หลังจากอาทิตย์ก่อนผมได้ออกบทความ “เหตุผลที่ผมเลิกดูกราฟ” จนเป็นที่โต้เถียงกันอย่างกว้างขวางกันไปแล้วนั้น ในอาทิตย์นี้ผมจะขอแปลงร่างเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” กันอีกสักครั้งหนึ่ง โดยในวันนี้ผมจะขอเล่าถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสมมติฐานของ Technical Analysis โดยดั้งเดิม ที่พวกเราได้ยึดถือเป็นหลักความเชื่อกันมานมนาน ซึ่งผมหวังว่าจะช่วยให้พวกเราได้ลองหยุดคิดและไตร่ตรองพิจารณากันดูอีกสักครั้ง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการลงทุนของพวกเราทุกคนกันครับ

หมูไม่กลัวน้ำร้อน

บทความนี้เป็นบทความที่ผมเชื่อว่าอาจจะก่อให้เกิดกระแสวิภากษ์วิจารณ์กันอีกพอสมควร อย่างไรก็ตามผมเองต้องขอชี้แจงไว้อีกครั้งนึ่งว่า เหตุผลที่ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องเหล่านี้ออกมาก็เพราะว่าหลังจากที่ผมได้ค่อยๆเรียนรู้สิ่งต่างๆในตลาดมานานพอสมควรนั้น ผมพบว่าหลายๆสิ่งที่พวกเราได้เคยเรียนรู้และเชื่อต่อๆกันมา สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่เสมอ หากว่าเรามีองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นอย่างเพียงพอ, มีข้อมูลชิ้นใหม่ๆ, หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมของตลาดนั้นเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นแล้วในวันนี้ผมจึงอยากจะขอเล่าถึงข้อโต้แย้งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสมมติฐานหลัก 3 ประการของ Technical Analysis เพื่อที่พวกเราหลายๆคนจะได้นำไปพิจารณาหรือนำไปประกอบเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งนำไปพัฒนาฐานความรู้ของพวกเรากัน ว่าแล้วก็ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ

1. ราคาสะท้อนทุกอย่าง (Price Discount Everything) จริงหรือ?

ราคา “ไม่ได้” สะท้อนทุกอย่าง! นี่คือข้อโต้แย้งแรกของนักวิเคราะห์ทางเทคนิคยุคใหม่หลายๆคน ทำไมน่ะหรือครับ? สาเหตุแรกก็เนื่องมาจากว่า หากว่าราคาของหุ้นหรือหลักทรัพย์ใดๆได้สะท้อนข้อมูลทุกอย่างๆออกมาจนสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว มันก็จะไม่มีช่องว่าง-ส่วนต่างระหว่าง "ราคาที่เป็น” และ "ราคาที่ควรจะเป็น” หลงเหลืออยู่เพียงพอให้เราสามารถทำกำไรได้เลย!!

โดยเมื่อเราได้ลองพิจารณาให้ดีนั้น เราจะพบว่ากลุยทธ์การลงทุนหรือระบบการลงทุนทุกรูปแบบล้วนแล้วแต่ต้องตั้งอยู่บนพฤติกรรมบางอย่างของตลาด โดยพฤติกรรมที่จะสามารถช่วยให้เราทำกำไรได้ในระยะยาวเหล่านั้น พวกมันก็ต่างล้วนแล้วแต่จะตั้งอยู่บน ความไร้ประสิทธิภาพในการรับรู้และสะท้อนข้อมูลข่าวสารของผู้เล่นในตลาดกันทั้งสิ้น (Market Inefficiency or Mispricing) ไม่ว่าจะเป็น ปรากฎการณ์ของแนวโน้ม (Momentum Effect), ปรากฎการณ์ของการวิ่งเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion Effect) หรือแม้แต่ปรากฎการณ์ของช่วงเวลาตามฤดูกาล (Seasonality Effect)

ดังนั้นแล้ว หากว่า Technical Analysis จะยังคงยืนยันความเชื่อเดิมที่ว่าราคาได้สะท้อนทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว สมมติฐานในข้อนี้ก็จะเกิดความย้อนแย้งในตัวมันเอง และจะไปทับซ้อนกับข้อครหาของเหล่านักวิชาการทางการเงินที่ว่า นักเทคนิคไม่สามารถที่จะทำกำไรจากข้อมูลราคาของตลาดได้เลย เนื่องจากว่าตลาดนั้นมีประสิทธิภาพในการซึมซับและสะท้อนข้อมุลข่าวสารเป็นอย่างมาก (Efficient Market) และราคาตลาดในปัจจุบันนั้นเป็นราคาที่สมบุรณ์แบบและเหมาะสมแล้ว มันจึงไม่เหลือส่วนต่างในการทำกำไรให้เราเลยอีกต่อไป

นอกจากนั้นแล้ว สำหรับนักเก็งกำไรหลายๆชั้นนำหลายๆคน พวกเขายังเห็นว่าราคาไม่ได้สะท้อนทุกสิ่ง พวกมันเพียงแค่สะท้อนถึงอุปสงค์-อุปทาน (Supply-Demand) ของผู้เล่นที่อยู่ในตลาดขณะนั้น โดยที่พวกมันยังไม่ได้สะท้อนถึงข้อมูลในด้านอื่นๆออกมา หรือในบางกรณนีนั้น พวกเขายังกล่าวอีกด้วยว่า ราคาไม่ได้สะท้อนทุกสิ่ง มันเพียงแค่สะท้อนถึงความเชื่อที่เรามีต่อรูปแบบราคาในลักษณะต่างๆออกมาก็เท่านั้นเอง

mispricing

ภาพประกอบที่ 1 : เส้นสีแดงแสดงให้เห็นถึงลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาที่ควรจะเป็นไปหากว่าราคาสะท้อนทุกอย่างโดยสมบูรณ์แบบ โดยที่เส้นสีประสีเขียวและเส้นประสีดำแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มักจะเกิดขึ้นจริงๆ อันเนื่องมาจากความไม่สมบูรณ์แบบของตลาดและผู้เล่นในตลาด

ที่มา http://firmsmarkets.blogspot.com/2012/01/13.html

2. ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม … จนกว่าแนวโน้มจะจบลง (Price Move in Trend) จริงหรือ?

สมมติฐานในข้อนี้ฟังดูแล้วเหมือนจะจริงยิ่งกว่าจริง อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต่างก็เคยได้แหกสมมติฐานในข้อนี้กันมาบ้างแล้วแทบทั้งสิ้น นั่นก็เพราะสำหรับนักเก็งกำไรทั่วโลกแล้ว คำว่าแนวโน้มแบบ Sideway นั้นได้ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางและยาวนาน แต่ที่แท้จริงแล้วความหมายของ Side-way ก็คือคำว่าไร้แนวโน้มหรือ Non-Direction นั่นเอง นอกจากนี้แล้ว หากเราจะอิงตามหลักวิชาการวิเคราะข้อมูลเชิงอนุกรมเวลาในสมัยใหม่นั้น (Time-Series Analysis – โดยที่ข้อมูลของราคาหุ้นก็จัดอยู่ในลักษณะนี้) เราก็ยังจะสามารถแบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของราคาหุ้นออกเป็นถึง 4 ประเภทใหญ่ๆได้เลย ยกตัวอย่างเช่นองค์ประกอบของ Trend, Seasonal, Cyclical, Irregular (Random Noise) ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้สามารถที่จะทำให้ราคาหุ้นเกิดพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น

  • พฤติกรรมของแนวโน้ม (Trend) ซึ่งมักจะส่งผลให้ราคาวิ่งต่อไปในทิศทางเดิมๆ
    พฤติกรรมตามฤดูกาล (Seasonal) ซึ่งมักจะส่งผลให้ราคาแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาเป็นระยะๆ โดย “ขึ้นอยูกับช่วงเวลา"
    พฤติกรรมแบบวัฎจักร (Cyclical) ซึ่งมักจะส่งผลให้ราคาแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาเป็นระยะๆ โดย "ไม่ขึ้นกับช่วงเวลา"
    พฤติกรรมแบบวกกลับ (Mean Reversion) ซึ่งมักส่งผลให้ราคาวิ่งวกกลับไปสู่จุดสมดุลย์หรือค่าเฉลี่ยของพวกมัน
    พฤติกรรมแบบสุ่ม (Random) ซึ่งมักส่งผลให้ราคาวิ่งไปมาอย่างไร้ทิศทาง

ดังนั้นแล้ว เราจึงจะเห็นกันได้ว่าราคานั้นไม่จำเป็นที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างเป็นแนวโน้มเสมอไป พวกมันสามารถจะมีพฤติกรรมแบบ Seasonal, Cyclical, Mean Reversion หรือ Random ก็ได้เช่นเดียวกัน นี่จึงเป็นข้อโต้แย้งที่ทำให้สมมติฐานในข้อที่ 2 มักโดนโจมตีอยู่บ่อยครั้ง

Time Series Characters

 

ภาพประกอบที่ 2 : แสดงให้เห็นถึง

  • 1) บนซ้าย ยอดขายบ้านรายเดือนในสหรัฐ (หน่วยเป็นล้านหลังคาเรือน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมแบบวัฎจักร (Cyclical)
    2) บนขวา จำนวนการซื้อขายสัญญา US Treasury Bill ในตลาดชิคาโกเมื่อปี 1981 เป็นเวลา 100 วันติดกัน แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของแนวโน้ม (Trend)
    3) ล่างซ้าย ยอดการผลิตไฟฟ้าของประเทศออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมแบบฤดูกาล (Seasonal)
    4) ล่างขวา ผลตอบแทนรายวันของดัชนี Dow Jones ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบสุ่มหรือไร้รูปแบบ (Randomness)

ที่มาข้อมูล Forecasting : Principle and Practice โดย Rob Hyndman และ George Athanasopoulos

3. ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย (History Repeat it Self) จริงหรือ?

สำหรับผมแล้วสมมติฐานในข้อนี้ดูจะเป็นสิ่งที่ไกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด อย่างไรก็ตาม ข้อควรคำนึงถึงสำหรับสมมติฐานในข้อนี้ที่ผมได้พบเจอมากับตัวเองก็คือ … ถึงแม้ว่าประวิติศาสตร์มักจะซ้ำรอย แต่พวกมันก็มักซ้ำรอยในรายละเอียดที่แตกต่างกันไปอยู่เสมอ!

สิ่งที่ผมพูดหมายความว่าอย่างไรน่ะหรือครับ?

มันก็หมายความว่า ถึงแม้ว่าคุณอาจจะเห็นสุดยอดหุ้นทำกำไรทุกๆปี แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเกิดขึ้นในหุ้นตัวเดิมๆ, กลุ่มเดิมๆ, ผู้เล่นเดิมๆ, มีคุณลักษณะแลลเดิมๆ หรือแม้แต่ มีรายละเอียดการเคลื่อนไหวก่อนวิ่งขึ้นไปแบบเดิมๆเสมอ นั่นก็เพราะผู้เล่นในตลาด, องค์ประกอบของตลาด และสภาพแวดล้อมของตลาดนั้นเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว เราต้องไม่ลืมว่าองค์ความรู้และฐานข้อมูลในหลายๆส่วนเกี่ยวกับตลาดของเรานั้นยังถือได้ว่ายังค่อนข้างจำกัดอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะเปิดมาราว 35 ปี แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น นักลงทุนหลายๆคนในตลาดหุ้นชั้นนำอย่างตลาดของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังบ่นกันอุบว่าพวกเขามีข้อมูลที่น้อยเกินไป –*-

ดังนั้นแล้วในหลายๆสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เราอาจไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่านี่คือสิ่งเก่าที่เคยเกิดขึ้นแล้ว หรือว่ามันเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นกันแน่ สมมติฐานในข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่คุณควรจะนำมันมาใช้ด้วยการเผื่อถึงความเสี่ยงของมันเอาไว้บ้างเช่นกัน (ลองนึกเล่นๆดูสิครับว่าขนาดนักเก็งกำไรที่มีอัตราความแม่นยำในการทำกำไรสูงที่สุดในกองทุน SAC Capital ของ Steve Cohen ยังสูงแค่ราวๆ 60% กว่าเท่านั้น ดังนั้นแล้ว ตลาดมีโอกาสที่จะทั้งซ้ำรอยและไม่ซ้ำรอยอยู่ค่อนข้างสูงพอสมควรเลยทีเดียว)

DJIASETPerformance
ภาพประกอบที่ 3 : ภาพเปรียบเทียบการเติบโตของดัชนี Dow Jones เส้นสีดำ (เท่าที่ผมมีข้อมูลข้อนหลังอยู่ถึงปี 1896) และดัชนี SET Index ตั้งแต่วันแรกที่ตลาดเปิดในปี 1975 เส้นสีเขียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอายุและฐานข้อมูลที่จำกัดของตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นสหรัฐ

ผมไม่ได้บอกว่าการวิเคราะห์ข้อมูลจากราคาหุ้นจะใช้ไม่ได้!!

ใช่ครับ! ผมยังเชื่อมั่นในการทำกำไรจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากราคาหุ้นหรือที่หลายๆคนเรียกกันโดยมาตรฐานว่า Technical Analysis อยู่ครับ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็คือเรื่องน่าคิดต่างๆเกี่ยวกับสมมติฐานของ Technical Analysis แบบดั้งเดิม ที่ผมอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

ผมเชื่อว่ามันอาจจะตรงหรือไม่ตรงใจของหลายๆคนอยู่แน่ๆ แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็คิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับการพัฒนาองค์ความรู้ในการลงทุน และทำให้หลายๆคนได้ลองกลับมาฉุกคิดถึงความเชื่อหลายๆอย่างที่พวกเราจดจำกันมาจนลืมที่จะตั้งคำถามต่างๆไป

ทั้งนี้นั้นผมไม่ได้หมายความว่าพวกมันคือสิ่งที่ผิดจนอาจทำให้คุณต้องเลิกใช้ Technical Analysis หรือมันแย่จนไม่ควรนำมาใช้อ้างอิงอีกต่อไปนะครับ (ข้อโต้แย้งเหล่านี้อาจถูกพิสูจน์ว่าผิดก็ได้ในอนาคต) เพราะอย่างน้อยที่สุดความเชื่อเหล่านี้ก็ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการหลายๆอย่างที่เป็นประโยชน์กับพวกเราตามขึ้นมา แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งแล้ว ผมก็เชื่อว่าเราก็ควรจะทบทวนและตรวจสอบถึงองค์ความรู้ต่างๆที่เราได้สะสมมา เพื่อมองหาหนทางที่ดีที่สุดเพื่อจะกัาวเดินไปข้างหน้ากันต่อไปครับ :)

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • SL

    ขอบคุงคับน้ามด =D

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      พี่เสกตื่นเช้ามว้าากกก :D

  • Emmo555

    ชอบอัพตอนเช้า กลางคืนทำอะไรไม่หลับไม่นอนครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      กลางคืนนั่งเขียนบทความไงครับ เลยไม่ได้หลับได้นอน T_T อิอิ

  • Paworn Jen

    ตื่นตาจากคลิปธนูกันเลยทีเดียว

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยังไม่เลิกอึ้งอีก 55

  • Chef Jakky

    ขอบคุณครับพี่มด

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      มิเป็นไรๆ

  • hia001

    จากที่อ่านบทความพี่มดมาก็หลายปี ผมเดาว่าหนังสือที่จะวางแผงเร็วๆนี้ คงไม่เหมาะกับคนที่อยู่ตลาดต่ำกว่า 6 เดือนอ่านแน่ๆเลย คือต้องมีพื้นฐานเทคนิคมาบ้าง

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ไม่เหมาะกับคนที่อยากซื้อหนังสือหุ้นไปอ่านฆ่าเวลาเล่นๆมากกว่านะพี่ว่า เพราะเนื้อหามันตัวเลขประกอบเยอะนิดนึง 55 :D

  • Natchphon Navapong

    ผมมา Discuss ตามคำขอของพี่มด ครับ เห็นว่าอยากได้ ^^ หมูไม่กลัวน้ำร้อน

    1. ราคาไม่ได้สะท้อนทุกอย่าง – ผมเห็นด้วยครับ ที่บอกว่าราคาสะท้อน Demand Supply แต่ผมว่าก็ยังรวมถึงปัจจัยอื่นด้วย หรือเราอาจจะมองอีกมุมว่า supply demand ก็สะท้อนทุกอย่างออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ข่าว ความต้องการ การปั่นหุ้น โลภ กลัว ของผู้เล่นในตลาด ซึ่งเราพิสูจน์ไม่ได้ว่า ราคาไม่ได้สะท้อนทุกอย่างเนื่องจากตัวแปรเยอะแล้วเราไม่สามารถวัดค่าได้ แต่ข้อโต้เถืยงนี้ผมว่ามันก็ อาจจะ ไม่ค่อย make sense เหมือนกับเราถามว่า “พระเจ้าไม่มีจริง แล้วมีคนโต้เถียงว่า พระเจ้ามีจริงไม่เชื่อไหนพิสูจน์มาสิ ว่า พระเจ้าไม่มีจริง” แต่ก็นั่นแหละคือประเด็นที่ทำให้มีการโต้เุถียงกันใช่ไหมหหะลครับ

    ไม่รู้ว่าผมมีความรู้น้อยหรือป่าวนะครับ แต่ผมมองว่าคำว่า “Efficient market response” ที่เขียนมานั้น เพ่งเล่งไปที่ข่าวดีว่าถ้ามีข่าวดีราคาจะต้องขึ้นไปเท่านี้ๆ ซึ่ง เราไม่ได้คิดทุกปัจจัยที่มาเกี่ยวข้อง และผมก็มองอีกว่าความไร้ประสิทธิภาพในการรับรู้และสะท้อนข้อมูลข่าวสารของตลาดเนี่ยแหละก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการทำให้เกิดราคาเป็นแนวโน้มได้ เพราะเราไม่สามารถรับรู้ปัจจัยทุกอย่างได้ดังนั้นราคาจึงไม่ได้สะท้อนออกมาตามปัจจัยข่าวที่เกิดขึ้นมาซึ่งสามารถให้เราทำกำไรได้

    ผมมองว่า “Efficient market response” คือการที่ตลาดพยายามจะเข้าสุ่จุดสมดุลไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ถ้าเราลองเทียบสัญญาน Signal ของอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ซึ่งมีการ Feedback วัดค่ามาเรื่อยๆว่าตอนนี้เครื่องได้ทำ output ออกมาจรงกับ input ไหมเราจะเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่ อยู่ดีๆ เครื่องจะวิ่งเป็นขึ้นบันได้จากค่าเริ่มต้นไปค่า output เลย ถ้ายังไม่ค่อยเห็นภาพลองดูในรูปนะครับ ดังนั้นเครื่องจึงพยายามทำให้เข้าใกล้ค่าสมดุลที่สุดโดยดูจากรูป โดย model จากในรูปนี้เป็น form ที่ทำให้เข้าใกล้ค่าสมดุลมากทีุ่สด
    http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/9c/Sine_integral.svg/2000px-Sine_integral.svg.png

    ซึ่ง จะเห็นได้ว่ามันจะเทียบค่าจากค่าก่อนว่าขึ้นไปเกินค่า output หรือยัง เราอาจจะเปรียบได้กับว่า ในกราฟหุ้นคนดูราคา feedback จากราคาก่อนหน้านี้ว่าราคานี้ สูงเกินไปหรือยังถ้าคนส่วนใหญ่ ซึ่งคิดว่าสูงไปแล้ว(ซึ่งอาจจะไม่มีประสิทธิภาพในการรับรู้ก็ได) ราคาก็จะตกลงมาและถ้าลงไปมากก็เช่นกัน จนเข้าใกล้ถึงค่าสมดุล แต่ถ้าเราอยากให้ระบบช้าหนน่อย กราฟที่ได้จะเป็นรูป แบบคล้าย slow response มากยิ่งขึ้น เรือ่ยๆเพราะการแกว่งมีไม่มาก อาจจะใช้ออกแบบวงจรที่ค่อยข้างละเอียดอ่อนต่อกระแสไฟ อาจจะเทียบได้กับว่าอันนี้ไม่ใช่คนส่วนใหญ่คุมตลาดแต่เป็นคนที่มีอำนาจปั่นหุ้นค่อยๆเก็บหุ้น ให้ราคาขึ้นไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ จนถึงระดับหนึ่ง เพราะว่ามีคนสังเกตการณ์น้อยราคาถึงวิ่งไปถึงจุดเป้าหมายช้า ถึงจะมีประสิทธอภาพเหมือนกันก็อาจจะได้ราคาที่” คาดว่า” น่าจะเหมาะสมได้ช้ากว่า

    2. ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม แหะๆข้อนี่ผมว่าพี่มดเน้นอธิบายมากกว่ามีการ discuss นะครับ แต่ก็ผมมองว่า ถึงมันไม่จริงนั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำกำไรไม่ได้ เพราะว่าการเคลือ่นที่ ในแต่ละแบบนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าราคามันจะเคลื่อนที่เป็นแนวโน้มยกแว้นแบบ random เพราะเรา define ไม่ได้อยู่แล้ว เช่น seasonal เราก็จะเห้นแนวโน้มมรช่วงเวลานั้นๆ จาก season ที่ผ่านมาอาจจะทำให้สามารถ จับแนวโน้มได้มากขึ้นด้วยซ้ำ หรือว่าจะเป็น cyclical อันนี้ผมมองในอีกมุมนึงว่า มันก็คือคำว่าแนวโน้มนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าเป็นแนวโน้มที่อาจจะซ้ำรอยกับของเก่าๆ ซึ่งเราจะมา discuss อีกในขอ้3 ^^ ยิ่ง Mean reversion มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแนวโน้มใช่ไหมหละครึ่งไม่งั้นราคาจะ”วก” กลับมาที่เดิมได้อย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วผมก็คิดว่าพี่มดที่เป็น system trader ก็ต้องคิดว่า ถึงแม้ไม่มี trend ก็ไม่เป็นไรเพระาเราไม่สามรถรุ้ได้อย่างแน่ชัด และทำการ cut loss ไป แต่เมือ่ไรที่มี trend แล้วเราได้กำไรกลบการขาดทุนทั้งหมด และได้กำไรเยอะ ใช่ไหมหละครับ

    3. ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย – ผมเห็นด้วยกับข้อนี้ครับที่ว่าซ้ำรอยแต่รายละเอียดเล็กน้อยไม่เหมือนกัน แต่บางทีผมว่ามันค่อยข้าง subjective พอสมควรแล้ว ทำไมนั่นหรอครับ เ้พราะว่า ข้อนี้เราอาจจะต้องดูกราฟสอช่วงเทียบกัน ซึ่งมองด้วยตาเปล่า อาจจะทำให้เรามองเห็นสิ่งที่เราอยากเห็นก็เป็นได้ แต่ถ้าใช้comp คำนวณอาจจะได้ค่าที่แน่นอนมากขึ้นครับ ซึ่งผมว่ามันก็คือ pattern ที่หลายคนที่ใช้ TA อ้างว่า มันซ้ำรอย จำทำกำไรในอนาคตได้ แต่ความจริงแล้วถึง pattern นั้นเกิดขึ้นจริงก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำกำไรได้ และเราไม่สามารถรู้ได้ว่า จะมี pattern ใหม่ที่ตอนแรกทำตัวคล้ายกับ pattern เก่าๆเพื่อหลอกเราหรอืไม่ ครับผม

    มาป่วนบอร์ดพี่มดเล่นครับๆ ฮ้่าๆ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณคร้าบบ อ่านแล้วก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างตามระดับน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์สมองตอนพื่งจะตื่นนอนครับ :D

      1. จริงๆคำว่าราคาไม่ได้สะท้อนทุกอย่างเนี่ย ผมคิดว่ามันกำกวมและสับสนกันมากพอสมควรเลยครับ คนต่างคนก็นิยามไม่ค่อยจะเหมือนกัน (ผมพูดงี้เพราะผมเคยไล่อ่านเรื่องพวกนี้พอสมควรจนรู้สึกว่ามันจะเอาไงกันแน่ฟะ :D) แต่เอาเป็นว่าในความหมายของผมคำว่าราคาสะท้อนทุกอย่างเนี่ย ผมขอแปลบ้านๆว่าราคา ณ ปัจจุบัน แต่ละ Moment ได้สะท้อนถึงมูลค่าที่เหมาะสมแล้วจากข้อมูลข่าวสารทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตลาดและนอกตลาดแล้ว

      ซึ่งส่วนตัวผมเชื่อว่ายังไงตลาดมันก็ไม่น่าจะ Fully Efficient ได้ตลอดครับ เหตุผลหลักๆที่อยู่ในใจผมเลยก็คือ ถ้ามันสมบูรณ์แบบขนาดว่า Skill จะไม่มีผล แล้วใครมันจะอยากลงทุนพยายามหาข้อมูลมาทำกำไรอ่ะครับ ซึ่งถ้าไม่มีแรงจูงใจตรงนี้ สุดท้ายมันก็ต้องกลับไป Inefficient อยู่ดีครับ

      โดยจากภาพที่ให้มาผมว่าเป็นภาพที่น่าสนใจมากเลยครับ ถ้ามอง Process ของตลาดเป็น Feedback Loop ก็น่าจะประมาณที่อธิบายมาเลย มันยากมากๆที่จะวิ่งเข้าไปสู่ค่าที่ควรจะเป็นทันทีเป๊ะๆ ดังนั้นแล้ว ส่วนตัวผมจึงขอมองว่า สมมติฐานแรกของ TA ที่ว่าราคาได้สะท้อนทุกอย่างแล้วแบบ Perfect ในข้อนี้น่าจะต้องมีการปรับ Version กันสักหน่อย ประมาณว่า “ราคาได้สะท้อนถึงมุมมองและความเชื่อของผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาด หรือสะท้อนถึงมุมมองและความเชื่อกลุ่มผู้เล่นบางกลุ่มซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ราคาก็อาจไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงหรือควรจะเป็นก็เป็นได้”

      2. แนวโน้ม นี่ก็ต้องมานิยามกันอีกแหละครับว่าจะมองจะวัดกันอย่างไร ซึ่งพวก Trend, Cyclical, Seasonal เนี่ย ผมเห็นทางสายนักวิเคราะห์ Time Series Analysis เค้าจะพยายามแยก Pattern ด้วยวิธีการแยกองค์ประกอบออกมาอีกทีนึงครับ

      แต่ถ้าถามผมว่าถ้าไม่มี Trend แล้วเราจะทำกำไรได้ไหม ผมว่าถ้าพฤติกรรมตลาดมันคงอยู่ประมาณหนึ่งในระยะยาวเราก็น่าจะสามารถหาช่องทางทกำไรได้อยู่นะครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเคยยุ่งกับข้อมูลของตลาดหุ้นเมกา หรือสิงค์โปร์ จะพบว่าระบบ Trend Following จะทำกำไรค่อนข้างยากมากๆ ซึ่งเหตุผลง่ายๆก็เพราะ Behavior ของตลาดเหล่านี้มันเป็นแบบ Mean Reversion มานานแล้วนั่นเอง (ต่างกับตลาดหุ้นไทย หรือพวก Commodities) ดังนั้นถ้าเราสามารถทำความเข้าใจว่า Base Behavior ใน Long Run ของตลาดไหนเป็นอย่างไรได้ เราก็น่าจะพอมีทางหากำไรได้ถ้า Behavior ไม่สลายไปอย่างรวดเร็วเสียก่อนครับ

      3. จริงครับ Pattern ต่อให้ซ้ำรอยแต่ว่า Pattern แต่ละอย่างก็มี Error ของมันอยู่ดี ซึ่งตรงนี้คนส่วนใหญ่ผมว่าไม่ได้เข้าใจอย่างนั้น เวลาบอกตลาดซ้ำรอย เค้าจะมองในแง่ของการซ้ำรอยแบบดีๆอย่างเดียวโดยไม่รู้ตัวครับ :P

      ถือว่าคุยสนุกๆแล้วกันนะครับ :)

      • Natchphon Navapong

        ครับผม ขอบคุณครับได้ความรุ้เพ่มขึ้นอีกระดับนึงแล้ว ^^ ขอโทษด้วยครับที่พิมพ์ผิดๆถูกๆ บางทีก็อธิบายไม่ค่อยรู้เรื่องมองภาพออกยากซักหน่อย แหะๆ วันหลังจะแก้ตัวใหม่
        เอาเป็นว่านิยามแบบไหนก็ไม่มีผลมากเท่าทำการทดลองพิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขแหละเนอะ 555

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          55 ไม่เป็นไรครับ คุยกันสนุกๆ บางทีรู้เรื่องกันบ้างไม่รู้เรื่องกันบ้างก็ไม่เป็นไร มีหลายๆอย่างที่ผมยังไม่รู้เช่นกัน ว่างๆมาเล่าให้ฟังกันใหม่นะครับ :)

  • Unsign

    ขอบคุณครับ :D

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณพี่จอนแวะมาตอบครับ :D

  • linux noy

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับคุณมด

  • Zee Kung

    ขอบคุณครับ
    สุดท้ายก็ดั่งคำพูดที่่ว่า

    รู้คือไม่รู้ ไม่รู้คือรู้

  • megaman

    ขอบคุณครับ

  • Mix

    สวัสดีครับพี่มด ชวนพี่ถามต่อ เกี่ยวกับเรื่อง
    Money management อ่ะครับ อย่างที่เรารู้ว่าเรามีการบิรหารการใช้เงิน หลายแบบ เช่น Fix percent dollar หรือ Fix risk ต่างก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไปในแบบที่เรารู้ซึ่งบางข้อผมก็ยังสงใสเลยจะมาถามพี่มดอ่ะคัรบ

    เช่น แบบที่บอกว่า ใช้ Fix % จะไม่สามารถกำหนด Risk
    ได้แน่นอน แต่ถ้าสมมติเราซื้อ 10ตัว
    และกำหนดว่าแต่ละตัว มี max
    loss 10% ก็น่าจะคล้ายกับการที่เรา Fix risk ที่ 1% 10ตัวหรือป่าวครับ ซึ่งจริงอยู่ที่ว่าถ้า fix risk เราอาจจะคำนวณความผันผวนเข้าไปได้
    ทำให้ไม่ stop loss เร็วเกินไปสำหรับตัวที่ผันผวนมาก แต่ถ้าเกิดหุ้นแต่ละตัวในพอร์ตมีความผันผวนในพอร์ตเราต่างกันค่อนข้างเยอะ
    มันก็อาจจะทำให้ไม่มีประสทธิภาพหรือป่าวครับ เพราะว่า ตัวที่ผันผวนมากมักจะให้
    ผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งเราไปซื้อมันนิดเดียว
    ส่วนตัวที่ผันผวนน้อยซื้อไปเป็นอัตราส่วนซะเยอะเลย ซึ่งบางทีมันจะทำให้ Drawdown ยาวนานขึ้นก็เป็นไปได้ เราควรจำกัด Max percent ของหุ้นแต่ละตัวยังไงครับ แล้วพี่มดมีความเห็นในเรื่องของการจัด position ระหว่างแบบ Fix
    percent dollar กับ Fix risk ยังไงครับ

    อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการ ดูผลตอบแทน MAR ratio ครับ สมมติ มีสองระบบที่มีค่า MAR เท่ากัน ซึ่งระบบหนึ่ง มี CAGR สูงที่มาพร้อมกับ Max
    DD สูงกว่าอีกระบบหนึ่ง เราควรจะเลือกโดยดูจากอะไรดีอ่ะครับ
    คือก็รู้นะครับว่าถ้าตอบตามตำราก็คงต้องบอกว่า ดูความเสี่ยงที่เรารับได้สิ เป็นต้น
    ซึ่งผมมองว่ามันเป็นคำพูดที่กว้างเกินไป ตอนแรกผมเลยมานั่งดูว่า เอ๊ะ ระบบที่ CAGR สูงกว่าก็ต้องดีกว่าสิ มันเป็นoutput สุดท้ายนะเว้ย ผ่านมรสุม(Max DD)อะไรมาก็ได้ยังไงสุดท้ายก็ได้มากกว่าระบบอื่น (ซึ่งเป็นความคิดที่เด็กมากถ้าตอนนี้ผมมองย้อนกลับไปมากที่ไม่สนว่า
    Max dd เท่าไรเพราะคิดว่ารับได้อยู่และ เราทดสอบะรบบมากับมือเลยนะเห้ย work แน่นอน ) ต่อมาผมก็คิดว่า เอ๊ย ดู Max DD ก็ดีกว่าสิ เพราะว่าMax DD เนี่ย
    เราใช้ความสามารถของระบบจัดการได้ว่าจะให้ cut loss เท่าไร แต่ตอนมันตาม Trend ขึ้นไปอ่ะมันเป็นความสามารถของตลาดที่จะพาเราขึ้นไปหนิ ซึ่งในอนาคตเราไม่รู้แน่ชัด
    แต่ระบบเรารู้นะว่า Max
    DD เท่านี้ ตัวเลขนี้มันก็ต้องมีนัยยะกว่าสิ
    แต่พอผ่านไปอีกซักพักเมื่อเรามาดูรายการเทรดตอน Backtest เทียบกัน ผมก็คิดว่าอ่าวแล้วถ้าเกิด
    Max dd ลด แสดงว่า เราตัดเร็วเกิน แล้ว CAGR มันก็ลดด้วยนิน่า มันก็เป็นเหตุเป็นผลกัน ซึ่งคิดไปคิดมาปวดหัวจริงๆเลย
    ก็เลยอยากจะมาถามความคิดเห็นพี่มด
    นั่นละครับว่ามีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับเรือ่งนี้

    ถามเท่านี้ก่อนและกันครับ คือมีอะไรสงใสเต็มไปหมดเลยแต่กลัวว่าจะยุ่งเลยค่อยๆถามดีกว่า
    ^^ เห็นว่าหนังสือใหม่จะคลอด

  • RVSS Nui

    ผมคิดว่า PRICE DISCOUNTS EVERYTHING มันไม่ได้แปลตรงๆตัวว่า ราคาสะท้อนทุกสิ่งครับ มันแปลออกมาว่า… คิดเป็นประโยคสั้นๆที่เป็นภาษาไทยยากพอสมควร … “ราคาสะท้อนหลายปัจจัย”…และปัจจัยที่เกิดในยุคที่ประโยคนั้นเกิด ก็มีไม่มากมายเท่าสมัยนี้…ทุกสิ่งของสมัยนั้น คงไม่มากเท่าสมัยนี้… ผมมองมันเป็นเพียงประโยคตั้งต้นของรากเง้าทฤษฎี TECHNICAL ANALYSIS เท่านั้น… มักมีประโยชน์ตรง ใช้เตือนสติเทรดเดอร์เวลาเห็น PRICE MOVE ที่ AGGRESSIVE มากๆได้ดี…ส่วน TREND … มีหลากหลายแบบ หลากหลายระดับ หลากหลายเวลาตามที่คุณแจ้ง… แต่ราคาเคลื่อนไปตาม TREND จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง…และ TREND มีหลายระดับ หลายขนาด หลายชั้นย่อย… TREND ย่อยๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของ TREND หลัก…เทรดเดอร์ที่ใช้กราฟ ต้องใช้ประโยชน์จาก PRICE TREND ให้เหมาะสม…และต้องรู้ว่ากำลังใช้ประโยชน์จาก TREND แบบใด…ซึ่ง TREND ก็มีทั้ง UP / DOWN / SIDEWAY / SIDEWAY UP / SIDEWAY DOWN…. และสินค้าแต่ละแบบ แต่ละประเภทก็จะมีคุณลักษณะของเทรนด์ที่แตกต่างกัน ยิ่งมีกฎเกณฑ์การซื้อขายต่างๆกัน….CHARECTER ยิ่งต่างกัน… ถ้าเราใช้ประโยชน์จาก TREND ได้ ก็จะช่วยเรา MAXIXIZE PROFIT และ REDUCE RISK… แต่ ก็มีหลายๆท่าน ที่ลงทุนโดยไม่ต้องนั่งศึกษา TREND…แต่ใช้หลักการอื่นประกอบ…… ส่วนเรื่อง HISTORY REPEAT ITSELF…. ผมเข้าใจว่า มันเกิดจากการ “ช่างสังเกตุ” ของคนที่บันทึกราคาในสมัยก่อน…ประเทศแรกที่ชัดเจนคือ ชาวญี่ปุ่น ที่บันทึกราคาซื้อขายข้าว ผ่านเวลามานานๆ จนกลายเป็นองค์ความรู้เรื่องแท่งเทียน…. เมื่อบันทึกไปนานๆ จึงสังเกตุเห็นสิ่ง “ซ้ำๆ” เกิดขึ้น…. และจึงใช้ประโยชน์จากสิ่งซ้ำๆเหล่านี้… แต่ใช้ด้วยประโยคที่ว่า …. CHARTIST TAKES ADVANTAGES FROM REOCCUR PATTERN…. ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำๆ…เช่น หากเห็น PATTERN HEAD AND SHOULDER TOP… เทรดเดอร์จะใช้ประโยชน์หรือเตรียมตัวอย่างไร…ทุก PATTERN มีสิ่งที่เรียกง่ายๆว่า ERROR … แต่ในความเป็นจริง ถ้ามองกันให้ดี ให้นาน ผ่านเวลาไปสักพัก…สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะสั้นที่เรียกว่า ERROR นั้น มันเป็นเพียง DEVELOPMENT ตอนหนึ่งของราคา ของ PATTERN ของตลาด…
    …เขียนมายืดยาว…เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง…ซึ่งผมชอบแลกเปลี่ยนมุมมอง…เลยเข้ามาแลกเปลี่ยน….

  • ฉลองชัย วรสิงห์

    ขอบคุุณครับ แต่ยังไม่เข้าใจทั้งหมดดี คงต้องใช้เวลาอีกพักนึง

  • Attaphon NineO

    แนะนำครับเทรดค่าเงินกับ Exness Broker
    เปิดบัญชี Forex ใหม่ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1$ ครับ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    – ทำการฝากถอนเงินได้ง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการฝากถอนผ่านธนาคารออนไลน์ของไทย เช่น กสิกร กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ หรืออื่นๆ และ E-Currency ยอดนิยมต่างๆ เช่น Webmoney, Momeybooker ฯ
    – เงินฝากเแรกเข้าในระดับที่ต่ำสุดสำหรับบัญชี Mini ก็คือ: 1 เหรียญสหรัฐ การถอนเงินสามารถถอนได้ทันที
    – การฝากและการถอนเงินแบบไม่มีค่านายหน้า ฝากและถอนเงินได้มากกว่า 35 วิธี และมีค่าคอมมิชชั่น 0%
    – ช่วงกว้างของราคาที่แคบ: ตั้งแต่ 0.1 จุดในบัญชี Mini และ Classic จาก 0.0 จุดในบัญชี ECN
    – เลเวอเรจ 1:2000 (ล่าสุดมีระบบเลเวอเรจแบบไม่จำกัด) มีคู่สกุลเงินมากกว่า 120 คู่
    – มีความมั่นคงสูง และคนไทยนิยมมาก มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รองรับ EA ทุกรูปแบบ ฟรีบริการ VPS hosting
    – สะดวกสะบายด้วยระบบต่างๆ ที่ทันสมัย บริการ Live Support ตลอด 24 ชั่วโมง
    – คำสั่งซื้อขายสมบูรณ์ตั้งแต่ 0.1 วินาที สร้างรายได้รายวันง่ายๆ 20 -30 $ หรือหลายร้อยเหรียญด้วย Forex ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่าการเล่นหุ้น
    – แพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายบนมือถือ Metatrader 4, Metatrader 5 และซื้อขายบนเวป WebTerminal MT4
    – แนะนำวิธีการสมัคร เทคนิคซื้อ-ขาย ฝาก-ถอน และอื่นๆ ทุกขั้นตอนสนใจสมัครคลิ๊กที่นี้ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    สำหรับสมาชิกที่สมัครผ่านลิ้งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >> [email protected] <<< ไม่มีค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆทั้งสิ้น

  • Attaphon NineO

    แนะนำครับเทรดค่าเงินกับ Exness Broker
    เปิดบัญชี Forex ใหม่ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1$ ครับ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    – ทำการฝากถอนเงินได้ง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการฝากถอนผ่านธนาคารออนไลน์ของไทย เช่น กสิกร กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ หรืออื่นๆ และ E-Currency ยอดนิยมต่างๆ เช่น Webmoney, Momeybooker ฯ
    – เงินฝากเแรกเข้าในระดับที่ต่ำสุดสำหรับบัญชี Mini ก็คือ: 1 เหรียญสหรัฐ การถอนเงินสามารถถอนได้ทันที
    – การฝากและการถอนเงินแบบไม่มีค่านายหน้า ฝากและถอนเงินได้มากกว่า 35 วิธี และมีค่าคอมมิชชั่น 0%
    – ช่วงกว้างของราคาที่แคบ: ตั้งแต่ 0.1 จุดในบัญชี Mini และ Classic จาก 0.0 จุดในบัญชี ECN
    – เลเวอเรจ 1:2000 (ล่าสุดมีระบบเลเวอเรจแบบไม่จำกัด) มีคู่สกุลเงินมากกว่า 120 คู่
    – มีความมั่นคงสูง และคนไทยนิยมมาก มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รองรับ EA ทุกรูปแบบ ฟรีบริการ VPS hosting
    – สะดวกสะบายด้วยระบบต่างๆ ที่ทันสมัย บริการ Live Support ตลอด 24 ชั่วโมง
    – คำสั่งซื้อขายสมบูรณ์ตั้งแต่ 0.1 วินาที สร้างรายได้รายวันง่ายๆ 20 -30 $ หรือหลายร้อยเหรียญด้วย Forex ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่าการเล่นหุ้น
    – แพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายบนมือถือ Metatrader 4, Metatrader 5 และซื้อขายบนเวป WebTerminal MT4 *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***