หุ้น โซรอส bio_image ทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมา (Reflexivity) ของพ่อมดการเงิน Gorge Soros (2)

 

เรามาต่อกันถึงแนวคิดในการเก็งกำไร(เล่นหุ้น)ของ Gorge Soros ในตอนที่ 2 กันครับ ผมคิดว่าน่าจะมีคนอยากอ่านกันต่อพอสมควร เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสเลยเอามาแปลต่อให้เลยครับ

ตลาดนั้นสมดุลอยู่เสมอจริงหรือ?

เราจะอธิบายเรื่องนี้โดยการยกตัวอย่างจากสิ่งที่เป็นกายภาพ แล้วจึงจะนำไปเปรียบเทียบกับแนวคิดทางด้านการเงินกันครับ ผมอยากให้คุณจินตนาการถึงลักษณะของถ้วยชามอย่างที่คุณเห็นในภาพที่ 1 กันครับ โดยหากว่าเรานั้นได้ปล่อยลูกแก้วลงไป มันจะวิ่งไหลไปตามแอ่งเว้าของชามและในที่สุดจะหยุดลงที่ก้นของชามใบนี้ และนี่คือลักษณะทางพลวัตรของระบบที่คงที่(Dynamic stable system) ในทางกลับกันนั้นให้คุณลองจินตนาการว่าหากคุณทำการพลิกถ้วยชามใบนี้ โดยมีลูกแก้ววางอยู่บนจุดศูยน์กลางของชามที่คว่ำอยู่ เมื่อเราปล่อยลูกแก้ว ลูกแก้วจะไหลลงไปสู่ด้านข้างของชาม และมันจะไม่วิ่งไหลกลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง ซึ่งนี่คือลักษณะทางพลวัตรของระบบแบบไม่คงที่(Dynamic unstable system) ซึ่งจะไม่วิ่งกลับมาที่จุดสมดุลเดิมของมันอีกครั้ง

ภาพที่ 1

clip_image001

ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์หลายๆทฤษฎีนั้นสันนิฐานว่า ตลาดนั้นคือระบบที่จะเคลื่อนที่ไปสู่จุดสมดุล(Dynamic stable) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไหร่ที่ Profit Margin ของการอุตสาหกรรมไหนมีค่าที่สูงมากนั้น จะทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นมาซึ่งจะมีผลทำให้ราคาของมันลดลง และเช่นเดียวกัน นักลงทุนที่มีเหตุผลนั้น จะย้ายเงินทุนจากหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่มีราคาสูงกว่ามูลค่าของมัน ไปยังหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าของมันเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นจะทำให้ราคาของมันวิ่งขึ้นไปสู่จุดที่ใกล้เคียงกับมูลค่าที่แท้จริงของมันนั่นเอง อย่างไรก็ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎง่ายๆของทฤษฏีนี้เสมอไป และนี่คือสิ่งที่ทฤษฎีกระจกสะท้อน(Reflexivity) ได้บอกกับเราเอาไว้ว่า ในบางครั้งนั้น ตลาดก็ไม่ได้คงที่เสมอไป.. เหมือนกับลูกแก้วที่กลิ้งออกไปนั่นเอง

วัฏจักรแห่งความดีงามและความชั่วร้าย

เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและราคาหุ้นของมัน ในช่วงเวลาที่เป็นปกติของอุตสาหกรรมนั้น สามัญสำนึกง่ายๆของเราก็คือ เมื่อพื้นฐานของธุรกิจนั้นดีขึ้น มันจะส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทนั้นวิ่งขึ้นตามมา อย่างไรก็ตาม มันจะดูมีเหตุบ้างไหม หากว่าการที่ราคาของหุ้นนั้น ในทางกลับกัน ก็อาจจะส่งผลต่อพื้นฐานของบริษัทด้วยเช่นกัน? ซึ่งในบางครั้งนั้น คำตอบก็คือ.. แน่นอน

ตัวอย่างที่เราสามารถเห็นได้ดี และเข้าใจได้ง่ายๆนั้นก็คือ ผลกระทบจากการเพิ่มหรือลดระดับของความน่าเชื่อถือของบริษัท(Credit Rating) โดยเมื่อไหร่ที่สถาบันจัดอันดับทางการเงินอย่าง Moody’s หรือ S&P ได้ทำการลดระดับความน่าเชื่อทางการเงิน(Downgrades) ของบริษัททางการเงินลง(ลองนึกถึงกรณีของ AIG) มันสามารถที่จะมีผลกระทบต่อเงินค้ำประกันที่บริษัทต้องนำมาสำรองเอาไว้เพิ่มตามข้อบังคับ โดยการ Downgrade นี้นั้นจะส่งผลกระทบซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทนั้นๆเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว มุมมองของนักวิเคราะห์จากทาง S&P นั้นย่อมจะมีความเที่ยงตรงแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่โดยที่การคาดการณ์ถึงสภาวะทางการเงินของบริษัทในอนาคตนั้น มีผลอย่างใหญ่หลวงในการจัดอันดับและรายงานผลความน่าเชื่อถือทางการเงินของบริษัท มันจึงส่งผลทำให้เกิดการร่วงหล่นของราคาหุ้นตามมา ซึ่งในที่สุดก็จะมีผลกระทบที่แย่ต่อความรู้สึกของนักลงทุนตามมาอีกเช่นกัน และวงจรการสะท้อนกลับทางลบ หรือ Negative Feedback ระหว่างความต้องการทางเงินทุนสำรองสำหรับ Capital Requirement (ซึ่งคือสิ่งที่เป็นตัวแปรทางพื้นฐานของบริษัท) กับราคาหุ้น และสถาบันการจัดอันดับทางการเงิน(ซึ่งเป็นมุมมองและการรับรู้)นี้เอง เป็นผลทำให้เกิดวัฏจักรอันชั่วร้าย หรือการล่มสลายของบริษัทตามมาในภายหลัง

วงจรแบบการสะท้อนกลับทางลบ หรือ Negative Feedback นี่เอง ที่ทำให้เกิดความไม่คงที่ขึ้นในตลาด(ทั้งขึ้นและลง) โดยในบางครั้งก็ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ถือหุ้นของบริษัท แต่ในบางครั้งมันก็สามารถทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างที่เกิดภาวะฟองสบู่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์(ในอเมริกา)ขึ้นนั้น ราคาของบ้านที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก ได้ทำให้มูลค่าของบ้านนั้นเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งได้ทำให้ธนาคารต่างๆกล้าที่จะลดดอกเบี้ยในการกู้ยืมจากเกณฑ์มาตรฐานลงมา จึงเป็นผลทำให้ผู้บริโภคนั้นมีแรงซื้อที่เพิ่มมากขึ้น และในที่สุดก็มีผลทำให้ของราคาบ้านนั้นยิ่งสูงขึ้นไปอีกกว่าเดิม ซึ่งทำให้มูลค่าของบ้านนั้นเพิ่มขึ้นสูงตามมาอีก และมีผลกระทบลูกโซ่อย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และนี่คือตัวอย่างของวงจรการป้อนกลับทางลบ(Negative Feedback Loops) ที่มีผลทำให้เกิดวัฏจักรที่ดีงาม หรือความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจที่ตามมานั่นเอง

สรุปก็คือ โดยทั่วไปแล้ว การสะท้อนกลับไปมานั้น เป็นผลจาก Negative Feedback Loops ระหว่างพื้นฐานของธุรกิจ และราคาของหุ้น ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้นมานั่นเอง ซึ่งผลของมันก็คือ การที่ราคาจะวิ่งไปสู่จุดสูงสุด(Extreme)ของมันนั่นเอง

และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม Gorge Soros ถึงได้ยกความดีความชอบของเขาในการลงทุนให้กับทฤษฎีกระจกสะท้อนนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่เขานำมาช่วยในการบ่งชี้ถึงจุดสูงสุดของราคา ซึ่งทำให้เขากล้าที่จะวางเดิมพันในการวกกลับลงมาของมันนั่นเองครับ

ขอคั่นจบเพียงแค่นี้ก่อนในตอนที่ 2 นี้นะครับ เดี๋ยวจะเอามาลงต่อให้ครับ เรื่อง Reflexivity นี้ค่อยๆอ่านแล้วจะรู้สึกว่าสนุกดีเหมือนกัน แล้วแวะมาที่ แมงเม่าคลับ.คอม กันอีกนะครับ ขอบคุณครับ

  • mod

    Negative Feedback นั้นเป็นภาษาที่ทางภาคอิเล็กโทรนิกส์ใช้กันเยอะ ในที่นี้มันไม่เหมือนกับการได้รับ Feedback เป็นลบหรือบวกในการขายของในอีเบย์อะไรอย่างนี้นะครับ 55

    โดยรวมๆแล้วหลักการของ negative feedback คือนำสัญญาณจาก output ส่วนหนึ่งมาป้อนกลับเข้าไปที่ input ในส่วนที่มี phase ตรงข้ามกัน ผลลัพธ์ก็คือ อัตราขยายโดยรวมจะลดลง แต่ความเป็นเชิงเส้น (linear) มากขึ้น

    ผมยอมรับว่าถ้าจะให้อธิบายเรื่องคำว่า “Negative Feedback Loop” นี่คงไม่สามารถทำได้ดีเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ศึกษาด้านนี้มาเท่าไหร่ ยังไงใครเรียนไฟฟ้าหรือมีความรู้ด้านนี้ รบกวนช่วยอธิบายเพิ่มเติมกันไว้หน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

  • Anonymous

    ไม่ได้เรียนทางนี้ครับ
    Negative Feedback Loop น่าจะเกี่ยวกับระบบการคิดที่เป็นเหตุและผลของคน
    ผมคิดถึงนิทานเรื่องไข่ห่านทองคำ ชายคนหนึ่งเก้บห่านใกล้ตายมาเลี้ยงด้วยความสงสาร เลี้ยงไปเลี่ยงมา ห่านออกไข่เป้นทองคำ ชายใจดีเห็นห่านออกไข่วันละฟอง เลยเกิดความโลภ อยากได้วันละ 2 ฟอง เลยเอาอาหารมาให้กินเพิ่ม ห่านกินไปเลยอ้วน แล้วขี้เกียจไม่ยอมออกไข่อีกเลย
    เรื่องนี้เป้น Negative Feedback Loop ด้วยเหตุว่า ทุกอย่างในชีวิตคนมีผลข้างเคียงเสมอ แม้กระทั่งเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเหตเป็นผลดีแล้ว ก้ยังไม่วายมีเรื่องนอกเหนือจากที่คาดคิดเสมอ นักลงทุนทำผิดพลาดเพราะเรื่องนี้ทุกวันครับ เรื่องของการมีวินัยในการ cut loss จึ้งสำคัญอย่างมาก

    ผมคิดว่า uncertainy กับ reflexivity มันแยกกันไม่ออกครับ
    cause and effect มันตีรวนเป็นวงกลมหมดเลย
    ตอนปี 2524 หนูตอนระบาดแถวตลาดทีผมอยู๋
    กรรมการตลาด ประกาศให้ตัวละสลึงค์แลกหนู 1 ตัว
    คนแย่งกันจับ พอหนูเริ่มหมด
    ผมกับเพื่อนไปเพาะหนูมาขาย (นี่ละครับจุด Negative Feedback Loop )
    ไมได้คิดเรื่องอื่นเลย อยากได้ตังค์
    การตัดสินใจครั้งนั้น ถือว่าโง่มาก
    ผมไปเพาะหนูกับเพื่อนใน Gang มาขาย
    เพาะไปแล้ว มันเยอะ แรก ๆ เราก็ดีใจมาก
    ตอนหลังมันคลุมไม่ได้แล้ว เพื่อนคนหนึ่งโดนหนูกัด
    ไม่ยอมบอก ทีนี้ไข้ขึ้น พวกเราไม่รู้ มันไปวิ่งที่วัด
    พวกเราวิ่งไล่กัน กระต่ายขาเดียว แล้วกลางวัน
    จู่ๆ มันล้มลงตรงบ่อน้ำ ไปตายที่โรงพยาบาล

    เอา uncertainty มาคำนวณทางคณิตศาสตรื ได้ดีงนี้ครับ

    rat surplus up—> Bobae government action up ——-> rat surplus down
    1 rat = 0.25 baht

    Reflexivity ——> Gang

    rat surplus up—> Bobae government action up ——-> rat surplus down
    1 rat = 0.25 baht

    ____> Gang action up——> Raise rat farm —->rat surplus up 1 rat = 0.25 baht

    Rat case study ———-> Team A—ผมกับเพื่อน รวม 5 คนเป็นคนเลี้ยงหนู
    ————–>Team B —เพื่อน รวม 5 คน เป้นคนขาย

    Team A = a b c d e f
    Team B = ก ข ค ง จ

    แต่ละคน…
    O
    \U\
    / \

    A มี 5 สมาชิก เท่ากับ 5 non-reflexive interactions
    B มี 5 สมาชิก เท่ากับ 5 non-reflexive interactions

    การสื่อสารเป็นสองทางครับ พวกเราไม่มีการบังคับกัน เป้น 2-ways communication

    ในกลุ่ม…

    \ O O / O O O
    U\ |U |U| |U/ /U\
    || || || |\ /|
    A มี 5 สมาชิก เท่ากับ 10 reflexive interactions
    B มี 5 สมาชิก เท่ากับ 10 reflexive interactions

    A กับ B เราเจอกันแถบทุกวัน มองหน้าพูดคุยกันตลอด

    \ O O / O O O
    U\ |U |U| |U/ /U\
    || || || | \ /|

    \ O/ O / O O/ /O
    U |U |U| |U U\
    || /| / \ | \ /|

    A มี 5 สมาชิก B มี 5 สมาชิก เท่ากับ 25 reflexive interactions

    เขียนเป้นสมการได้ดังนี้…

    5A + 5B + 10 between A + 10 between B +25 between AB = 55 interactions

    18% (10/55) = non-reflexive interactions

    82% (45/55) = reflexive interactions

    ผม predict ได้แค่ 18% เท่านั้น
    อีก 82% นั้น ถือว่าเข้าข่าย uncertainty
    มัน forcast ไม่ได้เสมอไป

    ตอนเช้าฟังข่าว ยุงลาย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
    จากหากินกลางวันเป้นยึด OT ไปจนถึง 5 ทุ่ม
    มันขยันขึ้นครับ ไม่ใช่เพราะมันได้รับผลกระทบจากวิกิดเศรษฐกิจ
    แต่มันได้รับผลกระทบจากสิ่งที่น่ากลัวกว่า
    ผลกระทบทางอากาศที่กำลังร้อนขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวด
    uncertainty ทำให้ยุงปรับตัวเข้าหา Negative Feedback Loop
    ยุงเป้นนักล่า
    คนเป้นเหยื่อ
    คนต้องเตรียมตัวปรับตัวหลายอย่างด้วยเหมือนกันครับ
    เรื่องยุง เรื่องหนู เรื่องคน เรื่องตลาด SET
    เรื่องเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย การส่งออก
    เรื่องต่างๆ มันจะยุ่งหรือจะดี ต้องดูจุด reflexive
    พอมันจุดนี้ มัน non-reflexive แล้ว
    แล้ว uncertainty ต่าง ๆ ก็เกิดได้ทั้งนั้นครับ

    โชคดีและสวัสดีครับ….. ^ ^

  • mod

    อ่าน comment แล้วต้องขอบอกว่ายกตัวอย่าง Reflexivity ได้ไกล้ตัวมากๆครับ ช่วยเปิดมุมมองได้อีกมากเลย(แม้จะอ่านแล้วยังงงๆอยู่บ้าง สมองช้าไปนิดต้องขออภัยด้วยครับ หุหุ) ขอบคุณที่มีเรื่องราวมาเล่าเสมอเลย แม้ไม่เคยเห็นหน้ากัน แต่ผมถือว่าคุณอาเป็นอาจารย์คนหนึ่งเลยทีเดียวเช่นกันครับ ขอบคุณที่มาชี้แนะให้กับทุกคนเสมอครับ :)

  • mod

    วันนี้ Server ของ Host ที่ใช้อยู่ล่มไปครับ เลยอัพบล็อกไม่ได้เลย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะลงให้ต่อนะครับ สวัสดีครับทุกคน

  • magic

    เวบล่มนี่เอง หาทางเข้าไม่เจอหลายวัน โตะจัยโมะเลอ

    ขอบคุณที่ยังไม่เลิกเขียนค่า…

  • mod

    ยังไม่เลิกครับ เดี๋ยวเลิกเมื่อไหร่จะบอก แต่คงอีกนาน อิอิ ตอนนี้ค่อยๆเขียนค่อยๆปล่อยปล่อยของดีละกันนะครับ :)

  • Anonymous

    สวัสดีครับ โห..

    ผมคิดว่าท่านมดไปแล้ว

    มีใกล้ตัวมากกว่านี้อีก ผมจะเล่าให้ฟัง ผมตอยแทนที่ท่านมดเอาเรื่องต่างๆ มาลงให้อ่าน ขอบคุณอีกครั้งครับ

    ถ้าบอกว่า เราลงทุนในตลาด มีจิตวิทยาเหมือนที่ท่านมดกรุณาเอามาลงให้อ่านกัน ผมขออนุญาติ ไม่เรียกว่าจิตวิทยา ไม่ถูกดีนักไปหมด ฟังแล้วไกลตัว เรียกว่าสุขภาพจิตดีกว่า

    สิ่งที่เป้นธรรมชาติของคนคือความเครียด สุขภาพจิตจะดีขึ้นอยู่กับความเครียดในระดับหนึง ซึ่งมันเกิดขึ้นได้เพราะเราเปรียบเทียบจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่เราคิดว่าควรจะเกิด มันมีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วนี้ หรือเป้นช่องว่างที่คนคนนั้นเป้นอยู๋กับสิ่งที่คนคนนั้นควรจะเป้น

    ในตลาดหุ้นมีความวิตกกังวลแบบที่เรียกว่าอาการที่ชอบคาดการณ์ไปล่วงหน้า อาการวิตกกังวลเหล่านี้เป็นปัจจุยสำคัญที่ทำให้ตลาด ขึ้น/ลง เพราะตลาดตอบสนองต่อความกลัวโดยปราศจากเหตุและผลและเจ้าความกลัวในลักษณะอาการโรคประสาทของตลาดนี่เองครับที่เป็นตัวกระตุ้นอาการดังกล่าว ซึ่งผลสะท้อนกลับของอาการดังกล่าวนี้ยิ่งตอกย้ำให้ตลาดเองมีความกลัวมากขึ้น

    ผมยกตัวอย่าง ผมเป็นคนเหงื่อเยอะ เวลาขึ้นรถไฟฟ้า ตัวมันจะเหม็น แล้วใครอยู่ใกล้ๆ เกรงใจเขา ยิ่งเป็นสาวๆ มายืนใกล้ๆ โห….โคตรรรรๆ อย่างถ้าวันไหน มีธุระต้องขึ้น แต่ยังไม่ขึ้นนะ แค่คิดเวลาขึ้น อาการกลัวมันมาก่อนละ เหงื่อมันออกมารอละ ยังไม่ได้ไปไหนเลย เหงิ่อมารอแล้ว ยิ่งไม่อยากให้ออก ยิ่งออก เราเจอเหตุการร์คล้ายๆ กันอย่างนี้ทุกคน แล้วแต่ว่าเราจะมีอาการประสาทในเรื่องอะไร แล้วการย้ำคิดย้ำทำสะท้อนกลับไปกลับมาอย่างนี้มันเกิดในตลาดหุ้นตลอดเวลา

    ตัวอย่างถ้าฝรั่งหมดศัทธาเงินบาท เพราะเราขาดทุนการค้า ขายของไม่ดี เงินบาทเต็มไปหมด ไม่มีใครมาแลกเลย เขาก็ขายออก พอขายบาทออกมามาก ๆ แนวโน้มอย่างนี้จะพลักดันให้เกิดเงินเฟ้อในประเทศซ้ำเข้าไปอีก ดังนั้นจึงเป็นการตอกย้ำความถูกต้องของแนวโน้มการหมดความเชื่อถือของเงินบาทที่ฝรั่งคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรก

    โซ่แห่งวงจรคล้ายคลึงนี้ เห็นได้ทุกวันในอาการของคนที่ชอบย้ำคิดย้ำทำครับ แล้วถ้าใครจ้องหน้าจอ เสร็จหมด เพราะมีอาการกดดันซือ้ๆ ขายๆ กลับไปกลับมา นี่ละครับ อาการเลย แต่เกิดในตลาด แต่ถ้าใครเป้นโดยส่วนตัวนอกตลาดด้วย แจ่มเลยที่นี้ จึงเท่ากับว่าอาการดังกล้าวของเขาได้รับแรงกระตุ้นยิ่งขึ้นไปอีก ยังนี้มีแต่เจ้งครับ

    ถ้าใครมีอาการอย่างนี้ ซึ้งผมคิดว่ามีกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ต้องไปประชดประชันหาทางจัดการกับมัน เอาเทคนิค invert คือ การจัดการในทางตรงกันข้ามไปใช้ รับรองวงจรอุบาทว์แบบ reflexivity ในใจของเราจะถูกตัดขาดทีละน้อย ค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุด

    จากประสบการณ์ ความวิตกกังวลในเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าต้องเอาเทคนิคการจัดการในทางตรงกันข้ามไปปะทะมันไว้ครับ

    ตัวอย่าง ผมวิตกเรื่องเหงื่อออก กลัวคนอื่นเหม็น คราวนี้พอขึ้นรถไฟ ผมก็คิดตรงข้ามทันที เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่ขอโทษนะครับ “กรูรรไม่ได้เล่นอะไรมาเลย” แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ มันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่อออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมามากขนาดนี้ ใส่ชุดว่ายน้ำไปเลยดีกว่า ผมเรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปกับเรื่องเหล่านี้ไปเลย

    อีกเรื่องหนึ่ง ผมติดอ่างตอนเด้กจนถึง 10 ขวบ เชื่อไหมครับมีวันหนึ่งในชีวิตช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครดูน่าสงสารที่สุดให้มารับสมุดได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหายนะครับ

    ลองเอาเทคนิคนี้ไปทำตรงกันข้าม คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ เราจะได้ไม่ตกลงไปในกับดักของ reflexivity

    ป.ล. ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม

    สิ่งที่ reflexivity สอนผมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การฝึกคิดแบบ invert แล้วผลพลอยได้ที่ได้รับเป้นกำไรต่อมาคือ เราจะเห็นเลยว่า ปัจจุบันก็คืออดีต

    แค่อยากเรียนรู้เรื่อง reflexivity ก็เป็นกำไรของชีวิตแล้ว แล้วกำไรหุ้นมันตามมาเอง

    ถ้าปัจจุบันคืออดีต ทุกวินาทีจึงมีความหมาย เพราะจะกลายเป้นความทรงจำที่เราเก้บไว้ แล้วคิดอย่างนี้ อดีตมันเลยแก้ไขได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรในวินาทีนั้น ยิ่งคิดว่าเราเคยผ่านวันนี้มาแล้ว แต่คราวนั้นเราทำผิดหมดเลย คราวนี้เราจะทำให้มันถูกละ พอคิดอย่างนี้เราจะได้คิดรอบครอบมากขึ้น แล้วโอกาสผิดพลาดมันน้อย เพราะเราจินตนาการในสิ่งที่เราทำวันนี้จากเมื่อวานแล้ว จินตนาการเป็นภาพ เป็นเสียงเลย นึกออกมาเป็นฉาก ๆ ว่าจะเทรดหุ้นอย่างไร ถ้ามันมาอย่างนี้ แล้วเราจะทำอย่างไรบ้าง

    ลองนึกง่ายๆ นะครับ เราลงทุนในตลาด มีจิตวิทยาเหมือนที่ท่านมดกรุณาเอามาลงให้อ่านกัน ผมขออนุญาติ เอาไม่เรียกว่าจิตวิทยา คำนี้ มันไกลตัว ถ้าเรียกว่าจิตวิทยาไม่ถูกดีนักไปหมด ฟังแล้วไกลตัว ใคร่เรียกว่าสุขภาพจิตจะฟังแล้วเข้าใจดีกว่า เรามีความตรึงเครียดในตลาดหุ้น เกิดจากสิ่งที่เราทำได้สำเร็จกับสิ่งที่เราควรจะทำให้สำเร็จ มันมีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วนี้ และช่องว่างนี้คือความเครียดของคน
    เครียดนานๆ สะสมทุกวันกลายเป้นอาการทางประสาทไม่รู้ตัว เข้าทางจิตใจมากๆ ก็พลอยทำให้ร่างกายทรุดไปด้วย นี่ละสำคัญครับ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นนี่ละตัวดี เพราะมันมีความวิตกกังวลแบบที่เรียกว่าอาการที่ชอบคาดการร์ไปล่วงหน้า เราอ่านทุกวันบทวิเคระห์เต็มไปหมดเลย มาทุกวัน คาดกันไม่ได้ด้วย ต้องเสพติดกันหมดแบบไม่รู้ตัว อาการวิตกกังวลเหล่านี้เป็นปัจจุยสำคัญที่ทำให้ตลาด ขึ้น/ลง ผมเรียกตลาดมีอาการเลย เพราะเห็นตลาดเป้นคนหนึ่งคน เป้นสิ่งมีชีวิตตัวเป็น ๆ นี่เลย ตลาดมีอาการขึ้น/ลง เพราะกลไกลของการสะท้อนกลับ อาการเกิดเพราะตลาดตอบสนองต่อความกลัวโดยปราศจากเหตุและผลและเจ้าความกลัวในลักษณะอาการโรคประสาทของตลาดนี่เองครับที่เปฌนตัวกระตุ้นอาการดังกล่าว ซึ่งผลสะท้อนกลับอาการดังกล่าวยิ่งตอกย้ำให้ตลาดเองมีความกลัวมากขึ้น
    ผมยกตัวอย่าง ผมเป็นคนเหงื่อเยอะ เวลาขึ้นรถไฟฟ้า ตัวมันจะเหม็น แล้วใครอยู่ใกล้ๆ เกรงใจเขา ยิ่งเป็นสาวๆ มายืนใกล้ๆ โห….โคตรรรรๆ อย่างถ้าวันไหน มีธุระต้องขึ้น แต่ยังไม่ขึ้นนะ แค่คิดเวลาขึ้น อาการกลัวมันมาก่อนละ เหงื่อมันออกมารอละ ยังไม่ได้ไปไหนเลย เหงิ่อมารอแล้ว ยิ่งไม่อยากให้ออก ยิ่งออก ผมว่าเรากับเหตุการร์คล้ายๆ กันอย่างนี้ทุกคน แล้วแต่ว่าเราจะมีอาการประสาทในเรื่องอะไร แล้วการย้ำคิดย้ำทำสะท้อนกลัไบปกลับมาอย่างนี้มันเกิดในตลาดหุ้นด้วย
    ตัวอย่างมีให้เห้นมากมายจริง ๆครับ อย่างถ้าฝรั่งหมดสัทธาเงินบาท เพราะเราขาดทุนการค้าตลอด ขายของไม่ดี เงินบาทเต็มไปหมด ไม่มีใครมาแลกเลย เขาก็ขายออก พอขายบาทออกมามาก ๆ แนวโน้มอย่างนี้จะพลักดันให้เกิดเงินเฟ้อในประเทศซ้ำเข้าไปอีก ดังนั้นจึงเป็นการตอกย้ำความถูกต้องของแนวโน้มการหมดความเชื่อถือของเงินบาทที่เขาคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรก
    หรือไม่แจ่มๆ อย่างหุ้นไก่นี่ พอเราเชื่อถือในผู้บริหาร ราคามันก็ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ฝ่ายบริหารก็ตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนได้ง่ายขึ้น พอมันเสริมตัวมันเอง เฟืองมันเดินได้เองแล้ว ไม่ต้องหมุนเอง ติดลมบนเสร็จสรรพ คนซื้อแห่ตามกันซื้อราคาก็ขึ้นไปอีก ซึ่งไปเสริมฐานะของบริษัทเข้าไปอีก ทีนี้มันก็ไปเพิ่มรายได้ของเขา เพราะเขาสามารถกู้แบงค์มาขยายกิจการได้มากขึ้น
    โซ่แห่งวงจรคล้ายคลึงนี้ เห็นได้ทุกวันในอาการของคนที่ชอบย้ำคิดย้ำทำครับ แล้วถ้าใครจ้องหน้าจอ เสร็จหมด เพราะมีอาการกดดันซือ้ๆ ขายๆ กลับไปกลับมา นี่ละครับ อาการเลย แต่เกิดในตลาด แต่ถ้าใรเป้นโดยส่วนตัวแล้ว แจ่มเลยที่นี้ จึงเท่ากับว่าอาการดังกล้าวของเขาได้รับแรงกระตุ้นยิ่งขึ้นไปอีก
    ถ้าใครมีอาการอย่างนี้ ซึ้งผมคิดว่ามีกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ต้องไปประชดประชันหาทางจัดการกับมัน เอาเทคนิค invert คือ การจัดการในทางตรงกันข้ามไปใช้ รับรองวงจรอุบาทว์แบบ reflexivity ในใจของเราจะถูกตัดขาดทีละน้อย ค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุด
    ผมสรุปว่าความวิตกกังวลในเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าต้องเอาเทคนิคการจัดการในทางตรงกันข้ามไปปะทะมันไว้
    ตัวอย่าง ผมวิตกเรื่องเหงื่อออก กลัวคนอื่นเหม็น คราวนี้พอขึ้นรถไฟ ผมเก็เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขุนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่กรูไม่ได้เล่นอะไรมาเลย แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ ผมว่ามันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่ออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมาขนาดนี้ น่าใส่ชุดว่ายน้ำมาเลยดีกว่า เรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปเลย เออถ้าพอใส่มาจริงๆ เหงื่อไม่ออกแล้ว เพราะเราอยากให้มันออก มันเลยไม่ออก ถึงบอกว่า invert, always invert
    ช่วงที่ผมติดอ่างตอนเด้ก มีวันหนึ่งในชีวิตกว่า 5 ปีช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครน่าสงสารให้มารับได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหายนะครับ ขอให้เราเอาเทคนิคนี้ไปทำตรงกันข้าม คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ
    ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม
    ถ้าฝึกคิดแบบ invert มันอินเข้าไปในนิสัย เราจะเห็นเลยว่า ปัจจุบันก็คืออดีต
    ทุกวินาทีจึงมีความหมาย เพราะจะกลายเป้นความทรงจำที่เราเก้บไว้ แล้วอดีตมันแก้ได้ด้วย มันขึ้นอยู่กับว่าเราจำทำอะไรในวินาทีนั้น แล้วยิ่งคิดว่าเราเคยผ่านวันนี้มาแล้ว แต่คราวนั้นเราทำผิดหมดเลย คราวนี้เราจะทำให้มันถูกละ พอคิดอย่างนี้เราจะได้รอบครอบมากขึ้น แล้วโอกาสผิดพลาดมันน้อย เพราะเราจินตนาการในสิ่งที่เราจำทำวันนี้จากเมื่อวานแล้ว จินตนาการเป็นภาพ เป็นเสียงเลย นึกออกมาเป็นฉาก ๆ ว่าจะเทรดหุ้นอย่างไร ถ้ามันมาอย่างนี้ แล้วเราจะทำอย่างไรบ้าง

    สุดท้าย ที่สำคัญ สร้างสมมุติฐานขั้นมาก่อน
    แล้ว Invert first , Investigate, then Invest
    ลงทุนทีละน้อย คอยดูว่าสมมุติฐานของเราถุกหรือผิด
    สร้างสัมผัสขึ้นแบบ invert ขึ้นมา ถ้าอยากซื้อ ให้ขายก่อน ดูถ้ามีคนรับมาก ถึงจะซื้อ
    ให้แน่ใจว่าซื้อไปแล้ว มีคนมารอซื้อต่อแน่ๆ
    การสร้างความรูสึกเกี่ยวตลาดขึ้นมานั้น
    ทำต่อเมื่อ ไม่แน่ใจเท่านั้น
    ถ้าอยากซื้อ ผมจะขายก่อน ถ้าอยากขาย ผมจะซื้อก่อน
    ที่สำคัญ ต้องแยกอารมณ์และความรูสีกของตนออกจากตลาดให้ได้
    ไม่ปล่อยให้ตันหาต่างๆ เข้ามาปน
    ไม่ปล่อยให้อัตตามาปะปนกับการตัดสิน ใจทางการลงทุนอย่างเด็ดขาด
    การที่ปราศจากอารมณ์ความรูสึกในการลงทุนนั้น ต้องอาสัยความมีวินัยอย่างมาก
    ต้องอาสัยความมั่นใจในตัวเองอย่างมากด้วยครับ
    อีกทั้งต้องเข้าใจว่าตลาดมีทั้งด้านที่มีเหตุผล และไม่มีเหตุผล
    และยังต้องยอมรับด้วยว่า เราไม่สามารถตัดสินใจได้ถุกต้องตลอดเวลา
    หากมีโอกาส ต้องฉกฉวยให้เต็มที่
    หากผิดพลาด ก็ยอมรับผิด สำคัญที่ต้องรูว่าเมื่อผิดแล้ว ต้องทำอย่างไรให้อยู่รอด
    ผมอาจผิดครับ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

    สุดท้ายขอบคุณครับ

  • jinpin

    ขอบคุณคุณมดและคุณAnonymousครับ

  • mod

    จริงๆแล้วบางทีเวลาผมคิดถึง Reflexivity ผมมักจะคิดถึงวงจรแบบทบต้น หรือไม่ก็คำว่า “ดินพอกหางหมู” บ่อยพอสมควรครับ เหมือนกับตอนเด็กๆ ไม่ยอมทำการบ้านวันเดียวเพราะยาก(คิดเรื่องนี้บ่อยเพราะตอนขี้เกียจตอนเรียนมาตั้งแต่เด็ก 55) แต่กลับมีผลทำให้งานคั่งค้าง แล้วยิ่งเพิ่มความยากในการที่จะทำให้ครบส่งอาจารย์ไปเรื่อยๆ โดยอาจารย์ที่มีจิตวิทยาหน่อยจะรู้จักลด Fundamental ของ”ดินพอกหางหมู” โดยการค่อยๆให้ทำส่งทีละอันง่ายๆ แต่ถ้าคนไหนไม่มีจิตวิทยาเท่าไหร่ ก็จะด่าและดุและด่า จนกลายเป็นการ Reflex กลับมาให้ยิ่งไม่อยากทำ ให้ยิ่งงานคั่งค้างกว่าเดิม 55

    สำหรับการคิดแบบ Invert นั้นเป็นแนวคิดที่ดีมากอย่างหนึ่ง ผมมองว่ามันเป็นเทคนิคการเปลี่ยนแปลง “มุมมอง” และ “ทัศนคติ” ที่ดีอย่างหนึ่งครับ โดยจับเอาสิ่งที่เรา “เชื่อว่า” เป็นสิ่งที่แย่มามองหาแง่มุมดีๆ เปลี่ยนความเชื่อของมันเกี่ยวกับเราันั่นเอง หลายๆคนน่าจะลองเอาไปประยุกต์ใช้ในทางหุ้นนะครับ

    เช่นจับประเด็นความเชื่อที่ทำให้เรามีอุปสรรคในการคัทลอส มาตั้งคำถามว่า “คัทลอสมันมีข้อดีจริงๆอย่างไร ดีมากกว่าถือแค่ใหน คัทแล้วได้อะไร…แล้วเปรียบเทียบกับถ้าไม่คัทล่ะ?” เมื่อเราได้คำตอบที่เราเชื่อและเป็น Positive Thinking เกี่ยวกับการคัทลอสแล้ว ผมเชื่อว่าน่าจะเกิดผลดีในการที่เราจะกระทำสิ่งต่างๆโดยไร้ความรู้สึกฝืนขึ้นได้อีกเยอะเลยครับ

    “สุดท้าย ที่สำคัญ สร้างสมมุติฐานขั้นมาก่อน
    แล้ว Invert first , Investigate, then Invest
    ลงทุนทีละน้อย คอยดูว่าสมมุติฐานของเราถุกหรือผิด”

    เห็นด้วยกับประโยคนี้มากครับ เพราะไม่มีใครรู้จริงๆว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร นี่เป็นวิธีการในการบริหารความเสี่ยง และบริหาโอกาศไปในตัวพร้อมๆกัน ไม่แน่ใจว่าโซรอสจะได้แนวคิดจาก Livermore หรือปล่าว เพราะ Livermore ก็ใช้การเทรดหุ้นแบบ Probing หรือค่อยหยอดไปลองเชิงแบบนี้เหมือนกัน อิอิ

    ขอบคุณแนวคิดดีๆอีกครั้งครับ

  • Anonymous

    ท่านมดนี่เก่งมากครับ แป๊ปเดียวเข้าใจอย่างท่องแท้แล้ว แถมยังเป็นครูผมอีกด้วย ไม่มีใครเป็นศิษย์เป็นอาจารย์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ตลอดเวลา คนที่เป้นครูจะโชคดีที่สุดถ้าได้ศิษย์ที่ช่วยสอนครูให้เก่งขึ้นด้วย นับว่าผมโชคดีจริงๆ ไมไดเจอคนเก่งๆ อย่างนี้นานแล้ว ขอคารวะท่านอาจารย์แล้ว 555555

    ท่านมดพูดถึง ทัศนคติ..

    ผมคิดถึงเวลาที่ผมไปเรียนคัมภีร์โทราทุกเย็นวันศุกร์ที่โบสยิว พระแรบไบหรือพระของคนยิว ท่านเป็นอาจารย์ผมเหมือนกัน ท่านกล่าวสุภาษิตที่คมคายไว้ว่าตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า..

    “ความรู้สำคัญกว่าเงินทอง แต่เรื่องตลกสำคัญกว่าความรู้” สำหรับคนยิวแล้ว เรื่องตลกถือว่าเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดเลยทีเดียวครับ

    ท่านยังบอกผมว่า หากอยากชนะใจคน ควรคิดถึง 3 ประการ หนึ่ง เหตุและผล สอง ความสนใจ และ สาม ผลประโยชน์ แต่ทั้ง 3 ประการรวมกันยังไม่เท่า “อารมณ์ขัน” ที่เจาะใจฝ่ายตรงข้ามได้

    เพราะเหตุใดคนยิวจึงอยู่รอดเป็นพันๆ ปี?

    คำตอบ เป้นเรื่องตลก

    นั่นละครับที่ทำให้คนยิวรอดมาได้ ^ ^ เป้นเพราะเรื่องตลกท่ามกลางชีวิตกลางทะเลทราย ท่ามกลางการกดขขี่ข่มเหง พวกเขาผ่านเรื่องผิดหวังเศร้าสร้อยเหล่านั้นมาได้โดยเปลี่ยนความเศร้าให้กลายเป็นเสียงหัวเราะที่หวนกลับมีพลังต่อสู้อีกครั้ง จะว่าไปเรื่องนี้คล้ายจะพูดถึง “ทัศนคติ” ของคนยิว ที่มองเรื่องหวังผิดอย่างวิกฤตให้เป็นเรื่องที่ไม่ผิดหวังอย่างโอกาสได้เสมอ

    แรบไบท่านยกตัวอย่างเรื่องเล่านิทานมาสอนอีกว่า…

    คนโรมัน 2 คน จับคนยิวคนหนึ่งแล้วดาทอว่า โยเซฟ เราจะตืบคุณเพราะวันก่อนมามองหน้าเราที่ตลาด ว่าแล้วก็ตืบๆๆๆๆๆๆ โยเซฟ คนยิวคนนั้นได้แต่หัวเราะ 555555 พวกโรมันแปลกใจ จึงตะโกนถาม ” เจ้าโดนตืบขนาดนี้ ไยหัวเราะร่วนเยี่ยงนี้ได้เหล่า”

    ชายผู้ถูกเรียกโยเซฟค่อยๆ ประคองตัวลุกขึ้น แล้วเอ๋ยวาจาว่า “ไอ้ฟายเอ้ย ข้าไม่ใช่โยเซฟเฟ้ย”

    5555555555

    จะว่าไป หากมองแล้ว เรืองนี้เกี่ยวกับ ทัศนคติ ล้วนๆ เลยทีเดียว ท่านมดว่าไหมครับ ชายคนนั้นไม่ว่าชื่ออะไรก็ตาม แต่เขาไม่ใช่โยเซฟแน่นอน หากแต่เป้นคนอื่นคงคิดน้อยใจโทษในโชคชะตาในความโชคร้ายของตัวเอง แต่เขากลับมองเป็นเรื่องตลกไปซะอย่างนั้น มุมมองในด้านอย่างนี้ละครับ ที่เปลี่ยนวิกฤตเป้นโอกาส เปลี่ยนเสียงร้องไห้เป็นเสียงหัวเราะได้

    ผมนั่งคิดไปเรื่องต่างๆ ล้วนมีสองด้าน เสมอ แต่มองเป็นด้าน “ร้องไห้ หรือ หัวเราะ” เราเลือกเอาว่าแต่จะเอาแบบไหน คนยิวต้องสอนกันตั้งแต่เด็กกันทีเดียวเรื่องแบบนี้ครับ

    “พ่อค้ายิวที่เก่งถูกอบรมบ่มเพาะนิสัยตั้งแต่วัยเยาว์ อันว่านักการค้าที่เก่งกล้าสามารถ ไม่ใช่หากแต่มีความรู้ที่คมกริดเจรจาคล่องแคล่วเท่านั้นหากจำต้องมีอารมณ์ขันมาสร้างบรรยากาสในการเจรจาการค้าอีกด้วย กระนั้นนอกจากข้อมูลการค้าหาใช่พอ เพียง นักการค้าที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมแปรเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นเรื่องขำขันเพื่อเสริมตนเองได้จึงนับว่าเป็นพ่อค้าที่น่ากลัวที่สุด”

    สวัสดีครับ วันนี้ไปธุระแล้วคร้าบบบบ เจ้านายยยยย 555555

  • mod

    ยกย่องผมเกินไปแล้วครับ จริงๆอย่าเรียกผมท่านเลยครับ ผมอายตัวเองครับ 55

    ต้องขอบคุณคุณอาทุกครั้งที่เข้ามาเล่าเรื่องดีๆให้ฟังครับ

    ผมเห็นด้วยมากๆว่า เรื่องต่างๆนั้น เราเลือกได้ที่จะรู้สึกอย่างไรกับมัน สภาพจิตของเรามันขึ้นอยู่ที่เราเลือกมันเองจริงๆ อิอิ แต่ก่อนเคยมีรุ่นพี่ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย แกเป็นคนแปลกๆดูเป็นคนบ้าๆในสายตาคนอื่น แต่แกให้บทเรียนสำคัญในชีวิตผมอย่างหนึ่ง โดยแกไม่เคยพูดสอนผมเลย นั่นก็คือคนเราเลือกที่จะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งต่างๆในชีวิตได้ด้วยตัวเราเองจริงๆ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแกแทบไม่เคยจะเสียใจหรือเครียดให้ผมเห็นเลย จะสอบตก อกหัก งานไม่เดิน ไม่มีตังค์ แกก็อยู่ได้ พี่แกเป็นคนที่มีเสน่ห์เพื่อนเยอะๆใครๆก็อยากชวนไปไหนหรือไปคุยกับแก นี่ทำให้ผมรู้ถึงอำนาจของจิตใจที่เป้น Positive จริงๆครับ

  • Anonymous

    รุ่นพี่คนนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง Ground Hog’s day มาดูช่วงสิ้นปี นับได้ปีที่ 7 แล้ว
    เขาตื่นมาเจอวันเดียวกันทุกวัน ไม่มีพร่งนี้ ไมมีอดีต มีแต่วันนี้ เหมือนที่ steve job ตื่นมาก็คิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตผม
    ตอนแรกเขาเป็นคนเห้นแก่ตัวมาก ไม่มีใครคบ 55555 พระเจ้าเลยอกล้งเขา อยากให้เขาเปลี่ยนนิสัย เลยกำหนดให้ชีวิตเขามีแค่ 1 วันเท่านั้น ตื่นมาเจอวันเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนตื่นมาคุณมดเจอแต่วันเกิดคุณหมดพอดี พอวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดคุณมดอีก ไม่มีวันอื่น นอกจากวันน้วันเดียว พอรู้ว่าไม่มีพรุ่งนี้ เขาก็ทำทุกอย่าง ฟันหญิง ปล้นธนาคาร ใช้ชีวิตเต็มที่ ทำบ่อยๆ ผ่านไป 6 เดือน หมดความอยากละ เพราะมันยังเปนวันเดิมทุกอย่าง คราวนี้จากที่ตอบสนองความอยากตัวเองหมดแล้ว ไปช่วยคนอื่นละ ช่วยทุกคนที่เขาช่วยได้ เขาไปเรียนเปียโน เรียนแกะสลักน้ำแข็ง ทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น ไมมีเพื่อตัวเองแล้ว จากคนที่เป็นคนเห็นแก่ตัว กลายเป็นคนที่คนรักทั้งเมือง กลายเป็นที่มีเสน่ห์ มีแต่คนรักเขา
    ชีวิตเขาเปลี่ยนไปเลยครับ เมื่อเขาเปลี่ยนทัศนคติ
    พระเจ้าเลยยกเลิกมนต์สะกด
    เขาตื่นมา เจอวันใหม่ หลุดพ้นค่ายกักกันในตัวเขาเอง
    จบครับ..

    คนที่มองโลกอย่างนี้หายากครับ
    ถ้าเจอแล้วสักคน อย่างรุ่นพี่คุณมด นับว่าโชคดีจริง ๆครับ
    พวกเราก็โชคดีมากครับ ที่ได้เจอคุณมด ท่านก็เป็นคนอย่างนั้นเช่นกันครับ

    ผมติดมาฝากครับ ขอบคุณครับ

    กาลครั้ง 1 นานมาแล้วมีหญิงสาวคนหนึ่งผิดหวังในรักเนื่องจากคนรักของตนได้มาทิ้งไปจึงกำลังจะฆ่า
    ตัวตาย ขณะนั้นเองมีพระธุดงส์องค์หนึ่งผ่านมาพบเข้า จึงได้กล่าวให้สติกับสีกา ว่าโยมจะทำอะไรรึ”

    หญิงสาว”อิชั้นจะฆ่าตัวตายเพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม
    มีแฟนๆก็มาทิ้งไปเจ้าค่ะ”หญิงสาวตอบ

    พระธุดงส์จึงได้เทศนาให้หญิงสาวฟังว่า
    เหตุใดโยมจึงต้องเสียใจเล่าในเมื่อคนที่ควรจะเสียใจควรจะเป็นแฟนของโยมสิ”

    หญิงสาวหยุดคิด
    และถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า”ทำไมล่ะเจ้าคะ”

    พระธุดงส์ตอบว่า”ในเมื่อโยมมิได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไปเลยน่ะสิ”

    หญิงสาวตั้งใจฟังพระธุดงส์แล้วก็ตอบกลับไปว่า
    ไม่จริงหรอกค่ะดิชั้นสูญเสียแฟนอันเป็นที่รักยิ่งไปนะเจ้าค่ะ”

    พระธุดงส์ตอบ”โยมได้สูญเสียคนที่มิได้รักและห่วงใยโยมซึ่งจะมีค่าอันได
    แต่แฟนโยมซิที่สูญเสียคนที่รักและห่วงใยเค้าเช่นโยมใครควรจะเสียใจกว่ากันล่ะโยม”

  • mod

    ขอบคุณครับ มีนิทานมาฝากอีกแล้ว 55

    ถ้าเปลี่ยนเป็นเรื่องในตลาดหุ้นก็คงจะเป็น

    นาย A เห็นนาย B นั่งนิ่งๆ ชวนคุยเรื่่องหุ้นก็ไม่ค่อยอยากพูด เลยถามขึ้นว่าเป็นไรเหรอ?

    B: อยู่ดีๆก็ไม่รู้ทำไมหุ้นที่ถืออยู่ก็ตกลงมา เกินกว่าที่คาดไว้ เลยไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากถือไว้ดีกว่า ถือคติว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน”

    A: แล้วจะไม่ขาดทุนได้อย่างไรล่ะ?

    B: ทำไมอ่ะ?

    A: ก็แค่ถือไว้ก็ขาดทุนแล้ว ใหนจะต้นทุนเวลาแต่ละวันที่ถือ? ไหนจะขาดทุนถ้าเทียบกับเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ย? ไหนจะค่าเสียโอกาศที่จะทำกำไรได้อีกล่ะ? ไหนจะค่าต้นทุนสุขภาพจิตที่เสียไปในแต่ละวัน? รวมแล้วแล้วเบิ้ลเข้าไปอีกกี่%?

    แน่ใจหรือว่าเสียไปแค่นั้น? แน่ใจหรือว่าไม่ขาดทุน? แค่คิดก็ขาดทุนแล้ว!!

    ตัดขาดทุนคือการซื้อกำไรนะเพื่อนคิดดีๆ..

    ว่าแล้วนาย B ก็นั่งงง แล้วนาย A ก็เดินจากไป

    จบแล้ว 55 เป้นนิทานที่ไม่ได้เรื่องมาก แต่คิดว่าน่าจะเข้ากับเทรนวันสองวันนี้ครับ อิอิ

  • ฮุย

    เข้ามา ลักจำ

    ขอบคุณมากครับ

  • Alekk

    ขอบคุณคุณมดและคุณ Anonymous มากครับ เรื่องพระธุดงค์กับสีกานี่ขอจำไปเล่าต่อมั้งนะครับ เยี่ยมจริงๆ

  • ต้นข้าว

    ขอบคุณคุณมดและคุณ Anonymous ค่ะเป็นเรื่องเล่าที่ดีมากเลยค่ะ เห็นภาพได้ดีแต่ต้องใช้เวลาในการปฎิบัติก่อนนะค่ะ

  • mod

    ยินดีครับคุณต้นข้าว ต้องขอบคุณจารย์ Anonymous ที่มาปล่อยของ(ความรู้)ไว้ที่เว็บนี้ด้วยครับ ผมได้เรียนรู้ไปด้วยเช่นกัน อิอิ

  • aunz

    ขอแชร์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Reflexivity ด้วยคนครับ
    ผมคิดว่าทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมา (Reflexivity) มีแนวคิดใกล้เคียงกันกับ ทฤษฏีใยแมงมุม ( Cobweb Theory) ในทางเศรษฐศาสตร์การเกษตร
    ทฤษฏีใยแมงมุมอธิบายความสัมพันธ์ของปริมาณการผลิตและราคาในเชิงวงจรของเวลา ปริมาณและราคาเกี่ยวเนื่องกันเป็นขั้นตอนอย่างสืบเนื่องเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน (recursive ) ราคาที่ดีนำไปสู่ปริมาณการผลิตจำนวนมาก และปริมาณผลผลิตมากทำให้ราคาสินค้าลดลงเป็นวงจรเช่นนี้
    แบบจำลองใยแมงมุมเกิดขึ้นจากปัจจัย 3 ประการคือ
    1. มีความล่าระหว่างการตัดสิ้นใจในการผลิต กับเมื่อผลผลิตเก็บเกี่ยว
    2. เมื่อผู้ผลิตอาศัยราคาในปัจจุบันหรือที่เพิ่งผ่านมาเป็นเครื่องตัดสินใจ
    3. ราคาในปัจจุบันขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตหรืออุปทานในปัจจุบัน
    ด้วยเหตุนี้กระบวนการจึงเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ คือ อุปทานในปัจจุบัน (Qt ) เป็นสมการของราคาในระยะที่ผ่านมา ( P t-1 )

    กลไกความสัมพันธ์ที่เกิด จากกระบวนการรับรู้(Cognitive Function) ของโซรอส เปรียบได้กับ ราคาในระยะที่ผ่านมา ( P t-1 ) และกลไกความสำพันธ์ที่เกิด จากการเข้าไปมีส่วนร่วม(Participating Function) เปรียบได้กับ อุปทานในปัจจุบัน (Qt )

    คือ ราคาในระยะที่ผ่านมา ( P t-1 ) เป็นข้อมูลในการใช้เพื่อการตัดสินใจวางแผนเพื่อการลงทุน (ถ้าในตลาดหุ้นก็อาจเป็นข้อมูล P/E ,กำไรที่เพิ่มขึ้น-ลดลง ,ตลาดหุ้นต่างประเทศ ฯลฯ ) ทำให้เกิดกระบวนการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยการผลิตเพิ่มขึ้นเมื่อราคาที่ผ่านมาสูงขึ้น หรือการผลิตลดลงเมื่อราคาที่ผ่านมาลดลง ซึ่งในกรณีนี้อธิบายได้จากการปลูกข้าวของชาวนาไทย ในปีที่ราคาดีก็พากันปลูกเพิ่มขึ้น ทำให้ผลผลิตออกมามาก(บนสมมติฐานปัจจัยอื่นคงที่) เมื่อปริมาณการผลิต มากกว่า ปริมาณความต้องการซื้อทำให้ราคาผลผลิตปรับตัวลดลงเข้าสู่จุดสมดุลใหม่

    สามารถเขียนสมการได้ดังนี้
    Qt = f ( P t-1 )

    สามารถเขียนกระบวนการลูกโซ่นี้ได้ดังนี้
    Q1 -> P1 -> Q2 -> P2 -> Q3 -> P3 -> ……….

    ราคาและปริมาณ เกิดขึ้น เพราะ ความกลัว และ ความโลภ ของมนุษย์นั้นเอง

    • mod

      เยี่ยมเลยครับ ขอบคุณมากที่เข้ามาแชร์ข้อมูล ตัวผมเองไม่ได้มีพื้นทางเศรษฐศาสตร์การเกษตรเท่าไหร่นัก นับว่าได้ความรู้ไปด้วยเลย

      วงจรแบบ Recursive เท่าที่สังเกตุเห็นมีอยู่ในหลายๆสิ่งรอบตัวเราเต็มไปหมดจริงๆ(เช่นในปัจจุบันเหล่าเว็บพวก Social Network แบบ Facebook ที่เมื่อปริมาณคนใช้มากขึ้นก็จะดึงดูดให้เกิดประมาณผู้ใช้ที่มากขึ้นทวีคูณ) Cobweb theory นี้น่าสนใจเลยทีเดียวครับ เพียงแต่ในตลาดหุ้นผมมองว่า ปัจจัยที่เข้าสู่กระบวนการรับรู้(Cognitive Function)ในตลาดหุ้นอาจมีมากมายหลายอย่าง รวมถึง Participant ก็มีหลายกลุ่มเช่นกัน ทำให้เราไม่สามารถคาดเดาถึงผลกระทบของ Loop ที่จะเกิดขึ้นจากวงจรนี้ได้อย่างแม่นยำเท่าไหร่นัก

      อยากถามเพิ่มเติมว่าในความคิดของคุณ Aunz หรือเพื่อนๆที่แวะมาอ่านว่า คิดว่าทฤษฏี cobweb นี้มีลักษณะเป็น Dynamic Stable หรือ Dynamic Unstable หรือทั้งคู่ครับ?

      หากมีข้อมูลเพิ่มเติม รบกวนมาเล่าให้ฟังกันอีกนะครับ ขอบคุณนะครับที่เข้ามาแบ่งปันความรุ้ :)

  • aunz

    ขอแซร์ความรู้เพิ่มเติมครับ (แบบวิชาการหน่อยนะครับ)
    เกี่ยวกับทฤษฏีใยแมงมุม ( Cobweb Theory)
    ความสัมพันธ์ของปริมาณและราคาเป็นลำดับขั้นก่อนหลัง มี 3 ลักษณะด้วยกันคือ
    1.ลักษณะที่ราคาผันเข้าสู่ดุลยภาพในสภาพนิ่ง ( Convergent )
    2.ลักษณะี่ที่ความสัมพันธ์ผันออกจากจุดดุลยภาพ ( Divergent )
    3.ลักษณะที่ความสัมพันธ์ที่วนเวียนคงที่ ( Continuous )

    ในความคิดเห็น(ส่วนตัว)
    ลักษณะที่ 1. อาจจะเป็น Dynamic Stable
    ลักษณะที่ 2. อาจจะเป็น Dynamic Unstable

    การเกิดขึ้นของความสัมพันธ์ของปริมาณและราคา 3 ลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการซื้อ (Demand) และปริมาณความต้องการขาย (Supply) โดยมี ความ ยืดหยุ่น (elasticity) (เปรียบได้กับชามของโซรอส ที่มีลักษณะคว่ำมาก คว่ำน้อย หงายมาก หงายน้อย เป็นต้น)เป็นตัวกำหนดว่าจะเกิดขึ้นในลักษณะใด

    ถ้านำลักษณะที่ 1 นำมาพรอตกราฟ ระหว่างราคากับเวลา(กราฟที่เราใช้ดูราคาหุ้น) จะได้กราฟ รูปแบบ Triangles ต่าง ๆ
    ถ้านำลักษณะที่ 2 นำมาพรอตกราฟ จะได้กราฟ รูปแบบ Sideway up หรือ Sideway Down
    หรือถ้านำลักษณะที่ 3 นำมาพรอตกราฟ จะได้กราฟ รูปแบบ Sideway

    ลักษณะทั้ง 3 จะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งและมีลักษณะเฉพาะตัว เนื่องจากจะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามากระทบอยู่ตลอด ไม่ว่าจะปัจจัยภายในหรือปัจจัยภายนอก

    จุดสมดุลใหม่ หรือ จุดกลับตัว อาจเทียบได้กับยอดคลื่นในแต่และคลื่น ของ
    Elliot Wave หรือ Fibonacci Numbers ซึ่งมีพื้นฐานมาจากธรรมชาติ(รวมถึงความโลภ และความกลัวด้วย)(อันนี้ขอคิดเห็นส่วนตัวครับ)

    • http://www.goldshape.net Mr.N

      อย่างนี้ในความคิดของคุณ Aunz คิดว่า Indicator Fibonacci Numbers น่าจะเชื่อถือได้ค่อนข้างมากใช่หรือไม่ครับ….

      ส่วนตัวผมยังไม่ได้ศึกษา Indicator ตัวนี้มาก ถ้ามันมีผล ก็คิดว่าจะเข้าไปศึกษาเชิงลึกครับ

  • aunz

    แก้ไข
    ถ้านำลักษณะที่ 2 นำมาพรอตกราฟ จะได้กราฟ รูปแบบ Sideway up หรือ Sideway Down
    อันที่จริงจะได้กราฟราคาที่มีความผันผวนมากขึ้นจากจุดเริ่มต้น

    รูปแบบ Sideway up หรือ Sideway Down เกิดขึ้นจากลักษณะที่ 3 เกิดจากปริมาณความต้องการซื้อและความต้องการขายเปลี่ยนไปในช่วงเวลาถัดไป และลักษณะที่ 3 เป็น Dynamic Unstable ก็ได้เมื่อปัจจัยต่างๆเปลี่ยนไป

  • aunz

    ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องคาดเดาถึงผลกระทบของ Loop หรอกครับ แค่ “Follow the Loop”
    ไม่ใช่ครับ ต้อง “Follow the Trend”

  • mod

    ขอบคุณมากครับ :)

    ตัวทฤษฏี Cobweb นี่มีคำอธิบายหรือจุดสังเกตุถึงเหตุการณ์ที่แสดงถึงสภาวะ(Set UP)ที่เือื้อต่อการเกิด Boom/Bust ในลักษณะที่รุนแรงบ้างหรือไม่ครับ(คล้ายกับสภาวะที่เอื้อต่อการเกิดจุด Tipping Point แล้วระเบิดออก) น่าสนใจดีครับ

    ไม่ทราบว่ามีคนที่นำทฤษฏีนี้มาใช้ในการลงทุนหรือเล่นหุ้นบ้างหรือปล่าวครับ หรือคุณ Aunz ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในการลงทุนอย่างไรบ้างหรือไม่ครับ?

    ขอบคุณนะครับที่เปิดประเด็นๆ สำหรับตัวผมเองเรื่องของ Why ยังมาหลังคำว่า Fire! ครับ ขอยิงจับเป้าหยั่งเชิงก่อน ถ้าดีก็ Bet ต่อ (สงสัยสมองช้าคิดไม่ทัน :) )

  • mod

    “Follow the trend, until the end when it bends”

    :)

  • http://www.goldshape.net Mr.N

    ขอบคุณท่าน นักปรัชญา ทั้ง 2 ท่านจริงๆ ครับ ผมเคยติดตาม Blog อื่นๆ มามากมาย แต่ส่วนมาก เจ้าของ Blog จะ debate ในความคิดของตัวเอง การ reply จะตอบแบบหักล้างความคิด ของผู้ comment แต่สำหรบเวปนี ผมว่าอบอุ่นมากๆ คงเป็นเพราะ แนวคิด และหลักปรัชญาของคุณมด แน่ๆเลยครับ…..ทำให้อ่านแล้ว เพลิน (จนลืมทำงาน…) แล้วได้ความรู้อย่างมากเลยครับ

    สำหรับความคิดเห็นทั้งหมดนี้ ผมว่ามันน่าจะเป็นต้นกำเนิดของหลักการ The Secret ด้วยหรือป่าวครับ โดยให้จินตนาการก่อน แล้วสิ่งที่เราคิดมันจะเกิดขึ้นจริงตามกฏ “Law of attraction” ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่นะครับ และคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักการของ Tipping Point นะครับ แต่อาจเป็น Tipping Point ได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ….

    การที่มีคนๆหนึ่ง เกิดความวิตก กังวล กลัวกับสถาวะตลาด จะส่งผลต่อเนื่องกับคนรอบข้าง จนถึงระดับหนึ่งที่เรียกว่า Tipping Point ก็เป็นสัญญาณว่าเกิด Crisis ในตลาดแล้ว…
    ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่นะครับ

    ปล. เด็กใหม่พึ่งเข้ามาร่วมวงสนทนาขอฝากเนื้อฝากด้วยนะครับ

    • Mod

      ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่แวะมาอ่านและ Comment นะครับ บล็อกนี้โชคดีมีคนเก่งๆแวะเข้ามาช่วยตอบช่วยถามกัน เลยทำให้มีความคิดเห็นหลากหลาย อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่ได้ชอบอะไรที่ปิดกั้น ว่าที่ถูกต้องอย่างนี้อย่า่งเดียว ถ้าจะให้ Debate เพื่อหักล้างกับคนที่มาคุยด้วยก็ไม่รู้จะทำทำไมน่ะครับ แชร์ความเห็นกันดีกว่า จะได้มีหลายๆมุมมองให้เห็น ส่วนอะไรดีอะไรแย่ก็เลือกรับเลือกเสพกันไปเองตามอิสระกันครับ :D

      ส่วนความคิดของคุณ Mr.N ผมก็น่าสนใจเช่นกันนะครับ ผลของอารมณ์ของคนรอบข้างอาจทำให้เหตุของตลาดค่อยๆเปลี่ยนไปจนถึงระดับหนึ่งเช่นกัน เรื่องของ Reflexivity นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจและหาอ่านค่อนข้างยากพอสมควร (บางทีหาอ่านได้แต่ไม่รู้เรื่อง 55) ยังไงถ้าผมเจออะไรดีๆอีกกับเรื่องนี้ จะแปลเอามาลงไว้เพิ่มนะครับ