(Video Clip)พฤติกรรมที่แย่ๆไม่ควรเกิดขึ้น ในการเล่นหุ้น


สวัสดีครับ หลังจากที่เมื่อวานลุ้นว่าวันนี้เวบจะใช้ได้มั้ย เพราะย้ายเวบเองแล้วพังหมดเลย 55 (ย้ายเพราะรู้สึกว่ามันช้าๆ ใครเข้าช้าหรือเร็วบอกผมหน่อย) ทำไม่เป็นนั่นเอง ผมอ่อนไอทีมาก มันเลยล่มไปหมด สุดท้ายก็เลยต้องไหว้วานให้คนเค้าช่วยกันจนได้ครับ วันนี้ผมนำเอาวิดีโอคลิป จากการสัมภาษณ์ Brett N. Steenbager เซียนหุ้นที่เราได้รู้จักกันไปแล้ว จากหนังสือ Enhancing Trader Performance มาให้ดูครับ

YouTube Preview Image

ปล. วันนี้ผมพึ่งจะสร้างส่วนของ Trading Wisdom ขึ้นมา ซึ่งจะ Random คำคมต่างๆจากเซียนหุ้นระดับโลกขึ้นมานะครับ คุณสามารถกด Next Quote เพื่อเลื่อนดูไปได้เรื่อยๆและผมจะทยอยนำลงมาเก็บไว้ครับ ส่วนวิดีโอตอนนี้เริ่มจะเยอะ ผมได้ทำ ช่องวิดีโอคลิปของ แมงเม่าคลับ.คอม เอาใว้ให้ในหน้าเวบแล้ว จะได้เก็บไว้ดูวิดีโอเก่าๆได้ หากใครมีไอเดียจะแนะนำ หรือมีคำคมดีๆมาฝาก ก็เขียนลงใว้ได้นะครับ ผมจะได้เอาลงไปด้วยครับ ขอบคุณ และเจอกันใหม่ที่ แมงเม่าคลับ.คอม ครับ

  • เม่น

    ติดตามชมทุกวันครับ ได้สาระในส่วนของ psychology เพิ่มขึ้น เข้าท่าดีครับ

    ถามความเห็นคุณมดหน่อยครับ คุณมดว่าเป็นไปได้ไหม ว่าการที่เรามีระบบเทรดที่ดี เข้ากับตัวเรา แม้เราจะคิดขึ้นมาเอง แต่ก็อาจจะถูกดักทางได้จากขาใหญ่ เช่นรู้ว่าแมงเม่าตัวนี้เห็นมันได้กำไรดี และต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ก็สั่งทางโบรกให้จับตาดูเรา แล้วสะกดรอยเพื่อแกะระบบการเทรดของเรา เมื่อเขาทำได้แล้ว ก็สร้าง noise หลอกเราขึ้นมา (อาจรวมถึงโปรแกรมเทรดบางตัวที่อาจฝัง trojan ไว้ ดักจับหน้าจอเราได้)

    เช่น รู้ว่าเรามักจะตั้ง stop order ในขา long แล้วเมื่อเขา “รู้เรา” เขาก็แกล้งทุบลงมาให้เราต้อง stop loss ออกไป

    ซึ่งแม้ว่าเราจะถูก trend แต่โดนทุบให้หลุดตลอด คุณมดว่าผมกังวลไปเกินเหตุหรือเปล่า หรือว่ามันแกะรอยเพื่อดักทางเราได้จริงๆ

    ที่คิดอย่างนี้เพราะขึ้นชื่อว่าเกมแห่งผลประโยชน์ มันก็คงจะไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่นักหรอก

    ที่ถามเพราะว่าเห็นคุณมดนำบทความเกี่ยวกับ psychology, money management มานำเสนอ ไม่ใช่พูดแต่ entry, exit ผมเชื่อว่าคุณมดเป็นผู้อยู่รอดในตลาดได้แน่นอน แล้วเข้าตลาดมานานกว่าผม (ผมเพิ่งครบ 2 ปีเอง) คงได้เห็นอะไรมามากกว่าผมแน่นอน

    ขอบคุณครับ

  • mod

    ขอบคุณที่เข้ามาคุยนะครับ เมื่อวานเว็บล่มไปวันนี้เช็ค Traffic แล้วงงไปเลย เหมือนผมพึ่งจะเขียนบล็อกวันแรกซะแล้ว 55

    ผมว่าเป็นคำถามที่ดีนะครับ เรื่องที่คุณเม่นถามมา ผมก็เคยสงสัย แต่ผมเคยดูวิดีโอชุดหนึ่งของ Larry Williams นานแล้ว แกพูดไว้ตลกดีครับ แกถูกถามว่า เป็นไปได้มั้ยที่จะ…บลาๆๆ อย่างนี้ แกตอบว่า “คุณคิดอย่างนั้นใช่ใหม… ใช่ครับ! ผมคิดว่าคุณกำลังมีปัญหาทางจิตจริงๆ” 55 ตอนนั้นผมก็ขำนะครับ แต่ผมคิดว่าทุกคนคงเคยคิดเช่นกัน

    -สั่งทางโบรกให้จับตาดูเรา แล้วสะกดรอยเพื่อแกะระบบการเทรดของเรา เมื่อเขาทำได้แล้ว ก็สร้าง noise หลอกเราขึ้นมา (อาจรวมถึงโปรแกรมเทรดบางตัวที่อาจฝัง trojan ไว้ ดักจับหน้าจอเราได้)

    ผมคิดว่าถ้าสิ่งที่รายใหญ่ทุกคนคิด น่าจะเป้นการลดความเสี่ยง และหาโอกาศทำกำไรมากกว่า ไอ้ที่จะมาค่อยแกล้งเราแบบรายคนเนี่ย ลองคิดกลับกันว่าจะทำไปเพื่ออะไรครับ? ทุกอย่างย่อมมีต้นทุนในตัวมันเอง ถึงไม่เสียตังก็เสียแผนเสียเวลา หรือเสียจิตวิทยาของกราฟไป

    อีกอย่างระบบที่ดีผมคิดว่า ควรจะกรอง Noise ในช่วง Time Frame ของเราออกไปได้เช่นกัน ส่วนมากระบบที่โดน Noise จริงๆแล้วมักใช้ Tight Stop ซึ่งข้อเสียที่ยังไงต้องเกิดประจำก็คือ Whipsaw บ่อยๆอยู่แล้ว มันจึงเป็นความรับผิดชอบของเรามากกว่า ที่จะต้องกำหนด Risk per trade ให้เหมาะสมกับระบบของเรา เพื่อไม่ให้เกิด Drawdown จนกลับคืนมายาก

    จากความคิดของผม ในช่วงสั้นๆอย่างเดย์เทรด หรือ Swing Trade ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่ใครจะอัดหุ้นขึ้นๆลงพอได้อยู่ แต่แนวโน้มกลางถึงใหญ่นั้น มันต้องเป็นแรงของเศรษฐกิจมหภาคมาหนุนนำด้วยครับ

    ส่วนถ้าบอกว่ากลัวรายใหญ่ที่เป็นขาปั่นเขาจ้องเล่นเอานั้น อันนี้ผมมองงี้นะครับ เขาเป็นเจ้าบ้าน แน่นอนเขาย่อมมีความได้เปรียบเราอยู่แล้ว ก็บ้านเขาหนิครับ แต่เราเป็นแขก เราลุกตอนใหนก็ได้นะครับ (เลือกบ้านที่ไม่เล็กเกินไป) เรามีความได้เปรียบกันคนละด้าน เราต้องรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าเราเข้าไปหากำไร ถ้าไม่ได้ก็รีบลุก ถ้ากลัวเจ็บก็ทยอยเข้า ยิ่งดียิ่งเข้าๆ เขาไม่ให้เล่นเราก็ออกไป

    -เช่น รู้ว่าเรามักจะตั้ง stop order ในขา long แล้วเมื่อเขา “รู้เรา” เขาก็แกล้งทุบลงมาให้เราต้อง stop loss ออกไป

    ถ้าเราเป็นรายย่อยไม่ใหญ่จนกินหุ้นเขาหมด เขาจะมาจ้องเล่นเรางั้นหรือ? เล่นเราคนเดียวงั้นหรือ? ถ้าเป็นเราเราจะทำมั้ย? แต่ถ้าทุกคนมีหุ้นกันเยอะแล้ว แล้วไม่ค่อยมีใครซื้อตามแล้ว อย่างนั้นผมว่าอีกเรื่องหนึ่ง และต่อให้ผิดพลาดไปจริงๆ (ซึ่งมักเกิดขึ้น) นี่ก็จะกลายเป็นหน้าที่ของพระเอกซะที นั่นก็คือ Stop loss นั่นเอง

    ผมคิดว่าถ้าหากคุณเม่นกลัวว่าระบบจะไร้ประสิทธิภาพไป คุณเม่นน่าจะลองทำ Trading Journal ใว้เป็นประจำ แล้วสรุปผลในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับ Time frame ของคุณเม่นครับ เพื่อที่จะได้ดูว่าสถิติอะไรที่มันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แล้วจึงหาทางแก้ไขว่าอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง

    ผมมองว่าจะหาระบบสมบูรณ์ แบบไม่ต้องเปลี่ยนเลยนั้นไม่น่าจะมี เราอยู่ในโลกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา แล้วเราจะไม่ปรับเปลี่ยนหรือครับ? หากลองรัน system กลับไปยี่สิบสามสิบปี จะพบว่า ตลาดมีเทรนสะอาดตาน่ารักมาก แค่ระบบ Dow Theory ผมว่ายังสบายเลย แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว เราก็ต้องเปลี่ยนตามเช่นกัน

    -ที่คิดอย่างนี้เพราะขึ้นชื่อว่าเกมแห่งผลประโยชน์ มันก็คงจะไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่นักหรอก

    ผมก็คิดอย่างนั้นนะ ของอย่างนี้ทีใครทีมัน แต่ผมก็เชื่อว่าไม่มีใครรู้จริงตลอดหรอก และผมไม่เชื่อว่าถึงจะเป็นรายใหญ่ก็จะทำสำเร็จตามเป้าทุกครั้ง

    ยิ่งเราระวังตัวยิ่งดีนะครับผมว่า ถามว่าผมเล่นได้อย่างสบายใจได้อย่างไร ผมคิดว่า เพราะผมไม่กลัวนะจะเล่นผิดหรือเล่นถูก โดนแกล้งหรือไม่ ผมสนว่ากำไรเวลาได้มันกลบขาดทุนใหม? ผมไม่รุ้หรอกว่าผมจะได้กำไรเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยผมจะเซตไว้เลยว่าปีนี้ผมจะไม่ยอมขาดทุนเกินจากนี้ ผมคิดไว้ก่อนเลยว่าปีนี้จะตั้งงบไว้ขาดทุนซํกกี่% ผมถือว่าเหมือนทำธุรกิจ ทำอะไรย่อมต้องมีต้นทุน แต่เราต้องพยายามคุมมันไว้

    Floor ผมก็เคยโดนนะครับ โดนวันที่ผมลุกมาดูตลาดไม่ใหวเพราะผมไม่สบายด้วย ขึ้นอยู่ดีๆก็ Floor แต่ผมสั่งคัททันทีที่เขาโทรมาบอกเลย เพราะผมคิดไว้ตลอดว่าผมต้องโดนสักวันแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็ว และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เพราะผมบ้าหรือผมเก่งนะครับ แต่ผมคำนวนเผื่อความเสี่ยงใว้ว่าจะโดนแล้ว มันเลยไม่เท่าไหร่ครับ ก็แค่ 1 ในการเล่นของผมเท่านั้น ผมมองเป็น Series of trade ที่ต้องเจอทั้งกำไรขาดทุนครับ

    ตอบจนจะจบแล้ว สังเกตุใหมว่าผมไม่ได้ให้คำตอบชัวร์ๆไปเลยว่า เขาจะเล่นคุณใหม หรือมีทางเป็นไปได้ใหม เพราะผมเชื่อว่ามันไม่มีอะไรชัวรจริงๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ต่อให้วันนี้ตอบว่าเขาคงไม่ทำคุณ แต่ใช่ว่าวันหน้าสถาณการณ์เปลี่ยนไป เขาจะเหมือนเดิม สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ Psychology ของเราและ Money management ครับผมว่า

    ผมมีไอเดียของผมอย่างนี้นะครับ คุณเม่นคิดว่า โยนเหรียญหัวก้อย กับเล่นหุ้นอันใหนได้กำไรยากกว่ากัน?

    สำหรับผมแล้วถ้าผมได้สถิติต่างๆคร่าวๆมาจากการเทสระบบดูแล้ว ผมจะลองกำหนดความเสี่ยงดูตาม Money management แล้วผมจะลองเอามาทดสอบโยนเหรียญหัวก้อยจนผมมั่นใจกับมันว่ามันจะได้กำไรใน Long Run ครับ นี่เป็นวิธีการสร้างความนิ่งของผมนะครับ คนอื่นผมไม่รู้เหมือนกัน

    คิดยังไงบ้างครับ? หรือถ้ามีใครรู้ว่ามีไม่มีชัวรๆ ก็เข้ามาคุยกันได้นะครับ

    “Expect the Unexpect”
    -Miyamoto Musashi (Book of 5 rings)

  • mod

    Richard Dennis ที่เป็นต้นแบบของ Turtle Trader สถิติของเขานั้น 95% คือการเทรดที่ขาดทุน หรือไม่ก็ไร้ประโยช์น แต่ทำไมเขาถึงยังทำกำไรได้อย่างมหาศาล?

    ผมว่าเขายิ่งกว่าโดนแกล้งนะครับ :)

    ผมว่าถ้าเรามัวแต่กลัวโดน หรือเล่นผิดทาง เราจะลืมคิดว่า “เราจะทำอย่างไรดี ให้เวลาที่เราถูกทางแล้วมันกำไรหนักๆๆ แต่ผิดทางกลับเสียน้อยๆ”

    พูดไปพูดมาแล้วคิดถึงสมัยเด็กๆเลยจะได้ยิน เพื่อนท้าต่อยกันว่า “เอาปะล่ะ_ึง ล้มไม่นับหลับเป็นแพ้เว่ย” มาคิดดูดีๆ นี่ก็เคล็ดวิชาเหมือนกันนะครับ 55

  • เม่น

    ขอบคุณมากครับ

  • rot

    ขอบคุณสำหรับความรู้ ครับ

  • mod

    ขอบคุณที่แวะเข้ามาครับ :)

  • zyril

    พฤติกรรมผิดๆ ในการเล่นหุ้น

    เราจะพูดกันถึงว่า จะทำอย่างไร “เมื่อนักเล่นหุ้นเกิดฟุ้งซ่านกับตัวเองขึ้นมา” กับ Dr. Brett Steenbager
    +สวัสดีครับ สบายดีไหมครับ?
    -สบายดีครับ ขอบคุณมาก
    +จากการที่คุณเป็นจิตแพทย์ และเป็นผู้เขียนหนังสือหุ้น “The Daily trading coach” โดยที่คุณได้ให้คำปรึกษากับนักเล่นหุ้นมามากมายนั้น อะไรคือพฤติกรรมที่มักจะบ่อนทำลายตัวของพวกเขาเอง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคกับการเป็นนักเล่นหุ้นที่ดีบ้างครับ?
    -มีพฤติกรรมแย่ๆ อยู่ 2 อย่าง ซึ่งผมมักจะนึกถึงขึ้นมาทันทีเลย อย่างแรกก็คือ “มัวเมาอยู่กับการเล่นหุ้น” คนส่วนใหญ่สามารถเสพติดการเล่นหุ้นได้เหมือนๆ กับเล่นการพนัน ด้วยเหตุผลที่คล้ายๆ กัน ไม่ใช่ว่าทุกๆ คนจะเข้ามาเพียงเพื่อการทำกำไร บางคนก็เข้ามาเพราะอยากตื่นเต้น หวาดเสียว และนั่นก็อาจทำให้พวกเขาฟุ้งซ่านขึ้นมาได้
    +แต่การเล่นหุ้นนั้นที่จริงแล้วก็เหมือนกับการทำธุรกิจ ซึ่งทุกๆ คนควรจะตระหนักไว้ให้ดี มันไม่ได้เหมือนกับคุณกำลังเดินเข้าบ่อนที่ “ลาสเวกัส” สักเท่าไหร่เลย
    -นี่เป็นประเด็นที่ดีมาก เพราะกำไรที่เกิดจากการเล่นหุ้นส่วนใหญ่นั้น มักจะมาจากความ “อดกลั้น” เพื่อที่จะรอความได้เปรียบและโอกาสของคุณ หากคุณอยากตื่นเต้นหล่ะก็ คุณก็จะไม่มีความ “อดกลั้น” คุณจะไม่รอให้โอกาสของคุณมาถึง และคุณกำลังทำร้ายตัวเองอยู่
    +อะไรคือพฤติกรรมของนักเล่นหุ้นที่บ่อนทำลายตัวเองอีกอย่าง ที่คุณมักเห็นด้วยเสมอ?
    -พฤติกรรมที่บ่อนทำลายตัวเองอีกอย่างก็คือ “อารมณ์ชั่ววูบ” ของพวกเขา เมื่อไหร่ที่คนเราตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จากความสับสนในใจของพวกเขา เช่น การตัดขาดทุนแต่ตลาดไม่ลงต่อ พวกเขาก็จะเริ่มสับสน แล้วจากความสับสนและฟุ้งซ่านนี่เอง ทำให้รู้สึกว่าต้อง “เอาคืน” ซึ่งเรามักเรียกว่าการ “เล่นหุ้นอย่างหน้ามืด” พวกเขาตัดสินใจจากอารมณ์ชั่ววูบ ทั้งที่ไม่มีความได้เปรียบอะไรเลย และนั่นมักจบลงด้วยการขาดทุนอย่างมาก
    +ถ้าเปรียบเทียบกับการเล่นด้วย “สัญชาตญาณ” หล่ะครับ มันเกี่ยวข้องกันบ้างไหม ยกตัวอย่างเช่น… การเก็งกำไรค่าเงินปอลด์ของ “จอร์จ โซรอส” ในช่วงปี 90 เขาบอกว่าเขารู้สึกว่า ค่าเงินปอลด์จะต้องตกลงมา และเขาก็ได้ทำมันลงไป จนได้กำไรอย่างมหาศาล ซึ่งมีตัวอย่างอย่างนี้ให้เราเห็นมากมาย การเล่นหุ้นด้วย “อารมณ์ชั่ววูบ” จะแตกต่างกับการเล่นด้วย “สัญชาตญาณ” อย่างไรบ้าง?
    -นี่เป็นคำถามที่ดีมาก และถูกต้องที่สุด… โดยส่วนใหญ่แล้ว นักเล่นหุ้นระยะสั้นมักจะอาศัย “สัญชาตญาณ” กันทั้งนั้น แต่หากว่าคุณไม่มีจิตใจที่สงบนิ่งแล้วหล่ะก็ คุณจะไม่สามารถเข้าถึงสัมผัสพิเศษที่คุณมีแน่ๆ เมื่อไหร่ที่นักเล่นหุ้นกำลังสับสนนั้น เขามักจะคิดถึงแต่กำไร-ขาดทุน ที่เกิดขึ้น นั่นทำให้เขาไม่ได้เพ่งสมาธิไปที่ตลาด ผลก็คือ “อารมณ์ชั่ววูบ” ของพวกเขา จึงไม่ได้เกิดจาก “สัญชาตญาณ” แต่มันเกิดจากอารมณ์ที่สับสนของพวกเขาเอง
    +เบื้องต้นแล้วก็คือ เขาควรจะหายใจลึกๆ ถอยออกมา แล้วมองไปที่ตลาดหุ้นจริงๆ ถามตัวเองว่า อะไรคือเหตุผลต่างๆ ในการกระทำของเขา แทนที่จะปล่อยให้อารมณ์พาไปสินะครับ?
    -กฏง่ายๆ ของผมก็คือ “หากคุณกำลังคิดถึงแต่ตัวเอง หรือกำไร-ขาดทุนที่เกิดขึ้น” คุณกำลังหลงทางแล้วครับ ! คุณควรจะเพ่งสมาธิไปที่ตลาดหุ้น ไม่ใช่ตัวของคุณเอง
    +ขอบคุณมากนะครับ
    -ขอบคุณเช่นกันครับ
    +นี่คือการสัมภาษณ์ Dr. Brett Steenbager จาก Moneyshow.com สวัสดีครับ

    • mod

      ขอบคุณ คุณ Zyril ที่ช่วยแปลลงมาอีกรอบครับ

  • phasook

    ขอบคุณที่แปลมาให้อ่าน

  • Audi

    ขอบคุณมากๆครับ สำหรับบทความดีๆที่ให้ตลอดมา

    ผมเห็นด้วยกับคุณมดนะครับ ขาใหญ่ส่วนมากเค้าคงจะคิดแต่เรื่องวางแผนการเล่นของเค้ามากกว่าที่จะมาคิดเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าเราโดนจริงๆ ก็ต้อง cut loss แต่ผมก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ผมคิดแค่ว่า ถ้าเสียผมจะยอมเสียแค่นี้ แต่ถ้าโป้งผมมาถูกทางแล้ว ผมก็ใส่เต็มตรีนเตี่ยเลย

  • Pingback: เมื่อนักเล่นหุ้นฟุ้งซ่านกับตัวเอง เราจะจัดการมันอย่างไร | BIG MOVE CLUB()