สูตรของเคลลี่ในการเล่นหุ้น สูตรของเคลลี่ Kelly Formula โดย Michael Covel

หากว่าคุณกำลังสงสัยว่าคุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าคุณควรที่จะกำหนดความเสี่ยงทั้งหมดในการซื้อขายหุ้นครั้งละเท่าไหร่แล้วล่ะก็ เราอาจนำสูตรของเคลลี่มาใช้เพื่อช่วยหา “ขนาดการลงทุน” ที่เหมาะสมออกมาได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ คุณควรคำนึงถึงว่าเป้าหมายการลงทุนของคุณนั้น สนใจที่จะสร้างการเติบโตของเงินทุนให้มากที่สุด โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆลดน้อยลงไปตามลำดับครับ

กฏพื้นฐานของการลงทุนนั้นก็คือ กฏของความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

Peter Bernstein

อะไรคือสิ่งที่การบริหารเงินทุน (Money Management) และอัตราการส่งผ่านข้อมูลตามสายโทรศัพท์ (Data Transmission) มีส่วนคล้ายคลึงร่วมกันน่ะหรือ? … ความไม่แน่นอนยังไงล่ะ!

ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการส่งผ่านข้อมูลนั้น มีความเหมือนกับปัญหาที่เหล่านักพนันหรือนักเก็งกำไรต้องเจอเป็นประจำอย่างมาก ในการที่จะต้องทำการตัดสินใจว่า มันควรใช้เงินจำนวนมากเท่าไหร่ในการเก็งกำไรแต่ละครั้งจึงจะเกิดความเหมาะสมที่สุด และเชื่อหรือไม่ว่า แนวคิดของการหาจำนวนเงินเดิมพันที่เหมาะสมในการเก็งกำไรแต่ละครั้งนั้น มีความเกี่ยวพันธ์กับงานวิจัยของวิศวะกรในห้องแลบของเบล (Bell Labs) ย้อนกลับไปหลายทศวรรษเลยทีเดียว โดยที่ในปีค.ศ. 1956 นั้น J. L. Kelly ได้ทำการเผยแพร่งานวิจัยของเขาในขณะที่ทำงานอยู่ในห้องแลบของเบลเอาไว้ โดยที่การวิจัยชิ้นนี้ต้องการที่มองหาหนทางในการแก้ปัญหาซึ่งเกี่ยวข้องกับสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในสายโทรศัพท์ ซึ่งมีความไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยากเป็นอย่างมากนั่นเอง

สูตรที่เคลลี่ค้นพบนั้น ในเวลาต่อมามันถูกเรียกอย่างง่ายๆว่า Kelly Formula และมันก็ได้กลายเป็นสิ่งที่จุดประกายความคิดให้กับบรรดาสุดยอดนักเก็งกำไรตามแนวโน้ม หรือนักเก็งกำไรตามระบบทั้งหลายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยที่พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้องแลบของเบล ในการที่จะพัฒนาระบบในการที่จะตัดสินใจหาขนาดของการเดิมพันที่เหมาะสมในแต่ละครั้งขึ้นมา (หรือเรียกอีกอย่างว่าหลักการบริหารเงินทุน Money Management นั่นเอง)

Kelly Formula สูตรของเคลลี่

สูตรของเคลลี่คืออะไรอย่างนั้นหรือ? มันก็คือสูตรในการที่จะใช้คำนวนหาขนาดของเงินเดิมพันในแต่ละครั้งนั่นเอง โดยมันมีพื้นฐานมาจากสมมุติฐานที่ว่า สิ่งที่คุณต้องการในการลงทุน ก็คือการเติบโตของเงินทุนในระยะยาวนั่นเอง แต่นี่อาจเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของการนำหลักการบริหารเงินทุนมาชนิดนี้มาใช้ เพราะมันก็เหมือนกับปัญหาในการที่เราจะต้องเลือกระหว่างการลงทุนในหุ้นเติบโต หรือจะเลือกลงทุนในหุ้นปันผลแทน โดยที่หุ้นเติบโตนั้น มีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนที่มากกว่า แต่ในระยะยาวแล้วมันมักที่จะให้ผลตอบแทนที่มากกว่าหุ้นปันผล เหตุผลก็เนื่องมาจากว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในหุ้นเติบโตนั้น จะถูกนำไปลงทุนต่อ (Reinvest) แทนที่จะถูกแจกจ่ายออกไป และการนำผลตอบแทนไปลงทุนต่อเนื่องนั้น ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องถูกนำไปคำนวนเช่นเดียวกัน นั่นจึงทำให้หุ้นปันผลมักที่จะมีความผันผวนที่น้อยกว่าหุ้นเติบโต แต่จะถูกลดหลั่นโดยการที่มันให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่ามากๆในระยะยาวนั่นเอง และสำหรับสูตรของเคลลี่แล้ว มันก็ถูกนำมาใช้เพื่อจุดประสงค์ในการเติบโตของเงินทุนให้สูงที่สุดเช่นกัน มันเป็นการนำผลกำไรที่ได้กลับมาลงทุนและรับความเสี่ยงอีกครั้ง (ในอัตราร้อยละของเงินทุนก้อนใหม่ล่าสุด) ซึ่งหากว่าเป้าหมายการลงทุนของคุณนั้นค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยมและต้องการความแน่นอน บางทีแล้ว มันอาจจะเป็นการดุดันเกินไปในการที่คุณจะใช้สูตรชนิดนี้ก็ได้

สูตรของเคลลี่นั้นก็คือ : Kelly% = W-(1-W)/R โดยที่

Kelly% = สัดส่วนร้อยละของเงินทุนที่เหมาะสม ในการที่จะเดิมพันในแต่ละครั้ง

W = อัตราส่วนร้อยละของการเทรดซึ่งเกิดเป็นกำไรขึ้น (ความแม่นยำคิดเป็นเปอร์เซนต์)

R = อัตราส่วนระหว่างขนาดของกำไรโดยเฉลี่ย/ขนาดของการขาดทุนโดยเฉลี่ย

สูตรของเคลลี่ในการเล่นหุ้น 2

ยกตัวอย่างเช่น

หากคุณมีค่า W (ความแม่นยำ) อยู่ที่ 30% โดยมีค่า R (อัตราต่อรอง) อยู่ที่ 5:1 คุณควรที่จะกำหนดความเสี่ยงหรือเงินเดิมพันที่คุณยอมจะสูญเสียได้ในแต่ละครั้งเท่ากับ

Kelly % = 0.3 – (1- 0.3)/5

= 0.3 – 0.14

= 0.16 หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของเงินทุน (16%) นั่นเอง

อย่างไรก็ตามนี่อาจเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิด Drawdown อย่างมากจนคุณอาจทนไม่ไหว คุณจึงอาจที่จะกระจายการลงทุนออกไปในหุ้นหลายๆตัว โดยมีค่าความเสี่ยงสูงที่สุดไม่เกิน 16% ในเวลาเดียวกันนั่นเอง

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • tattoo_thai

    ขอบคุณครับ

    เฮงๆ รวยๆ สุขภาพแข็งแรงนะครับคุณมด

    • mod

      ขอบคุณเช่นกันครับ สุขภาพดีๆเฮงๆรวยๆเช่นกันครับผม

  • อาแซง

    ขอบคุณมากนะครับ ผมพึงเห็นสูตรนี้เป็นครั้งแรก ตามไปอ่านที่วิกิ น่าสนใจมากทีเดียวครับ คุณมดหาข้อมูลขยันหาอะไรใหม่มาลงพวกนี้เก่งจรืงๆ ครับ ผมอาสัยเว็บของท่านมดนี่ละครับ ขโมยเรียนวิชาอยู่เรื่อย
    การหาอัตราต่อรอง นี่ไม่ง่ายอย่างที่คิด ผม 50/50 ตลอด ปีที่แล้วอัตราความแม่นยำผมยิ่งแย่กว่าอีก 22/ 434 โชคดีที่เวลาขาดทุนจะน้อยกว่ากำไร
    ผมจดบางอย่างมาแจมครับ

    1.อัตราต่อรองแต่ละคนก็ไม่เคยผิดพลาด มีแต่การตัดสินใจของคนเท่านั้นที่ผิดพลาด เพราะไปยึดมั่นคาดการณ์ผลลัพธ์ว่าจะต้องเป็นแบบที่คิดไว้
    2 อัตรามองไม่เห็น แต่เชื่อว่ามองเห็น
    3. ไม่เข้าใจว่าระบบ อัตราต่อรอง เกิดมาจากความคิดพื้นฐานอย่างไร แต่เชื่อว่าเข้าใจ
    4. ไม่เข้าใจว่าสิ่งต่างๆ ล้วนไม่แน่นอน แต่เชื่อว่าสิ่งต่างๆ แน่นอน
    5. ไม่เชื่อว่าสิ่งต่างๆ มีความสัมพันธ์เหมือนหยินหยาง
    จุดแข็งเป็นต้นเหตุของจุดอ่อน
    ความดีเป็นต้นเหตุของความชั่ว
    ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด ยิ่งเหมือนเดิมมากเท่านั้น
    ความสุขเป็นต้นเหตุของการไม่มีความสุข
    6. ความเจ็บปวดมากที่สุดที่คนคนหนึ่งจะประสบ คือ การหลอกหลวงตนเอง
    7 เราถูก อัตราต่อรอง ของตนเองหลอกบ้างไหม
    8 อัตราต่อรองและความเชื่อของเราเป็นของตัวเราจริงหรือ
    9 หรือว่ามีคนกำหนดกรอบการรับรู้ให้เราได้เดินตามทิศทางนั้น
    10 สังเกตว่าความเห็นของใครที่ส่งผลต่อเรามากที่สุดและทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
    11 การรับรู้ตามคนอื่นเป็นอย่างไรเมื่อตอนเรียนหนังสือ
    12 ระบุหุ้นที่เราลงทุนใน 10 ครั้งหลังสุด (หรือ ในช่วง สองสามเดือนที่ผ่านมา ถ้ามันมากกว่าสิบครั้ง ) เราได้รับอิทธิพลจากอะไรถึงเข้าไปลงทุน อะไรทำให้คิดเช่นนั้น
    13 เราใช้กฎเกณอะไรประเมิณข้อมูลที่เราได้รับ
    14 เราได้รับอิทธิพลการลงทุนมาจากใครเป็นหลัก เราเชื่อเขามาแค่ไหน เพราะอะไร
    15 ความเชื่อใดบ้างที่เรายึดมั่นโดยไมได้ผ่านประสบการณ์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีวิธีที่เรารับมือและทดสอบกับการรับรู้ของเราที่อาจโดนโลกหลอกได้หรือไม่
    16 พุทธทาส : ปลาอยู่น้ำ ตาใสไม่เห็นน้ำ นกอยู่ฟ้า ไม่เห็นฟ้า น่าขันไหม
    คนอยู่โลก หลงโลกอยู่ร่ำไป
    17 นักเรียนมหาวิทยาลัยลัยคนหนึ่งว่าถามเคล้ดลับของโซรอสคืออะไร
    โซรอสตอบว่า ” I am always wrong and I try to correct my mistakes.”
    mudley
    18 ในเกมที่ต้องเดิมพันกับคู่ต่อสู้ที่เป็นมนุษย์ด้วยกันแล้ว คุณมีอิสระในการเลือก หรือตัดสินใจจริงๆหรือปล่าว หรือการตัดสินใจของคุณเป็นเพียงการวางทางเลือกมาจากฝ่ายตรงข้าม
    19 – พื้นฐานของคนมองที่ผลประโยชน์เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อคุณวางผลประโยชน์ที่มากเพียงพอที่เค้าจะสนใจแล้ว เค้าก็จะก้าวไปสู้ทางเลือกที่คุณยื่นให้มาเอง โดยคิดว่านั่นหล่ะเป็นการตัดสินใจของเค้าเองและดีที่สุดต่อตัวเค้าเอง
    20 – ในการตัดสินใจ ซื้อ/ ขาย ของคุณ คุณบอกว่าคุณตัดสินใจซื้อ ขาย ด้วยกราฟ ก็แสดงว่าคุณอาจถูกชี้นำได้ด้วยกราฟ นั่นคือจุดอ่อนของคุณ ถ้าคู่ต่อสู้รู้ว่าคุณถูกชี้นำได้ง่ายด้วยวิธีไหนคุณจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที
    – ภายใต้สถานการณ์บางอย่างมนุษย์จะตัดสินใจด้วยอารมณ์เสมอ
    21 – อารมณ์กลัว จะทำให้คุณไม่กล้าตัดสินใจ
    22 – อารมณ์ดีใจจะทำให้คุณประมาทคู่ต่อสู้
    23- ถ้าคุณเจอคนคลุมเกมระดับสูง เค้าอาจจะไม่ขู่ให้คุณกลัวหรือตกใจ แต่เค้าจะทำให้คุณมีความสุข หรือสนุกสนานแทน คุณอาจจะมีความสุขที่ได้เล่นกับเค้า นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เสียเปรียบโดยไม่รุ้ตัว โดยที่คุณไม่รุ้เลย
    24- การมีอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และเป้นสิ่งที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหากคุณเข้าเป็นเล่นเกมที่มีผลประโยชน์ที่สำคัญต่อตัวคุณไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง คุณควรจะคิดให้ดีๆว่าการใช้อารมณ์นั้นคุ้มหรือไม่ ที่จะเสี่ยงกับผลประโยชน์
    25- มนุษย์จะไม่ยอมรับในข้อผิดพลาดของตัวเอง คุณจะสังเกตุได้ว่าการขอเดินใหม่อีกทีเป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์เลย เมื่อเห็นผลลัพท์ที่ผิดพลาดแล้ว มนุษย์มักจะไม่มองจข้อผิดพลาดนั้นเท่าไร นี่เป็นสาเหตุเวลาในวงพนันหมากรุก ทางเลือกที่ถูก เราจะวางกับดักไว้เผื่อเค้าเลือกทางถูกเสมอ เช่นเมื่อเค้าเลือกทางนี้เราจะแสดงให้เค้าเห็นว่าเค้าจะเสียอะไรเมื่อเลือกเดินแบบนี้ เค้าก็จะเปลี่ยนใจเค้าสู้ทางเลือกที่เรามีให้เค้าทันที
    26 ฝีมือคนเราจะก้าวหน้าเมื่อเราได้ตัดสินใจบนความคิดของเราและมองความผิดพลาดที่เราก่อขึ้นทุกครั้งไว้เป็นบทเรียน ถ้าเราเปลี่ยนตาเดินอยุ่เสมอเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเกมนี้

    ขอบคุณมากนะครับ
    ขอให้ท่านมดแข็งแรงมาก ๆ ครับ

  • mod

    ขอบคุณมากๆที่เสียเวลาเขียนให้อ่านเช่นกันนะครับ คำถามแบบโจมตีตัวเองแบบนี้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเองมากๆเลย หลายๆข้อผมอ่านแล้วนึกถึงตอนเด็กๆที่ฝึกศิลปะป้องกันตัวแบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว 55 (หลังๆหันมาจับหมากล้อมรบบนกระดานแทน แต่ก็ไม่ได้โปรเท่าไหร่)

    ผมสนุกกับตลาดหุ้นเพราะมันคล้ายๆกับสองอย่างที่ผมชอบข้างบนนี่แหละครับ แต่มันก็มีความสุนทรีย์เหมือนดนตรีซ่อนอยู่เช่นกัน ผมเป็นคนชอบคิดทดลองระบบการเทรดหรือแนวคิดใหม่ๆ (บ้านๆไม่ซับซ้อน) ของผมไปเรื่อยๆ มันไม่ค่อยต่างจากเวลาแต่งเพลงสักเพลงขึ้นมา เมื่อเวลาที่ระบบออกดอกผล มันก็เหมือนกับโน๊ตที่เรียบเรียงไว้เปล่งเสียงออกมาอย่างไงอย่างงั้นเลยครับ บางทีแล้ว ตลาดหุ้นก็อาจเป็นเหมือนห้องทดลองอย่างที่โซรอสว่าเอาไว้จริงๆก็ได้

    คำถามเชิงกลยุทธ์ หรือแนวคิดข้างบนนี้ผมก็ชอบคิดอยุ่บ่อยๆ ผมจะจำไว้ถามตัวเองเสมอๆครับ ขอบคุณกับการแบ่งปัน ขอให้สุขภาพดีๆมีความสุขเช่นกันครับ :D

  • palmbook

    ขออภัยนะครับ แต่สูตรที่ว่ามาไม่น่าจะถูกต้องที่จะเอามาใช้กับการลงทุนนะครับ สมการของเคลลี่นั้นใช้ในกรณีที่เมื่อแพ้จะเสียเงินเดิมพันไปทั้งหมด แต่ถ้าชนะก็จะได้เงินกลับมาเป็นจำนวนเท่าของที่ลงไป ดังนั้นจึงต้องคำนวนอัตราส่วนที่เหมาะสมในการวางเดิมพัน เพราะถ้าหากวางมากเกินไปแล้วดวงซวยเสียติดๆ กัน ก็อาจจะหมดตัว แต่ถ้าวางน้อยมากเกินไป ก็จะได้ผลตอบแทนน้อยเกิน

    ทั้งนี้ทั้งนั้นตลาดหุ้นไม่เหมือนกับโต๊ะพนันครับ เพราะเวลาเสีย เราไม่ได้เสียเงินต้นทั้งหมด แต่เสียเป็น % มากกว่าครับ

    ไม่แน่ใจว่ามีสูตรสำหรับกรณีนี้หรือไม่ ขอตัวไปเปิดหนังสือของ Paul Willmott ก่อนละกันนะครับ

    • Mod

      ไม่แน่ใจว่าคุณ Palmbook จำผิดหรือปล่าว แต่ที่กล่าวมาคือกลยุทธ์แบบมาร์ติงเกลไม่ใช่หรือครับ Kelly criterion จะเป็นกลยุทธ์แบบ anti-martingale นะครับ ออกมาในรูปแบบของ Fixed Fraction Ratio ส่วนข้อมูลอยู่ตรงนี้ครับ

      http://en.wikipedia.org/wiki/Kelly_criterion

  • palmbook

    ไม่น่าจะจำผิดครับ ใน wikipedia ก็เขียนไว้ครับ

    For simple bets with two outcomes, “one involving losing the entire amount bet”, and the other involving winning the bet amount multiplied by the payoff odds, the Kelly bet is:

    • palmbook

      อาาา เจอแล้วครับ paper อันนี้น่าจะเป็น paper ที่จุดชนวนความสนใจของ Kelly Criterion ที่มีต่อตลาดหุ้นครับ (และอาจจะเป็นแบบที่นักลงทุนหลายๆ รายใช้) แต่ว่าโมเดลคณิตศาสตร์ที่ใช้ไม่เหมือนกับ kelly แบบเดิมนะครับ เพราะต้องเปลี่ยนจาก discrete prob เป็น continuous prob (ตามที่นักวิจัยมักจะ assume ว่าตลาดมีผลตอบแทนแบบ log-normal) ค่อนข้างจะน่าเวียนหัวมากกว่าหลายเท่าเลยทีเดียว ใครที่สนใจก็ลองอ่านได้ครับ เลื่อนไปหน้า 21 ได้เลย

      http://www.pitt.edu/~sorc/trade/files/RiskManagement/kelly.pdf

      ว่างๆ ท่านเจ้าของเว็บน่าจะนำเรื่อง Modern Portfolio Thoery มาลงบ้างนะครับ (หรือเคยลงไปแล้วหว่า)

      ขอบคุณครับ

      • mod

        กลับมาอ่านอีกที เข้าใจความหมายของคุณ palmbook แล้ว ภาษาผมอาจวิบัติไปเอง 55

        “สมการของเคลลี่นั้นใช้ในกรณีที่เมื่อแพ้จะเสียเงินเดิมพันไปทั้งหมด แต่ถ้าชนะก็จะได้เงินกลับมาเป็นจำนวนเท่าของที่ลงไป ดังนั้นจึงต้องคำนวนอัตราส่วนที่เหมาะสมในการวางเดิมพัน เพราะถ้าหากวางมากเกินไปแล้วดวงซวยเสียติดๆ กัน ก็อาจจะหมดตัว แต่ถ้าวางน้อยมากเกินไป ก็จะได้ผลตอบแทนน้อยเกิน”

        อันนี้หมายถึงการสูญเสียเงินที่ bet ไปในแต่ละรอบใช่ไหมครับ (ไม่ใช่ Whole Portfolio) ถ้าใช่ก็ถูกแล้วครับเห็นด้วย เพราะขนาดของการ bet แต่ละครั้งจึงสำคัญมาก เรื่องนี้เคยแปลอยู่ในเรื่องของ Portfolio heat ตาม link นี้ครับ http://mangmaoclub.com/optimal-risk-1/http://mangmaoclub.com/optimal-risk-2/ มันมีผลอย่างรุนแรงมากกับการเติบโตของพอร์ท

        “ทั้งนี้ทั้งนั้นตลาดหุ้นไม่เหมือนกับโต๊ะพนันครับ เพราะเวลาเสีย เราไม่ได้เสียเงินต้นทั้งหมด แต่เสียเป็น % มากกว่าครับ”

        ใช่ครับ หุ้นไม่ได้กลายเป็น 0 เลยทันที แต่ถามว่าสามารถรนำมาใช้กับการลงทุนได้ไหม ตอบว่าได้ครับ เพราะใช้อยู่ทุกวัน (ขอยกตัวอย่างทางเทคนิคนะครับ)

        เช่น ผมคำนวนกำไรคาดหวังหรือ expectancy ของระบบผมออกมาได้คร่าวๆ แล้วและได้ค่า optimal bet จาก kelly formula ที่ 10% ของ bank roll

        แน่นอนว่าหุ้นไม่ได้กลายเป็น 0 แต่อาจลดลงไปเป็น % ในกรณีนี้สมมุติซื้อหุ้นที่ราคา 10 บาท ผมบอกกับตัวเองว่าถ้าลดลงไป 20% ยอมขาดทุนคิดเป็นส่วนต่างราคาหุ้นที่ 2 บาท

        ผมจับเอา 10% ของ bank roll มาคิดเป็นเงิน เช่นอาจเป็น 1,000,000 มาหารกับระยะส่วนต่างการขาดทุนที่ 2 บาท ผมจะได้จำนวนหุ้นออกมาที่ 500,000 หุ้น หรือซื้อได้เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท ซึ่งคือ 50% ของ bank roll ที่เรามีทั้งหมดครับ

        ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรเสีย เราก็จะควบคุมการขาดทุนในแต่ละ bet ให้อยู่ใน Risk ที่เหมาะสมตาม kelly formula ได้ครับ (แต่ Position Size ที่ซื้อในแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน)

        ไม่ทราบว่าผมยังเข้าใจคำถามผิดอยู่หรือไม่ครับ มึนเลย ขอโทษด้วยครับ :D

        • palmbook

          ครับผม ถ้าเป็นในกรณีที่ยกมา ก็น่าจะเป็นไปได้นะครับ ผมมองว่าสูตรต้นฉบับของ Kelly นั้นอาจจะไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ตรงๆ ครับ น่าจะจำเป็นต้องตีความใหม่หรือหา strategy ใหม่ก่อนจะนำมาใช้ อย่างในตัวอย่างที่ยกมาคือ การเทียบเคียงก่อนว่า ถ้าสมมติให้การสูญเสีย 20% คือการสูญเสียเงินต้นทั้งหมด เราควรจะลงเงินเท่าไร แล้วเอาอัตราส่วน kelly มาเทียบเคียงกลับเป็นเงินที่จะใช้ซื้อหุ้นอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้น่าจะได้ผลมากกว่าการใช้สมการเพียวๆ ครับ

          หรือในอีกกรณีหนึ่งที่ผมคิดได้ก็คือ อาจจะเหมาะกับคนไม่ชอบ cut loss ถ้าเกิดขาดทุนขึ้นมาก็ write off ไปเลยว่าเจ๊งหมดทั้งก้อน ฮาๆ

          ขอบคุณที่แชร์ความคิดเห็นนะครับ :D

          • Mod

            55 ถ้าจะใช้ตรงๆคงเหมาะกับคนที่ไม่คิดจะคัทลอสในแต่ละ bet เลย แบบว่าตายกันไปข้างนึง อิอิ

            พวกวิธีการเหล่านี้หาอ่านได้เกี่ยวกับหัวข้อ Money Management หรือ Position Sizing ต่างๆได้เลยครับ เพราะมันมีอีกหลาย model ที่ผมยกตัวอย่างไปมันเป็นแค่ fixed fraction model ครับ

            อ้อ ขอบคุณ link ที่แชร์มาด้วยนะครับผม จะได้เก็บไว้เป็น referrence (แต่เห็นสูตรกับ symbol แล้วเวียนหัวมากเลย อิอิ จะรู้เรื่องมั้ยเนี่ย 55)

  • palmbook

    ผมลองอ่านดูแล้วครับ แนะนำว่าข้ามไปเรื่อง MPT เลยดีกว่าครับ คือ หา optimal bet สำหรับทรัพย์สินแต่ละอย่างนั่นเอง (allocation)

  • dragon

    สูตรนี้สุดยอดจริงๆ ครับ ในการกำหนดขนาดลงทุน
    เมื่อกี่ผมเพิ่งปิ้ง สูตรนี้ ตอนแรกไม่รู้จะเอามาใช้ยังไง
    สูตรที่นำมาแสดงนี้ เป็นค่าคงตัว ทุกอย่างครับ ทั้งค่า R และ W
    แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันแปรผันไปเรื่อยๆ ทุกตัว ตามช่วงเวลา และสถานะกาณ์
    จากการ ทดลอง ในใส่ลงไปใน มันทำให้ผมได้กำไรมากขึ้น (พร้อมกับความมั่นใจ ในขนาดการลงทุนที่เหมาะสมตาม…อันนี้ต้องขอบคุณจริงๆครับ )
    ในเวลาที่เราขาดทุนบ่อยขึ้น หรือมากขึ้น สูตรนี้จะบังคับให้เราลงทุนน้อยลง เพราะ ค่า R และ W จะน้อยลงเรื่อยๆตามสูตร ..และในทางกลับกัน ในขณะที่เรามั่นใจสุดๆ ได้กำไรต่อเนื่อง..แบบ อารมณ์ กรูเป็นสุดยอดเทรดเดอร์ แหง่มๆ..ซื้อเป็นขึ้น ขายเป็นลง ..ในช่วงเวลานั้น สูตรก็จะกำหนด เงินลงทุนที่ไม่ควรเกิน ถึงแม้ค่า R และ W จะมีค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ .ครับ
    ขอบคุณมากจริงๆครับ

    • Mod

      ยินดีครับผม :)

  • dragon

    ผมทดลอง นำค่า kellly% ต่างๆในใส่ในโมเดลการเทรดของผม 100%kelly 80..50 จาการสังเกตรูปกราฟ การเติบโต
    ทำให้ผมทราบแล้วครับ(คนอื่นอาจรู้อยู่แล้ว..แหะๆ^^) ว่าทำไม แอนตี้ มาติงเกล ถึงให้ผลดีมากกว่า
    จากสถิติการเล่น ในบางครั้ง มีการเสีย ติดๆกัน บางครั้ง ได้ติดๆ การใช้ แอนตี้มาติงเกล ทำให้ลดความรุนแรง เวลาเสียติดๆกัน แต่เพื่มความรุนแรงเวลาได้ติดๆกัน ช่วงที่เล่นได้กับเสีย สับกัน ไม่ค่อยจะช่วยเท่าไหร่
    แต่ควรจะใช้ 100%kelly หรือ 80%kelly 50…นั้น สิ่งที่ต่างกันในการรันระบบ คือ ช่วง ดาวดาว 100kelly% %การลดลงจะมากกว่า 80%kelly แต่กำไรที่ได้ 100%kelly ยังมากกว่าอยู่ดี ซึ่งจุดนี้ มีผลกับสุขภาพจิตอย่างยิ่ง..
    ดังนั้นค่าที่นำไปใช้ ควรใช้ร่วมกับสูตร ของ ดร.แวน เค ทาป ด้วย ค่าไหนน้อยกว่าควรใช้ค่านั้นก่อน เรื่มต้น ควรใช้ ระดับการรับความเสี่ยงน้อยที่สุดก่อนจากคำแนะนำของ ดร. จากนั้นพอได้กำไรมากขึ้น นั้นหมายถึงเรารับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพื่มระดับการรับความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ห้ามเกิน สูตร ของ kelly%

    • Mod

      ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ ถูกต้องแล้วครับ สูตรของ kelly ควรถือเป็น maximum risk ที่จะยอมเสี่ยงแล้ว เพราะมันมองถึงเพียงการเติบโตของเงินทุนสูงที่สุดเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึง Drawdown เลย ถ้าไปลอง Backtest จะเห็นว่ายิ่ง risk มาเท่าไหร่ drawdown จะยิ่งสูงมากจนเรารับไ่ม่ได้เวลาใช้จริง 55

  • Enjoy32525

    เพิ่งจะลองใช้ก็เจอเลย drawndown แต่จากที่ผ่านมามันไม่มีอะไรแน่นอนก็ตามดูมันต่อไป เดี่ยวรายงานว่าผลออกมาแบบไหน 555 ตั้งแต่เล่นมาเจอเร็วมากแต่ดีเพราะจะได้ตัดความหลงระเหลิงทิ้งไป อยู่กับปัจจุบันดีกว่า ไม่ปวดหัวมาก อิอิ

  • http://value.exteen.com/ patty

    เยี่ยมทั้งเนื้อหา และคอมเมนต์ครับ

  • Greanofwar

    เทพ ขิงทั้งคนเขียน คนคอมเมนท์ 555+ ผมมักจะมาแซ่บข้อมูลเวปนี้เปงประจำ ขอบคุณ ลวกเพ่มด มากครับผม ขอให้รวยๆๆๆๆๆๆ