ทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมา (Reflexivity) ของพ่อมดการเงิน Gorge Soros

 

หุ้น Soros avatar ในวันหยุดสบายๆนี้ ผมขอเริ่มแปลบทความอีกชุดหนึ่งควบคู่กันไป นั่นก็คือบทความที่เกี่ยวกับทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ของพ่อมดการเงิน Gorge Soros ที่เราทุกคนรู้จักกันดีมาให้อ่านกันครับ โดยบทความชิ้นนี้เขียนโดย Frank Ramsperger แห่ง Alpha Plus Advisors,LLC ครับ

“ไม่ว่ามันจะมีความซับซ้อนแค่ไหน หลักการพื้นฐานของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ทุกอย่างนั้น ล้วนตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ตลาดจะวิ่งไปสู่จุดสมดุลระหว่างอุปสงค์ และอุปาทาน ผลก็คือ เมื่อทุกคนที่มีส่วนร่วมอยู่ในตลาดนั้นกระทำสิ่งต่างๆด้วยเหตุและผล ระบบเศรษฐกิจและตลาดเสรีก็จะกลับสู่ความสมดุล”

แต่นี่คือสิ่งที่ George Soros ไม่เห็นด้วยครับ!

 

ทฤษฎีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity ของ George Soros นั้น ได้ชี้ให้เราเห็นว่า ในบางครั้งตลาดนั้นมีลักษณะที่ไม่สมดุล หรือคงที่อยู่โดยธรรมชาติของมัน เนื่องจากมีแรงบางอย่างซึ่งส่งผลให้เกิด “การสะท้อนกลับในทางลบ หรือ Negative Feedback” ซึ่งทำให้ราคานั้นวิ่งออกจากจุดสมดุลไปอย่างมาก

ทฤษฎี Reflexivity นั้นช่วยอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ และมันคือปรัชญาเบื้องหลังความคิดของเขา ในการที่จะช่วยบ่งชี้ถึงสภาพที่ไม่เสถียรของสภาวะแวดล้อมในตลาด โดยเมื่อไหร่ที่เขาเชื่อว่าราคาได้เคลื่อนที่ไปถึงจุดสุดยอด(Extreme) ของมันนั้น เขาจะเดิมพันในการวกกลับมาของราคา ซึ่งหลักฐานจากผลการลงทุนที่ผ่านมาของเขานั้น แสดงให้เห็นว่า Gorge Soros ได้ประยุกต์ใช้ทฤษฏีของเขากับการลงทุนได้เป็นอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว

โดยในบทความนี้ เราจะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเบื้องหลังทฤษฎี Reflexivity และอธิบายถึงการเกิดปรากฏการณ์รูปแบบราคาแบบ Parabolic Price Pattern ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าตลาดนั้นจะวิ่งไปสู่จุดสมดุล(Equilibrium)อยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก เพราะเมื่อไหร่ที่มีแรงกระทบจากสภาวะที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจขึ้นนั้น(Destabilizing Force) ภาคธุรกิจ, อุตสาหกรรม, หรือแม้แต่ตลาดทางการเงินต่างๆนั้น ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวไปอย่างรุนแรงหนีไปจากจุดสมดุลของมัน ซึ่งในบางครั้งมันก่อให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจขึ้นมา แต่ในบางครั้งมันก็กลับทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

เราจึงพอที่จะสรุปได้ว่า เมื่อไหร่ที่แรงกระทบจากสภาวะที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงนั้นได้บรรเทาลงไป เศรษฐกิจของอเมริกานั้นจะไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะการฟื้นตัวแบบ L-Shape แต่ในทางกลับกันแล้ว จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น ด้วยสภาวการณ์ที่คล้ายกันนี้ ตลาดหุ้นจะเกิดการฟื้นตัวแบบ V-Shape ภายในช่วงเวลายาวประมาณ 1 ปี โดยเราจะอธิบายถึงเหตุผล ว่าทำไมสภาวการณ์ต่างๆในขณะนี้นั้นจึงเอื้อที่จะทำให้เกิดการฟื้นตัวเช่นนั้นในภายหลังครับ

บทนำ

หุ้น Soros_paradigm1 หลังจากที่ George Soros ได้เกษียนตัวเองจากการเป็นผู้จัดการกองทุนอย่างเต็มเวลาในปี 2000 เขาได้ก่อตั้งกองทุน Hedge Fund กองใหม่ของเขาขึ้นมาอีกครั้งในช่วงปี 2007 โดยผลการลงทุนของเขาในขณะที่ได้บริหารการลงทุนอยู่ที่กองทุน Quantum Fund ในช่วงยุคต้นปี 70 นั้น ได้สร้างผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ +40% ต่อปีเป็นเวลานับสิบปีทีเดียว ซึ่งในช่วงตลาดหมี(Bear Market)ในปี 2008 นี้ รายงานจากผลการลงทุนตอบแทนของเขานั้น ก็ยังสามารถที่จะเอาชนะตลาด และนักลงทุนหลายๆคนได้อยู่เช่นเดิม โดยเป็นผลมาจากการที่เขาสามารถสร้างผลกำไรเป็นอย่างมากในขณะที่ตลาดได้ร่วงหล่นลงมา.. แล้วเขาทำได้อย่างไรหรือ? คำตอบก็คือ.. “ทฤษฎีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Theory of Reflexivity” ของเขานั่นเองครับ

George Soros นั้นพูดถึงทฤษฏีของเขาว่า มันคือผลงานแห่งชีวิตของเขา และเขายังได้เขียนหนังสือที่มีหัวข้อเกี่ยวกับทฤษฎีนี้อยู่หลายเล่มเช่นกัน อย่างไรตาม เขาก็ยอมรับว่าเขานั้นต้องเจอกับทั้งกระแสการวิจารณ์ในเชิงลบและคำชมเชยควบคู่กันไป จากทฤษฎีของเขาที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและตลาดเงินของเขา โดยในการบรรยายของเขาในปี 1994 นั้น เขาได้พยายามที่จะอธิบายถึงแนวคิดเบื้อหลังทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity ไว้ดังนี้ครับ

“มันมีความสัมพันธ์แบบที่เรานั้นเป็นฝ่ายกระทำ(Active Relationship) ระหว่างความคิดและความจริงอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์แบบที่เราถูกกระทำ(Passive Relationship)ระหว่างความคิดและความจริงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้เกิดความเข้าใจที่ความคลาดเคลื่อนไปจากความจริง และผมหมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทางเศรษฐศาสตร์ด้วยเช่นกัน”

 

 

“ผมเรียกความสัมพันธ์แบบถูกกระทำ(Passive Relationship)นี้ว่า “กลไกความสัมพันธ์ที่เกิดจากกระบวนการรับรู้”(Cognitive Function) และผมเรียกความสำพันธ์แบบการเป็นฝ่ายกระทำ(Active Relationship)นี้ว่า “กลไกความสำพันธ์ที่เกิดจากการเข้าไปมีส่วนร่วม”(Participating Function) โดยผมเรียกความสัมพันธ์ ของกลไก(Function)ทั้งสองอย่างนี้ว่า “การสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity” นั่นเอง”

อืมม…. ในตอนนี้เราคงเห็นได้ว่าทักษะทางด้านการปฏิบัติของเขานั้น ดูเหมือนว่าจะแซงหน้าทักษะในการอธิบายความคิดของเขาเอง และทำให้ผู้อื่นเข้าใจไปไกลหลายขุมเลยทีเดียวนะครับ ดังนั้น จุดมุ่งหมายของเราในบทความชุดนี้ก็คือ การทำให้มันง่ายขึ้นและชัดเจนขึ้นมานั่นเองครับ

วันนี้ขอเกริ่นแต่เพียงเท่านี้ก่อน เชื่อว่าหลายคนน่าจะอยากอ่านต่อ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมา(Reflexivity) ของเขานั้น ดูจะหาอ่านเป็นภาษาไทยยากเหลือเกิน ผมลองค้นๆดูแล้ว เหมือนจะมีอยู่ไม่เยอะเท่าไหร่ ยังไงก็ขอเป็นส่วนเพิ่มเติมให้กับใครที่ยังอยากศึกษาเกี่ยวกับแนวความคิดของพ่อมดการเงิน Gorge Soros คนนี้ครับ แล้วพรุ่งนี้เจอกันอีกทีที่ แมงเม่าคลับ.คอม นะครับ

  • tea_for_two

    ขอบคุณคุณมด

    คนนี้ขวัญใจของผมคนนึงเลยล่ะ

  • mod

    ขวัญใจผมเช่นกันครับ :)

  • เม่น

    อ่านแล้วอ่านอีก ก็ยังงงอยู่ดีครับ

    เข้าไม่ถึง สงสัยปัญญาของผมยังน้อยเกินไป แหะๆๆ

  • speedone

    ^
    ^
    ผมอ่านมา3รอบละครับ….ยังงงเหมือนกัน แต่จะพยากยามทำความเข้าใจให้ได้ เพราะยังไงความคิดของคนๆนี้ก็ไม่ธรรมดา

  • magic

    ขอบคุณเช่นเดิมค่ะ รออ่านตอนต่อไปค่ะ

  • rot

    คนนี้ไม่ใช้ขวัญใจ ของน้าจิ๋ว กัน น้าอำนวย ครับ (ล้อเล่นครับ) ขอบคุณครับ

  • Mod

    พึ่งจะกลับเข้ามาดู พอดีเมื่อวานไม่อยู่กับคอม ขอบคุณทุกความเห็นนะครับ

    วันนี้คงยังไม่มีเวลาอัพต่อ ยังไงลองแวะไปอ่านกระทู้เก่าๆดูก่อนก็ได้นะครับ แล้วถ้ามีข้อสงสัยอะไร ถ้าผมพอจะตอบได้ จะช่วยกลับมาตอบให้นะครับ สวัสดีครับ

  • http://plamuek76.blogspot.com/ plamuek76

    ผมยอมรับเลยว่าอ่านหนังสือของ Soros เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

    การอ่านหนังสือของ Soros เหมือนกับอ่านหนังสือปรัชญาครับ
    เราไม่สามารถเข้าใจได้ในทันที
    ต้องใช้เวลาในการศึกษาและเรียนรู้จากประสบการณ์ พอถึงจุดๆนึงจะเข้าใจได้เองโดยฉับพลัน
    คล้ายๆกับซาโตริของเซนครับ

  • Nick

    โหวด Soros ครับ ใครเป็นแฟนเค้า ช่วยอธิบาย แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วยครับ

    ปล.มาเม้นแล้วนะคุณเจ้าของเวป

  • mod

    ผมว่างานของโซรอสอ่านยากใช้ภาษาน่าปวดหัวอยู่พอสมควร แต่ใครชอบปรัชญาจะค่อยๆสนุกไปเรื่อยๆเช่นกันครับ

    แต่ผมว่าแกนะพูดจาได้ชาวบ้านกว่านี้หน่อย หรืออาจจะเป็นเพราะใจจริงแล้วโซรอสอยากเป็นนักวิชาการด้วยรึปล่าวก็ไม่แน่ใจครับ

    คุณ Nick ปล. มาแบบนี้ เดี๋ยวคนเ้ค้าหาว่าผมจ้างมาเป็นหน้าม้านะ 555

    ขอบคุณทุกคนที่แวะมาเยี่ยมครับ

  • Anonymous

    ขออภัยครับ อ่านแว๊บๆ พอมีวิชาเท่าหางอึ่งบ้าง มาร่วมแจมครับ

    ผมคิดว่า คิดว่านะครับ ผมอาจผิดก็เป็นไปได้
    Theory of Reflexivity อยู่ใกล้ตัวเราทุกคนมากครับ

    ช่วงวันเด็กที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัลเยาวชนดีเด่น เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ท่านนายกได้มอบสำเนากลอนที่ครูเคยเขียนให้สมัยเรียนอยู่ชั้น ป.6 ที่โรงเรียนสาธิจุฬาฯ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2519 มาร่วมในนิทรรศการวันเด็ก ความว่า…

    อภิสิทธิ์ มาร์ค อภิสิทธิ์ ครูเคยคิดใฝ่ฝัน อย่างมั่นเหมาะ
    อยากได้ศิษย์เช่นเธอ เพ้อเฉพาะ เกินจักเสาะสืบหา กลับมาพบ
    เธอมีแววแพรวเพริศ บรรเจิดจ้า คมความคิดแกล้วกล้า มาบรรจบ
    กับปัญญาเข้มข้น ครันครบ ครูคงพบคนดี ศรีอยุธย์
    ชาติต้องการผู้นำ มีอำนาจ ผู้เก่งกาจเกรียงไกร ใสพิสุทธิ์
    ผู้ชนะกิเลสร้าย ลายมนุษย์ เพื่อช่วยฉุดชาติพ้น คนคิดร้าย
    ครูจะหวังมากไป หรือไม่หนอ เพราะเธอก็ยังเยาว์ เกินเข้าข่าย
    ขอเพียงจิตคิดระบุ วางอุบาย เริ่มมั่นหมายมุ่งตรง คงเป็นจริง..

    อ่านคำกลอนแล้วสะกิดขึ้นมาทันที นั่นมันคือ…

    “Theory of Reflexivity” (ROT)

    ROT มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เพียงแต่ในตลาดเท่านั้น

    ลองวาดรูปเปรียบเทียบ จริงแท้ประการใด ผมอาจผิดก็เป็นไปได้

    1. value investing (Theory of price)
    reflex
    fundamental —————–> price

    2. Technial analysis ( market pattern)

    reflex
    Demand/supply ————–> price

    3. REFLEXIVITY
    reality expectation
    divergence
    |
    |
    F L A W
    / | \
    / | \

    WHAT HOW WHEN

    \ | /
    \ | /
    \ | /
    \ | /
    \ | /
    \ | /
    \|/

    DECODING
    /\
    / \

    BOOM BUST

    DECODING:

    reflex
    ด.ช มาร์ค คือ fundamental ————–> กลอนครู price

    บางที…
    reflex
    กลอนครู ราคา —————> fundamental ท่านนายก

    สิ่งที่เห็น…. ด.ช มาร์ค เป้นคนเดียวกันกับ ท่านนายก
    สิ่งที่ แรบไบ Soros เห้น….ไม่ใช่คนคนเดียวกัน!

    KEEP IN MIND:

    — พื้นฐาน กำหนด ราคา แต่บางที ราคาก็กำหนด พื้นฐาน สองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน และไม่เคยเหมือนกันเลย นั่นคือสิ่งที่ แรบไบ Soros ใช้เป็นเครื่องมือในการ trade

    — เหมือน กลอนที่ครูชม ดช.มาร์ค
    เด็กชาย มาร์ค ถือคำชมครู เป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิต และกลายเป็นสิ่งที่ครูชมในที่สุด
    กลอนคือราคาที่ครูหามูลค่าให้ ดช.มาร์ค เพราะเห้น fundamental ของเด้กคนนี้คั้งแต่แรก
    แต่บางที….คำกลอนอาจเป็นตัวกำหนดพื้นฐาน fundamental ของ ดช.มาร์ค ในอนาคต
    สองสิ่งนี้….มีอยู่ทุกแห่งรอบตัวเรา และมันอยู่ในตลาดหุ้นด้วย

    บางที หันไปดูรอบๆ ตัว

    The Secret of Reflexivity lies in “เลี้ยงลูกแบบไหน”

    ถ้าเลี้ยงลูกแล้วพร่ำคำตำหนิ
    มองดูสิผลเลิศประเสริฐไหม
    ตรงกันข้ามกับบั่นทอนกำลังใจ
    เด็กจะเลวเหลวไหลดั่งวาจา

    xelfer
    พร่ำตำหนิ เหลวไหลดั่งวาจา

    ถ้าเลี้ยงลูกปลูกนิสัยให้ก้าวร้าว
    จะเป็นคนแข็งกร้าวมีปัญหา
    ไร้เหตุผลดื้อรั้นขาดจรรยา
    เด็กไม่มีสัมมาอ่อนน้อมคน

    xelfer
    ปลูกนิสัยให้ก้าวร้าว ไม่มีสัมมาอ่อนน้อมคน

    ถ้าเลี้ยงลูกแล้วดูถูกคอยเย้ยหยัน
    เด็กจะขาดความเชื่อมั่นและสับสน
    ทั้งยังขลาดไม่กล้ามาผจญ
    อิทธิพลความเย้ยหยันหน้าพรั่นพรึง

    ถ้าเลี้ยงลูกเกิดทุกข์ด้วยความอาย
    เด็กจะกลายเป็นคนกังวลถึง
    หวาดระแวงหมดสุขทุกข์ตราตรึง
    เฝ้าคะนึงอยากอยู่เพียงผู้เดียว

    xelfer
    ทุกข์ด้วยความอาย อยากอยู่เพียงผู้เดียว

    ถ้าเลี้ยงลูกทุกเวลาด้วยมานะ
    จะอดทนเสียสละฉลาดเฉลียว
    งานลำบากทำได้ทั่วตัวเป็นเกลียว
    ด้วยชำนาญชาญเชี่ยวทุกขั้นตอน

    xelfer
    ด้วยมานะ ชำนาญชาญเชี่ยว

    ถ้าเลี้ยงลูกแบบให้กำลังใจ
    เด็กจะสุขสดใสสโมสร
    เมื่อเติบใหญ่สุดประเสริฐเลิศบวร
    เกริกกำจรเป็นนักปราชญ์ชาติระบิล

    xelfer
    ให้กำลังใจ นักปราชญ์ชาติระบิล

    ถ้าเลี้ยงลูกตัวน้อยคอยชื่นชม
    เด็กจะเริ่มสั่งสมคิดถวิล
    ภาคภูมิใจในคุณค่าเป็นอาจิณ
    ความสำเร็จในชีวินของตนเอง

    xelfer
    คอยชื่นชม ความสำเร็จ

    ถ้าเลี้ยงลูกด้วยรักที่อบอุ่น
    เด็กจะนุ่มนวลละมุนไม่ข่มเหง
    ศรัทธามีดุจดนตรีที่บรรเลง
    เหมือนเสียงเพลงกล่อมโลกไม่โศกตรม

    xelfer
    อบอุ่น ไม่โศกตรม

    ถ้าเลี้ยงลูกแบบให้การยอมรับ
    เด็กจะงามพร้อมสรรพดูเหมาะสม
    เป็นคนดีมีคุณค่าน่าชื่นชม
    น่านิยมเชื่อถือระบือไกล

    xelfer
    ให้การยอมรับ คนดีมีคุณค่าน่าชื่นชม

    ถ้าเลี้ยงลูกแบบให้ความเป็นมิตร
    เด็กจะมีดวงจิตผุดผ่องใส
    คอยกอบเกื้อเอื้ออารีมีน้ำใจ
    ทั้งรู้จักให้อภัยมีเมตตา

    xelfer
    ให้ความเป็นมิตร รู้จักให้อภัยมีเมตตา

    จะเลี้ยงลูกแบบไหนให้ตระหนัก
    จะเลี้ยงแบบให้ความรักเสน่หา
    หรือเลี้ยงแบบพร่ำบ่นจนระอา
    ให้ก้าวร้าวหมดจรรยาหวาดระแวง

    จะเลี้ยงลูกแบบใดได้อย่างนั้น
    อยู่ที่พ่อแม่ปั้นดังแถลง
    ยังไม่สายหากคิดจะเปลี่ยนแปลง
    ลูกจะแกร่งอดทนเลิศ…ประเสริฐคุณ…

    Happy ครับ..
    สวัสดีครับ………

  • Anonymous

    ผมอีกความคิด ผิดถูกประการใด เอาไปลองเองครับ
    การทดลองเปรียบเทียบการเข้าใจเรื่อง reflexivity
    นี่ครับ เหรียญบามมาหนึ่งอัน
    จับมันตั้งกับโต๊ะแล้วทุบแล้วให้มันล้ม ลองตั้ง 1 บาท 100 อัน เมื่อยหน่อยก็พักจิบกาแฟ ล้างหน้าล้างมือ มาตั้งใหม่ดูครับ เห็นความสมดุลมีอยู๋จริงถึงตั้งได้ ไม่มีเอนล้ม คิดว่าถ้าลองทุบโต๊ “ปัง” สามัญสำนึกบอกว่า คงล้มแบบ random ออกหัว/ก้อย เท่ากับ 50/50
    มันคือ คุณสมบัติของ 1 บาท ที่ติดตัวมา

    ลองทุบแล้ว ออกหัวมากกว่าก้อย 87/13 ผิดปกติแล้ว!
    ไม่ได้ล้มลงไปสองด้านเท่า ๆ กัน พิจารณาอีกครั้ง ที่แท้ โครงสร้างของ 1 บาท ไม่สมมาตรเลยมีแนวโน้มทำให้ออกหัวมากกว่าก้อย

    คราวนี้ทดลองปั่นใส่แรงกระทำตามกฎนิวตันข้อที่ 1 ลงใน 1 บาท ให้ค่อย ๆ หยุดไปเอง
    เอ้ยยยย…..คราวนี้ 100 ครั้ง 1 บาทกลับออกก้อย/หัว เท่ากับ 79/21 แม้เจ้า เกิดอะไรขึ้นนี้ ? หรือว่าเรามีอคติ แต่ทำการทดลองด้วยความระมัดระวังแล้วนิ แล้วทำไมไม่เป็นอย่างที่คิด

    ในขณะที่ไม่มีค่อยมีใครอยากรู้นักกับปัญหานี้ แต่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ 1 คน พบว่ามันน่าสนใจเหลือเกินกว่าที่จะให้การทดลองนี้ข้ามไปได้ ผมทำการทดลองซ้ำ ถ้าผมตอบได้ โลกจะเปลี่ยนแปลงไหมนะ ว่าแล้วไม่มีใครรู้ ลองใหม่ ผลออกมา ปั่นแล้วปล่อยให้หยุดเอง ผลออกมา ก้อย/หัว เท่ากับ 74/26 แจ่มเลยคราวนี้

    คราวหน้า ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ชวนพี่น้อง เล่น ถ้าใครทาย 1 บาท แล้วทายว่า ก้อย ท่านก็ทุบให้ 1 บาท ล้ม แต่ถ้าทายว่า หัว ท่านก็ปล่อยให้หยุดเอง อย่างนี้คงได้กินตังเป็นแน่แท้ อย่าลืมอิบไว้คนเดียวไม่บอกใคร 5555555

    ผลการทดลอง ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เรืองนี่สอนให้เข้าใจถึงเรื่อง Instinct ของคนครับ

    ” Invest first investigate later.”

    George Soros

    ผมชอบนึกถึงประโยคนี้ แต่หาเหตุผลถอดรัหสไม่ค่อยได้ การเอาไปใช้โดยไม่ตั้งคำถามไม่ใช่วิสัย การท่องจำเป็นอาขยานเหมือนสูตรคูณไม่ต่างอะไรจากเพื่อนผมที่โยน 1 บาทเวลาทำข้อสอบ แล้วปล่อยให้คะแนนที่ออกมาเป็นไปตามยะถากรรมของ 1 บาท ถ้าเรากำลังหาความสมดุลของโชคชะตาจากการอ่านปรัชญาการลงทุนจากเซียนต่างๆ แล้วไม่เอามาทดลองตามจริตของเราเอง แทนที่ปรัชญาเหล่านี้จะเป็นพรมให้เราได้เดินตามอย่างมั่นคง มันกลับเป็นว่า ความเชื่อในหลักการลงทุนเหล่านั้นโน้มอียงเป็นไปตามพรหมลิขิตซะมากกว่า

    บางที Instinct ของเราก็ขัดแย้งกับความเป็นจริง แต่ Instinct ของ อ. Soros มันเป็นแบบเฉพาะตัว แต่เราสามารถเลียนแบบได้ ถ้าเรารู้จักว่ามันหมายถึงเช่นไร การทดลอง 1 บาท ทำให้เข้าถึงโลกความเป้นจริงมากขึ้น แค่ 1 บาท แต่เป็นเครื่องมือในการพิเคราะห์ประเด็นในการลงทุน แต่เราต้องเข้าใจสามัญสำนึกที่เป้นข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ของเรา เพราะ Instinct มาจากสองทาง หนึ่ง คือ ประสบการณ์ สอง คิอ การทดลอง ด้วยการทำสิ่งต่างๆ โดยปราศจากความกังวลและเปิดใจให้กว้าง

    ในการดำเนินชีวิต การมองความจริงทางสถิติข้อมูลที่ถูกต้องมีประโยชน์ในการประเมิณความเสี่ยงอย่างมาก เราเสี่ยงกันทุกวัน อยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรก็เสี่ยงแล้ว คือ เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่ถ้าละความสบาย เราก็ต้องเสี่ยงกับเรื่องอื่น ที่สำคัญเราต้องสอนสามัญสำนึกของเราเกี่ยวกับการคาดการณ์เรื่องความน่าจะเป็นใหม่เสียอีกด้วย เพราะสำหรับผมแล้ว คำว่า Instinct กับ คำว่า probability มันคือคำคำเดียวกัน แม้ instinct จะโกหกไม่เป็น แต่มันอาจลวงเราได้เพราะเราดันโกหกตัวเองจนสามัญสำนึกสับสน อันที่จริง Instinct เป็นต้นกำเนิดของความงมงายทั้งปวง!

    ผมขอเดาว่านั่นคือเคล้ดลับของ reflexivity ครับ

    มั่วครับ เจ้านายยยย

    สวัสดีครับ…..

  • Anonymous

    ช่วงปีใหม่ ผมไปเดินห้าง น้องคนขายเสื้อยังรู้จักเรื่อง reflexivity ครับ…

    น้องคนขายเอาของแพงตัวละ 1500 มาให้ดูก่อน จากนั้นค่อยๆ ทยอยเอาเสื้อตัวละ 900 800 และ 600 มาให้ดูตามลำดับ

    1500 900 800 600

    คิดแล้วราคา 600 กับ 1500 ราคาต่างกันเกินเท่าตัว

    ” ขอ 600 ตัวหนึ่งครับ ”

    ผมตัดสินใจซื้อเสื้อ 600 ในที่สุด

    พอกลับมาถึงบ้าน โดนเมียด่า เสื้อยืด 600 บาท ซื้อมาได้อย่างไร!

    ช่วงงานฉลองเลี้ยงปีใหม่…..
    ผมไปลองวิชา reflexivity

    เอาเงิน 20 บาท กับปากกาด้ามพลาสติกแท่งหนึ่ง ไปแจกให้เพือนๆ เลือกในงานเป็นของขวัญปีใหม่ครับ

    เงินสด 20 บาท หรือ ปากกาพลาสติก

    ผล…..จากทั้งหมด 10 คน — 8 คนเลือกเงิน 20 บาท อีก 2 คนเลือกปากกา

    ผมเลยเพิ่ม ปากกาพลาสติกอีก 1 แท่งแต่ด้ามจับสีทอง เข้าไปในตัวเลือก

    เงิน 20 บาท ปากกาพลาสติก ปากกาพลาสติกด้ามจับสีทอง

    ผล….9 คนเลือกปากกาด้ามจับสีทอง แค่ 1 คนเลือกเงินสด!

    ปล. ปากกาพลากติก 10 บาท
    ปากกาพลาสติกด้ามทอง 15 บาท

    แม้กระทั้งขอทานบนสะพานลอย ยังเก่งเรื่อง reflexivity ครับ…

    ผมไปวิ่งจตุจักรวันที่ 1 มกราคม 2553

    ไปเจอขอทานตาบอด

    ผมไปคุยกับเขามาครับ

    แต่ก่อน…เขาขอทานบนสะพานลอยแถว อตก. คนให้เงินน้อย

    เขาเลยเขียนข้อความบางอย่าง และเปลี่ยนข้อความทุกวัน

    อย่างวันนี้ เขาเขียนว่า..

    “วันนี้อากาศดี แต่ผมไม่มีโอกาสได้เห็น”

    คนเดินผ่าน อ่านแล้ว เกิดการเปรียบเทียบ ว่าตนนั้นยัง “โชคดีที่มองเห็น”

    ผล….คนให้เงินกันมากขึ้น!

    ขอทานคนนี้เข้าใจเรื่อง “reflexivity ” ดีเหลือเกินครับ…

    555555555

  • mod

    ขอบคุณ คุณอามากครับ เข้ามาคอมเมนท์แต่ละทียังเฉียบคมอยู่เหมือนเดิม

    สำหรับใครที่อยากอ่านแง่คิดเกี่ยวกับ Reflexivity ที่คุณอา Anonymous เคยได้คุยๆกันไว้นั้น ลองเข้าไปอ่านได้จากกระทู้เก่าๆนะครับ เช่น

    http://mangmaoclub.com/buy-strengt/

    http://mangmaoclub.com/on-betting-and-broke-movie/

    http://mangmaoclub.com/book-zen-in-the-market/

    ผมเชียร์ให้อ่านขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะเกิด Reflexivity ขึ้นบ้างรึปล่าวนะครับเนี่ย อิอิ

  • Anonymous

    ไม่น่าเกิดครับ เพราะเขียนไม่ค่อยรู้เรื่อง 5555555

    ขอบคุณท่านมด เอาเรื่องนี้มาลง ผมเลยมีเรื่องคุยบ้าง

    ช่วงปีใหม่ ผมได้รวบรวมหนังสือ ทุกเล่มเกี่ยวโยงกันหมด ผมอ่านเล่มละหลายรอบ นับเปนครั้งไมได้ เพราะวางอยู่ทั้วบ้าน เดินผ่านก็หยิบมาอ่าน ผมอ่านทั้งวัน อ่านหน้าละนิดละหน่อย ถ้านับครั้ง คงอ่านเล่มหนึ่งหลายร้อยรอบ ใครสนใจที่เกี่ยวกับเรื่อง reflexivity ต้องหาอ่านเอาไว้ ผมอาจผิดครับ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

    1. ศิลปการผูกมิตร และจูงใจคน

    ถ้าเก่งเรื่อง reflexivity แล้ว แต่ยังไม่กล้าพูดในที่ชุมชน อย่างนียังไม่เข้าใจดี แต่เอาไปใช้ในทางที่ดี มีคุณธรรม ไม่ได้ใช้เอาไปหลอกหลวงคนอื่น อย่างนักมายากลชั้นยอดเข้าหลอกคนดู แต่คนดูชอบ เพราะชอบหาทางจับผิดเขา เขาอ่านใจคนดูตลอด นั่นเป็นเรื่องดี ทำให้คนมีความสุข บางคนขาดทุนแล้วก็ยังมีความสุข เพราะไปติดกับดักเหมือนนั่งดูนักมายากล ติดไปนานๆ แล้วมันแก้ยาก เรื่อง reflexivity มันต้องเข้าใจจิตใจของตัวเองก่อน แล้วเข้าใจคนอื่นได้เป็นอย่างดี มองในมุมของคนอื่นเสมอ อย่ามองมุมของเราอย่างเดียว แล้วลองเอาไปใช้อ่านใจตลาด มองหลายๆ มุมครับ

    2. การดับทุกข์ —หลวงพ่อพุทธทาส

    จะทันความคิดตัวเองได้ ฝึกสมาธิประจำทุกวัน ฝึกไปนานๆ คราวนี้ เรทำอะไร เราฉลาดทันการตัดสินใจของเราเอง แรกๆ ทันร่างกายตัวเอง ทำอะไรก็ตะหนักรู้ไปหมด แล้วมันจะไปฉลาดทันความคิด เราทำอย่างนั้น เพราะว่ามีเหตุอย่างนี้ เราทันทุกอย่าง สุดท้ายไป ไปทันอารมร์ตัวเอง เห็นคนอื่นซื้อ ซื้อตาม ไม่ทีนอารมณ์ตัวเอง ฉลาดไม่ทันเวลา เพราะไม่ฝึกสมาธิ ฝึกมากๆ สติมันมาเร็ว มาทันเวลา เหตุผลที่ trader ต้องฝึกวิปัสสนาหรือกรรมฐาน

    3. ท้าทายสมองซีกขวา

    สมองเราเรารับรู้ผิดเสมอ การอ่านเล่มนี้ทำให้ผมเปลี่ยนไปเลย กลายเป็นคนยอมรับว่า เราผิดตลอดเวลา แต่ก่อน ทำอะไร คิดว่าตัวเองถูก อ่านอล้วนี้แล้ว โห….กรู้โง่อยู่น่านนน 55555 ทุกอย่างที่เราทำ แล้วลองดูซิว่า เราผิดพลาดไปตรงไหน ทำอย่างไรให้มันผิดบ้าง แล้วหลีกเหลี่ยงมัน คราวนี้เวลาไปตักข้าว สติมันเลยมาทันทีว่า เราตักข้าวอยู๋ มันผิดแน่ มันผิดตรงไหน เรามาตักข้าวทำไม มันโยงกันหมดครับ

    4. ยิว—ของหม่อมราชวงคึกฤทธิ์

    Trader เก่งๆ ล้วนเป้นคนยิวเกือบทั้งหมด อย่าลืมอ่านประวัติศาสตร์ของคนยิวครับ ท่านเก่งเรื่องนี้ที่สุดแล้ว ปรัชญาและประวัติศาสตร์เหมือนน้ำ การลงทุนก็เหมือนปลาครับ

    5. Jeromes becomes a genius —- Eran Katz

    มีแปลป็นไทยครับ หนังสือเกี่ยวกับคนยิว ลักษณะบุคคลิกอย่างใดที่เป้นคนยิว เรามองแต่สิ่งที่ trade เก่งๆทำ แต่อย่าลืมมองว่า พื้นฐานในวัยเด็กอย่างไร ทำให้เขาทำอย่างนั้น พื้นฐานการเลี้ยงดูในวัยเด็กของคนยิวมีความสำคัญอย่างมากครับ

    6. Secrets of a Super Memory — Eran Katz
    เล่มนี้แปลเป็นไทยเหมือนกันครับ ฝึกใช้การมองภาพรวม สมองมันต้องฝึก ฝึกทุก ๆ วัน
    ผมลองปรับเข้ากับการ trade อย่างนี้ครับ เราฝึกซ้อมในหัวบ่อยๆ ซ้อมจนเราไม่กลัว ไม่ติ่นเต้นที่จะเทรดหุ้น ใจมันนิ่งเพราะซ้อมในหัวทุกวันอยู่แล้ว ผมคิดเรื่องกาการเทรดทุกเช้าก่อนที่ผมจะเทรดจริง ผมเทรดในหัว เทรดจนสมองมันจำได้ ถ้ามาอย่างเราทำอย่างนั้น เราคิแตรียมแผนไว้หมด เรื่องนี้โลกการลงทุนเขาเรียว่าเป้น decision tree ผมเรียกว่า การจินตนาการซ้อมในหัว ซ้อมจนมันเคยชิน ซ้อมจนเห้นภาพทุกอย่างถ้ามัน มี a แล้วถ้ามันตามด้วย b โอกาสที่จะเกิด c มีแน่ ถ้ามันเกิดจริง มันต้องควบคลุมแรงเต้นหัวใจให้ได้ ผมใส่นาลิกาตรวจวัดแรงเต้นหัวใจตลอด ผมทำได้ไม่ตลอด แต่ถ้าเรากำหนดลมหายใจ มีสติให้มากที่สุด ตัดอารมร์ออกให้มากที่สุด ผมว่าผมทำได้ดีในระดับที่แรงเต้นกลับยไปที่ 50 ได้ เมื่อนั้นผมว่าโอเค เราพร้อมที่จะเข้าไปแข่งขันในเกมการลงทุนนี้ ถ้าแรงเต้นมันไมได้ มองทุกอย่างให้มันเป็นเรื่องตลก ผมว่ามันช่วยได้ มันทำให้แรงเต้นลดลงได้ทันที เรื่องอย่างนี้ท่านต้องลองกับตัวเอง แล้วหาให้ได้ว่าเรื่องไหนที่ทำท่านนิ่ง ได้ คนเรามันไม่เหมิอนกัน ถ้าเราเทรดในหัวจนชำนายได้ ผมพร้อมที่จะเทรดในเกมการแข่งขันจริงแล้ว เกมมันชนะกันตั้งแต่ก่อนที่เราจะเทรดแล้วครับ เหมือนที่ซุนวูบอก สงครามชนะแพ้ ร็ตั้งแต่ก่อนรบ ผมว่านั่นเป้นปรัชญาที่สุดยอดมาก แล้วเราเห็นคนที่เก่งๆ ทั้งหลายในทุกเอามาใช้ให้เกิดผลที่มหัศจรรย์อย่างมาก
    ผมนึกถึงคุณสมจิตร จงจอหอ เขาบอกว่าก่อนชกทุกครั้ง “ผมจะจินตนาการถึงหน้าคู่ต่อสู้ว่าเขาทำอย่างไรบ้างผมเวที เราจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร โดยการนอนหลับตาคิดถึงภาพการแข่งขันที่เราวาดไว้ ”

    7. Sudoku

    นี้เกมครับ ฝึกในยามว่าง ว่างเมือ่ไหร่ ขึ้นรถไฟ ผมก็หยิบมาเล่น เล่นเมื่อเราสนุกกับมัน 10 นาที ถ้าไม่ชอบ อย่าไปเล่นมันครับ ถ้ามันเพลิน ผมเล่นไปเรือยๆ 2 ชม เล่นไป ถ้ามันเบื่อ 10 นาทีผมก้หยุด แต่ต้องรู้ตัวเองด้วยว่าเบื่อเพราะอะไร สนุกเพราะอะไร ทันตัวเองตลอดเวลา

    8. วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน

    เล่มนี้ ไม่ต้องอธิบายครับ แรงบันดาลใจที่สุดยอดทั้งนั้นครับ

    9. Seeking Wisdom from darwin to Munger

    Munger เป้นคู่หูของ Warren Buffett
    ไม่มีแปลเป็นไทย แต่มีให้อ่านในอินเตอเนตหัวข้อ psychology of human misjudgement ผมอ่านมาหลายปีแล้ว เล่มนี้อ่านทุกวันก่อนนอน เพราะก่อนนอนต้องนั่งทบทวนว่าเราทำผิดอะไรบ้าง เรื่องนี้สำคัญอย่างมาก การนั่งจับผิดตัวเองทำให้เราก้าวหน้าได้เร็วมาก เพราะเราจะหาวิธีใหม่ๆ มาปรับปรุงตัวเองตลอด เรื่อง reflexivity บางทีผมยังชอบนึกว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อเป้น psychology of human misjudgement มันเป้นเรื่องเดียวกันครับ เหมือนฝาแฝดเลยทีเดียว

    ผมติดมาแค่นี้..

    reflexivity ไมได้เป็นวิชา แตมันเป็นคณะ ถ้าเรียนต้อง 4 ปี เพราะมันมีอยู๋ในทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเรา ถ้าเปนวิชา แยกได้ไม่หมดครับ ผมแยกได้ตามที่เขียนเอาไว้ รวแล้วหลายเล่มเลยทีเดียว 555555

    1. reflexivity in สามก๊ก
    2. reflexivity in family
    3. reflexivity in Thai political
    4. reflexivity in economics
    5. reflexivity in mathematics
    6. reflexivity in physics
    7. Guidlines for better reflexivity thinking
    8.reflexivity in psychology
    9. reflexivity in stock markets

    หวังว่า คงมีประโยชน์บ้าง ขออภัยครับ ถ้าทำให้รกไปหน่อย

    ขอบคุณท่านมดสำหรับเว็บที่น่าอ่าน…..สวัสดีครับ

    • Keerati Thawisap

      ความคิดท่านเฉียบคม. ช่างน่านับถือจริงๆ ค่ะ.
      หนังสือทุกเล่มน่าสนใจมาก..จะตามไปอ่านเพราะอาจารย์ท่าน..

  • mod

    ไม่รกหรอกครับ หนังสือดีๆทั้งนั้นเลยครับ

    ผมได้ลองซื้อมาอ่านแล้วนะครับสำหรับ Jeromes becomes a genius —- Eran Katz กับ Secrets of a Super Memory — Eran Katz ยอมรับว่าอ่านสนุกและได้อะไรดีๆเยอะมากครับแต่ยังต้องฝึกบ่อยๆจึงจะคล่องหน่อย

    เรื่อง psychology of human misjudgement นั้นผมคิดไว้ว่าสักพักจะแปลมาลงให้คนอื่นได้อ่านกันด้วยครับ แต่ซีรี่ส์เก่าๆยังไม่จบเลย 55

    สรุปว่าคอมเมนท์นี้ กลายเป็น Book Review ไปแล้ว 555 น่าสนใจทุกเล่มครับดีๆทั้งนั้น

    ปล.ท่านพุทธทาสเป็นพระที่น่านับถือมากๆสำหรับผม ผมเคยหลงๆไปค้างคืนอยู่ที่สวนโมกข์ประมาณ 4-5 วัน รู้สึกว่าพลังธรรมะของท่าน ยังแผ่คลุมพื้นที่รอบๆแถวนั้นอยู่ไม่หายไปเลยทั้งที่ท่านมรณะภาพมานานแล้ว ผู้คนแถวนั้นก็นิสัยดีนะครับผมชอบ

  • ต้นข้าว

    อ่านแล้วก็ต้องนำมาปฎิบัติเพื่อเป็นการฝึกฝน ขอบคุณค่ะสำหรับบทความและComments ที่ดีค่ะ(กำลังทยอยอ่านค่ะ)

  • http://www.goldshape.net Mr.N

    ขอบคุณครับสำหรับ เรื่องราวเกี่ยวกับ Reflexivity ผมเป็นอีกคนที่สนใจทฤษฏีของ พ่อมดการเงินท่านนี้ แต่อ่านแล้วก็งงๆ เพราะใช้ศัพท์สูง หรืออาจเป็นเพราะแปลมาเป็นภาษาไทย เลยไม่รู้จะใช้ภาษาอย่างไรให้เหมาะสม…แต่ถ้าได้คนไทยที่แปลมาเป็นภาษาชาวบ้านน่าจะดีนะครับ….

    ขอบคุณอีกครั้ง และจะติดตามต่อไปครับ

    • Mod

      ถ้าแปลแล้วยังงง ก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ สงสัยผมยังแปลไม่ค่อยดี ไว้คราวหน้าจะพยายามให้รู้เรื่องกว่าเดิมละกันครับ :D

  • chotima

    ขอบคุณคะ เพิ่งเข้ามาอ่าน อ่านยากแต่เข้าใจง่าย (แปลกดี)อาจเป็นเพราะอ่านหลายครั้งและเข้ามาอ่านบ่อยๆเวลามึนๆกับสถานการณ์

    • Mod

      คงต้องค่อยๆซึมซํบไป บางบทความที่ผมเคยอ่านตอนหัดเล่นก็ไม่เข้าใจ พอมันมีประสบการณ์ร่วมเข้ามานี่แบบซาบซึ้งกันเลยทีเดียว 55

  • Pingback: ผมไม่เคยเจอนักเก็งกำไรหรือนักเทคนิคที่ประสบความสำเร็จ! | แมงเม่าคลับ.คอม()

  • Pingback: ผมไม่เคยเจอนักเก็งกำไรหรือนักเทคนิคที่ประสบความสำเร็จ | TrendyStock()

  • Obinter

    สะท้อนกลับทางลบคือเข้าหาสมดุลไม่ใช่หรอครับ

  • ทฤษฎีน่าสนใจครับ แนวดี ชอบครับ แต่คงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจมันอีกสักพัก 55 แต่ก็ขอบคุณครับ ^_^

  • yajok

    มันไม่ใช่ สมการ ครับ แนวคิดนี้ คือ การมองโลก ที่ไร้ หลักคนรุ่นก่อน..อย่าพยายามทำให้มันเปนหลักเกณ ไดๆครับ..มันไม่มีอะไรนอกจากคำว่า ทุกสิ่งนำมาเป็นหลักไม่มี..

  • yajok

    หลักต่างๆที่เขาพยายาม ตั่งชื่อมัน ก้อเพื่อทำให้เปน การย่อคำครับ..ตัวแปรตาม เปลี่ยนแปลงตามตัวแปลต้น..ตัวแปลต้น ก้อแปรเปลี่ยน ตามตัวแปรตามได้เช่นกัน..บนโลกนี้ มี สองสิ่งเท่านั้น คือ สิ่งที่เปนธรรมชาติ และสิ่งที่พยายามเปลี่ยนธรรมชาติ …ทุกสิ่งจะไม่เปนไปอย่างที่มันเปนใน โลกที่บิดเบือนธรรมชาติ..หลักการที่ใช้บริหารประเทศ.ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ได้ดีทุกครั้ง เพราะนั่นเปนธรรมดา ของ การ บิดเบือน ธรรมชาติ ของคน..แล้ววิธี ที่ใช้ก้อคิดขึ้นมาจาก คน..แล้วตัวแปลต้น จะยังคงยืนอยู่ได้อย่างไร

  • TOPTEN CHO

    ตามความคิดเห็นส่วนตัว…จอร์ส โซรอส ทำการพูดในลักษณะบิดเบือนความจริงและเขาทำการวางประโยคคำพูดให้ซับซ้อนจนคนทั่วไปมองข้ามวัตถุประสงค์สำคัญไป ซึ่งคำกล่าวของโซรอสในใจความหนึ่ง ได้กล่าวถึงความสมดุล และความสมดุลที่แท้จริงนั้นคืออะไร?
    คนที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ความสมดุล” นั้น จะใช้ชีวิตอยู่เหนือห่วงโซ่อาหาร คนพวกนี้จะถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มOligarchs ซึ่งคนพวกนี้จะมีอำนาจอิทธิพลและแรงชักจูงมหาศาล สามารถกระตุ้นตัวแปรและบิดเบือนให้บรรดาตัวแปรลุ่มหลงอยู่ภายใต้กับดัก เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวคนพวกนี้ก็จะวางน้ำหวานหลอกล่อไว้อีกหลายต่อหลายชั้น เพื่อให้บรรดาตัวแปรคล้อยตามและคิดว่าพวกเขาเดินอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง
    แต่นอกเหนือจากคำกล่าวอ้างทฤษฎีของโซรอสแล้วก็ยังมีอีกหลายทฤษฎีที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น ภายในหนึ่งวงกลมสามารถแบ่งออกได้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นค่าภายในหนึ่งวงกลมล้วนถูกกำหนดคความสมดุลไว้ที่ 100% ทั้งสิ้น ไม่ว่าค่าเศษส่วนใดๆ ภายในวงกลมจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น มันก็จะต้องกลับมาได้ผลลัพธ์อยู่ที่ 100% เสมอ นี่คือแก่นแท้ทฤษฎีของความเป็นจริง