พยากรณ์ตลาดหุ้นหลายๆคนอาจไม่เคยสงสัยว่า … “เหตุใดพวกเขาจึงมีกำไรเกิดขึ้นมา?” หลายคนเชื่อว่าเพราะพวกเขาซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน อีกหลายคนเชื่อว่าพวกเขาซื้อหุ้นได้ถูกจังหวะ และอีกหลายคนเชื่อว่าพวกเขาซื้อหุ้นที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถที่จะสรุปได้ในความหมายเดียว นั่นก็คือ พวกเราต่างก็สามารถทำกำไรขึ้นมาได้ เนื่องจากความไร้ประสิทธิภาพของตลาด (Market Inefficiencies หรือ Market Anomalies) นั่นเอง

** เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร ในบทความนี้ผมจะเรียกกลยุทธ์การทำกำไรในรูปแบต่างๆว่าระบบการลงทุน ไม่ว่ามันจะเป็นไปในรูปแบบใดๆก็ตาม (พื้นฐาน, เทคนิค, ลางสังหรณ์ … อื่นๆ)

เหตุใดคุณจึงมีกำไร?

เหตุที่ระบบการลงทุนต่างๆนั้น สามารถที่จะทำกำไรขึ้นมาได้ก็เนื่องมาจากว่า พวกมันสามารถที่จะค้นพบโอกาสจากความไร้ประสิทธิภาพของตลาดด้วยกันทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ระบบการลงทุนที่สามารถจะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำอย่างมากได้ ก็เนื่องมาจากมันสามารถค้นพบโอกาสที่ตลาดไรเสถียรภาพอย่างมากออกมาได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราควรจะระลึกเอาไว้อยู่เสมอก็คือ เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ระบบการลงทุนทุกๆแบบจะต้องพบกับจุดตกต่ำหรือจุดที่มันหมดประสิทธิภาพลงไป (อาจเป็นการชั่วคราวหรือถาวรก็ได้) เหตุก็เนื่องมาจากเมื่อผู้คนต่างก็ค้นพบและช่วงใช้มันจนมากในระดับหนึ่ง การกระทำต่างๆเหล่านี้จะค่อยๆลดทอนเอาความไร้ประสิทธิภาพที่ระบบสามารถค้นพบออกไปจนน้อยลงไปเรื่อยๆ

เมื่อระบบการลงทุนแบบใดๆได้ถูกค้นพบและช่วงใช้โดยคนหลายๆกลุ่มจนถึงในระดับหนึ่งนั้น ความเชื่องช้าต่อการตอบสนองถึงความไร้ประสิทธิภาพของตลาด และปริมาณการซื้อขายที่ไหลเข้าไป จะทำให้ตลาดค่อยๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดที่มันไม่อาจจะให้กำไรต่อเรากลับมาได้

ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดหุ้นหลักฐานบางอย่างของความไร้ประสิทธิภาพภาพของตลาด

หลักฐานต่างๆเหล่านี้เราสามารถที่จะเห็นกันได้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเกิดช่วงที่ระบบต่างๆเกิด Drawdown หรือแม้แต่เมื่อเรามองไปที่ตลาด เราจะเห็นถึงภาวะของการที่ตลาดเกิดช่วง Bull, Bear หรือ Sideway นั่นเอง ยกตัวอย่างง่ายเช่น เมื่อตลาดเข้าสู่ช่วง Sideway มันจะคงอยู่อย่างนั้นในช่วงเวลาหนึ่ง และระบบการลงทุนแบบ Swing Trading หรือซื้อมาขายไปตามแนวต้านแนวรับจะสามารถทำกำไรได้เป็นอย่างดี จนถึงจุดหนึ่งที่เมื่อคนหลายๆกลุ่มเริ่มที่จะสังเกตุและช่วงใช้มัน จุดนั้นเองที่ความมีประสิทธิภาพของตลาดจะเพิ่มขึ้นจนระบบเหล่านี้ไม่เกิดกำไรอีกต่อไป (โดยเฉพาะระบบที่มีตัวแปรหลายตัว – Curve Fit เพื่อจับเอาภาวะใดภาวะหนึ่งของตลาดโดยเฉพาะ) และตลาดก็จะดำเนินเข้าสู่ช่วงที่เป็นแนวโน้ม ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาของการทำกำไรของระบบการลงทุนแบบ Trend Following หรือแม้แต่ Fundamental Investing นั่นเอง

รูปแบบของปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด

สำหรับปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดที่รู้จักกันดีและมีความคงทน (Robust) มาอย่างยาวนานนั้น ผมจะเลือกนำมาเล่าให้ฟังกันในวันหลัง ซึ่งพวกมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นกระดูกสันหลังของกลยุทธ์หรือระบบการลงทุนในรูปแบบต่างๆโดยทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น

  • Momentum (ความเฉื่อยหรือแนวโน้ม)
  • Contraction-Expansion (ภาวะการหดแคบและยืดออกของกรอบราคา)
  • Price Level (ระดับของราคาหุ้น)
  • Neglect (การกลับมาร้อนแรงหลังจากที่หุ้นถูกลืมหรือหลับไหลไป)
  • Virgin (หุ้นที่ยังอยู่ในวัยเยาว์พึ่งสร้างธุรกิจหรือเข้าตลาดใหม่ๆ)
  • Earning Growth (การเติบโตของผลกำไร)
  • P/E Ratio (อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น)
  • P/CF Ratio (อัตราส่วนราคาต่อเงินสดต่อหุ้น)
  • P/S Ratio (อัตราส่วนราคาต่อยอดขายต่อหุ้น)
  • Size (ขนาดของหุ้น)
  • Volume (การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น)
  • อื่นๆ

มีบทความและงานวิจัยหลายๆชิ้นบ่งชี้ว่า หากเราสร้างระบบการลงทุนโดยอิงอยู่กับปรากฏการณ์เหล่านี้นั้น เรามีโอกาสที่จะสามารถสร้างระบบการลงทุนที่จะให้กำไรออกมาได้ในระยะยาวอยู่เป็นอย่างมาก ดังนั้นหากใครกำลังว่างๆลองหาข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ความไร้เถียรภาพของตลาดเหล่านี้มาลองพิจารณากันดูนะครับ

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • pakorn lertpaiboon

    ขยันจังครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ว่างก็ทำน่ะครับ เริ่มเขียนแล้วเดี๋ยวก็เสร็จเอง แต่ถ้าไม่เขียนบ้างเลยมันจะอู้ยาวครับ :D

  • boyles

    บทความดีๆ มาอีกแล้วครับ ^^

  • Arm_5345

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
    ปล เมื่อไหร่จะมีมีตติ้งครับเนี่ย?

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @0c47694b706db5b7bd2713358567f10b:disqus เหมือนจะรู้ใจเลย เร็วนี้แหละครับ อาจจะเป็นต้นเดือนหน้า เดี๋ยวจะบอกอีกทีในไม่กี่วันเนี้ยแหละครับ :D ขอบคุณที่ยังไม่ลืมนะครับ :D

  • Snail

    Test

  • Snail

    ””สมมติฐานประสิทธิภาพของตลาด (Efficient-Market Hypothesis หรือ EMH)
    ราคาหลักทรัพย์สะท้อนถึงข่าวสารทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่เสมอ ข่าวสารใหม่ใด ๆ ถูก
    สะท้อนอย่างรวดเร็วและทันทีทันใดต่อราคาหลักทรัพย์ ข่าวสารใด ๆ ของทุกบริษัท
    นั้นถูกกำหนดให้เป็นไปอย่างสุ่มหรือไม่สามารถคาดการได้ ราคาจะเปลี่ยนแปลงอย่าง
    ไม่สามารถคาดการณ์ได้หรือเรียกว่า เป็นไปตามตลาดแบบสุ่ม (Random Walk)””

    คำถามที่ 1.
    ที่กล่าวมาข้างต้นยังคงได้แค่สมมุติฐาน เนื่องจากเป็นไปได้ยากที่จะมีเงื่อนไขครบตามนั้น
    เราจึงอยู่กับความไร้ประสิทธิภาพของตลาด (Market Inefficiencies หรือ Market Anomalies)
    มันจะยังคงเป็นอย่างนั้น เพียงแต่จะเปลี่ยนรูปแบบปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด
    ใช่ไหมคับคุณมด

    คำถามที่ 2.
    เนื่องจากำไรเกิดจากการที่ระบบค้นพบโอกาสจากความไร้ประสิทธิภาพของตลาด แต่มันเปลี่ยนรูปแบบได้
    เราจึงไม่ควรประมาทและควรศึกษาหลายๆระบบ เพราะระบบที่เรากำลังใช้อยู่แล้วได้กำไร สักวันนึงมันอาจขาดทุนได้
    ใช่ไหมคับคุณมด

    คำถามที่ 3.

    “หากเราสร้างระบบการลงทุนโดยอิงอยู่กับปรากฏการณ์เหล่านี้นั้น

    เรามีโอกาสที่จะสามารถสร้างระบบการลงทุนที่จะให้กำไรออกมาได้ในระยะยาวอยู่
    เป็นอย่างมาก”
    เราจะรู้ได้ไงครับว่า รูปแบบปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดมันได้เปลี่ยนไปแล้ว
    หรือว่าจริงๆแล้วไม่มีใครรู้หรอก จนกว่ารูปแบบนั้นมันจะเสร็จสิ้น

    คำถามที่ 4.
    หากเราเป็น Trend Follower เราสังเกตเห็นว่าช่วง Sideway จะขาดทุน
    แต่ช่วงมี Trend เราจะได้กำไรกลับคืนมาจนภาพรวมแล้วได้กำไร
    ซึงสมมุติว่าระบบที่ใช้ได้ Back Test มาแล้วเป็น 10 ปี และทำตามระบบมาแล้วหลายปี ก็ยังได้กำไรดี
    มันเป็นอย่างนี้เพราะรูปแบบปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
    แม้จะมีช่วงขาดทุน แต่สุดท้ายก็มาเข้ารูปแบบที่ Trend Following System ของเราได้กำไร ใช่ไหมคับ
    แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด
    มันจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบเสียจนไม่สามารถใช้ Trend Following System ได้อีก
    ในความเห็นของคุณมดน่ะครับ

    คำถามที่ 5.
    กรณีที่เราใช้ Trend Following System
    แต่เนื่องจากเรายังคงตระหนักในการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด
    เราจะมีแนวทางการปรับปรุง (ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง) Trend Following System ได้อย่างไรบ้างครับ
    ควรประยุกต์จากงรูปแบบของปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด ใช่ไหมครับ

    คำถามที่ 6.
    อย่าให้ชีวิตมันวุ่นวายนักเลย ใช้ระบบอะไรมาแล้วในระยะยาวได้กำไรอย่างพอเพียง ก็ใช้ต่อไปเถอะ
    อยากได้กำไรมากขึ้นค่อยใช้ Position Sizing มาช่วย ดีมั๊ยครับคุณมด ^_^

    ขอบคุณมากๆครับสำหรับบทความดีๆ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @92c506f01b535e4d63989bba41b8806c:disqus 
      คำถามที่ 1.ที่กล่าวมาข้างต้นยังคงได้แค่สมมุติฐาน เนื่องจากเป็นไปได้ยากที่จะมีเงื่อนไขครบตามนั้นเราจึงอยู่กับความไร้ประสิทธิภาพของตลาด (Market Inefficiencies หรือ Market Anomalies)มันจะยังคงเป็นอย่างนั้น เพียงแต่จะเปลี่ยนรูปแบบปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดใช่ไหมคับคุณมด
      – ส่วนตัวผมเองไม่คิดว่าตลาดมันเป็น EMH เต็มตัวอย่างทฤษฏีนะครับ เพราะมันขัดกับสิ่งที่เห็นอยู่ตำตาเหลือเกิน common sense ของเรามันเถียงอยู่ตลอด ส่วนความไร้ประสิทธิภาพคิดว่ามันจะมีต่อไปเท่าที่มันมีตลาดหุ้น

      คำถามที่ 2.
      เนื่องจากำไรเกิดจากการที่ระบบค้นพบโอกาสจากความไร้ประสิทธิภาพของตลาด แต่มันเปลี่ยนรูปแบบได้
      เราจึงไม่ควรประมาทและควรศึกษาหลายๆระบบ เพราะระบบที่เรากำลังใช้อยู่แล้วได้กำไร สักวันนึงมันอาจขาดทุนได้
      ใช่ไหมคับคุณมด

      – ถ้าเป็นไปได้ ผมว่าการมีทางเลือกดีกว่าไม่มีครับ หากว่ามันไม่ขัดต่อจิตใจของเราจนเกินไป กระจายระบบเล่นก็เป็น Idea ที่ดีอย่างหนึ่งในความคิดผม เพราะมันช่วยลด Effect ของกันและกันได้ หากว่า Loop ของ Drawdown ไม่ตรงกัน (ไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่สไตล์ต่างกันก็ได้)

      คำถามที่ 3.

      “หากเราสร้างระบบการลงทุนโดยอิงอยู่กับปรากฏการณ์เหล่านี้นั้น เรามีโอกาสที่จะสามารถสร้างระบบการลงทุนที่จะให้กำไรออกมาได้ในระยะยาวอยู่เป็นอย่างมาก” เราจะรู้ได้ไงครับว่า รูปแบบปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดมันได้เปลี่ยนไปแล้ว หรือว่าจริงๆแล้วไม่มีใครรู้หรอก จนกว่ารูปแบบนั้นมันจะเสร็จสิ้น

      – คิดว่าการยืนยันสิ่งไหนๆมันก็ต้อง After Fact อยู่แล้ว ส่วนจะรู้ได้ไงชัวร์ๆอันนี้ผมก็ไม่ทราบได้นะครับ :D แต่ถ้าให้เดาก็คงเดาไปเรื่อยตาม Bias ที่มีไปตามสถานการณ์ แต่ยังไงเสีย ถ้าจะยืนยันได้จริงๆมันก็ต้องเกิดขึ้นไปแล้วน่ะครับ 

      คำถามที่ 4.
      หากเราเป็น Trend Follower เราสังเกตเห็นว่าช่วง Sideway จะขาดทุน แต่ช่วงมี Trend เราจะได้กำไรกลับคืนมาจนภาพรวมแล้วได้กำไร ซึงสมมุติว่าระบบที่ใช้ได้ Back Test มาแล้วเป็น 10 ปี และทำตามระบบมาแล้วหลายปี ก็ยังได้กำไรดี มันเป็นอย่างนี้เพราะรูปแบบปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แม้จะมีช่วงขาดทุน แต่สุดท้ายก็มาเข้ารูปแบบที่ Trend Following System ของเราได้กำไร ใช่ไหมคับ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด มันจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบเสียจนไม่สามารถใช้ Trend Following System ได้อีก ในความเห็นของคุณมดน่ะครับ

      – ส่วนตัวผมเอง มองว่าตลาดมันเหมือนทะเลที่มีคลื่นน้อยใหญ่ (market anomalies) ซ้อนทับกันอยู่ไปมาเหมือนลูกคลื่น บางทีก็เป็นช่วงเวลาของปรากฏการณ์หนึ่ง บางทีก็เป็นของอีกปรากฏการณ์หนึ่ง สลับไปมาหมุนเวียนเรื่อยๆ (แต่ยากจะคาดเดาให้ถูกต้องเสมอ) 

      ส่วนที่ว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบจนไม่สามารถใช้ Trend Following System (TFS) ได้ไหมนั้นผมว่ายากนะครับ คิดไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะพังได้ยังไง ในความเห็นผม TFS มันคือกลยุทธ์ของการ Re-Act ต่อแนวโน้มที่เกิดขึ้นแทนที่จะ Pre-Act เดาไปเรื่อย TFS เป็นปรัชญาไม่ใช่แค่วิธีการ  ถึงแม้วิธีการอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา แต่ตัวปรัชญายังคงเดิมมายาวนานแล้ว (แม้กระทั่งสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันหลายๆอย่าง ก็เป็น TFS จริงไหมครับ :D)

      แต่หากจะมองกันในแง่ของภาวะที่ทำให้ไม่เอื้อต่อ TFS แล้ว ผมก็ยังเห็นว่ามันอาจมีช่วง Drawdown ของระบบไป แต่มันก็จะเวียนกลับมาอยู่ดี เหตุผลก็อย่างที่ได้เขียนเอาไว้ เพราะหากตลาดเป็น Sideway นานจนถึงจุดหนึ่ง มันก็ต้องถูกค้นพบและช่วงใช้จนตลาดเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี วนไปวนมาเรื่อยๆ นอกจากนี้แล้วผมก็ไม่เชื่อว่ามนุษย์อย่างเราจะมีความเที่ยงตรงถึงขนาด EMH ว่าใว้ เราต่างมีความลำเอียง ความกลัวและความโลภ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นล้วนแล้วแต่เป็นต้นกำเนิดของปฏิกริยา Over-Under Reaction ซึ่งทำให้เกิดแนวโน้มที่จะทอดยาวในตลาดทั้งสิ้น

      หรือแม้แต่หากจะคิดในแง่ของความเป็นไปของตลาดหุ้น มันคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องมาประมูลซื้อ-ขายหุ้นกันในตลาด หากว่าทุกๆคนเป็น EMH คิดเหมือนกัน รวดเร็วเท่ากัน ได้ราคาเท่ากัน เพราะซื้อขายที่ไหนกันก็ได้ไม่ต่างกัน จริงๆแล้วผมคิดว่าเพราะความเบี่ยงเบน (แนวโน้ม) ที่เกิดขึ้นนี่แหละครับ ที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มันต้องมีตลาดหุ้น และทำไมคนถึงเข้ามาซื้อขายหุ้นในตลาด :)

      คำถามที่ 5.
      กรณีที่เราใช้ Trend Following System แต่เนื่องจากเรายังคงตระหนักในการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด เราจะมีแนวทางการปรับปรุง (ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง) Trend Following System ได้อย่างไรบ้างครับ ควรประยุกต์จากงรูปแบบของปรากฏการณ์ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด ใช่ไหมครับ

      ผมคิดว่าเราควรออกแบบอิงจาก Market Anomalies เหล่านี้ครับ เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ที่มีความยืนยงอยู่ร่วมสมัยกับตลาดหุ้นมาตลอด อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้หากเราลองทดสอบระบบดู เราก็จะพบว่าส่วนใหญ่ถ้าจะให้เวิรค์ได้ดีๆนานๆ ไม่พ้นว่ามันก็ต้องอิงอยู่กับปรากฏการณ์เหล่านี้ทั้งนั้น

      ส่วนแนวทางในการปรับปรุงระบบ ก็คงคล้ายๆกับการทำให้เสื้อหลวมขึ้นแต่ยังใส่ได้สวยดีน่ะครับ สิ่งที่ตัวผมเองพยายามทำอยู่เสมอในตอนนี้คือการทำให้มันแน่นหรือฟิตน้อยลงเรื่อยๆและใส่สบาย ใส่ได้หลายๆงาน แม้อาจจะไม่ได้สวยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพและประโยชน์มากที่สุดครับ

      คำถามที่ 6.
      อย่าให้ชีวิตมันวุ่นวายนักเลย ใช้ระบบอะไรมาแล้วในระยะยาวได้กำไรอย่างพอเพียง ก็ใช้ต่อไปเถอะ
      อยากได้กำไรมากขึ้นค่อยใช้ Position Sizing มาช่วย ดีมั๊ยครับคุณมด ^_^

      – เห็นด้วยครับ ความซับซ้อนวุ่นวายไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับการใช้ระบบ และก็ไม่ใช่ข้อแม้ของการมีกำไรด้วย ในทางกลับกันผมก็เห็นว่าความเรียบง่ายต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ ถ้าอยากได้กำไรมากขึ้น อีกหนทางหนึ่งเราก็สามารถใช้ Position Sizing Technique ช่วยได้เช่นกัน แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วย Drawdown และความเสียวที่หนักหน่วงขึ้น T_T  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระบบเรามันรับไม่ไหวแล้วด้วย อิอิ

      สุดท้ายนี้ขอบคุณมากที่เขียนมาคุยกันเสียยาว แม้ความเห็นผมอาจจะไม่ได้ถูกต้องอะไร 100% แต่ผมก็ตั้งใจตอบทุกๆข้อแล้วนะครับ :D

      • Snail

        ขอบคุณมากๆครับที่ตั้งใจตอบทุกข้อ
        ชอบมากๆครับสำหรับประโยคนี้ “TFS เป็นปรัชญา ไม่ใช่แค่วิธีกา” สุดยอด

        ขอถามคำถามกลุ่มสุดท้าย ครับ

         

        ช่วยขยายความเรื่อง การกระจายระบบเล่นโดยไม่จำเป็นต้องเป็นระบบสไตล์ต่างกัน ให้หน่อยได้ไหมครับ

         

        นอกเหนือจากกระจายระบบเล่นโดยไม่จำเป็นต้องเป็นระบบสไตล์ต่างกัน
        มีการกระจายระบบเล่นแบบไหนอีกไหมคับ

         

        ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาต่อไปนี้
        ถือเป็นการกระจายระบบเล่นไหมครับ

        – ใช้คนละระบบไปเลย เช่น TFS (ที่เหมาะกับช่วง Trend ) ร่วมกับ
        Momentum (ที่เหมาะกับช่วง Sideway)

        – ใช้ระบบเดิม แต่เทรดด้วยสัญญาณจากหลาย Time Frame
        เช่น Week ร่วมกับ
        Day

         

        คุณมดคิดว่าการกระจายระบบเล่นแบบนี้นั้น
        ในระยะยาวมันช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นชัดเจนไหมครับ หรือมันแค่ช่วยให้ Equity Curve มัน Smooth
        ขึ้นเท่านั้นเอง

         

        ขอบคุณมากๆอีกครั้งสำหรับความรู้ที่แบ่งปัน
        ขอตั้งฉายาให้คุณมดว่า ” TTT ” = ” Thailand Turtle Trader ” นะคับ ส่วนผมช้ามาก เป็นได้แค่ Snail ^^

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @92c506f01b535e4d63989bba41b8806c:disqus 
          “ช่วยขยายความเรื่อง การกระจายระบบเล่นโดยไม่จำเป็นต้องเป็นระบบสไตล์ต่างกัน ให้หน่อยได้ไหมครับ”

          ::: ส่วนตัวมองว่าการกระจายระบบ ใจความจริงๆคือหลีกเลี่ยง DD ที่จะเจอพร้อมกัน หรือไม่ก็ให้ DD มันหักลด Effect กับช่วง Winning Streak ครับ ดังนั้น ระบบต่างหรือไม่อาจไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ DD ซ้อนกันหรือปล่าว

          “นอกเหนือจากกระจายระบบเล่นโดยไม่จำเป็นต้องเป็นระบบสไตล์ต่างกัน มีการกระจายระบบเล่นแบบไหนอีกไหมคับ”ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาต่อไปนี้ ถือเป็นการกระจายระบบเล่นไหมครับ- ใช้คนละระบบไปเลย เช่น TFS (ที่เหมาะกับช่วง Trend ) ร่วมกับMomentum (ที่เหมาะกับช่วง Sideway)- ใช้ระบบเดิม แต่เทรดด้วยสัญญาณจากหลาย Time Frameเช่น Week ร่วมกับ Day

          ::: ใช่ครับ แต่ประเด็นก็คือมันช่วยกันได้ไหมเท่านั้นเองนะครับผมว่า (ซึ่งก็ต้องลองเทสท์ดู) คือบางคนเห็นเล่นหลายระบบ แต่ Losing year และ Character คล้ายๆกัน สรุปว่าไม่ช่วยกันเท่าไหร่เลย

          “คุณมดคิดว่าการกระจายระบบเล่นแบบนี้นั้น ในระยะยาวมันช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นชัดเจนไหมครับ หรือมันแค่ช่วยให้ Equity Curve มัน Smooth ขึ้นเท่านั้นเอง”

          ::: ตอบยากมากเลยครับ เพราะผมไม่รู้รายละเอียดของระบบ และไม่รู้ว่าคำว่า “ผลตอบแทนดีขึ้นชัดเจน” ของคุณ Snail เป็นอย่างไร บางที Goal Setting และ Objective Function เราอาจไม่เหมือนกันก็ได้ อีกอย่างของแบบนี้บางทีเรานึกว่ามันน่าจะเวิรค์มันอาจไม่เวิรค์ก็ได้ ต้องจับยำจับเทสดูหลายๆทางล่ะนะครับผมว่า ผมไม่กล้านั่งเทียนฟันธงเอาน่ะครับ :D

          “ขอตั้งฉายาให้คุณมดว่า ” TTT ” = ” Thailand Turtle Trader ” นะคับ ส่วนผมช้ามาก เป็นได้แค่ Snail ^^”

          ::: ขอบคุณมากครับ :D แต่จริงๆฉายาผมมีแล้วนะครับ ผมสังเกตุใครๆก็เรียกผมว่า “คุณเม่า” ครับ สงสัยจะได้ใช้ฉายานี้ไปอีกนานเลย เป็นเพื่อนไปกับหอยทากครับ 55

          • Snail

            ขอบคุณมากๆค้าบบ

  • Anonymous

    ^^

  • Sitthikornk

    คุณ Mod ครับ  การกระจายระบบเล่นนั้นคุณ Mod มีความเห็นอย่างไรครับระหว่าง

    1.เทรด 2 ระบบ แยกกันอย่างเด็ดขาด
    1.1 ระบบ  a เทรด  หุ้น b,c,d,e ใช้ fix fraction ก%
    1.2 ระบบ  b เทรด  หุ้น b,c,d,e ใช้ fix fraction ข%
    กำไรขาดทุน ต่างระบบ ต่างคิด plot equity curve แยกจากกัน เป็น 2 Equity curve

    2.เทรด 2 ระบบ รวมกัน
    2.1 ระบบ  a เทรด  หุ้น b,c,d,e ใช้ fix fraction ก%
    2.2 ระบบ  b เทรด  หุ้น b,c,d,e ใช้ fix fraction ก%
    กำไรขาดทุนรวมกันคิด plot equity curve รวมกันเป็นเส้นเดียว

    กรณีแรกมี fix fraction 2 ค่า
    กรณีสอง มี fix fraction 1 ค่า

    ที่ถามเพราะเห็นในตัว Tradesim มีฟังก์ชั่นการเทรด 2 ระบบพร้อมกันโดยหากเลือก MM แบบ Fix fraction โปรแกรมจะเทสให้เป็นแบบที่  2 ครับ  ทางคุณ Mod ใช้แบบไหนครับ?

  • boyles

    สวัสดีครับคุณมด ขอผมไปมิตติ้งด้วยคนนะครับ ^^ จะได้เจอคุณมดตัวเป็นๆ สะที

    พอดีมัวแต่ศึกษาการทำ wordpress อยู่อย่างยาวนาน แต่ก็ติดตามผลงานของคุณมดเป็นระยะอยู่ เลยไม่ได้เขียนเรื่อง fibo ต่อเลย ว่าจะเริ่ม update blog ต่อล่ะครับ blogger ผมย้ายไปที่ http://www.bigmoveclub.com ย้ายฐานข้อมูลไม่เป็น comment ก็หายหมด แล้วต้องมานั่ง copy paste เกือบทั้งหมด – -! เน้นทึกเอา แอบตั้ง club ตามคุณมดด้วย 555 จะได้เข้า concept trend following ที่จะเขียนต่อไปในอนาคต คุณมดไปเยี่ยมชมได้นะครับ ^^

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @126f91927843b4b7c86eafb7b2ec6c96:disqus ลองหา Host ที่เขาช่วยดูสิครับ น่าจะง่าย เพราะผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ให้เขาช่วยย้ายให้สะดวกมากๆ 55 (แบบว่าทำไม่เป็น)

  • tarablue

    คุณมด จะจัด meeting หรือครับ ขอผมไปด้วยคนได้ใหมครับ ติดตามมานานอยากไปขอบคุณด้วยตัวเองอยู่เหมือนกันครับ ขอบคุณสำหรับทุกบทความครับ และจะรบกวนถามเกี่ยวกับ indicator enverlop ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า ว่าใช้ทำอะไรแล้วดีอย่างงไร  พอทราบคร่าวๆคือเป็นช่วงของ high low แต่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกใหมเคย เห็นคุณมดพูดถึงใน comment และหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหนครับ เพื่อจะได้ไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปจะได้ไปลองหาดู เคยไปเจอในเว็บ kimeng แต่เป็นพื้นฐานเท่านั้นเองและไม่ละเอียด ครับ ไม่รู้รบกวนมากไปหรือเปล่า ตอนนี้ผมพยายามอ่านทุกบทความและทุก comment ครับ และนำมาลองผิดลองถูก 

    มีคำถามเล็กน้อยเกี่ยวกับ margin 
    ผมลอง backtest เครื่องมือหลายๆตัวกับ กราฟทอง และ เงิน ปรากฏว่าเครื่องมือหลายตัวได้ให้%win ที่ดี น่าจะเป็นเพราะtrend ใหญ่ของทองเป็นแนวโน้มขาขึ้น ที่นี้ผมก็เลยคิดว่า ถ้าเราไปลงทุน gold future ก็จะใช้เงิน วางหลักประกัน จำนวน 10%โดยประมาณจากมูลค่าทั้งหมด จึงจะลองเปลี่ยนไปลงทุนดูเพราะอัตราการทดกำไรขาดทุนมากขึ้น แต่ผมก็ทราบว่ามันก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจำนวนมากขึ้นด้วย จึงจะขอความเห็นคุณมดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดูครับว่าถ้าเป็นคุณมดมีความเห็นยังไงกับเรื่องนี้ จำนวนความเสี่ยงผมรับได้ทั้งจำำนวนเงินที่ลงทั้งหมดครับ100%แต่ใจจริงก็ไม่ได้อยากเสียเพราะผมก็เหมือนคนทั่วไปที่อยากได้กำไรมากกว่าขาดทุนจึงอยากได้ความคิดเห็นจากผู้รู้ว่าคิดยังไงกับเรื่องนี้ครับ

    ทุกความคิดเห็นทุกคำแนะนำทุกบทความในเว็บนี้นั้นหาที่ไหนไม่ได้ เพราะหาได้จากเว็บนี้เว็บเดียว อิอิ ผมล้อเล่น เพราะผมไม่ค่อยเจอใครแปลบทความอย่างคุณมดครับ สุดยอดคับ 

  • http://mangmaoclub.com Mod

    เรื่อง Meeting เดี๋ยวผมจะลงวันให้ทราบกันอีกทีนะครับ ยังไม่มีสถานที่แน่นอนด้วย เลยไม่ได้ยังไม่ได้ฟันธง ยังไงต้องขอบที่อยากแวะมาเจอกันนะครับ :D

    เรื่อง Envelop มันถูกใช้เพื่อหาระยะหรือกรอบจากค่าเฉลี่ยครับ คือเอา Moving average ตั้งแล้ว + กับ – ด้วยค่าที่เราต้องการเช่นกี่ % ก็ว่าไปครับ :) หลักการทำงานจะคล้ายๆกับ Bollinger Band ครับ จริงๆวิธีใช้มันมีหลากหลาย อาจใช้เป็น Mean Reversal ก็ได้ แต่เทคนิคสำหรับจับ Strong Trend คือเล่นเมื่อมันยืนเหนือกรอบบนไปเรื่อยๆครับ

    เรื่อง Gold Future ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เล่นนะครับ ผมเล่นแต่หุ้น (แค่นี้ก็มึนแล้ว) แต่จากหลักการแล้ว การตัดสินใจลงเงินนั้นควรต้องคิดถึงเรื่อง Required Capital ครับ เพื่อที่จะให้ระบบที่เราทดสอบไว้ สามารถดำเนินไปได้โดยไม่หมดเงินไปเสียก่อน 

    Required Capital = Initial Capital + Risk

    Initial Cap = เงินต้นจำนวนต่ำที่สุดที่จำเป็นต้องลง เพื่อให้ยังสามารถทำการซื้อขายได้อยู่
    Risk = safety factor (ตัวคุณ – มาตรฐานคือ 3 เท่า) x Max Drawdown

    ลองนำไปคำนวนดูนะครับ น่าจะรู้ว่าแต่ละคนมี capicity พอที่จะเล่นไหม :)

  • http://mangmaoclub.com Mod

    @1ae6eb74eaa1c2d753b767b7eeddb80e:disqus  เรื่อง Meeting เดี๋ยวผมจะลงวันให้ทราบกันอีกทีนะครับ ยังไม่มีสถานที่แน่นอนด้วย เลยไม่ได้ยังไม่ได้ฟันธง ยังไงต้องขอบที่อยากแวะมาเจอกันนะครับ :D

    เรื่อง Envelop มันถูกใช้เพื่อหาระยะหรือกรอบจากค่าเฉลี่ยครับ คือเอา Moving average ตั้งแล้ว + กับ – ด้วยค่าที่เราต้องการเช่นกี่ % ก็ว่าไปครับ :) หลักการทำงานจะคล้ายๆกับ Bollinger Band ครับ จริงๆวิธีใช้มันมีหลากหลาย อาจใช้เป็น Mean Reversal ก็ได้ แต่เทคนิคสำหรับจับ Strong Trend คือเล่นเมื่อมันยืนเหนือกรอบบนไปเรื่อยๆครับ

    เรื่อง Gold Future ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เล่นนะครับ ผมเล่นแต่หุ้น (แค่นี้ก็มึนแล้ว) แต่จากหลักการแล้ว การตัดสินใจลงเงินนั้นควรต้องคิดถึงเรื่อง Required Capital ครับ เพื่อที่จะให้ระบบที่เราทดสอบไว้ สามารถดำเนินไปได้โดยไม่หมดเงินไปเสียก่อน 

    Required Capital = Initial Capital + Risk

    Initial Cap = เงินต้นจำนวนต่ำที่สุดที่จำเป็นต้องลง เพื่อให้ยังสามารถทำการซื้อขายได้อยู่

    Risk = safety factor (ตัวคุณ – มาตรฐานคือ 3 เท่า) x Max Drawdown

    หลักการนี้ใช้ได้ทั้งหุ้นทั้ง future ต่างๆ ลองนำไปคำนวนดูนะครับ น่าจะรู้ว่าแต่ละคนมี capicity พอที่จะเล่นไหม

    :)สุดท้ายต้องขอบคุณสำหรับคำติชมมากเลยนะครับ :D

  • Yingyos

    ขอบคุณครับสำหรับบทความ
    ชอบรูปด้านบนมากครับ ต่อให้เรามีเครื่องมือมากมายมหาศาลเพืื่่อนำมาใช้ในการคาดการณ์ทิศทางตลาด
    แต่สุดท้ายแล้วมันก็เหลือทางเลือกแค่ 2 ทาง ไม่ขึ้นก็ลง เป็นเรื่องของความน่าจะเป็น ซึ่งเกิดแบบ random outcome
    ขอไปมีตติ้งด้วยคนนะครับ

  • tarablue

    ขอบคุณครับ

  • Gymonyx

    คุณมดครับ ผมเพิ่งเริ่มเปลี่ยนแนวมาหัด trade ตามระบบ จากเดิม ฺBuy and hold (or ignore) ผมอ่านบทความแล้วอยากจะลองพัฒนาระบบดูเองบ้างครับ ตอนนี้มี Metastock แล้วแต่ข้อมูลมีแค่ 2 ปี (ใช้โปรแกรมจาก today 99.com) ผมจะหาเพิ่มเติมย้อนหลังได้ถึงไหนครับ  และไม่ทราบว่าจะแนะนำทั้งที่โหลด tradesim(หลังไมค์ก็ได้ครับ) และการใช้งานให้หน่อยครับ 
    ปล. อ่านความเห็นขางบน แล้วงงครับว่า TFS ไม่ใช้ Momentum trade หรือครับ ผมเข้าใจว่าการตาม trend คือการไปตาม momentum ถ้าผมเข้าใจผิดช่วยแนะนำด้วยครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @aca9e16ee4b2240b4dcea036ca83dfba:disqus ข้อมูลย้อนหลังแค่ 2 ปีน้อยไปมากๆหาจะทำการทดสอบระบบ Trend Following ในระยะกลางๆครับ หน้าต่างมันไม่กว้างพอ อย่างน้อยควรจะมี 10 ปีครับ ผมเองใช้ 20 ปีโดยมาตรฐาน ส่วน tradesim ส่งเมล์มาขอหลังไมค์ได้เลยครับ 
      เรื่อง Trend following กับ momentum มันแยกออกจากกันคงไม่ได้ครับ ผมเองคิดว่า momentum คือการพูดถึงในเชิงของภาวะปรากฏการณ์ความเฉื่อยซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของแนวโน้มที่เกิดขึ้นในตลาด ส่วนคำว่า Trend following จริงๆแล้วมันเป็นปรัชญามากกว่าจะลงลึกไปในวิธีการครับ :)

  • Pingback: คนส่วนน้อยกับกฏของผลประโยชน์ในตลาดหุ้น | แมงเม่าคลับ.คอม()

  • 444hot

    แล้วคนที่ไม่เคยเล่นหุ้นแล้วอยากเล่นจะเริ่มต้นอย่างไรครับ