ลำดับของผลกำไรจากการเล่นหุ้น ลำดับของผลการซื้อ-ขายที่เกิดขึ้นนั้น สำคัญไฉน?

สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดไปโดยไม่ตั้งใจในการเล่นหุ้นก็คือ เรื่องผลกระทบจาก “ลำดับ” ของผลจากการซื้อขายที่เกิดขึ้นตามระบบ สิ่งนี้กลายเป็นอุปสรรคในการทำตามระบบไปโดยอัตโนมัติ วันนี้ผมจะแสดงให้เห็นถึงผลของ “ลำดับ” ที่เกิดขึ้นว่า มันมีผลต่อผลกำไรที่ปลายทางอย่างไร และทำไมความเข้าใจถึงสิ่งนี้จึงมีผลกระทบต่อ “วินัย” ของเราครับ

 

 

 

แนวคิดสำคัญอย่างหนึ่งที่เราควรต้องเข้าใจก็คือ

ภายใต้ผลลัพธ์ของซื้อขายที่เกิดขึ้นหลายๆครั้งติดกันนั้น การเปลี่ยนแปลงของ “ลำดับ” หรือผลการซื้อ-ขายที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ไม่มีผลต่อกำไรสุทธิที่ปลายทางของมัน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งในการลงทุนแบบ Non reinvestment (ไม่เอากำไรกลับไปลงทุนใหม่) และ Reinvestment (นำกำไรที่ได้กลับไปลงทุนใหม่อีก)

ตารางข้างล่างจะแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์สุดท้าย ซึ่งนั่นก็คือกำไรสุทธิจากการซื้อ-ขายทั้งหมด 4 ครั้ง ของทั้งการลงทุนแบบ Non reinvestment และ Reinvesment จากระบบการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีความแม่นยำที่ 50% โดยจะได้กำไรครั้งละ 50% และขาดทุนครั้งละ 40% ของเงินเดิมพัน (ในที่นี้คือ bet เงินทั้งกองที่เรามี)

Sequence หรือลำดับของผลกำไรที่เกิดขึ้น แบบที่หนึ่ง :

No Reinvestment

With Reinvestment

ลำดับการซื้อขาย

กำไร-ขาดทุน

เงินทุนที่เหลืออยู่

กำไร-ขาดทุน

เงินทุนที่เหลืออยู่

100

100

1

-40

60

-40

60

2

50

110

30

90

3

-40

70

-36

54

4

50

120

27

81

.

Sequence หรือลำดับของผลกำไรที่เกิดขึ้น แบบที่สอง :

No Reinvestment

With Reinvestment

ลำดับการซื้อขาย

กำไร-ขาดทุน

เงินทุนที่เหลืออยู่

กำไร-ขาดทุน

เงินทุนที่เหลืออยู่

100

100

1

50

150

50

150

2

-40

110

-60

90

3

50

160

45

135

4

-40

120

-54

81

.

Sequence หรือลำดับของผลกำไรที่เกิดขึ้น แบบที่สาม :

No Reinvestment

With Reinvestment

ลำดับการซื้อขาย

กำไร-ขาดทุน

เงินทุนที่เหลืออยู่

กำไร-ขาดทุน

เงินทุนที่เหลืออยู่

100

100

1

50

150

50

150

2

50

200

75

225

3

-40

160

-90

135

4

-40

120

-54

81

.

Sequence หรือลำดับของผลกำไรที่เกิดขึ้น แบบที่สี่ :

No Reinvestment

With Reinvestment

ลำดับการซื้อขาย

กำไร-ขาดทุน

เงินทุนที่เหลืออยู่

กำไร-ขาดทุน

เงินทุนที่เหลืออยู่

100

100

1

-40

60

-40

60

2

-40

20

-24

36

3

50

70

18

54

4

50

120

27

81

.

จากที่เราได้เห็นกันนั้น จะเห็นได้ว่าผลของการเปลี่ยนแปลงลำดับนั้น ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์สุดท้าย (กำไรสุทธิ) เปลี่ยนแปลงไปเลย ไม่ว่าเราจะมองจากทั้งในแง่ของ Non Reinvestment หรือแบบ Reinvestment ครับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปคือ Maximum Drawndown หรือการลดลงของเงินทุนที่มากที่สุดระหว่างการการเล่น ตามตารางด้านล่างนี้ครับ

Sequence หรือลำดับของผลกำไรที่เกิดขึ้นแบบที่ 1

No Reinvestment

Reinvestment

100 เหลือ 60 = 40 (40%)

100 เหลือ 54 = 46 (46%)

Sequence หรือลำดับของผลกำไรที่เกิดขึ้นแบบที่ 2

No Reinvestment

Reinvestment

150 เหลือ 110 = 40 (27%)

150 เหลือ 81 = 69 (46%)

Sequence หรือลำดับของผลกำไรที่เกิดขึ้นแบบที่ 3

No Reinvestment

Reinvestment

200 เหลือ 120 = 80 (40%)

225 เหลือ 81 = 144 (64%)

Sequence หรือลำดับของผลกำไรที่เกิดขึ้นแบบที่ 4

No Reinvestment

Reinvestment

100 เหลือ 20 = 80 (80%)

100 เหลือ 36 = 64 (64%)

.

จากผลในตารางที่เกิดขึ้นนั้น เราจะเห็นได้ว่าการ Reinvest (นำกำไรกลับไปลงทุนใหม่) นั้น ไม่สามารถที่จะทำให้ผลของ Drawdown ที่เกิดขึ้นดีกว่าการ Non Reinvest (ไม่นำกำไรกลับไปลงทุน) ได้เลย อย่างไรก็ตาม ข้อดีของมันคือการที่ Drawdown จะลดน้อยลงเรื่อยๆเมื่อเกิดการขาดทุน เนื่องจากเงินทุนที่น้อยลงนั่นเอง และการ Reinvestment นั้นจะช่วยให้เงินทุนเติบโตเร็วกว่า Non Reinvestment เพราะเป็นผลมาจากการทบต้นของเงินทุน + กำไรนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อเราได้เข้าใจแล้วว่า :

1.ลำดับของผลการลงทุน ไม่มีผลต่อกำไรสุทธิที่ปลายทาง

2.แม้กำไรสุทธิไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ Drawdown

เราจึงควรที่จะเข้าใจและมั่นใจได้ว่า หากว่าระบบการลงทุนของเรานั้นมี Expectancy (กำไรคาดหวัง) ที่เป็นบวก และเราไม่ bet ในแต่ละครั้งหนักจนเกินไป เรามีโอกาสอย่างสูงที่จะกลับมาทำกำไรได้อย่างมากมายเช่นเดิม ไม่ว่าเราจะเจอกับ Sequence ในรูปแบบไหนก็ตาม (เช่น เจอกับการขาดทุนติดๆกันหลายครั้ง ก่อนที่จะเริ่มมีกำไร) ดังนั้น การมีวินัยต่อสัญญาณการซื้อขายในทุกๆครั้งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะไม่เช่นนั้นระบบการลงทุนอาจจะล่มได้เพราะตัวเราเอง และอีกอย่างก็คือระบบ Money Management ในส่วนของ Position Sizing หรือขนาดในการ bet แต่ละครั้งจะมีผลเป็นอย่างสูงต่อ “วินัย” ในการที่จะทำตามระบบการลงทุนได้เป็นอย่างดี เพราะหากว่าเราเดิมพันมากไปในแต่ละครั้ง เราอาจไม่สามารถที่จะทนต่อ Drawdown ที่เกิดขึ้นในทางที่แย่ที่สุดก็ได้ (Maximum Drawdown) และนี่คือสิ่งสำคัญที่เราต้องจำไว้ให้ดีครับ :D

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • tsunami2p

    กด Like ครับ ^^

  • tsunami2p

    วิธี No Reinvestment นั้นจะคิดเสมือนกับว่าเราจะมีเงินเข้ามาเพิ่มในหน้าตักทุกครั้งที่เทรด (100) เสมอ ในขณะที่วิธีของ With Reinvestment นั้นจะไม่มีการเพิ่มเงินในหน้าตักเลย

    อย่างนี้แล้วจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดไหมครับ ว่าวิธี No Reinvestment จะดีกว่า With Reinvestment

    • Mod

      เข้าใจถูกต้องแล้วครับ Non Reinvestment ในที่นี้จะเติมกลับให้ครบร้อยเสมอถ้าเงินหายไป ซึ่งนี่คือแนวคิดในทางทฤษฏีซึ่งเกิดขึ้นในภาคปฏิบัติได้ยากด้วยซ้ำ ที่เราจะกล้านำเงินมาเติมเรื่อยๆหากเงินหายไปเรื่อยๆจากระบบนั้น

      Non Reinvestment จะดีกว่าในแง่ของ Drawdown ที่จะน้อยกว่าครับ แต่การเติบโตจะเป็นแบบเส้นตรงหรือ linear function คล้ายๆเงินเดือน แต่การ Reinvestment จะเติบโตเป็น geometric function พาราโบลา เพราะมันเติบโตแบบทบต้น คล้ายๆกราฟความร่ำรวยของคนทำธุรกิจครับ แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงที่มากกว่า :D

  • บอย

    ช่วยได้เยอะ

    • Mod

      ขอบคุณที่แวะมาเมนท์ครับ :D

  • Hongvalue

    กรี๊ดดดดดดด

    • Mod

      สาวแตกอะไรกันครับเนี่ยคุณพี่ Hong 55 :p

  • Yingyos

    จำได้ว่าเรื่องนี้เคยมีพูดถึงในบทความก่อนๆครับ ขอบคุณครับที่นำมารีเพลย์เพื่อเตือนสติ
    ที่นี้ถ้าเราจำกัด position size ให้เหลือน้อยลง ในเวลาที่แย่ๆ ก็จะป้องกัน DD สูงๆ ได้
    แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าครั้งต่อไปมันเกิดกลายเป็นครั้งที่กำไรสูงขึ้นมา เราจะพลาดกำไรส่วนหนึ่งไปใช่มั้ยครับ มันคล้ายๆ สถานการณ์ของผมตอนนี้ คือ พอ bet ที่ position size น้อยๆ เพราะเริ่มรู้ว่าพลาดบ่อย มันกลับกลายเป็นวิ่งแรงขึ้นมา ต้องมารอระบบซื้ออีก .. แต่เข้าใจครับว่ามันไม่มีระบบอะไรสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยเราก็ไม่ขาดทุน เลยทำใจได้แล้ว

    • Mod

      เรีื่องนี้จำได้ว่าเคยคอมเมนท์ไว้ตอนคุย แต่ไม่จับมาเขียนเป็นประเด็นจริงจัง เลยเอามาเขียนให้ชัดเจนอีกรอบครับ :D

      ส่วนการเล่นแบบ anti-martingale เป็น fix ratio เวลาทุนเราลดมันจะ bet น้อยอัตโนมัติอยู่แล้วเพื่อป้องกันการเจ๊งไปก่อน โดยเฉพาะส่วนใหญ่ถ้าเราสังเกตุ ช่วงที่เราดวงตกซื้ออะไรมันก็มักจะชุ่ยเอาติดๆกัน แต่ถ้าหุ้นเริ่มวิ่งมาแรงๆ เราก็ bet เพิ่มได้นี่ครับ ผมเองก็ bet เพิ่มประจำ ตามน้ำเวลาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆจนกลับมากลบที่พึ่งเสียไปใน losing streak รอบที่แล้วได้ไม่ยากเย็นเท่าไหร่ อาจกำไรไม่สูงสุดแต่เหมาะสมครับ (ถ้าอัดหมดเลยเขาเรียกกลยุทธ์ M150 เอาหัวพุ่งชนเลย 55)

      จริงๆว่าวิธีการนี้คล้ายๆกับคนเป็นมวยดีนะครับ 55 คือถ้าดูมวยจะรุ้ว่าเขาไม่เข้ากันพรวดพราดเหมือนมวยวัด ยกเว้นเวลาไล่ยำจะใส่เป็นชุด (แต่ก็ยังต้องระวังโดนสวน) เหมือนกับเวลาเราตามน้ำหุ้นที่มันวิ่งไปเรื่อยๆเลยน่ะครับ :)

      • Phinx

        เวลาคุณมด bet เพิ่ม มีข้อกำหนดไหมครับว่าเพิ่มทีละกี่%
        เช่น ถ้าซื้อไม้แรกล้านบาท ไม้ที่2 ควรเป็นสัดส่วนอย่างไรครับ

        แล้วถ้าโดนหมัดสวน (อิอิ… ผมโดนประจำ) น่าจะทำอย่างไรครับ :) :)

        • Mod

          ผมเพิ่มโดยรับความเสี่ยงทีละ 1% ดังนั้น Position size จะสัดส่วนไม่เท่ากัน เพราะอิงกับจุด stop loss (ซึ่งในไม้ตามจะใช้ stop กว้าง ไม่ให้ต้นทุนสูงเกิน และกันโดนถีบตกรถครับ) โดยผมมักจะเพิ่ม Position ก็ต่อเมื่อราคาวิ่งเลยไม้แรกที่ซื้อจนไกลระดับหนึ่ง หรือเกิดการพักตัวและ breakout อีกรอบครับ

          ส่วนถ้าโดนหมัดสวนทำยังไง ก็คงทำใจและทำตามระบบครับ ความคิดผมคือเราคุมตลาดไม่ได้ แต่เราต้องคุมตัวเองให้ได้ครับ :)

          • Phinx

            “ผมเพิ่มโดยรับความเสี่ยงทีละ 1% ”
            1% ของทั้ง Port หรือเปล่าครับ แล้วถ้ามีหุ้นหลายๆตัว จะคิดอย่างไรหรือครับ?
            เอ! โดยปกติ คุณมดมีหุ้นเยอะไหมครับ :)

          • mod

            1% คือความเสี่ยงจากทั้งพอร์ทครับ

            คิดง่ายๆสมมุติว่าผมมีเงินอยู่ 100 บาททั้งพอร์ท ผมบอกว่าผมจะเสี่ยงเพียง 1% นั่นคือ 1 บาท

            โดยในขณะนั้นสมมุติว่าหุ้นมีราคาอยู่ที่ 10 บาท/หุ้น และผมตัดสินใจว่าถ้าหุ้นราคาลดลงไปถึง 9 บาทหรือ 10% ผมจะตัดขาดทุนออกมา

            ผมจะนำระยะห่างของต้นทุนและจุดตัดขาดทุน มาเปรียบเทียบเป็น % ของพอร์ทเพื่อหาจำนวนเงินที่จะซื้อ ในกรณีนี้คือ

            [1%ของพอร์ท (1 บาท) / ระยะส่วนต่าง (1 บาท)]*10 = 10 บาท

            ดังนั้นผมจึงซื้อหุ้นได้ไม่เกิน 10 บาทเท่านั้น ในการที่จะไม่เสียเงินเกิน 1% ของพอร์ท หรือก็คือ 1 หุ้นเท่านั้นครับ

            ปล. หากจะคิดแค่จำนวนหุ้น ก็เอาแค่ [% ของพอร์ท (จำนวนเงิน)/ระยะส่วนต่าง] ก็พอครับ

  • Calculus Fc

    พี่แนะนำ sequence คืนทุน หน่อยได้มั้ยคร้าบ..

    มี อนุกรม ไหนบ้างที่น่าสนใจ เอามาใช้ได้ในโลกแห่งความจริง ในทุกสถานการณ์

    เผื่อว่าสักวัน ประเทศไทย จะมีนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่กับเค้าบ้าง.. ^_^

    • mod

      ไม่ค่อยเข้าใจว่า sequence คืนทุนว่าคืออะไร? :D

      แต่ถ้าหมายถึงระบบที่มี expectancy เป็นบวกในระยะยาว ผมว่ามีเยอะแยะเลยครับ จริงๆระบบเหล่านี้ผมเชื่อว่าเคยได้ยินกันมาทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่นำมันมาใช้กันอย่างมีวินัยจริงๆ

      ข้อสำคัญคือเราต้องหาตัวตนเราให้เจอ หาระบบหรือแนวทางที่เข้ากับเราให้ได้ แล้วค่อยๆเรียนรู้ไปกับมันอย่างมีวินัยครับ :)

  • Krit

    กด Like คับ :)

    • mod

      ขอบคุณครับ :)

  • Calculus Fc

    อิอิ..ผมหมายถึง น้ำหนักของการลงทุนในแต่ละครั้ง ที่จะเข้าลงทุน

    และเมื่อลงทุนไปแล้วเสียไม้ต่อไป ควรจะลงต่อเท่าไหร่ ที่จะสามารถทำให้เราตามทุนกลับมา

    อย่างในกรณีของเช่น เทคนิค มาติงเกล ลาบูเชีย ฟีบโบนาชี ไรประมาณนี่อ่ะคับ

    นั้นแหละที่พี่บอกเยอะนั้นแหละที่ผมอยากจะได้มีโอกาสรู้บ้าง คือผมยังเด็กอยู่ พื้นฐานอังกฤษไม่ดี..อิอิ (ฝึกอยู่) เห็นพี่อ่านหนังสือเยอะ น่าจะพอแนะนำได้บ้างก็เลยถามครับ

    ถ้าพี่ไม่เข้าใจที่ผมถามก็ไม่เป็นไรครับ ^_^ ขอบคุณคับ

    • mod

      จริงๆแล้วหลักของการเดิมพันที่ดี ควรเล่นไม้ต่อไปเมื่อเข้าทางเราเท่านั้นครับ

      ในกรณีนี้บางคนอาจสับสน ว่าทำไมเทคนิคให้ถัวขึ้น แต่พื้นฐานให้ถัวลง

      ผมมองว่าอย่างการใช้เทคนิค สิ่งที่เขาเล่นอ้างอิงอยู่คือราคาหุ้น ดังนั้นราคาหุ้นคือคำตอบสำหรับการเดิมพันของเรา จึงเล่นเมื่อขึ้นต่อเท่านั้น ส่วนทางพื้นฐานสิ่งที่อิงอยู่คือผลประกอบการและการดำเนินงานของบริษัท เขาจึงมองว่าเป็นโอกาสที่จะเก็บเพิ่มในเมื่อมันมี margin of safety ครับ

      ผมคิดว่าเข้าใจที่คุณ calculus ถามนะครับ แต่ในกรณีที่ลงทุนไปแล้วเสีย (ในความหมายว่าสิ่งที่คาดหวังไม่เป็นไปอย่างที่คิด) หลักที่ดีคือไม่ควรเล่นต่อเอาเงินไปจม ควรหาทางหนีออกมาเพื่อเริ่มต้นใหม่ดีกว่า เพราะการลงทุนไม่ใช่การวัดดวงเพียงครั้งต่อครั้ง หรือไม่กี่ครั้ง แต่มันคือผลทบต้นทบดอกในหลายๆครั้งระยะยาวๆไปครับ :)

      • mod

        สำหรับ sequence คืนทุนนั้นก็คือหลักการ Martingale เช่นการแทงเบิ้ลเมื่อเสียหรือขาดทุนลงไป แต่หลักการนี้จะใช้ได้ผลดีจริงๆต่อเมื่อเงินของคุณเป็น infinity หรือไม่มีหมด และอัตราต่อรองของการแทงยังคงเท่าเดิมเสมอ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงตลอดในตลาดหุ้น โดยเฉพาะเมื่อหุ้นเป็นขาลงรอบใหญ่ครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    เห็นภาพเลยครับ เคยสงสัยว่าถ้าทำตามระบบแล้วเราขาดทุนติดๆกัน เราจะคืนทุนกลับมาได้อย่างไร ขอบคุณมากครับ ^^

  • Phinx

    ขอบคุณครับ :) :)

  • mod

    จริงๆแล้วมันเป็นแค่ความเข้าใจผิดจาก sense ของเราเองเท่านั้น :D

  • Futions

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

    • Mod

      คุณ Fution นี่ไล่อ่านน่าดูเลย ถ้ายังไงลองแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนกันก็ได้นะครับ :D

      • Futions

        รู้สึกดีกับ เวบนี้มากครับ น่าจะเจอตั้งแต่ปีที่แล้ว 555
        เป็นเวบที่ให้ความสำคัญกับ Trading System, MM, Trading Psychology
        ได้ชัดเจนที่สุดเวบหนึ่งของประเทศไทย

        ก็กำลังสังเคราะห์เนื้อหาจากเวบอยู่น่ะครับ
        บางทีก็ไม่ได้ discuss มากเพราะความรู้ยังไม่ถึง
        บางทีก็อยากรีบไปอ่านบทความต่อไป แบบว่ากำลังมัน เอิ๊กๆ
        แต่รีบแค่ไหนก็อยากแสดงคำขอบคุณ
        เพื่อให้คุณมดรู้ว่าคนติดตามอยู่น่ะครับ

        555
        จริงๆอยากเรียกอาจารย์มดครับ

        คุณคือคนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจ
        ให้ความสำคัญ System Trading มากขึ้น และ
        ให้ความสำคัญ Discretionary Trading ลดลง

        อีกจะไม่นานจะเริ่มถามคำถามเชิงลึกมากขึ้นแล้วนะครับ
        ไม่รู้จะรบกวนเกินไปหรือเปล่า ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

        • Mod

          ก่อนอื่นผมขอขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำติชมมากๆเลยนะครับ

          ส่วนเรื่องของการ Discuss นั้นผมคิดว่าไม่เกี่ยวหรอกว่าความรู้ไม่ถึง ผมว่าการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆกันดีทั้งนั้น หลายๆสิ่งหลายๆอย่างผมก็ได้มาจากทั้งมือใหม่และมือเก่าทั้งหลายครับ ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งมากหรืออะไร และชอบที่จะรู้สึกว่าเรามันยังจิ้บๆมีที่ให้ต้องพัฒนาอยู่อีกเยอะด้วยซ้ำ 55

          พูดตรงๆว่าตอนแรกกะทำเรื่อยเปื่อย แต่ทำไปทำมาแล้วก็สนุกขึ้น จนตอนนี้รู้สึกว่าไม่อยากเลิกทำแล้วก็เพราะกำลังใจจากหลายๆคนเนี่ยแหละครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ :D

  • ning

    อย่าเลิกนะคะ ช่วยอยู่ต่อเป็น back up ให้มือใหม่ ก่อน :D

  • ning

    เห็นชัดมากๆ ระหว่าง การเข้า (entry) ดีทำให้สร้างโอกาสและ การออก (exit)ดีทำให้เราสร้างกำไร ตามด้วยMM ที่ดีทำให้เงินอยู่ไม่หาย แต่ที่สำคัญสุดคือ วินัยดี (you are the winner of this game,as if you know how to survive first)
    สิ่งที่คุณมดให้คนอื่นๆ ก็ขอให้สิ่งดีๆเหล่านั้นกลับมาหาคุณ :p

  • ning

    วันนี้ขอมาแชร์ประสบการณ์คะ ไม่รู้ว่ามีใครเล่น silver มั้งไหมเอย จริงๆเทรนมันขึ้นมาตลอดเราก็อมยิ้ม จนกระทั่งตอนตีห้าวันนี้รู้สึกว่าขายทิ้งดีกว่าเพราะเคยเห็นการวิ่งของราคาลักษณะนี้มาก่อน คือวิ่งพรวดแค่สิบกว่านาทีแตะขอบบนแล้วค่อยลดลงมาฮวบ ดีว่าเคยเจอมาก่อน บอกตัวเองที่ได้มาก็เยอะแล้วออกมาดูเหตุการณ์ก่อนดีกว่า ซึ่งมันก็ลดมาเรื่อยจนตลาดปิด จากตรงนี้ถ้าใครเคยใช้การสังเกตการเคลื่อนของราคาจะอ่านเกมได้ทันเพราะมันก็ซ้ำๆเดิมเพียงแต่ระยะเวลาจะรวดเร็วหรือช้า คือบางทีแค่ไม่กี่นาที แต่บางครั้งใช้เวลาทั้งวันเลย หรือหลายวัน ในแง่Day trade เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นนะคะ ส่วนใครเล่นระยะกลางหรือยาวอาจไม่มีผลมากเพราะคงได้ใช้ wild stop and let profit to run