margin of safety ของระบบการลงทุนเรามักจะได้ยินคำสอนต่อๆกันมาว่า เวลาจะเลือกซื้อหุ้นให้มองหาโอกาศที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าความเสี่ยงสัก 3 เท่า ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น? และมันเกี่ยวอะไรกับ Margin of Safety ของระบบหรือหลักการลงทุนที่คุณใช้อยู่ วันนี้เราจะคุยเรื่องนี้กันครับ

แต้มต่อคืออะไร?

ความจริงแล้วคำว่าแต้มต่อนั้น พูดแบบมีหลักวิชาหน่อยก็คืออัตรากำไรที่เราคาดหวังจะได้เปรียบเทียบกับความเสี่ยงที่เราต้องแบกรับ โดยในเชิงของการเล่นหุ้นอย่างเป็นระบบแล้ว เราสามารถจะเรียกมันสั้นๆว่า Payoff ของระบบก็ได้ หรือนั่นก็คืออัตราผลกำไรโดยเฉลี่ยต่อการขาดทุนโดยเฉลี่ยซึ่งเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้

clip_image002[4]

แต้มต่อมีความสำคัญอย่างไร?

แต้มต่อนั้นมีความสำคัญอย่างมากเมื่อเรามองไปยังระบบหรือแนวทางการลงทุนในทุกๆรูปแบบ เนื่องจากระบบการลงทุนที่จะให้กำไรออกมาในระยะยาวได้นั้น จะต้องมีค่ากำไรคาดหวังหรือ Expectancy ที่เป็นบวก และสิ่งที่จะทำให้ Expectancy เป็นบวกได้ก็คือสัดส่วนและความสัมพันธ์ระหว่างความแม่นยำ (Accuracy) กับแต้มต่อโดยเฉลี่ย (Pay off) ตามสูตรดังนี้

clip_image002[14]

โดยที่

E = กำไรคาดหวัง

AW = กำไรโดยเฉลี่ย

AL = การขาดทุนโดยเฉลี่ย

P = ร้อยละอัตราความแม่นยำ

1-P = ร้อยละอัตราความผิดพลาด

โดยหากว่ามันมีค่าน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับความแม่นยำของระบบใดๆแล้วล่ะก็ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราจะขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะยาวนั่นเอง

ความสัมพันธ์ของความแม่นยำและแต้มต่อ

เนื่องจากค่า Expectancy นั้นก็คือความสัมพันธ์ระหว่างความแม่นยำและแต้มต่อ เมื่อเราทำการแทนสูตรทางคณิตศาสตร์ต่อไปอีกสักหน่อย (ซึ่งผมขอเก็บไว้อธิบายในคราวหลังหากมีโอกาส) เราก็จะสามารถหาอัตราแต้มต่อที่น้อยที่สุดในการที่เราจะมีกำไรในระยะยาวออกมาได้ตามระดับความแม่นยำจากระบบการลงทุนของเราดังสูตรนี้

clip_image002[16]

โดยต่อไปนี้ก็คือตารางแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างค่า Payoff และความแม่นยำในการที่ระบบใดๆจะมีกำไรในระยะยาวขึ้นมาได้

แต้มต่อ (เท่า) ความแม่นยำ
10 9.09%
5 16.67%
3 25.00%
2 33.33%
1 50.00%
0.75 57.14%
0.5 66.67%
0.25 80.00%
0.125 88.88%

3:1 แต้มต่อมหัศจรรย์ของนักเล่นหุ้น

จากตารางความสัมพันธ์ระหว่างแต้มต่อและความแม่นยำด้านบนนั้น คุณคงจะสังเกตุได้ถึงพลังของการมีแต้มต่อได้อย่างชัดเจน นั่นก็เพราะมันสามารถที่จะช่วยให้คุณมีกำไรในระยะยาวขึ้นมาได้อย่างง่ายดายขึ้นนั่นเอง โดยเราจะสังเกตุได้ว่าที่ระดับแต้มต่อ 3 เท่า เราจำเป็นที่จะต้องมีความแม่นยำเพียงแค่ 25% เท่านั้น และเราจะยิ่งต้องการความแม่นยำน้อยลงไปอีกหากว่าเรามีอัตราแต้มต่อโดยเฉลี่ยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมตำราทั่วๆไปจึงแนะนำให้คุณมองหาโอกาสที่มีสัดส่วนระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างน้อยที่ 3:1 เท่านั่นเอง

Margin of Safety ของระบบการลงทุน

พลังของแต้มต่อนั้นคือคำตอบหนึ่งที่ว่าทำไมหลักการลงทุนแบบ Value Investing, Trend Following หรือระบบการลงทุนอื่นๆที่มีลักษณะการทำกำไรแบบ “กินคำใหญ่” จึงมีความเสถียรและยั่งยืนสูงกว่าการเล่นสั้นๆแบบกินคำเล็กๆได้เป็นอย่างดี นั่นก็เพราะมันช่วยเผื่อความผิดพลาดให้คนธรรมดาสามัญมีโอกาสที่จะทำกำไรในตลาดหุ้นออกมาได้ แม้เขาจะไม่ต้องเป็นเซียนหุ้นอัจฉริยะที่หยั่งรู้ตลาดหุ้นได้ตลอดเวลาก็ตาม (ผมไม่ได้หมายความว่าระบบการเล่นสั้นๆจะทำกำไรไม่ได้ แต่มันต้องใช้ความชำนาญที่สูงขึ้นอย่างมาก) ดังนั้นแล้วก็มีอัตราแต้มต่อที่สูงในระยะยาวจึงไม่ต่างอะไรกับ Margin of Safety ของระบบการลงทุนสำหรับคนธรรมดาโดยทั่วไปนั่นเอง

และคำถามที่ผมอยากจะทิ้งท้ายไว้ก็คือ … วันนี้คุณได้เคยนั่งนึกถึงแต้มต่อจากระบบการลงทุนของคุณบ้างหรือยังครับ? Open-mouthed smile

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • Unsign

    คำถามข้อนี้ยากทีเดียวครับ :)

  • http://mangmaoclub.com Mod

    @3f0aa167879f9c8f03bec20341790a7a:disqus พี่จอนมาไวมากเลย :D 

    • Unsign

      ความไวในช่วงนี้ สงสัยได้มาจากการ Cut Loss :D  

  • jumb1101

    เปรียบเทียบ Expectancy Rate กับ Margin of Safety ได้ลงตัวมากเลยครับ ผมไม่เคยคิดเลยนะเนี่ย :D

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @66072eab2895373a7bae31e85d300ea6:disqus รอดมาได้เรื่อยๆจนป่านนี้ก็เพราะ MOS ของระบบเนี่ยแหละครับ :P

  • Berno

    เยี่ยมครับ ผมเซฟตาราง Payoff เก็บไว้ในมือถือเรียบร้อยแล้ว เอาไว้เตือนตัวเอง

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @e63f453be59363b8338e4ef3a8e11927:disqus เยี่ยมไปเลย :D

  • Randomwalk

    เยี่ยมครับ แปลมาอีกที หรือคิดเองครับ
    ตารางที่แสดงนี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก

  • http://mangmaoclub.com Mod

    @f3f07ebdd615176896234279ee3e1129:disqus บทความนี้ไม่ได้แปลมาครับ พอดีหลังๆปวดตาไม่ค่อยอยากนั่งแปลเท่าไหร่ แต่สูตรนี้ก็เรียนจากเขามาอีกทีครับ เสร็จแล้วค่อยมาเขียนในมุมมองที่เราเห็นเพิ่มเติมอีกทีหนึ่ง :)

    • Randomwalk

      เยี่ยมมากครับ

      ปต่ผมขอแชร์ความคิดเกี่ยวกับสมการ expectancy ให้ลึกขึ้นนะครับ
      ผมคิดว่าการที่คนทั่วไปใช้สมการ expectancy อย่างเดียวในการออกแบบระบบเทรด คงไม่เพียงพอ

      คงจะต้องมีอีกมิตินึงด้วยนั่นก็คือ เวลา

      ในคาบเวลาเดียวกัน expectancy ที่ต่ำอาจจะให้ผลกำไรที่ดีกว่า expectancy ที่สูงกว่าได้
      เพราะอาจจะมีจำนวนครั้งในการเทรดที่สูงกว่าในคาบเวลาเดียวกัน

      • Randomwalk

        ดังนั้นบางทีการเข้าออกบ่อยแล้วมี expectancy ที่สูงพอในระดับหนึ่งก็อาจจะสามารถชนะการกินคำใหญ่ๆที่มีนานทีปีหนได้ครับ

      • http://mangmaoclub.com Mod

        @f3f07ebdd615176896234279ee3e1129:disqus ใช่เลยครับ ผมจำได้ว่าเขาเรียกว่าสมการ profitability มั้ง

        Profit = E * F
        E – expectancy
        F – frequency

        แต่การวัดด้วย Expectancy หรือ Profitability ก็คงไม่เพียงพอเพราะยังมีเรื่องของความผันผวนจากผลการลงทุนของแต่ละระบบอีก ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าคงต้องแล้วแต่รสนิยมความเสี่ยงของแต่ละคนด้วย

      • http://mangmaoclub.com Mod

        @f3f07ebdd615176896234279ee3e1129:disqus แต่ความยากของการกินคำเล็กที่ Reward/Risk มันพอๆกันคือการรักษาความแม่นยำตรงนั้นเอาไว้ให้ได้ในระยะยาว ซึ่งถามว่าเป็นไปได้ไหม เท่าที่ผมเคยออกแบบและ Test ดูก็เป็นไปได้อยู่ แต่ไม่เหมาะสำหรับรายย่อยเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเป็นพวก prop trade หรือกองทุนที่ไม่เสียค่าคอมมากล่ะก็ให้ Equity Curve ที่สวยมากๆได้เลยทีเดียวเหมือนกันครับ

  • http://value.exteen.com/ patty

    ชอบครับ

  • ขอบคุณครับ ^__^