Risk of Ruin กับการเล่นหุ้นRisk of Ruin : โอกาสของการหมดตัว

วันนี้เราจะย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของ Money Management กันบ้าง สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้น เกี่ยวพันถึงความเป็นและความตายในฐานะของนักเล่นหุ้นกันเลยทีเดียว Risk of Ruin หรือโอกาสที่คุณจะหมดตัวนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมันเป็นองค์ประกอบที่เกิดจากความเสี่ยง (Risk Exposed) ซึ่งมาจากขนาดการลงทุน (Position Size) และประสิทธิภาพของระบบการลงทุนของคุณเอง ระบบใครก็ระบบมัน ดังนั้น เราจึงควรที่จะรู้ว่าความเสี่ยงของตัวเราเองนั้นมีอยู่มากน้อยแค่ไหนครับ

คุณจะอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ก็ต่อเมื่อ.. คุณเคารพต่อกฏของมัน

Risk of Ruin นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ได้ถูกศึกษาอย่างจริงจรังจากทั้งนักคณิตศาสตร์, นักการพนันและนักลงทุนมาอย่างเนิ่นนานแล้ว ทฤษฏีเบื้องหลังของมันถูกอิงมาจากสูตรทางคณิตศาสตร์ซึ่งจะบอกให้คุณได้รู้ว่า จากประสิทธิภาพของระบบการลงทุน และระบบ Money Management ของคุณนั้น คุณมีโอกาสมากแค่ไหนที่จะหมดตัวนั่นเอง

โดยปกติแล้ว เราทุกคนต้องการที่จะออกแบบระบบการลงทุนในส่วนของ Money Management ให้ดีพอจนแน่ใจได้ว่าโอกาสหมดตัวของเรานั้นเป็นศูยน์ (ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีอะไรที่สามารถรับประกันได้อย่างแน่นอนก็ตาม) อย่างไรก็ดีในเบื้องต้นแล้ว สมการของการหา Risk of Ruin นั้นจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 (0 คือไม่มีความเป็นไปได้ ส่วน 1 คือ 100% ไม่ช้าไม่นานยังไงต้องเจ๊งแน่นอน!) โดยมันจะถูกอ้างอิงจากตัวแปรหลักๆสามตัวดังต่อไปนี้

1. Wining Ratio (อัตราความแม่นยำ) ซึ่งจะถูกคำนวนจากจำนวนครั้งที่คุณมีกำไรจากการซื้อขายหุ้นของคุณทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น หากระบบของคุณมีความแม่นยำอยู่ที่ 40 ใน 100 ครั้ง คุณจะมี Wining Ratio เท่ากับ 40% และมี Losing Ratio (อัตราความผิดพลาด) อยู่ที่ 60% นั่นเอง

2. Payoff Ratio (อัตราต่อรอง หรือผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในการซื้อขายโดยเฉลี่ย) ซึ่งจะถูกคำนวนจาก Average Wining Trades (ผลกำไรโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หารด้วย Average Losing Trades (ผลขาดทุนโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หรือพูดง่ายๆก็คือ มันบอกให้คุณรู้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วคุณได้กำไรเป็นกี่เท่าของการขาดทุนที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากค่าของมันอยู่ที่ 3:1 นั่นหมายถึงคุณจะได้กำไรครั้งละสามเท่าของการขาดทุนนั่นเอง

3. Percent of Capital Exposed to Trading (ความเสี่ยง หรือสัดส่วนที่จะยอมขาดทุนคิดเป็นร้อยละของเงินทุน) พูดง่ายๆก็คือ นี่คือสิ่งที่คุณจะกำหนดเอาไว้ว่าคุณจะยอมเสียเงินครั้งละมากแค่ไหนในแต่ละครั้ง (คิดเป็น%) เมื่อเทียบจากเงินทุนที่คุณมีอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สำหรับคนทั่วๆไปหรือมือใหม่นั้น มันไม่ควรที่จะเกินครั้งละ 2% ของเงินทุนที่คุณมีอยู่ หรือคุณอาจจะสามารถหามันออกมาจากสมการของ Kelly ที่ใช้หาค่า Optimal F ก็ได้

สิ่งที่น่าสนใจจากสมการ Risk of Ruin ก็คือ มันจะค่อยลดลงเมื่อ Payoff Ratio ของคุณสูงขึ้น หรือเมื่อ Winning Ratio ของคุณเพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกันแล้ว Risk of Ruin จะมีค่าที่สูงขึ้นเมื่อคุณยอมเสี่ยงหรือขาดทุนมากขึ้นในการซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งนั่นเอง

สูตรการคำนวนหา Risk of Ruin

สำหรับสูตรการคำนวน Risk of Ruin นั้นมีอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน วันหลังหากมีโอกาสผมจะมาเขียนอธิบายให้ฟังต่อนะครับเพราะค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่ (ผมกับวิชาเลขนี่ก็แบบว่าถูกกันมากเลย 55) โดยข้างล่างจะเป็นสูตรของเจ้าพ่อเรื่อง Trading System นั่นก็คือ Perry Kaufman ครับ ถ้าใครไม่มึนก็คำนวนไปได้เลย แต่ถ้ามึนๆหน่อย ลองอาศัยตารางของ Nauzer J. Balsara ดูก็ได้ครับว่า Impact ของตัวแปรต่างๆเป็นอย่างไรกันบ้าง

สูตรการหา Risk of Ruin โดย Perry Kaufman จากหนังสือ New Trading Systems and methods 4th Edition

Risk of Ruin Formula by Kaufman

ตาราง Risk of Ruin ของ Nauzer J. Balsara : ผล Risk of Ruin โดยมีอัตราเสี่ยงครั้งละ 10% ของเงินทุน (*สมมุติว่าขาดทุนครั้งละ 10% ของเงินทุน ไม่ใช่การขนาดของการลงทุนในแต่ละครั้งที่ 10% นะครับ)

Risk of Ruin Probabilities Payoff Ratio 1 to 1 Payoff Ratio 2 to 1 Payoff Ratio 3 to 1 Payoff Ratio 4 to 1 Payoff Ratio 5 to 1
Win Ratio 25% 100 % 100 % 99 % 30.3 % 16.2 %
Win Ratio 30% 100 % 100 % 27.7 % 10.2 % 6.0 %
Win Ratio 35% 100 % 60.8 % 8.2 % 3.6 % 2.3 %
Win Ratio 40% 100 % 14.3 % 2.5 % 1.3 % 0.8 %
Win Ratio 45% 100 % 3.3 % 0.8 % 0.4 % 0.3 %
Win Ratio 50% 99 % 0.8 % 0.2 % 0.1 % 0.1 %
Win Ratio 55% 13.2 % 0.2 % 0.1 % 0.1 % 0.0 %
Win Ratio 60% 1.7 % 0.0 % 0.0 % 0.0 % 0.0 %

ตาราง Risk of Ruin ของ Nauzer J. Balsara : ผล Risk of Ruin โดยมีอัตราเสี่ยงครั้งละ 20% ของเงินทุน

Risk of Ruin Probabilities Payoff Ratio 1 to 1 Payoff Ratio 2 to 1 Payoff Ratio 3 to 1 Payoff Ratio 4 to 1 Payoff Ratio 5 to 1
Win Ratio 25% 100 % 100 % 98 % 55 % 40 %
Win Ratio 30% 100 % 100 % 52.2 % 31.7 % 24.7 %
Win Ratio 35% 100 % 77.9 % 28 % 18.7 % 15.3 %
Win Ratio 40% 100 % 37.6 % 15.9 % 11.3 % 9.4 %
Win Ratio 45% 100 % 18.3 % 8.7 % 6.5 % 5.8 %
Win Ratio 50% 99 % 0.9 % 4.7 % 3.8 % 3.4 %
Win Ratio 55% 36.8 % 4.4 % 2.5 % 2.1 % 2.0 %
Win Ratio 60% 13.0 % 2.0 % 1.3 % 1.1 % 1.1 %

 

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ : จะเห็นได้ว่าสำหรับมือใหม่แล้ว การพยายามจำกัดความเสี่ยงไว้ไม่ให้บานปลายตามสูตรมาตรฐานโดยทั่วไปนั้น (2% ในการเทรดละครั้ง หรือการจำกัดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ทไว้ที่ 6%) เป็นสิ่งที่สำคัญและไม่ควรละเมิดอย่างยิ่ง (อย่างน้อยก็จนกว่าจะแก่กล้าวิชาพอ) เพื่อเป็นการยืดอายุและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเราออกไปให้นานที่สุด เนื่องจากคุณจะเห็นได้ว่า ยิ่งเราเสี่ยงหนักมากเท่าไหร่ Risk of Ruin ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

Note : มองแล้วจะเห็นว่าไม่แปลกเลยที่คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่จะเจ๊งหุ้น เพราะพวกเขามักปล่อยให้ตัวแปรตัวที่ 3 (Risk – Capital Exposure) บานปลายเกินไปกว่า 10-20% ของเงินทุนแทบทุกครั้ง เรื่อง Payoff ไม่ต้องพูดถึงเพราะหุ้นขึ้นนิดหน่อยก็รีบชิงขายทำกำไรกันแล้ว ส่วนอัตราความแม่นยำก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนติดหุ้นแล้วไม่เปลี่ยนนิสัยได้เป็นอย่างดีนะครับ

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • pakorn

    สวัสดีครับ 
        ขอให้คุณเม่ามีความสุขมากๆครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      เช่นกันครับผม :D 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @451533db8bd792bd221d4c3ea8577c2a:disqus เช่นกันครับผม :D 

  • K o S o L

    ชอบบทความนี้มากๆ ครับ

  • Yingyos

    ขอบคุณบทความดีๆ ครับ
    ขอถามอะไรนอกเรื่องหน่อยครับ ทำไมคุณมดถึงไม่ลงทุนแนว VI ครับ .. ผมอยากทราบมุมมองของเทรดเดอร์มือโปรว่าเค้ามองการลงทุนแบบ VI ว่ามีข้อเสียอย่างไร
    โดยส่วนตัวผมก็ไม่ถนัดแนว VI สาเหตุหลัก คือ ไม่สามารถทุ่มเงินไปกับหุ้นไม่กี่ตัว โดยไม่คัทลอสไม่ได้ เสี่ยงเกิน
    เทรดเดอร์ท่านอื่น ช่วยแชร์มุมมองได้นะครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @ae41d670bbec451c93c8daf2af6fe86f:[email protected]:disqus ถ้าโดยส่วนตัวแล้ว ผมมี Passion กับกราฟมากกว่างบครับ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของการสร้างหรือออกแบบระบบเนี่ยทำได้เรื่อยๆเลยครับ เพราะมันตรงกับจุดแข็งของผมเอง (มั้ง 55) เนื่องจากเป็นคนชอบคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย การที่จะให้นั่งวิเคราะห์นั่นนี่อย่างเดียว ดูจะไม่ได้ใช้ Idea สร้างสรรค์แปลกๆของตัวเองเลยแล้วมันอึดอัดมาก จนได้เข้าใจว่าเราสามารถค้นคว้าหลักการ หรือปรากฏการณ์ของตลาดมาทำเป็น System เพื่อสร้างกำไรในระยะยาวออกมาได้ หลังจากนั้นก็วนเวียนอยู่แถวๆนี้ไม่ได้ไปไหนล่ะครับ

      ผมเชื่อว่าตลาดเหมือนทะเล โอกาสของแต่ละแนวทางมันมีอยู่และซ้อนทับกันอยู่เสมอ เกิดขึ้นบ้างหายไปบ้างเป็นเวลาๆ สิ่งสำคัญคือเราต้องอยู่ในที่ๆใช่สำหรับเรา อยู่ในวงกลมของเราอย่างที่แวลูอินเวสเตอร์ชอบพูด เพราะมันคือพื้นฐานที่เราจะหลงไหลและเติบโตไปพร้อมกับมัน
      ทุกวันนี้ผมเองมีความสุขจากการเล่นหุ้น ก็เพราะผมได้ทำในสิ่งที่ผมชอบจริงๆ เราออกแบบมัน เราทดสอบมัน เราใช้มัน เราปรับแต่งมัน มันเป็น Process ของการเรียนรู้กันและกันไปเรื่อยๆ ผมสนุกกับมันได้ทุกวันไม่มีคำว่าเหนื่อยหรือคิดว่าเป็นงาน แนวทางที่ผมใช้อาจไม่ได้ดีที่สุดก็ได้ แต่มันเหมาะกับผมที่สุด เหมือนรองเท้าพอดีเบอร์น่ะครับ :D

      ปล. ข้อดีข้อเสียผมว่ามันมีกันทุกแนวทางครับ อยู่ที่ว่าใครจะรับกับตรงไหนได้มากกว่ากันเท่านั้นเอง ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ลืมข้อสำคัญอย่างหนึ่งในการเล่นหุ้นหรือลงทุนไป นั่นคือ … “สุนทรีย์ในการเล่นหุ้น” ครับ :P

  • Absent

    ผมไม่ชอบอ่านงบ อ่านตัวเลข อ่านรายชื่อผู้บริหาร
    ผมชอบอ่านกราฟ สร้างระบบ ทำ Money Management
    ดังนั้น VI จึงไม่ใช่แนวของผมครับ จริงๆ VI ไม่มีข้อเสียนะครับ
    แต่ก่อนจะเลือกไปทางไหน ต้องรู้ตัวเองก่อน เทรดให้ถูกนิสัยของเรา สบายใจกว่าครับ
    ในหนังสือ Super Trader มีให้เทสนะครับ ว่าเราเป็นเทรดเดอร์แบบไหน ลองดูลิ้งได้ที่
    http://www.tharptradertest.com/default.aspx?question=1
    เทสกันดูครับผม

  • Seakchai

    ชอบบทสรุปของบทความนี้ครับ เป็นอะไรที่ต้องใช้วินัยเหนือจิตใจจริงๆ

  • Tsunami2p

    อ่านแล้วเสียวซี๊ดดด

  • Tsunami2p

    และขอถามความคิดเห็นของทุกท่านหน่อยนะครับ
    ระบบการลงทุนที่ผมใช้นั้น จะให้สัญญาณการเข้าซื้อพร้อมทั้งระบุ Stop Loss ทุกครั้ง
    แต่ปัญหาก็คือ Stop Loss ในแต่ละครั้ง มีค่ามากน้อยไม่เท่ากัน
    ฉะนั้น
    โอกาสขาดทุนในแต่ละไม้นั้นอาจมีค่ามากเกินกว่า 2% (สมมติ)
    อยากทราบว่าทุกๆท่านที่ใช้ระบบในการระุบุสัญญาณการเข้าออก มีวิธีการจัดการเงินทุนอย่างไรครับ
    ขอบคุณครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @a6a772ba443e13b15aaad8eae364aa51:disqus ธรรมดาผมใช้ Fix Fraction ประมาณ  2% แต่ไม่เกิน 20% ของ Capital แล้วไปเพิ่มกำไรโดยการ Pyramid ตามสัญญาณต่อๆไปอีกทีครับ ถ้าถามว่าทำไมไม่วางเงินเกินครั้งละ 20% ของพอร์ท ก็เพราะเคยทดสอบออกมาแล้วมันไปทำลายโอกาสในการกระจายความโชคดี (ไม่วืด) ที่จะได้มีหุ้นแรงๆสักตัวติดพอร์ทไว้กลบตัวที่มันจะเน่าครับ :D

    • dragon

      ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกเหรอป่าวนะครับ ^^ ระบบที่ผมใช้ก็มีค่า stop loss ไม่คงที่เหมือนกัน
      แต่ผมตัดปัญหาโดยใช้ ค่าเฉลี่ย stop loss ในการออกแบบ MM ที่เหมาะสม จากหนังสือ ของ dr. แวน เค ทาป ที่คุณมด แปล นั้นเหละครับ ^^
       

  • Chotima

     ขอบคุณค่ะ ชื่อบทความน่ากลัวจัง แต่ทำให้เตือนสติว่าไม่ควรประมาทในทุกสถานการณ์ ขอเป็นกำลังใจให้ลงบทความดีๆตลอดไป (ถ้าหยุดลง ก็จะหยุดเล่นหุ้น) แล้วไปทำอย่างอื่น พูดเล่นนะค่ะ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @59b96b635a49b028346cc8e713e19fce:disqus ใช่แล้วครับ ไม่ควรประมาททั้งสิ้น เพราะถึงแม้ว่า 1 – 2 % ที่เราเห็นอาจดูน้อย แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่เกิดขึ้น ยิ่งเวลาที่เราอยู่ในตลาดทอดยาวออกไป มันอาจจะเข้ามาถึงเราสักวันก็ได้ ทางที่ดีควรควบคุมความเสี่ยงและขนาดการลงทุนให้เหมาะสม ไม่เกิด Risk of Ruin อยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นหลักประกันหรือความมั่นใจกับระบบการลงทุนของเราเองด้วยครับ :D 

  • dragon

    คิดสูตรนี้ได้ยังครับ สุดยอดจริงๆ คุณมดครับ แล้วถ้าเราใช้สูตรของ kelly ในการกำหนด ขนาดของหน่วยลงทุนในแต่ละครั้ง แล้วจะทำ โอกาศในการหมดตัว เป็น 0 ด้วยเหรอป่าวครับ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @b344a31c54045cc87bf198cbd188dcff:disqus ยังมีอยู่ครับ เพราะสูตรของ Kelly คือการหาขนาดการลงทุนที่จะเค้นเอาประสิทธิภาพของระบบการลงทุนออกมาให้มากที่สุดเมื่อมองในแง่ของผลตอบแทน อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะเกิด Risk of Ruin ก็ยังคงอยู่ เนื่องจากประสิทธิภาพของระบบเองในส่วนหนึ่งครับ 
      ยกตัวอย่างเช่น ระบบมี Wining Ratio = 40% มี Payoff = 2:1 
      ดังนั้นจะมี Expectancy เป็นบวก = (0.4 * 2) + (0.6 * -1) = 0.2  
      ส่วนความเสี่ยงการลงทุนจาก Kelly formula = W-[(1-W)/R] = 0.4 – [(1 – 0.4)/2] = 0.1 = 10%

      แต่ลองสังเกตุไปที่ตารางแรกจะพบว่า Risk of Ruin จะอยู่ที่ 14.3% ซึ่งถือว่า แม้มันอาจจะให้ผลตอบแทนออกมาได้สูงที่สุด แต่ก็ยังคงมีโอกาสเจ๊งอยู่นั่นเองครับ :D

      • dragon

        ขอบคุณมากครับ คุณมดถ้ามองไปที่ตาราง  risk of ruin ที่อัตตรา เสี่ยง  10%และ  20% จะเห็นได้ว่า ถ้าเราลด อัตตราเสี่ยงจาก  20% มาเป็น 10% แล้วจะทำให้  risk of ruin ลดลงด้วยบางตัวกลายเป็น 0 เลยถ้าอย่างนั้นทางเลือกนึงที่จะลด โอกาศหมดตัว จนเข้าใกล้ 0 เลย คือ ทำให้ % การขาดทุน ของเงินทุน ลดลง โดยการกำหนดขนาดของการลงทุน ให้ % ของการขาดทุนเมื่อเทียบกับ เงินทุน ให้น้อยลงจน risk of ruin เป็น 0 ไม่ทราบว่าผมเข้าใจ และตีความถูกเหรอป่าวครับ^^ นี่เหละครับ เสน่ห์ สาย เทคนิคคัล เราสามารถพิสูจน์  ได้ด้วยตัวเลข คล้ายๆกับเกม แก้ ปริศนา อะไรบางอย่าง

        • http://mangmaoclub.com Mod

           เข้าใจถูกทางแล้วครับ ยิ่งเสี่ยงน้อยลงก็ยิ่งเจ๊งยากขึ้น แต่ประสิทธิภาพการทำกำไรก็อาจลดลง ต้องหาจุดสมดุลที่เราพอใจ แต่โดยปกติถ้าไม่เสี่ยงเกิน 2-3% โอกาสเจ๊งยากมากกกกกครับ เคยเห็นคนทำเป็นรายการคำนวนไว้ ถ้าเสี่ยงทีละ 2% ต้องมี consecutive loss ติดกันสัก 300 กว่าครั้งครับ :D

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @b344a31c54045cc87bf198cbd188dcff:disqus  เข้าใจถูกทางแล้วครับ ยิ่งเสี่ยงน้อยลงก็ยิ่งเจ๊งยากขึ้น แต่ประสิทธิภาพการทำกำไรก็อาจลดลง ต้องหาจุดสมดุลที่เราพอใจ แต่โดยปกติถ้าไม่เสี่ยงเกิน 2-3% โอกาสเจ๊งยากมากกกกกครับ เคยเห็นคนทำเป็นรายการคำนวนไว้ ถ้าเสี่ยงทีละ 2% ต้องมี consecutive loss ติดกันสัก 300 กว่าครั้งครับ :D

      • dragon

         รบกวนถามนิดนึงครับ จากสูตร ruinlevel คืออะไรครับ

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @b344a31c54045cc87bf198cbd188dcff:disqus คือระดับของเงินทุนคงเหลือที่เราตั้งเอาไว้ว่าถ้าขาดทุนเหลือแค่นี้แล้วจะหยุดเทรด หรือเป็น system stop loss ครับ :) 

          • dragon

             รบกวนช่วยยกตัวอย่างการคิดได้ป่าวครับ
            ผมลองทดสอบย้อนกลับ โดย excel แล้ว ค่า ruinlevel ไม่คงที่ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
            และทั้งสอง ตาราง ที่ตำแหน่ง แนวตั้งและแนวนอนที่เหมือนกัน ค่าที่ได้ก็ไม่เท่ากันครับ
            ขอบคุณมากครับ

  • จาตุรนต์ จรรยา

    กลับมาอ่านรอบสาม ขอบคุณมากครับ

  • Pingback: +++ การอ่านค่า Report จาก Back Test / Optimize ของ Amibroker | Rattanasak Blog()