MCM Capital

หลักการของ Trend Following และระบบการลงทุนของกองทุน MCM

หลังจากมีเรียกร้องถึงบทสัมภาษณ์เซียนหุ้นที่ไม่ได้อัพเดทมานาน วันนี้ผมเลยตัดเอาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ของ Paul Mulvaney ผู้ก่อต้องกองทุน Mulvaney Capital Management (MCM) มาให้อ่านกัน สำหรับรายละเอียดนั้นมือใหม่อาจจะงงๆหรือต้องไปไล่อ่านบทความเก่าๆดูบ้าง แต่เชื่อว่าจะมีประโยชน์กับทุกๆคนครับ

แนวคิดเกี่ยวกับระบบการลงทุนของ MCM เป็นอย่างไรครับ?

ระบบการลงทุนของเรานั้นนั้นได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ที่เราได้เรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความเชื่อพื้นฐานของเราก็คือระบบเศรษฐกิจของโลกนั้นจะค่อยๆปรับตัวไปตามสภาวะพื้นฐานของมันทีละน้อยเมื่อเวลาผ่านไป และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นก็มีหลักฐานปรากฏชัดเจนอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในประวัติศาสตร์หรือการทำมาค้าขายของมนุษย์ นอกจากนี้แล้วการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง, เศรษฐกิจหรือสังคม ก็คือสิ่งที่จะเป็นตัวจุดชนวนให้ราคาของตลาดค่อยๆปรับตัวไปตามกาลเวลา ยกตัวอย่างเช่น การเติบโตและล่มสลายของอนาจักรโรมันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นภายในเวลาแค่วันเดียว แต่มันเกิดขึ้นผ่านกาลเวลาเป็นร้อยๆปีๆ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งที่เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ตลาดนั้นไม่ได้เคลื่อนจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งเป็นเส้นตรง พวกมันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องเดินทางผ่านความผันผวนและแรงต้านทานที่จะเกิดขึ้น และนั่นก็คือสิ่งที่เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับมันเพื่อที่จะพยายามหาหนทางจัดการกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงปราถนาแต่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากนักที่เราจะสามารถนำระบบการลงทุนแบบ Trend Following มาใช้ร่วมกันเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกภายในระยะยาวออกมาได้ นอกจากนี้แล้ว มันก็ยังมีระบบการลงทุนแบบ Trend Following ที่เป็นที่รู้จักทั่วๆไปที่สามารถจะให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ (แม้ว่าจะมีความผันผวนสักหน่อย) ในระยะยาวออกมาเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงพอจะเชื่อได้ซานตาคลอสนั้นมีอยู่จริงในตลาดนั่นเอง

โชคร้ายพอสมควรที่จากหลักฐานต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น  เราพบว่าหลายๆคนไม่สามารถที่จะยอมรับต่อธรรมชาติของผลตอบแทนจากกลยุทธ์ Trend Following ได้เลย และกลยุทธ์การลงทุนแบบ Directional Trading ก็เป็นสิ่งที่ขายความคิดได้ยากกว่ากลยุทธ์ของ Hedge fund จำพวก Market Neutral Equity เป็นอย่างมาก นั่นเพราะนักลงทุนโดยทั่วไปมองว่านักเก็งกำไรนั้นเป็นพวกที่มัวแต่หากินกับการเคลื่อนที่ของราคาในระยะสั้นๆซึ่งเกิดขึ้นจากการไหลของเม็ดเงินจากพวกสถาบันการเงินใหญ่ๆ นอกจากนี้แล้ว นักลงทุนแบบ Trend Following นั้นเป็นพวกประเภทชอบขายราคา Bid และซื้อที่ราคา Offer ในทันทีที่เขาต้องการเคลื่อนไหว และนั้นทำให้หลายๆคนรับมันไม่ได้เช่นกัน ผมจึงพบว่าในที่สุดแล้ว การที่ผมยังเลือกที่จะใช้กลยุทธ์เช่นนี้นั้นไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการยอมรับที่สุด แต่เป็นเพราะประสิทธิภาพในการทำกำไรและความท้าทายในการปรับใช้มันเสียมากกว่า

เมื่อไหร่และเหตุใดที่ทำให้คุณตัดสินใจที่เลือกเส้นทางของการเป็นนักลงทุนอย่างเป็นระบบ (Systemetic Trader)?

มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆเกิดขึ้นทีละน้อย ในช่วงเริ่มแรกนั้นผมเองพยายามที่จะทำกำไรด้วยแนวทางการวิเคราะห์ทางพื้นฐานเป็นหลัก แต่หลังจากนั้นไม่นานผมก็พบว่าการรวบรวมเอาข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆที่เกิดขึ้นให้ครบถ้วนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆและแทบเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากนี้แล้วผมก็ไม่ได้มีความถนัดที่จะทำเช่นนั้นสักเท่าไหร่ (Paul Malveney จบการศึกษาในสาขา Computer Science และคณิตศาสตร์แต่ไม่ได้จบเศรษฐศาสตร์) หลังจากนั้นผมก็ได้ยินคำพูดของเจ้านายผมคนหนึ่งว่า สิ่งที่สำคัญคือการเพ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ “กำลัง” เกิดขึ้น แทนที่จะเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นจากความคิดของคุณ และแน่นอนว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยเฉพาะในแนวทางของ Trend Following นั้นก็คือกลยุทธ์ที่เพ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ “กำลัง” เกิดขึ้นเป็นหลัก นั่นทำให้มันเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติจริงๆนั่นเอง ผมอยากให้คุณนึกถึงคำพูดของ John Maynard Keynes ที่ว่า “ตลาดนั้นสามารถที่จะไร้เหตุผลได้อย่างยาวนานกว่าที่คุณจะทนกับมันได้” อยู่เสมอ

ต่อมาภายหลังจากที่ผมได้มีประสบการณ์จากเก็งกำไรตามหลักการทางเทคนิคนั้น ผมก็ค่อยๆได้เรียนรู้และโน้มเอียงไปสู่ความเชื่อที่ว่า ประสิทธิภาพของการใช้กลยุทธ์ทางเทคนิคที่สูงสุดนั้นคือการใช้มันอย่างเป็นระบบ (Systemetic Trading) เนื่องจากเป็นเรื่องที่ชัดเจนเหลือเกินว่า คอมพิวเตอร์นั้นมีความสามารถที่จะวิเคราะห์และจดจำข้อมูลต่างๆได้รวดเร็วกว่าพวกเราเป็นอย่างมาก ดังนั้นในปี 1995 ผมจึงได้เริ่มพัฒนาระบบซึ่งกลายเป็นระบบของกองทุน MCM ในปัจจุบันขึ้นมา โดยระบบที่ว่านี้จะประมวลผลและมีกระบวนการคิดตามหลักของ Technical Analysis และความได้เปรียบของการใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยก็คือเรื่องของ “วินัย” และความ “เที่ยงตรง” ซึ่งเป็นสองปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการเก็งกำไรเป็นอย่างมากนั่นเอง

อะไรคือสภาพตลาดที่มีความเหมาะสมต่อกลยุทธ์เช่นนี้ที่สุด?

เนื่องจากเราได้ทำการซื้อขายกระจายไปในตราสารหลากหลายชนิด (Diversified Portfolio) กลยุทธ์ของเราจึงไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นวัฐจักรแต่มีประสิทธิภาพที่จะให้กำไรที่งดงามออกมาในช่วงเวลาใดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น หากว่าไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นกับตลาดเงินเป็นพิเศษ แต่ราคาน้ำมันหรือถั่วเหลืองอาจจะกำลังเกิดแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นมาก็ได้

สำหรับมุมมองต่อสภาพตลาดในแง่ของตราสารหรือหุ้นเป็นตัวๆไปนั้น เราก็มักที่จะทำกำไรได้อย่างงดงามเมื่อตราสารนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและชัดเจนขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น ค่าเงิน Euro อาจวิ่งจากราคา 0.90 ไปถึง 1.15 ก็ได้และจากการที่ราคาของมันไม่ได้เคลื่อนที่และจบลงในวันเดียวนั้น ในกรณีที่ดีที่สุดเราจึงต้องการที่จะเห็นมันมีแนวโน้มที่ชัดเจนและราบรื่นโดยมีความผันผวนอยู่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากความผันผวนที่รุนแรงเกินไปไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับเรานัก และในทางตรงกันข้ามแล้วความสงบนิ่งหรือตลาด Side-way ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่เช่นกัน

คนบางคนมักที่จะมีมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนแบบ Trend Following ว่าเป็นการเล่นแบบ Long a Dynamic Straddle เนื่องจากเมื่อไหร่ที่ตลาดเริ่มเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นเราจะเริ่มทำการเข้าซื้อ (Long Position) แต่เมื่อตลาดเกิดเคลื่อนลงมาเราก็จะเริ่มขายชอร์ท (Short Position) แทนนั่นเอง โดยในการจะทำกำไรก้อนใหญ่ออกมาได้นั้น เราต้องการที่จะเห็นการเคลื่อนไหวนั้นดำเนินต่อไปให้ยาวนานจนถึงระยะเวลาหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับกองทุน MCM ของเรานั้น เราก็มักที่จะเลือกใช้กลยุทธ์ในคาบเวลาที่ยาวนาน (Long horizon) ที่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงจากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งรบกวน (Random Noise) ในขณะที่แนวโน้มใหญ่นั้นกำลังเกิดขึ้นมา

อะไรคือสิ่งที่มีนัยคัญต่อการตัดสินใจของนักออกแบบระบบการลงทุนบ้าง?

ในความเห็นของผมแล้วคือคาบเวลา (Time Frame), ขนาดการลงทุน (Position Sizeing) และกลไกของการกระจายความเสี่ยง (Diversification Mechanism)

ผลการทดสอบและวิจัยของผมได้บ่งชี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆเลยว่าเราควรจะใช้กลยุทธ์แบบ Trend Following ในคาบเวลาระยะยาว เนื่องจากเราจำเป็นที่จะต้องถือการลงทุนของเราให้ยาวนานกว่าช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อจะกลบค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่จะเกิดขึ้น ระบบ Long Term Trend Following นั้นถูกออกแบบมาเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวแบบสุ่มที่เกิดขึ้นในตลาด เพื่อให้ระดับอัตราส่วนของความผันผวนในระยะสั้นต่อแนวโน้มใหญ่นั้นลดลง ดังนั้นแล้วการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรในระยะยาวก็คือการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเสียงรบกวนต่างๆของตลาด นอกจากนี้แล้วความเบี่ยงเบนของความผันผวนที่เกิดขึ้นกับระบบในระยะยาวนั้นก็ยังจะน้อยกว่าระบบในระยะสั้นอีกด้วย นั่นจึงทำให้ระบบระยะยาวมักมีความสเถียรกว่านั่นเอง และในการนำระบบไปใช้จริงๆนั้น ระบบส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่มักเป็นระบบซื้อขายระหว่างวัน (Intra-Day) ตามมาด้วยคาบเวลาที่ค่อยๆยาวขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้เรากำลังไล่ล่าโอกาสซึ่งหลายๆคนไม่ได้กำลังพยายามไล่ล่ากันอยู่อีกด้วย

สำหรับขนาดการลงทุน (Position Size) นั้นคือสิ่งที่จะถูกกำหนดจากความความผันผวนของตลาดออกมาและมันก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ยกตัวอย่างเช่นเราจะต้องพิจารณาว่า สมมุติว่าพอร์ทของเราโตขึ้น 10% แล้ว เราจะต้องตัดสินใจว่าเราจะทำการเพิ่มความเสี่ยงของขนาดการลงทุนขึ้นอีก 10% จากเดิมหรือไม่ และคำตอบนั้นก็เป็นไปได้อย่างหลากหลายเช่นกัน

ในเรื่องของการกระจายความเสี่ยง (Diversification) นั้น สิ่งที่ได้รับการยอมรับและพิสูจน์ออกมาแล้วก็คือการพยายามเลือกตราสารที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน (Unccorelated) และซื้อขายกันในน้ำหนักการลงทุนเท่าๆกัน แต่โชคร้ายที่มันมีตราสารอยู่เพียงไม่กี่ประเภทที่จะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันสักเท่าไหร่ ดังนั้นแล้วแนวทางที่เราใช้ก็คือการนำหลักของการบริหารพอร์ทโฟลิโอ (Portfolio Theory) มาใช้ในการคำนวนถึงขนาดของการลงทุนในแต่ละตราสารให้มีความเหมาะสมที่สุด และเรื่องจากเราทำการลงทุนในคาบเวลาระยะยาว เราจึงประเมิณความเกี่ยวเนื่องในระยะยาวของพวกมันออกมา และเมื่อความเกี่ยวเนื่องของพวกมันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

คุณมีวิธีการอย่างไรในการขายทำกำไร และกลไกในการตัดขาดทุนของคุณเป็นเช่นไร?

ความจริงแล้วกลยุทธ์ของเราไม่มีการขายทำกำไร (Profit Taking) สักเท่าไหร่ เรามักจะทำการขายออกจากจุดตัดขาย Stop Loss ของเราเท่านั้น เนื่องจากการพยายามขายทำกำไรนั้นมักจะไปขัดขวางศักย์ภาพของกำไรที่จะเกิดขึ้นมา โดยในทางทฤษฏีนั้น สำหรับทุกๆตราสารที่เราเข้าไปลงทุนนั้น จุดตัดขาดทุนของเราจะถูกคำนวนจากความน่าจะเป็นและตำแหน่งของจุดตัดขาดทุนในแต่ละระดับราคาของตราสารหรือตลาดนั้นๆ นี่คือสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถที่จะทำการคาดการณ์ถึงการขาดทุนที่จะเกิดขึ้นจากจุดขายในแต่ละประเภทออกมา และช่วยให้เราสามารถวางแผนจัดการตารางเวลาในการตัดขายมันออกมาได้นั่นเอง

คุณเคยแหกระบบของคุณบ้างหรือไม่?

ไม่มีทาง ระบบของผมนั้นถูกสร้างขึ้นจากการค้นคว้าถึงรูปแบบที่มีความน่าเชื่อถือในเชิงสถิติจากพฤติกรรมของราคาในอดีตขึ้นมา ผมมักจะมองถึงสิ่งต่างๆเป็นค่าเฉลี่ยและอัตราส่วนร้อยละแทนที่จะเป็นผลแต่ละครั้งโดดๆ หากว่าผมแหกระบบนั่นก็หมายถึงผมกำลังโบกมือลาจากสิ่งที่ผมได้ค้นคว้าและทดลองมาอย่างหนักแน่ๆ

ฐานข้อมูลของราคาที่เกิดขึ้นในอดีตสามารถเพียงที่จะช่วยให้เราเห็นถึงรูปแบบต่างๆของพฤติกรรมราคาที่เคยเกิดขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เราเองไม่ได้มีรูปแบบพฤติกรรมของราคาที่เกิดขึ้นในช่วงของสงครามอยู่มากเท่าไหร่นั้น นั่นจึงทำให้ระบบจำเป็นต้องเกิดการขาดทุนขึ้นมาจากเหตุการณ์หรือรายละเอียดที่พวกมันไม่เคยเห็น ดังนั้นแล้วการขาดทุนหรือ Drawdown จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้เลย และจากการที่เราตระหนักได้ว่า Drawdown นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มันจึงช่วยให้ผมสามารถที่จะยึดติดและทำตามระบบของผมได้เสมอมา นอกจากนี้แล้ว มันยังช่วยให้ผมได้ใช้ความพยายามอย่างหนักในการที่จะออกแบบกลไกการหยุดการลงทุนของระบบเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเกิดการพังทลายลงมาอีกด้วย ระบบการลงทุนของผมนั้นธรรมดาๆมากๆ แต่นั่นก็คือจุดแข็งของมันเอง

อะไรคือบุคลิกลักษณะของนักเก็งกำไรที่ดีบ้าง?

แน่นอนว่าสมาธิที่จดจ่ออยู่กับรายละเอียดต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ความเที่ยงตรงในการตัดสินใจและความสามารถที่จะรักษาความเที่ยงตรงเอาไว้ภายใต้ความเครียดที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นบุคลิกลักษณะที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้เลยทีเดียว และถึงแม้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์จนสามารถที่จะโปรแกรมเข้าไปในคอมพิวเตอร์ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ต่างๆได้ แต่กำไรและการขาดทุนที่เกิดขึ้นก็ยังจะทำให้คนเราขาดความหนักแน่นมั่นคงไปอยู่เช่นเดิม ผมเองสามารถพนันได้เลยว่าจะมีผู้คนที่มีความสามารถในออกแบบระบบการลงทุนที่ดีต่างๆออกมาได้มากกว่าคนที่จะสามารถรักษาความเที่ยงตรงของพวกเขาเอาไว้ นั่นก็เพราะมันเป็นเรื่องของการสลัดเอา Ego ของคุณทิ้งไป และหากว่าคุณยังคงมัวแต่ห่วงอยู่กับเรื่องของความถูกต้องแม่นยำจากระบบการลงทุนของคุณ หรือห่วงกังวลว่าคนอื่นๆจะคิดอย่างไรกับคุณอยู่ คุณก็คงจะไม่มีทางรักษา “วินัย” ของคุณเอาไว้ได้อย่างแน่นอน

Mulvaney Capital Management : Global Diversified Program Performance From IASG

ส่วนนี้เป็นของแถมให้ดูกันว่าแม้แต่กองทุน MCM ก็ยังต้องเจอกับ Drawdown เป็นช่วงๆ (ธรรมชาติของผลตอบแทนจากระบบ Trend Following) และไม่จำเป็นต้องทำกำไรให้ได้ทุกเดือนก็สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในระยะยาวได้ ใครอยาดูของกองอื่นเพิ่มลองเข้าไปที่ http://www.iasg.com ได้เลยนะครับ

Year Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec YTD
2011 2.07 9.78 -4.62 6.07 -11.82 -7.41 11.15 1.59 -4.2 -14.14     -14.03
2010 -3.84 -7.15 -5.15 2.02 -8.77 0.53 -12.03 14.59 16.46 22.29 -5.36 25.3 34.9
2009 1.6 -0.03 -3.36 -5.51 -1.3 -6.81 -0.53 10.85 1.32 -7.86 10.7 -3.19 -5.89
2008 21.65 28.86 -7.96 -8.58 5.35 8.51 -18.78 -6.73 11.58 45.49 6.97 5.3 108.87
2007 0.56 -5.18 -8.82 2.59 4.7 4.85 -16.89 -19.4 3.92 13.72 -8.59 8.47 -23.14
2006 11.09 -2.7 13.05 11.46 -4.27 -6.1 -5.2 1.95 1 -0.13 0.56 1.6 21.94
2005 -4.28 0.54 2.3 -9.28 -4.08 5.32 6.62 2.78 13.57 -5.64 15.27 8.35 32.34
2004 4.19 8.45 2.37 -11.5 -6.99 -0.73 -0.41 -6.21 7.76 0.76 9.63 -4.94 -0.1
2003 13.2 7.22 -12.83 1.45 7.64 -7.61 -6.33 0.07 6.66 15.32 -0.27 5.35 29.3
2002 0 0 -7.52 1.55 6.75 7.38 5.95 5.44 5.13 -7.73 -5.08 7.8 19.37
2001 -9.62 18.76 13.46 -15.25 -0.66 5.39 -1.26 0 0 0 0 0 6.69
2000 -5.02 2.52 -8.4 -0.27 6.97 1.55 -1.25 12.68 -4.36 1.96 9.05 8.9 24.51
1999         -0.29 -0.14 -2.22 2.13 -4.81 -4.8 7.01 4.84 1.09

Compound RoR: 15.19%, Average RoR: 18.87%, Worst Loss: –23.14%

PAST PERFORMANCE IS NOT NECESSARILY INDICATIVE OF FUTURE RESULTS. THE RISK OF LOSS IN TRADING COMMODITY FUTURES, OPTIONS, AND FOREIGN EXCHANGE (“FOREX”) IS SUBSTANTIAL.

STRATEGY DESCRIPTION

Summary

The Mulvaney Capital Management Global Diversified Program is a long term systematic trend following program, covering all the major financial and commodity futures markets worldwide. Program returns have historically exhibited low correlation to traditional stock and bond markets. Access to the Program is offered via The Mulvaney Global Markets Fund (minimum THB 3,130,970.61) and managed accounts (minimum THB 156.55million).

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • http://mangmaoclub.com Mod

    อันนี้เป็นบทสัมภาษณ์ซึ่งไปเจอมาอีกครับ เป็นคำถามแบบ Open End 10 ข้อ ตอบยาวมาก :Dปล. ใครว่างๆผ่านมาก็ช่วยกันแปลให้เพื่อนๆอ่านกันได้นะครับ คนละข้อสองข้อ อิอิ

    Interview with Paul Mulvaney

    1. How do you define your approach?

    Systematic trend-following with an extremely long-term investment
    horizon.

    2. What are the essential elements of your system?

    The system essentially buys into uptrends and sells into
    downtrends across a broad portfolio of financial and commodity markets. Its edge
    lies in its ability to capture more of those trends by being extremely well
    diversified, and to distinguish between noise and the significant price action
    that might justify a position reduction. In simple terms, we tend to stay in
    trends longer than other traders.

    I started to develop the ‘bones’ of the system back in 1995 while
    I was trading options at Merrill Lynch in New York. I experimented with a wide
    range of technical trading rules and came to the conclusion I still adhere to:
    simple works best. That’s an empirical observation on my part, but it’s a
    contention I have encountered repeatedly in the enlightened literature. (There
    are, of course, snake-oil salesmen who write overly complex books on technical
    trading methods!)

    Over time, I improved the system by applying conventional
    mathematical solutions to trading problems — for example, how to weight
    instruments to take into account correlations. By 1998, it had crystallised and
    become largely similar to the current form. It is still driven more by
    econometric considerations than by technical analysis.

    3. What are the key characteristics of your trading approach, and

    how do you differentiate yourself from your peer group?
    Trend-following is a well-populated style group, but by no means
    homogeneous, so it’s difficult to categorically define my peer group.
    We are quantitative and systematic, very broadly diversified, and
    have the longest time horizon of which we are aware. On average we have held
    positions for six months.

    Econometric price distributions are the key motivation of our
    trading approach, especially fat tails. From studying price return distributions
    we can gain all sorts of insights into what is or is not likely to work –
    insights that are not apparent in conventional price charts. There is a huge
    battery of quantitative techniques (generically ‘options theory’) which can be
    applied to trading futures.

    The use of options theory is integral to the system: the return
    stream generated by the system is just a manufactured or synthetic derivative of
    price action. It can be evaluated and hedged like any other derivative. Bear in
    mind that the Black & Scholes framework is much more than a call or put
    option formula: it describes a system of dynamic relationships. Applying options
    hedging techniques to trading futures led me to develop a probabilistic trailing
    stop mechanism.

    I am very committed to systematic as opposed to discretionary
    trading. Being systematic enforces discipline and the need to develop a
    framework. Fortunately – since I have run the system and executed the trades for
    over 1,200 consecutive trading days so far – I still relish the trip to work to
    run the system. It’s the highlight of my job.

    I run the signal generator every morning, analysing data when most
    of my markets are closed. The process takes about 30 minutes. I could automate
    it further, but the balance is perfect as it is; the current procedure allows me
    the minimum interaction with the market that I consider necessary.
    Typically, we do four trades per day, and we do not react to
    intraday price action. On average we hold 40 positions, but this can vary
    between 34 (lowest since inception) and 45 (due to the relatively small size of
    our asset base, the full instrument set).

    4. Which markets do you trade and do you have a core
    market?

    There is no such thing as a core market for us, since by nature we
    are diversified to capture any trends which may emerge.
    We trade all market groups, and are active in 45 different markets
    at present. These allow us to pick up all the major independent sources of
    alpha. We plan to trade a few more markets for market access reasons when our
    AUM grows. We trade all markets with equal portfolio emphasis. For example, we
    don’t regard interest rates as more or less important than livestock. The
    optimal mix of markets is determined by the system’s asset allocation algorithm.

    5. What are your ideal market conditions?

    The ideal conditions are when major trends play out over long
    periods of time. Take the US dollar, for example: we’ve been net short against
    G7 currencies since second quarter 2002. Along the way we reduced our position
    at junctures when the market started to reverse and then re-established it when
    the trend resumed.

    However, the system is very patient: it sits with a position over
    the long term to milk profits to the full.

    6. Describe your stop-loss process.

    Our goal is to deliver an average net return of 20% per annum,
    while not exceeding a 25% drawdown. This constraint drives the stop-loss
    degearing rules.

    More fundamentally, though, we only ever exit positions after
    adverse price action to ensure we don’t suppress the profit potential in the few
    really big trades that come along. Thus, we don’t exit positions at target
    prices or try to lock-in profits. My research has shown, within my paradigm,
    that would be detrimental to performance.
    The stop-loss mechanism is based on probability theory and is
    applied automatically across all trades in all markets. In layman’s terms, the
    more probable it is that a trend has ended, the more of the position the system
    exits. In options terms, the system regards stop-loss orders as short options
    positions and chooses strike prices that ought to be relatively easy to manage.
    Stop losses are never manually overridden. That would be an absurd notion, given
    the amount of research time I have devoted to designing a labour-saving
    computerised solution.

    I would argue that the most important thing is not entry price,
    which gains so much attention, but the method used to exit. Exiting losing
    trades is trivial; exiting profitable trades takes a little more thought.
    Typically, only 20-25% of our trades are profitable in the long term, but these
    tend to be very big winners.

    7. What’s your background?

    At school I was among the first generation of mathematicians who
    programmed computers. I remember literally punching cards in the late 1970s. The
    cards got sent away to be run on a mainframe computer and we got the results a
    few days later!

    I studied computer science and mathematics at Manchester and then
    completed an MSc in management science at Imperial College, London.
    Unsurprisingly, the course at Imperial had a very quantitative bent. When I
    graduated in 1986 there was a big push by the banks for quant graduates, so I
    found myself beginning a career in finance.

    I’ve always focused on trading derivatives. I began trading with
    Midland Montagu in London for four years, then moved to Bankers Trust in London
    and Tokyo for two years, then to NatWest for a year and then to Merrill Lynch in
    London and New York for six years.

    8. What makes a good trader in your opinion?

    Discipline and objectivity, without a shadow of doubt, would come
    first on my list. They are characteristics an individual is born with, but they
    must be developed.

    It takes discipline to repeat the same, often mundane, tasks day
    after day, and my trading approach is about dogged consistency, rather than
    flashes of inspiration. Also, an immense degree of objectivity and lack of
    emotion is needed to systematically develop a methodology and adhere to it. In
    the early stages of system design I had to battle to believe what the numbers
    told me, rather than what my prejudices told me. Trading is about what ‘is’
    happening rather than about what ‘should be’ happening.

    9. What is the maximum capacity of your strategy?

    The MCM system trades extremely infrequently. Without any
    adjustments to the technical trading strategy, but accepting a slightly lower
    weighting to tangible commodities, we could absorb THB 15,654.85 million.
    However, in the long run, I plan to introduce a number of modifications which
    would allow us to trade significantly more than that. Firms operating similar
    strategies manage billions of dollars.

    10. Do you have a typical investor?

    No. Our investor base is very diverse. We have several pension
    funds, several funds of funds, a private bank and a growing number of high net
    worth individuals. We have investors on three continents – this is a global
    business.

  • pakorn

    ผมขอถามหน่อยครับ ผมใช้ระบบเต่า ซึ่งเป็น Trend Following แต่ผมมักจะทำ SAP บ่อย ซึ่งบางครั้งก็ได้กำไรที่ดี บางครั้งก็มีบางที่ต้องตามซื้อกลับ 

    คำถามคือ การที่เราจะเป็น Trend Following ที่ดี การทำ SAP เป็นผลดีต่อเราหรือเปล่า 
    ผมมองในด้านของจิตใจด้วย หรือเป็นเพราะว่าผมไม่สามารถ หรือ ยอมรับระบบของตัวเองได้

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @451533db8bd792bd221d4c3ea8577c2a:disqus การทำ SAP เหมือนการใช้ Profit Exit + MM (ในกรณีที่ออกทีละส่วน) จะให้ผลดีมั้ยคงตอบไม่ได้ครับ ต้องดูว่าระบบที่ว่าเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ผมเองสังเกตุจากการ Test ส่วนใหญ่มันจะไปลดผลตอบแทนลงเพราะไปตัดโอกาสของกำไรก้อนใหญ่ แต่สิ่งที่ดีขึ้นมักเป็นการลด Drawdown ลงได้ส่วนหนึ่งครับ

      ส่วนในด้านของจิตใจถ้าคิดว่ามันใช่ก็จัดการกับระบบการทำ SAP ให้ดีไปเลยก็ได้ครับ บางทีถ้ากำไรลดลงในหน้าจอ Backtest แต่รู้สึกว่ามันใช่กับตัวเองผมว่าก็ไม่เสียหายอะไรครับ เพราะต่อมันดูดีแค่ไหนถ้าทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำก็เท่านั้นอยู่ดี :D

      • pakorn

        ขอบคุณครับ 

  • shaba

    คุณมดไวไฟจิงๆ เห็นเพื่อนๆขอปุ๊ปได้ปั๊ปเลย…  สะใจๆ
    อีกหน่อยคงได้ตั้งกองทุน Mod Capital Management แหง๋ๆ
    เปิดขายหน่วยลงทุนเมื่อไรบอกด้วยนะ +555

    MOD FOLLOWING

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @c6a681149125629cc59f9af04b2c105b:disqus ปัญหาคือไม่รู้จะขายให้ครับสิครับ 5555

  • Sitthikornk

    Sap = short against port? ถ้าใช่ ผมได้ยินคำนี้หลายทีแล้ว รบกวนคุณmod ช่วยอธิบาย ขยายความหน่อยได้ไหมครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @7d6eb37ff931a6073b9e74c9dd5bba21:disqus จริงๆแล้วผมเองไม่คุ้นเคยกับการทำ SAP เท่าไหร่นัก อาจจะอธิบายแนวคิดของมันได้ไม่ดีเท่าไหร่ครับ แต่ส่วนตัวผมเองแล้วคิดว่าถ้าคุณจะทำ Short Against Port เพื่อรอไปซื้อหุ้นตัวเดิมในราคาที่ต่ำกว่าล่ะก็ สมมุติฐานเบื้องต้นเลยก็คือคุณต้องคิดว่าหุ้นจะลงไปอีกพอสมควร และนั่นแปลว่าคุณกำลังคิดว่าคุณสามารถเดาตลาดได้แม่นยำระดับหนึ่งเลยนะครับ!! (อย่างน้อยใจคุณคงคิดว่าชัวร์ๆในคราวนี้)

      ผมคิดว่ามันค่อนข้างอันตรายมากที่เราจะเสียหุ้นของเราไปหากมันไม่เป็นอย่างนั้นจริงๆขึ้นมา ผมเองคิดว่าถ้าจะขายก็ขายทิ้งเพราะหุ้นมันเน่าไปเลยดีกว่า แต่ถ้าหุ้นมันวิ่งอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นยิ่งพยายามทำจะยิ่งเสียของครับ

      มันคล้ายๆกับเรื่องที่คนมักพูดว่าสูงแล้วขายก่อนค่อยไปรับต่ำเล่นเป็นรอบๆไป ได้กำไรดีกว่าอยู่เฉยแล้วถือปล่อยให้หุ้นไหลขึ้นไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายแล้วการปล่อยให้หุ้นไหลไปมักทำให้ได้กำไรก้อนใหญ่กว่า เพราะคนพูดลืมคิดไปว่าถ้าจะทำกำไรให้ได้ดีกว่านั่นหมายถึงว่าเขาต้องเล่นถูกรอบทุกครั้งเลยจึงจะไม่พลาดเวลาหุ้นวิ่งขึ้นไปน่ะครับ :D

      • pakorn

        เสริมครับ สำหรับผมถ้ากล้าทำ SAP ต้องกล้าซื้อกลับถ้าไม่ลง ทำ SAP ไม่ควรเอากำไรมากเพราะว่า วิธีการเล่นเราเป็น Trend Following เอาไม่กี่ 3-4 % หรือมากกว่าเล็กน้อย 

        หลักๆ ผมใช้ Fibo ,RSI เพื่อหาแนวต้าน แต่ การพยากรณ์ ก็คือพยากรณ์ ไม่มีถูก 100% จริงๆ อาจจะไม่ถึง 50% ซะด้วยซ้ำ 5555555 หลายครั้งผมซื้อกลับด้วยราคาเดิมที่ขายไป

  • shaba

    น่าสนใจเลยเก็บมาฝาก เพื่อนๆลองปรับใช้ดูครับ http://www.moneyshow.com/trading/article/31/TEbiwkly08-23452/Spot-Leaders-and-Losers-with-RS-Analysis/

  • Dd

    ข้อมูลเยอะและมีประโยชน์มากครับ  ขอขอบคุณสำหรับน้ำใจเผื่อแผ่ มากๆครับ

  • boyles

    คุณมดสนใจไปงาน Fibo day ไหมครับ มีเกมส์ million dollar ให้เล่นด้วย วันที่ 4 กุมภานี้ครับ ^^

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @126f91927843b4b7c86eafb7b2ec6c96:disqus ขอเช็คเวลาแป้บนะครับ ถ้าว่างเดี๋ยวติดต่อไป เผื่อได้เจอกันครับ :D

      • boyles

        ยินดีเลยครับ ไปฟรีเลยนะครับ เพราะจำได้ คุณมดเคยให้หนังสือผม money management เล่มนึงดีมาก ^^  ตอนนี้กำลัง Review หนังสือที่คุณมดออกมาใหม่อยู่ เดี๊ยวช่วย Promote อีกทางนะครับ สนับสนุนครับ

      • boyles

        ยินดีเลยครับ ไปฟรีเลยนะครับ เพราะจำได้ คุณมดเคยให้หนังสือผม money management เล่มนึงดีมาก ^^  ตอนนี้กำลัง Review หนังสือที่คุณมดออกมาใหม่อยู่ เดี๊ยวช่วย Promote อีกทางนะครับ สนับสนุนครับ

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @126f91927843b4b7c86eafb7b2ec6c96:disqus โอ้ววว ขอบคุณมากครับเรื่องหนังสือ แต่เรื่องงาน Fiboday จริงๆถ้ามีค่าใช้จ่ายก็บอกได้เลยนะครับเกรงใจ :D

  • boyles

    ไม่อะครับ คุณมดเคย ให้หนังสือผมแล้ว ยังไม่เคยตอบแทนคุณมดเลย แล้วเล่มนั้นดีมากด้วยอ่ะครับ ถ้าว่าง ก็ขอเชิญนะครับ เพื่อนๆในกลุ่มน่าจะดีใจกันแน่เลย ^^  เพราะจะมีเกมส์  
    Million Dollar Challenge: Learn, Trade & Win! “Game teaches trading principles in a fun and inventive way.” – Stocks & Commodities 
    ที่ผมสั่งจากเมกา ของ Larry williams ด้วยอ่ะครับ  งานนี้ไม่ได้คิดค่าแรงผมนะครับ พบปะ ติวกันในกลุ่ม ช่วยมือใหม่  รายละเอียด 
    http://www.bigmoveclub.com/2012/01/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2-fibo-day-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%8C-million-dollar-challege/ 

    ยังไงก็ต้องขอบคุณเรื่องหนังสือดีๆ ที่แปลออกมาอีกครั้งนะครับ ยังไงเล่มนี้ ผมขอซื้อดีกว่า แปลตั้ง 200 กว่าหน้า ช่วยอุดหนุนดีกว่านะครับ ^^