ปาเป้ากับตลาดหุ้น

บรรดานักเล่นหุ้นแบบ Trend Following หลายๆคนมีความเชื่ออยู่ลึกๆว่า แท้จริงแล้วองค์ประกอบของระบบการลงทุนที่สำคัญนั้น อยู่ที่สัญญาณการขายหุ้น (Exit) และรูปแบบการบริหารเงินทุน (Money Management) ไม่ใช่สัญญาณซื้อหุ้น (Entry) อย่างที่หลายๆคนเข้าใจกัน ความเชื่อนี้บ้างก็ถูกต่อต้านบ้างก็มีคนเห็นด้วย วันนี้ผมเลยขอนำผลการทดลองคร่าวๆ มาให้ดูกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร หากว่าเราลองปาเป้าเลือกหุ้นในตลาดหุ้นกันครับ!

แก่นเบื้องหลังของกลยุทธ์เล่นหุ้นตามแนวโน้ม

หนึ่งในบรรดา Trend Follower ที่ฟันธงให้ความเห็นไว้กับเรื่องนี้อย่างชัดเจนเอาไว้ก็คือ David Harding ผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟัน Winton Capital Management นั่นเอง โดยเขาได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า :

“แม้ว่าคุณจะสุ่มซื้อหุ้นเหมือนลิงปาเป้า แต่คุณก็ยังคงที่จะทำกำไรในระยะยาวออกมาได้ หากว่าคุณรู้จักกำหนดจุดตัดขาดทุนเอาไว้และปล่อยให้กำไรไหลไปเรื่อยๆ แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อคุณสุ่มซื้อหุ้น แต่กลับไม่รู้จักกำหนดจุดตัดขาดทุนเอาไว้ หนำซ้ำยังพยายามที่จะตั้งเป้าขายทำกำไรให้ได้ราคานั้นราคานี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคุณจะขาดทุนอย่างแน่นอน ดังนั้น สุภาษิตคำพังเพยที่ว่าให้คุณตัดขาดทุนอย่างรวดเร็วและปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไปเรื่อยๆ จึงมีความเป็นจริงอยู่ไม่มากก็น้อย”

พูดง่ายๆว่าความหมายที่เขาพยายามจะบอกกับเราก็คือ แท้จริงแล้วเงื่อนไขสำคัญในการทำกำไรของเหล่า Trend Follower ทั้งหลายนั้น ซ่อนอยู่ภายใต้กลไกของตัวมันเอง (“ตัดขาดทุนอย่างรวดเร็ว และปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไป”) เนื่องจากนี่เป็นวิธีการเล่นหุ้นที่จะดึงเอากำไรออกมาจากปรากฏการณ์ Fat Tail หรือสถิติการกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้นออกมา โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการที่จะต้องเจอกับหางทางด้านซ้ายให้มากที่สุด พร้อมกับสร้างโอกาสที่จะอยู่ส่วนขวาของหางให้ได้นานที่สุดนั่นเอง (ใครไม่เคยอ่านหรือจำไม่ได้ให้ Click ไปอ่านในลิงค์นี้ได้เลยครับ)

การทดลองสุ่มซื้อหุ้น (Radom Entry)

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวว่า การทดลองชิ้นนี้ไม่ได้มีความต้องการให้คุณเลิกวิเคราะห์หุ้นแล้วสุ่มจิ้มหุ้นเอานะครับ Open-mouthed smile ผมเพียงแต่อยากนำเสนอผลกระทบและสิ่งที่เกิดขึ้นในบางแง่มุม เมื่อเราทำการปาเป้าสุ่มซื้อหุ้น โดยมีจุด Stop และระบบ Money Management ควบคุมเอาไว้อยู่เบื้องหลังว่าจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การทดลองที่มีความครบถ้วนและสมบูรณ์มากนัก เพราะเพียงแค่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้จากกลไกของระบบการลงทุนแบบ Trend Following เท่านั้นครับ

เงื่อนไขการทดลอง

1. ผมจะทำการทดลองกับหุ้นทั้งหมด 569 ตัวในตลาด* ด้วยวิธีการ Monte Carlo Testing โดยจะทำการสุ่มซื้อหุ้นไปเรื่อยๆจากหุ้นในตะกร้าเหล่านี้ ตั้งแต่วันที่ 1/1/2000 – 31/12/2010 เป็นจำนวนทั้งหมด 10,000 รอบ (Combination) โดยในแต่ละรอบนั้นด้วยการสุ่มแบบ Random Entry จะทำให้เรามีลำดับการจัดเรียง (Permutation) ของการซื้อขายหุ้นในพอร์ทที่ไม่ซ้ำกันเลย (เป็นไปได้กับบางช่วงของการซื้อขายและมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ) นี่จะทำให้ผลการทดลองเกิดความเที่ยงธรรมอยู่ในระดับหนึ่งพอสมควร เพราะเป็นการสุ่มทั้งหุ้น และสุ่มทั้งจะหวะซื้อหุ้น

* จำนวนหุ้นอาจไม่ตรงกับจำนวนหุ้นจริงๆที่ทำการซื้อขายกันอยู่ เนื่องจากหุ้นบางตัวที่หยุดซื้อขายไปแล้วยังค้างอยู่ในฐานข้อมูลของผม

2. ในขณะที่ทำการสุ่มซื้อหุ้นนั้น หากหุ้นตัวใดที่มีปริมาณการซื้อขายโดยเฉลี่ยภายใน 1 เดือนต่ำกว่า 1 ล้านบาท จะไม่ถูกซื้อเขามาในพอร์ท เพื่อเป็นการกรองและหลีกเลี่ยงหุ้นที่ไร้สภาพคล่องมากๆออกไป

3. ผมจะใช้การกำหนดจุดตัดขาดทุนในรูปแบบของ Trailing Stop หรือจุดตัดขาดทุนที่จะวิ่งไล่ตามราคาไปเรื่อยๆ โดยเลือกใช้เป็นจุดต่ำสุดหรือแนวรับภายใน 20 วันของราคาหุ้น (20 Days Low) เนื่องจากถือเป็นเครื่องมือมาตรฐานอย่างหนึ่ง โดยหากว่าเมื่อสุ่มซื้อเขาไปแล้ว แล้วหุ้นเกิดหลุดลงไปต่ำกว่าจุดที่ตั้งไว้ ก็จะดำเนินการขายทิ้งไป

4. ผมใช้ระบบการบริหารเงินทุน Money Management แบบ Equal Unit หรือแบ่งเงินเป็นสัดส่วนเท่าๆกันในพอร์ท (ในที่นี้ใช้ 10%) เนื่องจากเป็นระบบ MM ที่ง่ายที่สุดและถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย

5. เมื่อเกิดสัญญาณขึ้นในวันใด เราจะทำการซื้อ-ขายหุ้นในวันทำการถัดไปที่ราคาเปิด (OPEN) ทันที

6. การทดลองจะเป็นไปในรูปแบบ Re-Investment หรือพูดง่ายๆคือไม่ถอนเงินที่เป็นกำไรออกมา ปล่อยให้มันทบต้นทบดอกไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็หมดตัวลงไปซะ

7. อัตราค่าคอมมิสชั่นจะอยู่ที่รอบละ 0.25% หรือไปกลับ 0.5% ของมูลค่าการซื้อขายหุ้น

8. ผลการทดลองในรูปแบบ Monte Carlo จะให้ผลออกมาในลักษณะของความน่าจะเป็นภายในชุดการทดลอง หรือพูดง่ายๆคือ มีความจะเป็นมากแค่ไหน-เท่าใดภายใต้การทดลองเป็นจำนวน 10,000 ครั้ง โดยหากผลการทดลองเข้าไกล้ 100% มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นการยืนยันว่ามีความน่าจะเป็นมากขึ้นเท่านั้น

ปาเป้ากับตลาดหุ้น random-entry

ผลการทดลองที่น่าสนใจ

1) Money Management คือสิ่งที่มีผลกระทบต่อการอยู่รอดของคุณ

ในขั้นต้นผมพบว่าการแบ่งเงินเป็นสัดส่วนเท่าๆกัน โดยลงทุนทีละ 10% ของพอร์ทนั้น ให้ความน่าจะเป็นในการที่เราจะมีกำไรออกมาได้ดังนี้

Profit Stats
Maximum Profit:                                ฿5,384,498.06 (538.45%)
Average Profit:                                   ฿418,398.69 (41.84%)
Minimum Profit:                                 -฿763,155.61 (-76.32%)
Standard Deviation:                               ฿615,904.49 (61.59%)
Probability of Profit:                                          73.98%
Probability of Loss:                                            26.02%

นี่หมายถึงเรามีความน่าจะเป็นอยู่ประมาณ 73.98% ที่จะทำกำไรได้จากการใช้ Random Entry โดยค่าเฉลี่ยกำไรของผลการทดลองจะอยู่ที่ประมาณ 41.84% แต่มีค่า Standard Deviation (SD) ที่เหวี่ยงค่อนข้างสูงถึงประมาณ 62% เลยทีเดียว ในขณะเดียวกันนั้น เมื่อผมเพิ่มขนาดการลงทุน (Position Size) ในแต่ละครั้งเข้าไปให้มากขึ้นจนถึง 100% คืออัดเข้าไปทีเดียวทั้งพอร์ท ผลที่ได้คือความน่าจะเป็นในการได้กำไรที่ลดลงพร้อมกับค่า SD ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม Probability of Profit ก็ยังคงไม่ลดลงต่ำกว่าประมาณ 50% อยู่ดี นี่จึงเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า :

เราสามารถใช้ Random Entry กับ Trailing Stop ร่วมกันได้ผลดีในระดับหนึ่งแต่ไม่ 100% โดยระบบ Money Management จะมีผลเป็นอย่างมากกับความสามารถที่จะทำกำไรของเรา หากคุณไม่เป็นกลุ่มประชากรที่โชคร้ายจนเกินไปนัก คุณก็ยังมีสิทธ์ที่จะมีกำไรออกมาได้ แม้จะไม่รู้เรื่องว่าควรซื้อหุ้นเมื่อไหร่และอย่างไรดี ขอเพียงคุณรู้จักควบคุมขนาดการลงทุนและจุดตัดขาดทุนได้อย่างเหมาะสม

2) แล้วที่เขาบอกกันว่าตลาดหุ้นขาขึ้นใครเล่นก็ได้กำไรล่ะ ผลเป็นอย่างไร?

เมื่อผมยังคงการเข้าซื้อหุ้นแบบ Random Entry ตามเงื่อนไขเดิมที่ว่าไว้ เพียงแต่กำหนดให้ตลาดหุ้นหรือดัชนี SET ต้องเป็นขาขึ้น หรือยืนเหนือ Moving Average 100 วันของมันให้ได้ด้วย ผลที่ออกมาเป็นดังนี้ครับ :

Profit Stats
Maximum Profit:                                ฿5,916,095.47 (591.61%)
Average Profit:                                   ฿935,762.38 (93.58%)
Minimum Profit:                                 -฿471,185.31 (-47.12%)
Standard Deviation:                               ฿742,633.05 (74.26%)
Probability of Profit:                                          94.80%
Probability of Loss:                                             5.20%

สิ่งที่เกิดขึ้นค่อนข้างที่จะตรงกับความเชื่อโดยทั่วไป เนื่องจากความน่าจะเป็นที่เราจะได้กำไรมากขึ้นถึงระดับเกือบๆ 95% เลยทีเดียว นี่เป็นหลักฐานยืนยันว่าทำไมเราจึงเห็นอาม่าอาอึ้มหลายๆคนอารมณ์ดีเมื่อตลาดกลายเป็นกระทิง อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงมีโอกาสที่จะเป็นบุคคลที่ขาดทุนด้วย Random Entry ได้อยู่อีกราวๆ 5% ถึงแม้ว่าเราจะใช้ Trailing Stop และ MM ควบคุมเป็นอย่างดี

3) แล้วถ้าไม่เล่นหุ้นปั่นล่ะ?

นิยามของหุ้นปั่นมีหลายความหมายมากๆ แต่ในที่นี้ผมจะขอนำเอาลักษณะโดยระดับราคาของมันมาใช้ เนื่องจากหุ้นปั่นส่วนใหญ่จะมีราคาต่ำ 10 บาท ขึ้นลงหวือหวา เรามาดูกันว่าเมื่อเราตัดพวกมันทิ้งไป Random Entry ของเราจะมีความน่าจะเป็นในการทำกำไรขึ้นบ้างหรือไม่? (SET ไม่จำเป็นต้องเป็นขาขึ้น) ผลที่ออกมาก็คือ :

Profit Stats
Maximum Profit:                                ฿3,776,703.22 (377.67%)
Average Profit:                                   ฿763,790.84 (76.38%)
Minimum Profit:                                 -฿258,511.90 (-25.85%)
Standard Deviation:                               ฿423,344.94 (42.33%)
Probability of Profit:                                          98.88%
Probability of Loss:                                             1.12%

ผลที่ออกมานั้นต่างกับการ Test ครั้งแรกในข้อที่ 1 อย่างชัดเจน เพียงแค่เราไม่เล่นหุ้นปั่น (ต่ำกว่า 10 บาท) โอกาสที่เราจะมีกำไรจาก Random Entry เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 99% ซึ่งเยอะกว่าการที่ดัชนี SET ต้องเป็นขาขึ้นไปเสียอีก นอกจากนี้แล้วกำไรโดยเฉลี่ยในครั้งนี้ก็ยังมากกว่าการทดสอบในครั้งแรกเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว นี่เป็นหลักฐานอีกชิ้นที่แสดงให้เราเห็นถึงความอันตรายและความผันผวนของพวกมัน อย่างไรก็ตามมันได้ชี้ให้เราได้เห็นว่า แม้ใครสักคนที่ไม่รู้เรื่องเลยว่าจะซื้อหุ้นเมื่อไหร่อย่างไร แต่กลั้นใจอดทนขายหุ้นตาม Stop และกำหนดขนาดการลงทุนเอาไว้ให้คงที่-ไม่ใหญ่จนเกินไป และไม่เล่นหุ้นต่ำ 10 เขาก็มีโอกาสถึงเกือบ 99% ที่จะอยู่รอดได้ในตลาดหุ้นเป็นอย่างดี

4) แล้วที่บอกว่าให้เล่นแต่หุ้นขาขึ้นล่ะ?

แน่นอนว่าคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่อีกอย่างก็คือ … แล้วที่บอกว่าให้เล่นแต่หุ้นขาขึ้นล่ะ ผลจะเป็นอย่างไร? โดยสำหรับคำว่าแนวโน้มขาขึ้นนั้น ก็มีอยู่หลายความหมายแล้วแต่ใครจะวัดอย่างไรเช่นกัน ผมจึงลองนิยามมันด้วยสูตรมาตรฐานสุดๆคือ ราคาหุ้นต้องอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย Moving Average 100 วันของมันเท่านั้น และผลการทดลอง Random Entry ที่ราคาปิดยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 100 วันของมันก็ออกมาเป็นเช่นนี้ครับ :

Profit Stats
Maximum Profit:                              ฿14,979,297.53 (1497.93%)
Average Profit:                                ฿2,220,164.77 (222.02%)
Minimum Profit:                                 -฿186,698.10 (-18.67%)
Standard Deviation:                            ฿1,202,270.96 (120.23%)
Probability of Profit:                                          99.89%
Probability of Loss:                                             0.11%

ผลที่ออกมานั้นน่าสนใจพอสมควรเลยทีเดียว เนื่องจากความน่าจะเป็นของการมีกำไรพุ่งเฉียด 100% ไปนิดหน่อยอยู่ที่ 99.89% โดยในส่วนของ Average Profit ก็วิ่งขึ้นไปถึง 222% (พอร์ทโต 3.2 เท่า) เลยทีเดียว ซึ่งถือว่ามากกว่า Benchmark ซึ่งคือการซื้อแล้วถือไว้ตั้งแต่วันเริ่มต้นจนสิ้นสุดการทดลองที่ประมาณ 111.11% (พอร์ทโต 2.1 เท่า) นอกจากนี้แล้ว Minimum Profit หรือการขาดทุนที่มากที่สุดในกลุ่มการทดลองอยู่ที่เพียง –18.6% เท่านั้น ซึ่งเมื่่อเทียบกับในครั้งที่ผ่านมานั้นถือว่าดีขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะอย่างน้อยคุณก็ยังจะไม่หมดตัว และมีเงินเอาไว้ไปขายเต้าฮวยได้อยู่นั่นเอง แต่นั่นก็หมายถึงว่าคุณต้องเป็นคนที่โชคร้ายชนิดหาใครจับไม่ได้เลยทีเดียวครับ Open-mouthed smile

5) แล้วอย่างน้อยที่สุดคุณควรต้องรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น เพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไปในตลาดหุ้น?

บทสรุปของการทดลองใช้ Random Entry กับ Trailing Stop ในวันนี้ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้การใช้ Trailing Stop และ Money Management จะช่วยทำให้คุณมีโอกาสอยู่รอดได้ในตลาดหุ้นได้พอสมควรแม้ว่าคุณไม่รู้ว่าควรจะซื้อหุ้นเมื่อไหร่เลยก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ให้ผลขนาด 100% แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้เราได้รู้ว่า หากเพียงแค่คุณรู้ว่าหุ้นที่คุณกำลังจะซื้อนั้นเป็นขาขึ้น (อยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 100 วันของมัน) และไม่เป็นหุ้นที่ผันผวนมีความเสี่ยงจนเกินไป (ต่ำ 10 บาท) นั่นก็เพียงพอแล้วกับการที่คุณจะสุ่มซื้อหุ้นแล้วใช้ Trailing Stop พร้อมกับซื้อหุ้นทีละ 10% ของพอร์ทเพื่อที่จะทำให้มีกำไรได้ในระยะยาว พร้อมกับสามารถเอาชนะผลตอบแทนหรือ Benchmark ของตลาด (SET) ได้หลายช่วงตัวดังผลทดสอบสุดท้ายข้างล่างนี้ครับ

ผลการทดสอบกับหุ้นในตลาด Net Profit Distribution of Random Entry with Traling Stop When C above 100 MA and C above 10

Profit Stats
Maximum Profit:                                ฿5,268,326.32 (526.83%)
Average Profit:                                ฿2,137,513.52 (213.75%)
Minimum Profit:                                   ฿516,378.28 (51.64%)
Standard Deviation:                               ฿540,753.89 (54.08%)
Probability of Profit:                                         100.00%
Probability of Loss:                                             0.00%

คุณจะเห็นได้ว่า ในตอนนี้ความน่าจะเป็นที่คุณจะได้กำไรนั้นวิ่งขึ้นไปที่ 100% เรียบร้อยแล้ว โดยมีค่าเฉลี่ยของกำไรจากผลการทดลองอยู่ที่เกือบ 214% ซึ่งชนะ SET ที่ 111.11% ไปเกือบเท่าตัว ซึ่งหากว่าคุณโชคร้ายมากๆจริงๆ ผลกำไรของคุณก็ยังคงเป็นบวกอยู่ที่ 51.64% อยู่ดี นอกจากนี้แล้วจาก Chart : Net Profit Distribution นั้น คุณจะเห็นได้ว่าผลกำไรจากการทดลอง 10,000 รอบนั้น ค่ากำไรโดยเฉลี่ยฟอร์มตัวเป็นรูประฆังคว่ำอย่างสวยงาม โดยที่ผลตอบแทนช่วงระหว่าง 51.64% – 99.16% นั้น นับเป็นเพียงแค่ 0.6 % ของผลการทดสอบทั้งหมด และจะไปกระจุกตัวจริงๆอยู่แถวผลตอบแทนระยะระหว่าง 147% – 242% ถึงกว่า 60% ของผลการสุ่มทั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่งจากผลการทดลอง Random Entry กับ Trailing Stop ด้วยวิธีการ Monte carlo Backtest กับหุ้นในตลาดของไทยคร่าวๆแบบพอหอมปากหอมคอในวันนี้ ก็น่าจะทำให้ได้เห็นอะไรกันไปพอสมควรนะครับ (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ลงรายละเอียดทุกๆมุม) แล้ววันหลังจะเอาเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันใหม่ครับ Open-mouthed smile

ปล. ผลการทดลองนี้ไม่สามารถที่จะยืนยันหรือการันตีได้ว่าผลของมันในอนาคตจะต้องเหมือนเดิม การลงทุนมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ควรใช้วิจารณญาณของคุณควบคู่ไปด้วยนะครับ

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • Neogt86

    บทความนี้เยี่ยมมากครับ มีการทดสอบเชิงสถิติให้ดูด้วย ขอบคุณมากๆ ครับ

  • Yingyos

    บทความนี้สุดยอดมากครับ

  • Yingyos

    แต่สงสัยนิดนึงครับว่าในแต่ละแบบ มี Max DD. ที่เท่าไหร่ ไม่รู้คุณมดทำให้มันคำนวณออกมาได้มั้ย
    ช่วงนี้แอบเซ็ง เพราะตลาดผันผวน เลยต้องคืนกำไรบางส่วนให้ตลาดไป ถึงจะไม่มากแต่มันเหมือนมีอะไรกวนใจ
    ทำให้เทรดไม่ได้ดังใจ
    ตัวที่กะจะซื้อเลยพาลไม่ได้ซื้อ แถมยังวิ่งกระฉูดเยาะเย้ยอีกด้วย .. ส่วนตัวที่ถือต้องมานั่งลุ้น stop loss
    เหมือน Mindset ผมมันแฮงค์ไปดื้อๆ เลย 
    แต่พอมาเปิดเวบแมงเม่า .. เลยทำให้เราคิดได้ว่าเรามองระยะยาวนี่หว่า ไงๆ มันต้องเจอเรื่องขาดทุนอยู่แล้ว เราแค่เทรดให้ดีที่สุดก็พอ .. ซึ่งพออ่านบทความนี้ใจเย็นลงเลยครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @ae41d670bbec451c93c8daf2af6fe86f:disqus Random Entry พวกนี้ Max DD ไม่ต้องพูดถึงครับ (กระฉูด 55) เพราะมันเล่นตลอดเลย หุ้นจะขึ้นจะลงยังไงมันก็ให้สัญญาณ ถ้าพอร์ทไม่เต็มก็เอาเข้ามา ยิ่งแบบแรก MaxDD. ล่อไป 90% กว่าๆเลย จะมาน้อยลงก็ตอนเรามีเงื่อนไขเพิ่มนิดนึง (แต่ผมก็ถือว่ามันไม่ใช่ Random Entry เต็มตัวแล้ว)
      ส่วนปัญหาที่เล่าให้ฟังผมก็เคยเป็นครับ โดยเฉพาะเวลาที่เราอยากจะได้กำไรมากๆ แล้วเราอัด Position จนหนักเกินพอดี แต่ธรรมชาติตลาดหุ้นมันไม่ยอม มันก็เลย Feedback กลับมาให้เจ็บใจ :D 

      ผมเองไม่แน่ใจว่าคุณ Yingyos เฉลี่ยโอกาสกระจายตัวเล่นแค่ไหน แต่ส่วนตัวผมเองเล่น Trend Following แบบให้ได้ความสเถียรเนี่ย เท่าที่เคยเองเล่นกับทำ Test มา พบว่าถ้าเราวาง Position หนักเกินกว่าสัก 20% ของพอร์ทในแต่ละครั้ง ผลตอบแทนจะค่อยๆลดลงแล้ว(พร้อม maxDD ที่เพิ่ม) เพราะมันมักจะเป็นอย่างที่คุณ Yingyos บ่นเอาไว้ ทางทีดีอาจควรต้องยอมลดน้ำหนักลงมาหน่อย อย่างน้อยๆควรมีหุ้นสัก 4-5 ตัวให้มันหมุน Rotate กัน อย่างน้อยสักรอบนึงมันจะได้มีสักตัวที่ฟลุควิ่ง ต้องคิดแบบชกมวยสากลหน่อย คือเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหวังน้อค เดี๋ยวโอกาสให้น้อคมันจะมาเองตอนตลาดการ์ดเริ่มตกครับ (แต่ถ้าไม่ได้เป็นปัญหาเดียวกับที่ผมคิดก็ต้องขอโทษด้วย พูดซะยาวเลย 55) 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @ae41d670bbec451c93c8daf2af6fe86f:disqus Random Entry พวกนี้ Max DD ไม่ต้องพูดถึงครับ (กระฉูด 55) เพราะมันเล่นตลอดเลย หุ้นจะขึ้นจะลงยังไงมันก็ให้สัญญาณ ถ้าพอร์ทไม่เต็มก็เอาเข้ามา ยิ่งแบบแรก MaxDD. ล่อไป 90% กว่าๆเลย จะมาน้อยลงก็ตอนเรามีเงื่อนไขเพิ่มนิดนึง (แต่ผมก็ถือว่ามันไม่ใช่ Random Entry เต็มตัวแล้ว)
      ส่วนปัญหาที่เล่าให้ฟังผมก็เคยเป็นครับ โดยเฉพาะเวลาที่เราอยากจะได้กำไรมากๆ แล้วเราอัด Position จนหนักเกินพอดี แต่ธรรมชาติตลาดหุ้นมันไม่ยอม มันก็เลย Feedback กลับมาให้เจ็บใจ :D 

      ผมเองไม่แน่ใจว่าคุณ Yingyos เฉลี่ยโอกาสกระจายตัวเล่นแค่ไหน แต่ส่วนตัวผมเองเล่น Trend Following แบบให้ได้ความสเถียรเนี่ย เท่าที่เคยเองเล่นกับทำ Test มา พบว่าถ้าเราวาง Position หนักเกินกว่าสัก 20% ของพอร์ทในแต่ละครั้ง ผลตอบแทนจะค่อยๆลดลงแล้ว(พร้อม maxDD ที่เพิ่ม) เพราะมันมักจะเป็นอย่างที่คุณ Yingyos บ่นเอาไว้ ทางทีดีอาจควรต้องยอมลดน้ำหนักลงมาหน่อย อย่างน้อยๆควรมีหุ้นสัก 4-5 ตัวให้มันหมุน Rotate กัน อย่างน้อยสักรอบนึงมันจะได้มีสักตัวที่ฟลุควิ่ง ต้องคิดแบบชกมวยสากลหน่อย คือเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหวังน้อค เดี๋ยวโอกาสให้น้อคมันจะมาเองตอนตลาดการ์ดเริ่มตกครับ (แต่ถ้าไม่ได้เป็นปัญหาเดียวกับที่ผมคิดก็ต้องขอโทษด้วย พูดซะยาวเลย 55) 

  • Yingyos

    แต่สงสัยนิดนึงครับว่าในแต่ละแบบ มี Max DD. ที่เท่าไหร่ ไม่รู้คุณมดทำให้มันคำนวณออกมาได้มั้ย
    ช่วงนี้แอบเซ็ง เพราะตลาดผันผวน เลยต้องคืนกำไรบางส่วนให้ตลาดไป ถึงจะไม่มากแต่มันเหมือนมีอะไรกวนใจ
    ทำให้เทรดไม่ได้ดังใจ
    ตัวที่กะจะซื้อเลยพาลไม่ได้ซื้อ แถมยังวิ่งกระฉูดเยาะเย้ยอีกด้วย .. ส่วนตัวที่ถือต้องมานั่งลุ้น stop loss
    เหมือน Mindset ผมมันแฮงค์ไปดื้อๆ เลย 
    แต่พอมาเปิดเวบแมงเม่า .. เลยทำให้เราคิดได้ว่าเรามองระยะยาวนี่หว่า ไงๆ มันต้องเจอเรื่องขาดทุนอยู่แล้ว เราแค่เทรดให้ดีที่สุดก็พอ .. ซึ่งพออ่านบทความนี้ใจเย็นลงเลยครับ

  • Yingyos

    โห .. DD 90% งั้นผมใช้ระบบเดิมละกัน เกือบจะไปนอนปาเป้าเลือกหุ้นแล้ว 555+

    คุณมดเข้าใจถูกแล้วครับ ปัญหานั้นแหละครับที่กวนใจผมอยู่ คุณมดแนะนำมาได้เยอะๆ เลยครับ 55
    ผมได้ข้อคิดอะไรดีๆ จาก comment คุณมดเสมอ

    ปกติรอบนึงผมถือหุ้นประมาณ 6-7 ตัว ถ้าไม่เพิ่ม position ในแต่ละตัวเลย ก็มีน้ำหนักประมาณ 15-20% ของพอร์ต
    ครับ ปกติมี 1-2 ตัวที่วิ่งแรงๆ .. แล้วพอมีตัวอื่นเกิดสัญญาณอีก ผมก้อซัดเพิ่มได้เรื่อยๆ
    เพราะ ณ ตอนนั้น position รวมมันกำไรอยู่ แล้วถ้าฟลุ๊คๆ เกิดวิ่งพร้อมกันสบายเลย
    แต่ตอนนี้มันไม่มีตัวที่วิ่งแรงๆ มันเลยทำให้จังหวะ Entry ผมเสียไป เพราะกลัวจะไปเพิ่ม lost เข้าพอร์ตมาอีก
    แต่ผมว่ามันเป็นเพราะผมไม่นิ่งพอมากกว่าครับ ส่วนที่คืนกำไรไป มันก็อยู่ในการคำนวณตอนออกแบบระบบอยู่แล้ว
    แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ มันก็มากวนใจเหมือนกันครับ
    ขอบคุณคำแนะนำดีๆ ครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @ae41d670bbec451c93c8daf2af6fe86f:disqus เท่าที่อ่านผมว่าก็กระจายตัวหุ้นพอดีๆไม่น้อยเกินไปนะครับ ผมว่ามันอาจจะเป็นช่วง Drop ของระบบมากกว่า (แบบว่าต้องมีกันบ้างสิ 55) ไม่แน่ใจว่าเล่นระบบเดียวหรือว่าเป็นระบบที่ Correlation กันสูงรึปล่าวครับ เพราะอย่างตอนนี้เท่าที่สังเกตุดู ระบบ Long Term Momentum ของผมก็นิ่งเลยหุ้นตัวใหม่ๆก็ไม่ค่อยมา แต่ระบบ All Time High ของผมกลับมาแรงแซงทางโค้ง ทั้งที่ช่วงก่อนยังซึมๆอยู่ … ไม่แน่ใจว่าได้กระจายระบบด้วยหรือปล่าว ถ้าไม่ยังไงผมว่าน่าจะลองทดสอบดูนะครับ เพราะเวลาใช้ร่วมกัน ถ้ามันโอเคกันมันจะให้ EQ แบบสวยๆออกมาได้ดี (ผลัดกัน Hot) แต่อาจลดหลั่นผลตอบแทนลงไปเพื่อแลกกับความสเถียรเอาครับ
      ส่วนเรื่องคืนกำไร ผมว่าถ้ามันทำใจไม่ได้จริงๆลองดูพวก Tight Stop ก็เป็นแนวเลือกอีกทาง เพราะบางคนใช้ Wide Stop แล้วดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ (แต่ผมสบายนะ เพราะเป็นพวกขี้เกียจขยับบ่อย 55) บางทีคงต้องปรับให้ระบบเข้ากับใจเรามากกว่านี้ อาจจะดีขึ้นก็ได้ครับ

      • Yingyos

        ตอนแรกๆ ก่อนมาเจอเวบแมงเม่า ผมก้อใช้ tight stop ครับ .. ปรากฏว่าทำหุ้นหลุดบ่อยมาก แล้วผมมันเป็นโรคไม่กล้าซื้อกลับแพงกว่าที่ขายไป อุตส่าห์เจอตัวที่จะกำไรมากๆๆ หลายๆ เด้ง แต่กลับทำกำไรได้ไม่เต็มที่
        อย่างที่คุณมดบอกครับ ว่าตอนนี้เป็นช่วง Drop ของระบบ .. ซึ่งผมว่าผมออกแบบมันมาดีแล้ว แต่ถ้าจะให้มันเพอร์เฟคเลยมันไม่มีครับ ตอนนี้ผมมีหน้าที่แค่จำกัดการขาดทุน เทรดให้ดีที่สุด และเฝ้ารอหุ้นที่จะให้กำไรแค่นั้นเอง
        คุณมดขยายความระบบ Long Term Momentum หน่อยสิครับ มันช่วยกรองหุ้นใหม่ๆ ออกมาได้ยังไงครับ

        • http://mangmaoclub.com Mod

          ถ้าเป็นอย่างที่ว่าก็คงต้องทำใจแล้วล่ะครับ สักพักเดี๋ยวคงชินเอง 55 ส่วนเรื่อง Long Term Momentum ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่กรองตัวที่เป็นขาขึ้นในภาพใหญ่ออกมาเท่านั้นเอง คล้ายๆกับที่ผมเคยเขียนเรื่อง RS เอาไว้ แต่ผมจะกำหนดไว้ว่ามันต้องเป็นขาขึ้นที่มีแนวโน้มชัดเจนรุนแรงในระดับหนึ่ง เช่น กรอบการเคลื่อนไหวใน 1 ปีต้องมากกว่าเท่าตัวหรืออะไรประมาณนั้นครับ มันก็จะได้ตัวที่แข็งๆนำตลาดออกมาหน่อย ส่วนใหญ่พวกนี้พื้นฐานจะ support ในตัว แต่ความยากคือมันดูขึ้นมาเยอะแล้ว จะเทรดได้ต้องใจแข็งหน่อย (ส่วนตัวว่าคิดว่าคนอื่นคงเอาไปเทรดยาก เลยไม่ได้มาเขียนใส่บล็อก) 

          ปล. ตอนออกแบบระบบผมว่าดู Equity line ก็พอช่วยทำใจได้ระดับหนึ่งนะครับ ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง :D 

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @ae41d670bbec451c93c8daf2af6fe86f:disqus ถ้าเป็นอย่างที่ว่าก็คงต้องทำใจแล้วล่ะครับ สักพักเดี๋ยวคงชินเอง 55 ส่วนเรื่อง Long Term Momentum ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่กรองตัวที่เป็นขาขึ้นในภาพใหญ่ออกมาเท่านั้นเอง คล้ายๆกับที่ผมเคยเขียนเรื่อง RS เอาไว้ แต่ผมจะกำหนดไว้ว่ามันต้องเป็นขาขึ้นที่มีแนวโน้มชัดเจนรุนแรงในระดับหนึ่ง เช่น กรอบการเคลื่อนไหวใน 1 ปีต้องมากกว่าเท่าตัวหรืออะไรประมาณนั้นครับ มันก็จะได้ตัวที่แข็งๆนำตลาดออกมาหน่อย ส่วนใหญ่พวกนี้พื้นฐานจะ support ในตัว แต่ความยากคือมันดูขึ้นมาเยอะแล้ว จะกล้าเล่นกล้าถือได้ต้องใจแข็งหน่อย (ส่วนตัวว่าคิดว่าคนอื่นคงเอาไปเทรดยาก เลยไม่ได้มาเขียนใส่บล็อก) ปล. ตอนออกแบบระบบผมว่าดู Equity line ก็พอช่วยทำใจได้ระดับหนึ่งนะครับ ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง :D

  • dome

    รบกวนสอบถามครับ ถ้าในสถานการณ์ที่ภาพรวม set มีการหลุด trend แต่ หุ้นที่ทำการถืออยู่ ยังไม่หลุด trend โดยในวันที่ยังไม่หลุด trend เราคาดการณ์ set ในระยะสั้นว่าจะลงต่อ และคิดว่าจะมีผลกระทบกับหุ้นที่ยังไม่หลุด เราพอจะมีวิธีการใดบ้างในการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น รบกวนด้วยนะครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      จริงๆมันตอบได้หลายคำตอบมากเลย ขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขการ Exit ที่เหมาะสมกับระบบของเราเป็นยังไงครับ แต่ส่วนตัวผมเองคิดว่า หุ้นก็ส่วนหุ้นครับ ภาพรวมตลาดมีผลก็จริงแต่ไม่ใช่ Trigger สำหรับผม หลายครั้งหลายคราวที่ตลาดยุบแต่ผมไม่ขายหุ้นเพราะมันไม่หลุด (มองมุมกลับคือแข็งกว่าตลาด) พอตลาดกลับมา มันก็วิ่งต่อฉลุยกันได้หลายตัวครับ 

      ปล. ผมเป็นคน run profit ยาวพอสมควร ไม่ปล่อยง่ายๆถ้าไม่จำเป็น คือถ้าหุ้นยังเป็น uptrend+sideway ผมยังถือได้สบายๆนะครับ แต่ถ้าเป็นคนอื่นก็คงต้องขึ้นอยู่กับนิสัยคนใช้ระบบด้วย ว่าควรเลือกแบบไหนครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @17b4826236f4c344f4718421d8f6ecf5:disqus จริงๆมันตอบได้หลายคำตอบมากเลย ขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขการ Exit ที่เหมาะสมกับระบบของเราเป็นยังไงครับ แต่ส่วนตัวผมเองคิดว่า หุ้นก็ส่วนหุ้นครับ ภาพรวมตลาดมีผลก็จริงแต่ไม่ใช่ Trigger สำหรับผม หลายครั้งหลายคราวที่ตลาดยุบแต่ผมไม่ขายหุ้นเพราะมันไม่หลุด (มองมุมกลับคือแข็งกว่าตลาด) พอตลาดกลับมา มันก็วิ่งต่อฉลุยกันได้หลายตัวครับ ปล. ผมเป็นคน run profit ยาวพอสมควร ไม่ปล่อยง่ายๆถ้าไม่จำเป็น คือถ้าหุ้นยังเป็น uptrend+sideway ผมยังถือได้สบายๆนะครับ แต่ถ้าเป็นคนอื่นก็คงต้องขึ้นอยู่กับนิสัยคนใช้ระบบด้วย ว่าควรเลือกแบบไหนครับ

  • http://twitter.com/bmw2681 A | N Sutathongthai

    สุดยอดจิงๆครับ

  • kang

    กรณีที่คุณมดบอกว่าเทรดหุ้น 4-5 ตัว ตัวละไม่เกิน 20% ของพอร์ต สมมุติว่าสัญญาณซื้อมาพร้อมกันเปิด position ไป 5 ตัว คิดเป็น 50% ของพอร์ต แล้วเกิดโชคร้าย หุ้นมีสัญญาณขายออกมา 5 ตัวพร้อมกัน คุณมดจะขาดทุนคิดเป็นกี่ % ของเงินทุนท้ังหมดครับ คือโดยปกติผมเทรดหุ้นไม่ค่อยเกิน 2 ตัว (ถ้าเกินกว่านี้จะะกลัวเจอจังหวะโชคร้ายพอร์ตจะโดน loss หนัก) โดยจะเปิด position ประมาณ 25% ของพอร์ตในแต่ละตัว และตั้ง stop loss ไว้ไม่เกิน 1% ของเงินทุนในแต่ละตัว อย่างเทรด 2 ตัว ก็คุมความเสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมด ถ้ามาถูกทางก็จะเพิ่มพอร์ตแบบพีรมิด และขยับ trailing stop ไปเรื่อยๆ 

    เห็นเทรดหลายตัวเลยอยากถามว่ามีวิธีคุมความเสี่ยงยังไงครับ :)

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @6fcb07c7bf2f88e003abdc15761db309:disqus ตัวผมเองใช้ Fix Fraction ที่ 2% ครับ (หรือคิดเป็นราว 1% ของบัญชีมาร์จิน) ถ้าโดนพร้อมกันหมดก็ราวๆ 10%+- ครับ ส่วน Pyramid ต่อก็ 1% ครับ ไปเรื่อยๆ ถ้าโดน 5 ตัวรวดก็ต้องโดนและทำใจไว้แล้วครับ ส่วนตัวเคยโดน Stop สูงสุดติดกัน 13 รอบ (ตอนนั้นผมใช้ 1% ซึ่งเหมาะกับระบบนั้น) แต่กัดฟันผ่านมาได้ครับ สุดท้ายวินัยช่วยให้กลับมาทำเงินกลบไปได้หลายช่วงตัว หลังๆเจอ Losing Streak ติดๆกันก็เฉยๆ ของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับ Risk Profile ของเราด้วยว่าจะทนไหวไหม Pyramid ผมก็ใช้ครับ ซื้อดอยประจำแต่เฉยๆ เพราะมั่นใจว่าทำตามระบบแล้ว ถ้าไม่ไหวก็ Stop out แค่นั้นเอง
      ผมว่าจริงๆแล้วบางทีความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ได้มาจากตลาด แต่มาจากตัวคนเล่นเอง ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้แหละครับ ที่ต้องควบคุมให้ดีมากที่สุด :D

      • http://mangmaoclub.com Mod

        @6fcb07c7bf2f88e003abdc15761db309:disqus เพิ่มเติม … ที่ผมเล่นเป็นชุดหลายตัวหน่อย เพราะผมไม่ได้ใช้ระบบที่เน้นความแม่นเท่าไหร่ครับ ระบบผมเน้น Pay-off  สิ่งสำคัญคือต้องพยายามให้มันเกิดโอกาสที่จะถูกสักตัวในสักรอบครับ อีกอย่างคือ Holding Period ของผมค่อนข้างนานเพราะใช้ Wide Stop ถ้าเกิดว่าผมเล่นทีละตัวสองตัว ผมอาจต้อง Stop out สองตัวที่ถืออยู่ไปหลายรอบก่อนจะเจอ Home run สักตัว และนั่นจะทำให้สถานการณ์ของพอร์ทไม่ดีเท่าไหร่เลยครับ :)

  • Tsunami2p

    อยากเห็นการทดลองในช่วงที่หุ้นเป็นขาลง เช่นตั้ง Condition ที่จะ Entry เมื่อ SET ต่ำกว่า 100 MA ดูนะครับ น่าจะสะท้อนความเสี่ยงและประสิทธิภาพของ Random Entry ได้อีกมุมครับ
    ขอบคุณครับ
    ปล. ชอบผลงานการวิจัยอย่างนี้จัง ^^

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @a6a772ba443e13b15aaad8eae364aa51:disqus ถ้าตั้งเฉพาะตอนต่ำกว่า MA 100 อย่างเดียวผล Random ออกมาส่วนใหญ่จะเจ๊งครับ เพราะมันเป็น Trend Following ถ้าไม่ให้โอกาสเจอ Trend ขาขึ้นเลยจะเอาที่ไหนไปกำไร :P 

  • http://twitter.com/tattoo_thai tattoo_thai

    คุณมดมีหลักในการ Pyramid ยังไงครับ เห็นว่าใช้ stop กว้าง แปลว่ากว่าจะเพิ่มไม้สองนี่ ไม้แรกต้องวิ่งไปไกลพอสมควร

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @twitter-158305147:disqus ส่วตัวผม Pyramid ตอนมัน Breakout ธรรมดาเลยครับ แต่ผมมีเงื่อนไขเพิ่มหน่อยว่าต้องกำไรเกิน x% ถึงจะ add เพิ่ม เพื่อกันเงินไปจมกับตัวอืดครับ บางตัวอืดๆมันอาจจะไปช้าแต่ Breakout บ่อยกว่า

      • http://twitter.com/tattoo_thai tattoo_thai

        ขอบคุณครับคุณมด ในการ add position คุณมดจะ risk 1% แต่ position size ก็ยังไม่เกิน 20% ของพอร์ทใช่ไหมครับ?

        ผมเห็นด้วยนะที่มีเงื่อนไข fix % ของกำไรก่อน add position บางทีเติมเงินเร็วไปเจอตลาดสวิงแรงๆ จากกำไรจะกลายเป็นขาดทุนเอาง่ายๆ

        ปล. ขอถามนอกเรื่องหน่อยครับ ไม่ทราบว่าคุณมดเป็น full time investor หรือว่าทำงานประจำด้วยครับ

        • http://mangmaoclub.com Mod

          ใช่ครับ ถ้าไม่มีเงื่อนไขในการเพิ่ม Position บ้าง ปรากฏว่าเงินมันจะไม่ค่อยได้อยู่ในหุ้นที่วิ่งดีๆเท่าไหร่ มันจะถัวไปในแต่ละตัวเกิน ช่วยได้มากเลยครับ

          ปล. ผมไม่ได้ทำงานครับ (แต่ไม่ได้แปลว่ารวยนะ 55) ถ้าเรียกว่าทำก็คงเป็น Half Blogger/Trader มั้งครับ 55 จริงๆก็ไม่ใช่ Trader ขนาดนั้น ถ้าพูดในเรื่องของการเทรดบ่อยๆ ผมค่อนข้างจะใช้ Time Frame กว้างอยู่พอสมควรครับ เลยมีเวลานั่งจับโน่นนี่มาทดลองไปเรื่อย

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @twitter-158305147:disqus ใช่ครับ ถ้าไม่มีเงื่อนไขในการเพิ่ม Position บ้าง ปรากฏว่าเงินมันจะไม่ค่อยได้อยู่ในหุ้นที่วิ่งดีๆเท่าไหร่ มันจะถัวไปในแต่ละตัวเกิน ช่วยได้มากเลยครับปล. ผมไม่ได้ทำงานครับ (แต่ไม่ได้แปลว่ารวยนะ 55) ถ้าเรียกว่าทำก็คงเป็น Half Blogger/Trader มั้งครับ 55 จริงๆก็ไม่ใช่ Trader ขนาดนั้น ถ้าพูดในเรื่องของการเทรดบ่อยๆ ผมค่อนข้างจะใช้ Time Frame กว้างอยู่พอสมควรครับ เลยมีเวลานั่งจับโน่นนี่มาทดลองไปเรื่อย

          • tattoo_thai

            เท่าที่อ่านคอมเม้นท์คุณมด การบริหารและกระจายความเสี่ยงนี่สำคัญจริงๆเลยนะครับ ไม่ว่าการเลือกใช้ระบบเทรดมากกว่าหนึ่งระบบ การเปิดโพสิชั่นไม่เกิน 20% สมมุติว่ามีหุ้นเข้าระบบและให้สัญญาณซื้อ 15 ตัว แต่เราซื้อได้แค่ 5 ตัว ไม่ทราบว่าคุณมดจะเลือกอย่างไร มีกระจาย sector เพื่อกระจายความเสี่ยงด้วยรึปล่าวครับ หรือว่าเอาตัวที่ rs สูงๆไว้ก่อน

            ปล. ถามนอกเรื่องต่อครับ ผมเข้าใจว่าระบบคุณมดคงดู weekly เป็นหลักใช่รึเปล่าครับ ถ้าใช่ คุณมดให้ความสำคัญกับ daily มากน้อยแค่ไหนครับ และมีวิธีทำใจอย่างไรให้ไม่สนใจ noise ระหว่างวันครับ

          • tattoo_thai

            เท่าที่อ่านคอมเม้นท์คุณมด การบริหารและกระจายความเสี่ยงนี่สำคัญจริงๆเลยนะครับ ไม่ว่าการเลือกใช้ระบบเทรดมากกว่าหนึ่งระบบ การเปิดโพสิชั่นไม่เกิน 20% สมมุติว่ามีหุ้นเข้าระบบและให้สัญญาณซื้อ 15 ตัว แต่เราซื้อได้แค่ 5 ตัว ไม่ทราบว่าคุณมดจะเลือกอย่างไร มีกระจาย sector เพื่อกระจายความเสี่ยงด้วยรึปล่าวครับ หรือว่าเอาตัวที่ rs สูงๆไว้ก่อน

            ปล. ถามนอกเรื่องต่อครับ ผมเข้าใจว่าระบบคุณมดคงดู weekly เป็นหลักใช่รึเปล่าครับ ถ้าใช่ คุณมดให้ความสำคัญกับ daily มากน้อยแค่ไหนครับ และมีวิธีทำใจอย่างไรให้ไม่สนใจ noise ระหว่างวันครับ

          • http://mangmaoclub.com Mod

            @dca81fe276335190a9fd9acfd21f6857:disqus เวลาสัญญาณมาพร้อมกัน ผมจะให้น้ำหนักกับ Ranking ของผมมากที่สุด เพราะถือว่าทำตามกฏที่ได้วางไว้ แต่อาจมีปรับเปลี่ยนนิดหน่อยหากรู้สึกว่ากราฟมันดีกว่าอีกตัว (ตอนเทสท์ผมให้มันสุ่มเลือกให้ แล้วดูผลที่แย่ที่สุดว่าพอใจแล้ว เลยไม่เครียดทำใจว่ายังไงก็ Random Outcome ครับ) ส่วนเรื่องการกระจาย ผมเน้นกระจายระบบมากกว่า Sector เพราะส่วนใหญ่ Sector ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรเวลาตลาดมันจะลง มันมักจะ Correlated กันอยู่แล้ว แต่ถ้าทำได้ก็จะทำครับ
            ปล. ผมใช้กราฟเดย์ครับ แต่ Time Frame กว้าง เพราะคิดว่ามันให้สัญญาณที่ละเอียดกำลังพอดีครับ ระบบผมค่อนข้างยืดหยุ่น และได้ทดสอบแบบ Worst case + Slippage เอาไว้ก็เลยไม่ค่อยกลัวครับ ส่วน Noise ระหว่างวัน ส่วนตัวผมคิดว่าผมเลือกจับสัญญาณที่เป็นกลไกของตลาดเอาไว้แล้ว เช่นการ Breakout (แน่นอนว่า Whipsaw เป็นของคู่กัน) และเทสท์บ่อยๆจนมั่นใจพอสมควรเลยช่วยได้มากครับ (ถ้าผมแหก แปลว่าผมกำลังทำให้ความเหนื่อยยากของผมจะไร้ค่าทันที T_T) :D 

          • http://twitter.com/tattoo_thai tattoo_thai

            ขอบคุณมากครับคุณมด ได้ไอเดียใหม่ๆเยอะเลยครับ :)

  • http://twitter.com/3dotts

    ขอบคุณครับ บทความนี้จุดประกายความคิดได้เยี่ยมเลย

  • Gymonyx

    ขอบคุณครับคุณมด ได้แง่คิดเยอะเลย คงต้องกลับไปวางระบบการ trade อย่างจริงจังแล้วครับ ขอถามหน่อยครับ คุณมดมีระบบเทรดอยู่กี่ระบบครับ เห็นพูดถึงอยู่ 2 ระบบแล้ว การมีหลายระบบเพื่อทดสอบระบบ หรือเพื่อกระจายรูปแบบผลตอบแทนครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @aca9e16ee4b2240b4dcea036ca83dfba:disqus ใช้หลายระบบเพื่อให้มันผลัดกันทำงานครับ ระบบแต่ละอย่างมันมีช่วงที่เหมาะสมกับมัน ผมเองเป็นประเภทไม่อยากเดาตลาด และคิดว่าเราไม่รู้จริงๆว่าตอนไหนมันจะเป็นอย่างไรในอนาคต เลยกระจายระบบใช้ครับ มันจะช่วยหักลด effect ของอีกระบบที่กำลังแย่กันได้ :D

  • Pan

    บทความนี้ สุดยอดๆๆ มากๆค่ะ
    อยากให้คุณมด ลองเทสในเงื่อนไขแบบอื่นดูบ้างนะคะ เผื่อจะได้ไอเดียอะไรแปลกใหม่ไปออกแบบระบบ
    ขอบคุณมากๆค่ะ สำหรับความรู้
    คุณมดเป็นคนนึง ที่เป็น “ของจริง” สำหรับเรื่อง tecnical เลยค่ะ

  • http://mangmaoclub.com Mod

    @2214aa469a0de3bd2fb8b97ebb67e59b:disqus ได้ครับ วันหลังผมจะค่อยๆทดสอบอะไรมาให้ดูกันอีก ไม่อยากทำบ่อยกลัวคนเบื่อ (เพราะอาจทำเป็นกันอยุ่แล้วก็ได้ 55) จริงๆที่ไม่ค่อยได้พูดเรื่อง Technical เท่าไหร่ เพราะคิดว่ายังมีเพื่อนๆที่อ่านรู้ดีกว่าผมอีกหลายคน และเป็น Topic ที่พูดกันเต็ม Internet อยู่แล้ว แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ :D

  • jumb1101

    ไม่เบื่อครับคุณมด ดูทีไรตื่นเต้นทุกที :)

  • Sitthikornk

    แรกๆ เป็นการนำเสนอ แปล บทความของ trader ดังๆจากต่างประเทศ  เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆในการลงทุนแก่ trader

    ปัจจุบัน ทำการทดสอบ วิเคราะห์ และนำเสนอผ่านมุมมองของ mod เอง

    สั้นๆนะครับ ยอดเยี่ยมมากครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @7d6eb37ff931a6073b9e74c9dd5bba21:disqus ขอบคุณครับ ไว้จะหาเรื่องสนุกๆเอามาให้ดูใหม่นะครับ

  • cal

    สงสัยอีกหน่อยไม่ใช่แมงเม่าแล้วคับ..คงจะต้องเป็น ผีเสื้อกระพือปีก…แน่เลย..อิอิ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @cc4825f0bed25a4e9b6366721c3920e0:disqus อย่างนั้นมันข้ามสายพันธ์เลยนะครับ เอาเป็นปลวกแทนแล้วกัน อิอิ

  • BooM

    มันจะเก่าไปรึปล่าวครับนี่ถ้าจะคอมเมนต์ถามเพิ่ม ^^

    เท่าที่ผมอ่านบทความนี้ ยังไม่เข้าใจสัญญาณออกหลังจากซื้อไปแล้วน่ะครับ

    อยากทราบว่าระบบที่ใช้ทดสอบอันนี้ นอกจากการ Stop Loss ที่ใช้เป็นจุดต่ำสุดหรือแนวรับภายใน 20 วันของราคาหุ้น แล้วนั้น หากได้กำไรและเมื่อ Take Profit ไปเรื่อยๆ เมื่อไรจึงจะเป็นจุดออกจากการทำกำไรครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      หลังจากเข้าซื้อไปไม่มีการ take profit ตามระดับ profit target ใดๆทั้งสิ้นครับ

      จะขายก็ต่อเมื่อราคาไหลลงมาโดน trailing stop ที่วิ่งไล่หลังตามราคาไปเท่านั้นครับ ถ้ายังงงลองหาเรื่อง trailing stop ในบล็อกนี้อ่านดูก็ได้ครับ :D

  • ขอบคุณครับ ^__^ สถิติไม่เคยหลอกใครสินะครับ หุหุ