้ วางแผนเผื่อทางหนีทีไล่ตลอด ตลาดหุ้นไม่ใช่ที่สำหรับคนขี้ขลาด ตลาดหุ้นล้วนอยู่เหนือการควบคลุมทั้งสิ้น คนขี้ขลาดต้องไปหาอย่างอื่นทำดีกว่า

    33. ใจแบบ reflexivity คือ ใจที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใด ใจที่ไร้ใจ ไม่ใช่เป็นก้อนหิน แต่เป็นใจที่ไม่จดจ่อกับสิ่งใด ถ้าใจยังคิดจะไร้ใจแสดงว่ายังยึดติดอยู๋ตลอดเวลา ผมอยากจะบอกว่า “มาผิดทางแล้ว” หรือมาถูกทางแต่หาทางไปต่อไม่เจอ
    ความจริงคิอถ้าเราคิดหา reflexivirty ในทุกสิ่ง เราก็ยังยึดติดอยู่ดี

    34. การฝึกความคิด reflexivity ให้เป็นหนึ่งเดียวกับใจเรา สภาพอย่างนั้นจึงเรียกว่า “ไร้ใจ”
    คิดที่จะไม่คิด ก็ยังเป็นความคิดอยู่ดี ทำอะไรโดยที่ไม่ต้องยึดติดจึงถือเป็นยอดคน
    ผมไม่เข้าใจอะไรเลย เหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

    35. ปรมาจารย์ คนพวกนี้ดูไม่ออก เพราะเมื่อพวกเขาถึงขั้นสุดยอด
    พวกเขาจะทำตัวเหมือนคนธรรมดามาก สูงสุดคืนสามัญอธิบายความหมายได้ดี
    ดูไม่ออกครับ คนที่เก่งจริง ดูไม่ออกเลย เขาเก็บงำประกายหมด

    36. ถ้าตอนเทรดไปวาง reflexivity ไว้ที่การซื้อขายต่างชาติ ใจเราก็ไปยึดติดการซื้อขายนั้น
    เราไปวาง reflexivity ที่ผลประกอบ ใจเราก็ไปยึดผลประกอบการ
    ถ้าวางไว้ที่ bid/offer มันก็อยู๋ได้แค่ตรงนั้น
    สรุปคือ ไม่ต้องวาง reflexivity ไว้ที่ไหนเลย
    มีป่าทั้งป่าให้มอง ทำไมเพียงแค่มองดูใบไม้ใบเดียว หรือ ต้นไม้ต้นเดียว

    37. ตอนนั่งสมาธิ ผมเคยวาง reflexivity ไว้ท้องน้อย มันอึดอัดเหลือเกิน
    ตอนนี้ ผมวางทุกที่ ที่ปลายนิ้ว ก็วางได้ ไปที่ไหน ในร่างกายเราได้หมด
    การฝึกสมาธิที่ผมเจอคือ ไม่ต้องกำหนดจิตไว้ที่ไหนเลย ไม่กำหนด ใจก็ไปถึงรอบทิศ
    ไปที่ดวงตาก็ได้ ถ้าเราไปยึดติด เราปลดเชือกที่ล่ามเราออกไปแล้ว
    reflexivity ก็เป็นอย่างนั้น เราปลดโซ่ที่ล่ามชีวิตพวกเรา คนที่เข้าเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือ “พระพุทธเจ้า”

    38. อะไรถึงเป็นไปได้ทั้งนั้น วิธีคิด คือ หนทางออกเอาไว้ คิดล่วงหน้าไว้สองสามขั้นเสมอ
    แล้วเราจะถึงความเข้าใจว่าเราไม่ได้ทำงานนะ ทุกวันเราเพียงหาเงินเท่านั้น

    39. ผมโตมากับความร่ำรวยของทางบ้าน ผมถึงเข้าใจว่าความร่ำรวยทำให้คนอ่อนแอ มีลุกให้เขาไปดิ้นรนเอง ให้เขาคิดเป้น หาทางเลือกเอง ฝึกให้เขาคอดหาทางออกเสมอ ทางนี้มีให้เลือกเป็น 1 กับ 2 ลุกจะไปทางไหน คิดให้ครอบคลุม มองให้ทะลุ ทุกอย่างมันมีความเสี่ยง แต่เราต้องมีความสุขกับการเสี่ยง เหมือนที่เรามีความสุขกับการมีสติ ไม่ใช่ฝืนตลอด อย่างนั้น ไม่มีทางเข้าถึง มรรคของกระบี่ เราต้องเหลือช่องว่าง exit ไว้สำหรับการกลับมา

    40. อย่าเสี่ยงที่จะทำลายตัวเอง เผื่อทางหนีที่ไล่เอาไว้

    41. ในโลกที่คนอาจบ้าคลั่งได้ทุกเมื่อแบบนี้ เราต้องยอมรับว่า ทุกคนล้วนมีความเชื่อ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเสมอไป การคิดไปล่วงหน้ากับความบกพร่องเหล่านี้เป็น การคิด decision tree คือ การคิดแบบหนทางแห่งความอยู่รอด แต่ต้องเอาความคิด invert เข้าใช้ด้วยตลอด

    42. โดยพื้นฐาน ความเชื่อเกี่ยวกับโลกเป็นสิ่งที่บิดเบือน แม้กระทั่งตังเราเอง ถ้าไม่ระวัง บางครั้งก็บิดเบือนหรือ เรายอมให้บิดเบือนเอง ถ้ามีสติเฝ้ามองอารมณ์ของเรา มันดีตรงนั้น ดูมีผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างไรบ้าง ทำทุกวัน วันละ 15 นาที เพิ่มเป็น 30 นาที เพิ่มเป็น 1 ชม เรื่อยๆ จนเป็นตลอดวัน อย่างนั้น เราจะวกกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง ผมต้องเล่นกับเด็ก 3-4 ขวบทุกวัน เรียนวิธีคิดแบบพวกเขา ผมบอกให้นั่นละครับเคล็ดลับผม แต่เด็ก ๆ 17-18 เล่นไม่ได้ ใครว่าได้ ชวนผมไปด้วย วันนี้ผมว่าง

    43. จงให้ความสำคัญกับสิ่งที่บิดเบือนในตลาดหุ้นว่ามีผลต่อเหตุการณ์ในอนาคตอย่างไรบ้าง

    เมื่อเราฝึกถึงระดับหนึ่ง ต้องดูว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน ควนเน้นจุดใดมากกว่า ทำให้มันสมดุล เน้นไปที่จุดอ่อนของตัวเอง ทำให้ reflexivity เกิดในใจเราให้ได้ เมื่อนั้น ผมว่าท่านเป็นสำเร็จทางจิตวิญญาณแล้ว แล้วความสำเร็จทางกายภาพมันตามมาเอง เชื่อผมหรือไม่ เชื่อไม่เชื่อ ผมไม่รู้ ผมเดินทางนี้มาแล้ว ทางผมเป็นแบบนี้ ท่านเดินแบบผม ท่านอาจล้มเหลว เพราะไม่มีอะไรเหมือนเดิม ท่านอาจสำเร็จ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ใครจะไปรู้ อย่าประมาทครับ

    คงได้เจอกันอีก สวัสดีครับ………

  • จานอส คิส

    ผมติดหนังมาสองเรื่อง เป้นตอนสั้น ๆกว่า แต่ผมดูทุกวันครับ
    เผื่อติดไว้มา ฝากแทนคำขอบคุณสำหรับน้ำใจที่ท่านให้ความรู้ใหม่ๆ กับผมตลอดมา
    แล้วเจอกันให่ม่อีกปลายปีครับ โชคดีครับท่านมด

    หนังเรื่อง Revolver

    http://www.youtube.com/watch?v=JpsnVoRgDwY&feature=related

    หนังเรื่อง Sherlockhomes
    http://www.youtube.com/watch?v=2_vbmZJBXSA&feature=related

  • Mod

    สุดยอดจริงๆ พอเข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะสื่อบ้างแล้ว ขอบคุณที่เสียสละเวลาเขียนให้ได้อ่านกันนะครับ ตอนนี้ยังไม่รุ้จะตอบอะไร ขอเวลาผมอ่าน-คิด และซึมซาบก่อนสักพัก ยังไงต้องขอบคุณมากๆ แล้วไว้เจอกันใหม่ปลายปีนะครับ ไว้จะรอคุยกันครับ :D

  • Mr.H

    ขอแสดงมุมมองส่วนตัวนะครับ ผมมองว่าการใช้ Indicator หลายๆตัวเพื่อ confirm สัญญาณเนี่ย ผมเห็นด้วยกับคนบรรยายใน clip นะว่ามันไม่ค่อยเกิดประโยชน์และมักก่อให้เกิดความสับสนขึ้น สำหรับผมใช้ Indicator หลายตัวก็จริงแต่จะใช้กันคนละเวลา เช่น ช่วงตลาดมีแนวโน้มผมก็ดู MA ร่วมๆกับระบบเทรด และ RSI เพื่อใช้ติดตามว่าตลาดจะจบขาขึ้น(ลง)หรือยัง แต่พอระบบสั่งขายออกมาแล้ว ผมก็จะเลิกดู MA RSI หันมาดู STO แทน พอมีสัญญาณซื้อใหม่ก็หันมาดู MA RSI กันใหม่ เลิกดู STO ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ หน้าจอแม้จะเต็มไปด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวแต่ก็ไม่สับสนแต่อย่างใด

    • mod

      ครับผม ถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าเป็น 2 Step process คือสัญญาณหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อ Trigger ไปอีกที่ระบบหนึ่ง อาจอนุมานได้ว่าเป็นการเปลี่ยนระบบตาม Trending-Sideway แทน เป็น 2 ระบบ แต่ในกรณีคลิปนี้น่าจะหมายถึง 1 Step คือยำมันเละเลยใน Process เดียวกัน อิอิ ขอบคุณสำหรับความเห็นนะครับ ดีครับแลกเปลี่ยนกันอย่างนี้ :)

  • ning

    ชอบที่มีคนใจกว้างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้คนอื่นได้เห็นแสงสว่าง ถ้าเราทำได้จิตใจเราจะโล่ง ไม่ว่าอะไรจะเข้ามาก็อยู่ได้แป๊บเดียวเพราะเราไม่ยึดติดเค้าก็เบื่อแล้วหายไปเอง เห็นด้วยเรื่องนั่งสมาธิถ้าเราทำประจำหรือบ่อยๆการคิด มองเห็น หรือลงมือทำอะไรเราจะนิ่งมีสติตลอด ถ้าบอกว่าไม่มีเวลา อย่างคนทำงานแค่หลับตาสักห้านาทีสิบนาทีแต่ทำทุกครั้งที่เราล้าหรือมีอะไรวนเวียนให้คิด มันจะคอยปลดตัวความเครียดไปเอง อยากเล่าการใช้ชีวิตของคนต่างชาติในแง่มุมที่เราชอบและคิดว่าดีนะคะ ถ้าไม่เห็นด้วยก็แค่อ่านผ่านๆก็ได้
    คนต่างชาติเวลาเค้าทำงานหรือแม้กระทั่งในโรงเรียนเค้าจะมีช่วงเบรคย่อยๆเยอะอาจแค่สิบนาทีต่อครั้งแต่สิ่งที่เห็นคือพวกเค้าจะไม่ล้าหรืออ่อนเพลียมากแต่งานก็เสร็จตรงเวลากำหนด และเรื่องความตรงต่อเวลาคนที่นี่ให้ความสำคัญมากๆ เพราะช้าแค่หนึ่งนาทีสำหรับเค้าอาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปเป็นการสร้างวินัยที่ดีมากๆ ยกเว้นคุณรู้ว่าคุณจะสายคุณต้องบอกเค้าล่วงหน้าเป็นอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงถ้าไม่เค้าก็ไม่รอ ยิ่งถ้าเราติดต่อกับสถานที่ราชการหรือหมอฟัน มาช้าเค้าก็ปรับคุณตามแต่เวลาที่คุณช้าเริ่มจาก 5 นาทีแรกไปเลย ไม่มีโอกาสมาต่อรองใดๆหรือถ้าคุณไม่มาเลยเค้าก็ตัดคุณออกจากระบบไปเลย กฏเค้าเคร่งไม่มีลักไก่หรือย๊วน
    และการใช้ชีวิตประจำวันเค้าอยู่กับวันนี้มากที่สุด ทำงานหนักและเหนื่อยแต่เค้าก็ให้กำไรตัวเองทุกวีคเอนหรือให้กำไรตัวเองไปเที่ยวที่ต่างๆเป็นเวลานานสักสองอาทิตย์อย่างน้อยปีละครั้งสองครั้ง แต่สิ่งที่เค้าต้องการจริงคือความสุขไม่ได้บ้าหาเงินแล้วเก็บอย่างเดียว และการดูแลบ้านคนที่นี่ส่วนใหญ่จะทำอะไรเองเกือบทุกอย่างถ้าทำได้จะไม่ค่อยจ้างแต่มันเป็นเหมือนงานอิดเรกทำแล้วเพลิน แม้แต่การเลี้ยงลูกเค้าจะให้เด็กเต็มที่ในตอนเด็กๆ พอสักสิบหกขึ้นเด็กต้องหัดหาเงินเองบางส่วน ถึงแม้พ่อแม่จะรวยเค้าก็ไม่ได้ให้ทุกอย่างเด็กต้องเรียนรู้ที่จะคิดหรือเลือกชีวิตเองแต่พ่อแม่จะคอยสนับสนุนตลอด หรือถ้าใครไม่เรียนต่อมหาลัยเค้าจะพุ่งไปที่วิทยาลัยที่เรียนแค่สองสามปีแล้วมีคุณสมบัติได้เป็นอาชึพ แต่ระหว่างเรียนเค้าต้องฝึกงานที่เค้าเรียนไปด้วยในตัวเพราะเป็นการฝึกด้านปฏิบัติมากกว่า เวลาฟังเค้าเล่าว่าเค้าทำงานที่เดียวมาเป็นสิบปียี่สิบปีหรือจนกระทั่งเกษียณ โคตรจะถึงเลย เค้าจึงเก่งด้าน practical และความช่างอยากรู้หรือไม่ค่อยกลัวทำให้เค้ากล้าจะลอง(ดูบ้าบิ่นมาก) แต่เค้าชอบแสดงความรักกันอย่างสม่ำเสมอด้วยการกอดหรือหอมแก้ม จุ๊บปาก บอกรักกันทุกวัน สวัสดีตอนเช้า บอกราตรีสวัสดิ์ทุกคืน ให้ความสำคัญกับครอบครัวด้วยการทำกิจกรรมรวมกันตลอด
    และสิ่งที่เห็นและชอบเค้าไม่ค่อยมาอิจฉากัน ใครทำได้มากก็มีมากใครทำได้น้อยก็ใช้ชวิตไปตามที่มี ไม่มาขอกันหรือยืมกันเรื่องเงิน ประมาณว่าคุณต้องทำเองรับผิดชอบเอง ไม่มีใครช่วยคุณนอกจากตัวเอง
    บ่นมานานแล้วกลัวคนอ่านเซ็งก่อน อิอิ ตอนนี้ก็ขอตัวนะคะ