fbpx
Latest Posts:
Search for:
ถอดรหัสเซียนหุ้น กุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์

ถอดรหัสเซียนหุ้น กุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์ – บทที่ 5 : จุดหมุน

Google+ Pinterest LinkedIn Tumblr

เกริ่นนำ

หนังสือ “ถอดรหัสเซียนหุ้น : กุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์” เล่มนี้นั้น แปลจากต้นฉบับหนังสือ How to trade in stocks by Jesse L. Livermore Duel, Sloan & Pearce, 1940 Original โดยที่ผม มนสิช จันทนปุ่ม (มด แมงเม่าคลับ) ขออนุญาติสงวนลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงแก้ไข และใช้งานเพื่อการค้าต่างๆตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านสามารถทำการแชร์และแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้อ่านได้โดยสะดวกทั่วกัน

โดยที่ซีรี่ส์บทความ “ถอดรหัสเซียนหุ้น กุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์” ในครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นเนื่องจากผมเองได้พบว่ามีนักแปลและสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ได้นำเอางานแปลของผมไปดัดแปลงเพื่อทำประโยชน์ทางการค้าโดยมิได้ขออนุญาติกับผมก่อน ตามรายละเอียดในลิงค์นี้

คำชี้แจงเกี่ยวกับหนังสือ How to Trade in Stocks ของ Jesse Livermore ที่ผมเคยได้แปลไว้…

Publiée par แมงเม่าคลับ แบ่งปันความรู้ในการเล่นหุ้น sur Jeudi 20 juin 2019

 

Update : เรื่องการโดนนำเนื้อหาการแปลหนังสือ How to Trade in Stocks ที่ผมได้เคยแปลไว้ไปดัดแปลงพิมพ์จำหน่าย…

Publiée par แมงเม่าคลับ แบ่งปันความรู้ในการเล่นหุ้น sur Mardi 9 juillet 2019

ผมจึงได้ตัดสินใจที่จะนำงานแปลต้นฉบับของผมทั้งหมดลงไว้ในเว็บไซต์แมงเม่าคลับแห่งนี้ เพื่อเป็นการส่งมอบความรู้ให้กับทุกท่านโดยสาธารณะ (แต่ขออนุญาติสงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผมก่อนนะครับ)

หวังว่าจะมีประโยชน์กับนักลงทุนทุกท่านครับ :D


บทที่ 5 : จุดหมุน

เมื่อไรก็ตามที่ผมมีความอดทนอดกลั้นเพียงพอที่จะเฝ้ารอให้ตลาดดำเนินไปถึงจุดที่ผมเรียกมันว่า “จดหมุน” (Pivotal Point) ก่อนที่จะเริ่มเข้าไปทำการซื้อขายนั้น ผมก็มักที่จะสามารถทำกำไรออกมาจากตลาดได้อยู่เสมอ

ทำไมน่ะหรือ?

ก็เพราะผมได้เริ่มต้นการซื้อขายหุ้นในช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกับที่การเคลื่อนไหวของมันได้เริ่มต้นขึ้นมานั่นเอง ผมไม่เคยที่จะต้องห่วงกังวลกับการขาดทุนที่จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลง่ายๆที่ว่า ผมได้กระทำสิ่งต่างๆอย่างทันท่วงทีและเริ่มทำการสะสมหุ้นของผมในช่วงเวลาที่สมุดบันทึกราคาหุ้นของผมได้บอกให้ผมทำเช่นนั้น ซึ่งทั้งหมดที่ผมต้องทำหลังจากนั้นก็เพียงแค่นั่งให้นิ่งและปล่อยให้ตลาดได้ดำเนินขั้นตอนของมันไป ผมรู้ดีว่าหากผมทำเช่นนั้นพฤติกรรมของตลาดจะบอกให้ผมได้รู้เองว่าเมื่อไหร่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ผมควรขายหุ้นเพื่อทำกำไรออกมา และเมื่อไรก็ตามที่ผมมีความกล้าและความอดทนอดกลั้นที่จะเฝ้ารอให้สัญญาณเหล่านั้นได้เกิดขึ้นมามันก็ยังจะเป็นเช่นนั้นอยู่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์ที่ผมได้พบเจอมาอย่างสม่ำเสมอก็คือ ผมไม่เคยได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของตลาดสักเท่าไหร่หากว่าผมไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับมันตั้งแต่ที่การเคลื่อนไหวชองมันได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นผลมาจากการที่ผมได้พลาดโอกาสที่จะสะสมกำไรจากการเคลื่อนไหวตั้งแต่แรกของมันเอาไว้ มันยังมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับผมในการที่จะช่วยให้ผมเกิดความกล้าหาญและความอดกลั้นในการที่จะนั่งให้นิ่งในขณะที่ตลาดกำลังวิ่งไปจนถึงจุดจบของมัน มันได้ช่วยให้ผมสามารถยืนหยัดผ่านช่วงเวลาที่ตลาดเกิดการพักตัวเล็กๆน้อยๆหรือวิ่งต่อขึ้นไปอีก เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลยก่อนที่การเคลื่อนไหวของตลาดจะดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้น

พฤติกรรมของตลาดจะเป็นสิ่งที่บอกกับคุณเองว่าเมื่อไหร่ที่คุณควรจะกระโจนเข้าไปในตลาด (หากว่าคุณมีความอดทนอดกลั้นเพียงพอที่จะเฝ้ารอคอยให้ช่วงเวลาเหล่านั้นมาถึง) นอกจากนี้แล้ว พวกมันก็ยังจะให้สัญญาณในการถอยออกมาเช่นเดียวกันอีกด้วย จงจำไว้ให้ดีว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” และจะไม่มีการเคลื่อนไหวที่แท้จริงใดๆของตลาดจบลงภายในเวลาแค่หนึ่งวันหรือหนึ่งอาทิตย์ มันจำเป็นต้องใช้เวลาที่จะดำเนินขั้นตอนที่เป็นเหตุเป็นผลของมันไป นอกจากนี้แล้ว มันก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและชัดเจนอย่างมากว่าการเคลื่อนไหวที่กินระยะทางในส่วนที่มากที่สุดนั้นมักจะเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงสุดท้ายของมัน และนั่นก็คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องถือมันเอาไว้

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าหากเรามองไปยังหุ้นตัวหนึ่งซึ่งได้ตกอยู่ในแนวโน้มขาลงมาสักพักหนึ่งแล้ว โดยมันได้ตกลงมาจนถึงจุดต่ำสุดของมันที่ราคา 40 เหรียญ หลังจากนั้นมันได้เกิดการฟื้นตัวขึ้นมาภายในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่วันจนถึงที่ระดับราคา 45 เหรียญ ต่อมามันก็เริ่มพักตัวอยู่แถวๆนั้นในกรอบของราคาไม่กี่เหรียญเป็นเวลาเกือบอาทิตย์และเริ่มที่จะวิ่งต่อไปอีกครั้งจนถึงที่ระดับราคา 49½ เหรียญ ในช่วงเวลานี้ตลาดได้เริ่มที่จะเงียบเหงาและเซื่องซึมลงไปสักพัก จนในวันหนึ่งราคาของมันก็เกิดการซื้อขายที่คึกคักและร่วงหล่นลงมาราว 3 ถึง 4 เหรียญ หลังจากนั้นมันก็ยังคงค่อยๆไหลลงต่อไปจนเกือบจะถึงจุดหมุนของมันที่ราคา 40 เหรียญ นี่คือช่วงเวลาที่เราจะต้องจ้องมองตลาดอย่างระมัดระวังที่สุด นั่นก็เพราะหากราคาของหุ้นยังต้องการที่จะทำขาลงต่อไปจริงๆ มันก็ควรที่จะถูกขายลงมาต่ำกว่าระดับของจุดหมุนที่ราคา 40 เหรียญและทะลุต่อไปเป็นระยะทางสามเหรียญหรือมากกว่านั้นก่อนที่มันจะเกิดการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญขึ้นมา แต่หากว่ามันไม่สามารถที่จะหลุดทะลุราคา 40 เหรียญลงไปได้แล้ว นั่นก็คือสัญญาณบ่งชี้ให้เราเข้าทำการซื้อหุ้นอย่างรวดเร็วที่สุดภายหลังจากที่มันได้ฟื้นตัวขึ้นมาเป็นระยะทาง 3 เหรียญนั่นเอง หรือหากว่าระดับราคาที่ 40 เหรียญนั้นโดนแทงทะลุลงไปจริงๆแต่ไม่ลึกเกินกว่า 3 เหรียญแล้วล่ะก็ มันก็ควรที่จะถูกซื้อกลับมาอย่างรวดเร็วที่สุดหลังจากที่มันได้วิ่งขึ้นมาถึงราคาที่ 43 เหรียญเช่นเดียวกัน

หากว่ามีกรณีใดกรณีหนึ่งได้เกิดขึ้นมานั้น คุณจะพบว่าส่วนใหญ่แล้วมันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นการเริ่มต้นของแนวโน้มในครั้งใหม่ขึ้นมา และหากว่าแนวโน้มที่เกิดขึ้นนั้นมีการยืนยันพฤติกรรมในเชิงบวกของมันแล้ว มันก็ควรจะวิ่งต่อไปจนทะลุระดับของจุดหมุนที่ราคา 49½ เหรียญเป็นระยะทางอีก 3 เหรียญหรือมากกว่านั้น

ตัวผมเองไม่ชอบที่จะใช้คำว่าตลาด “กระทิง” หรือ “หมี” ในการกำหนดนิยามให้กับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น เนื่องจากผมคิดว่าเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ได้ยินคำว่า “กระทิง” หรือ “หมี” ขึ้นมาในตลาด พวกเขามักจะคิดในทันทีว่ามันหมายถึงการที่ตลาดจะดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลาอีกยาวนาน

แนวโน้มที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ (มันอาจเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวภายในช่วงเวลาถึงสี่ห้าปี) แต่ในช่วงเวลาระหว่างนั้นมันยังคงจะมีแนวโน้มย่อยๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆอยู่อีกมากมาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงเลือกใช้คำว่า “แนวโน้มขาขึ้น” และ “แนวโน้มขาลง” แทน ซึ่งนั่นก็เพราะว่ามันคือคำพูดที่ช่วยแสดงออกถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้ว หากว่าคุณได้เข้าซื้อหุ้นเนื่องจากคุณคิดว่าตลาดจะกลายเป็นแนวโน้มขาขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์กลายเป็นว่าตลาดได้หักหัวกลายเป็นแนวโน้มขาลงขึ้นมา คุณจะพบว่ามันจะเป็นการง่ายกว่ามากที่จะยอมรับต่อการกลับตัวของแนวโน้ม แทนที่คุณจะใช้คำว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะของ “กระทิง” หรือ “หมี” นั่นเอง

สำหรับวิธีการจดบันทึกราคาหุ้นของลิเวอร์มอร์ (The Livermore Method) ที่มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบทางด้านของจังหวะเวลานั้น มันคือผลลัพธ์ของการศึกษาเรียนรู้ถึงหลักการนี้มาอย่างยาวนานกว่าสามสิบปี มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมสามารถที่จะวางรากฐานแนวคิดในการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มที่สำคัญๆของตลาดในครั้งต่อๆไปขึ้นมาได้

ภายหลังจากที่ผมได้ทำการจดบันทึกราคาหุ้นในรูปแบบของผมขึ้นเป็นครั้งแรกนั้น ผมพบว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรได้มากสักเท่าไหร่นัก แต่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ความคิดใหม่ๆที่ทำให้ผมเกิดความกระปี้กระเป่าก็ได้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม มันก็ทำให้ผมได้พบว่าถึงแม้มันจะถูกปรับปรุงขึ้นมาให้ดีกว่าในครั้งแรก แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลในลักษณะที่ผมต้องการจริงๆออกมาได้ ความคิดใหม่ๆของผมยังคงค่อยๆผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น ซึ่งแน่นอนว่าผมก็จะทดลองทำการจดบันทึกพวกมันในรูปแบบใหม่ๆอยู่เสมอ โดยภายหลังจากที่ผมได้ค่อยๆลองผิดลองถูกกับพวกมันสักพักหนึ่ง ผมก็เริ่มที่จะสามารถพัฒนาแนวคิดที่ผมไม่เคยคาดไว้มาก่อนได้ และรูปแบบการบันทึกที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆนั้น ก็ได้กลายเป็นโครงร่างให้กับตัวของมันเองในรูปแบบที่ดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดแล้ว เมื่อผมสามารถนำเอาองค์ประกอบทางด้านของจังหวะเวลาเข้ามารวมกับรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาขึ้นมาได้ นั่นจึงเป็นวินาทีแรกที่สมุดบันทึกราคาหุ้นของผมเริ่มที่จะพูดคุยกับผมนั่นเอง

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็ค่อยๆทดลองทำการจดบันทึกราคาหุ้นด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไปอีก ซึ่งในที่สุดแล้วมันก็ได้เปิดประตูให้ผมได้พบกับข้อเท็จจริงของจุดหมุนที่เกิดขึ้นในตลาดและช่วยแสดงให้เห็นว่าผมจะทำกำไรจากพวกมันได้อย่างไร ผมเองยังคงทำการเปลี่ยนแปลงการคำนวณของผมอยู่อีกหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม รูปแบบการจดบันทึกราคาหุ้นในปัจจุบันของผมนี้ได้ถูกออกแบบมาในลักษณะที่มันสามารถจะพูดคุยกับพวกคุณได้เช่นกัน (หากว่าคุณให้โอกาสมันได้พูดออกมา)

เมื่อใดก็ตามที่นักเก็งกำไรสามารถที่จะมองเห็นจุดหมุนของหุ้นแต่ละตัวรวมถึงสามารถที่จะตีความหมายจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ณ จุดนั้นได้แล้ว เขาก็จะสามารถกระทำสิ่งต่างๆได้โดยมีหลักประกันว่าเขานั้นได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องมาตั้งแต่เริ่มต้น เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผมได้ทำกำไรหลายต่อหลายครั้งจากรูปแบบของจุดหมุนที่ง่ายที่สุดจากการที่ผมสังเกตได้ว่าเมื่อหุ้นถูกซื้อขายกันที่ราคา $50, $100, $200 หรือแม้แต่ $300 เหรียญนั้น มันมักที่จะเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปในทิศทางเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากที่ราคาหุ้นได้เคลื่อนผ่านระดับราคาเหล่านี้ไปนั่นเอง

ความพยายามในครั้งแรกที่ผมตั้งใจจะทำกำไรจากจุดหมุนในรูปแบบนี้เกิดขึ้นกับหุ้นที่ชื่อว่า Anaconda โดยในทันทีที่มันถูกซื้อขายกันอยู่ที่ราคา 100 เหรียญ ผมก็ได้วางคำสั่งเพื่อทำการซื้อมันเป็นจำนวน 4,000 หุ้นในทันที คำสั่งซื้อของผมได้รับการจับคู่จนครบจำนวนเมื่อราคาของมันวิ่งผ่านไปถึง 105 เหรียญในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ในที่สุดแล้ววันนั้นมันได้วิ่งขึ้นไปอีกกว่าสิบเหรียญและยังพุ่งขึ้นไปอย่างบ้าคลั่งอีกในวันถัดมา และจากการที่มันเจอได้กับแรงต้านทานเพียงน้อยนิดไม่กี่ครั้งซึ่งกินระยะทางเพียงเจ็ดถึงแปดเหรียญ นั่นทำให้ราคาของมันวิ่งขึ้นไปถึงกว่า 150 เหรียญในชั่วเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น คุณจะเห็นได้ว่าไม่มีช่วงเวลาใหนเลยที่ “จุดหมุน” ณ ราคา 100 เหรียญจะก่อให้เกิดอันตรายขึ้น

หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็แทบไม่เคยที่จะพลาดโอกาสดีๆที่จะเข้าไปซื้อหุ้นเมื่อรูปแบบของจุดหมุนกำลังจะเกิดขึ้นเลย โดยเมื่อหุ้น Anaconda ถูกซื้อขายกันอยู่แถว 200 เหรียญนั้น ผมก็ได้ตอกย้ำความสำเร็จกับมันอีกครั้งหนึ่ง และนั่นก็รวมไปถึงในขณะที่มันถูกซื้อขายกันอยู่แถวๆ 300 เหรียญด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในคราวนี้มันกลับไม่สามารถที่จะวิ่งผ่านจุดหมุนไปได้ในระยะทางที่เหมาะสม โดยมันถูกซื้อขึ้นไปที่ราคาเพียงแค่ 302¾ เหรียญเท่านั้น พูดง่ายๆแล้วมันก็คือสัญญาณอันตรายที่ได้กระพริบขึ้นมานั่นเอง ดังนั้นผมจึงรีบทำการขายหุ้นของผมออกไปเป็นจำนวน 8,000 หุ้น ต้องถือว่าผมโชคดีเพียงพอที่จะขายมันได้ที่ราคา 300 เหรียญเป็นจำนวน 5,000 หุ้น และที่ราคา 299¾ เหรียญอีกเป็นจำนวน 1500 หุ้น โดยหุ้นทั้งหมด 6,500 หุ้นนี้ถูกขายออกไปได้ในเวลาไม่ถึงสองนาทีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผมกลับต้องใช้เวลาอีกกว่ายี่สิบห้านาทีในการที่จะขายหุ้นที่เหลืออีก 1,500 หุ้นออกไปได้ทั้งหมด พวกมันค่อยๆถูกขายออกไปเพียงคราวละ 100 ถึง 200 หุ้นจนลงไปถึงที่ระดับราคาปิดที่ 298¾ เหรียญ ซึ่งสิ่งที่ได้เกิดขึ้นนั้นก็ทำให้ผมมั่นใจเป็นอย่างมากว่า หากราคาของมันตกทะลุลงไปต่ำกว่า 300 เหรียญแล้วล่ะก็ มันจะต้องเกิดการร่วงหล่นของราคาลงไปอย่างรวดเร็วต่อจากนั้น และในช่วงเช้าของวันต่อมาก็มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น นั่นก็เพราะหุ้น Anaconda ได้ถูกขายร่วงต่อลงไปในกระดานซื้อขายของตลาดหุ้นที่ลอนดอน และมันก็ยังทำราคาเปิดที่ต่ำกว่านั้นอีกเมื่อตลาดหุ้นในนิวยอรค์เปิดทำการ ซึ่งภายหลังจากนั้นไม่กี่วันมันก็ถูกเทขายจนร่วงลงไปอยู่ที่ราคาเพียงแค่ 225 เหรียญเท่านั้น

จงจำไว้ให้ดีว่าเมื่อคุณใช้แนวคิดของจุดหมุนเพื่อคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดนั้น หากว่าราคาหุ้นไม่ทำตัวอย่างที่มันควรจะทำหลังจากที่ได้วิ่งผ่านจุดหมุนไปแล้ว มันก็คือสัญญาณอันตรายที่คุณจำเป็นจะต้องใส่ใจกับมันเป็นอย่างยิ่ง

อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้วไปว่าพฤติกรรมของหุ้น Anaconda หลังจากที่ได้มันวิ่งผ่านราคา 300 เหรียญนั้นถือได้ว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับพฤติกรรมของมันหลังจากที่ได้วิ่งผ่านราคา 100 และ 200 เหรียญมา โดยในกรณีที่ผ่านๆมานั้น มันได้เกิดการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วอย่างน้อย 10 ถึง 15 เหรียญภายหลังจากที่หุ้นได้วิ่งข้ามผ่านจุดหมุนไป แต่ในคราวสุดท้ายนี้ แทนที่หุ้นจะถูกกวาดซื้อได้อย่างยากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มันกลับถูกขวางด้วยแรงขายในปริมาณมาก ด้วยเหตุนี้เองราคาของหุ้นจึงไม่สามารถที่จะวิ่งต่อขึ้นไปได้อีก ดังนั้นแล้ว พฤติกรรมของราคาหุ้นแถวๆ 300 เหรียญจึงแสดงให้เราได้เห็นว่ามันกลายเป็นหุ้นที่อันตรายจนเกินไปเสียแล้ว นอกจากนี้มันก็ยังได้แสดงให้เราเห็นอย่างชัดอีกว่า สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นได้วิ่งข้ามผ่านจุดหมุนไปคงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆอีกต่อไปในช่วงเวลานี้

ในอีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อผมนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ผมได้เฝ้ารอคอยช่วงจังหวะเวลาถึงสามอาทิตย์ก่อนที่ผมจะเริ่มต้นเข้าซื้อหุ้น Bethlehem Steel นั้น ในวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1915 ราคาหุ้นได้วิ่งขึ้นไปแตะที่จุดสูงสุดเท่าที่เคยมีมาของมันที่ราคา 87¾ เหรียญ โดยจากการที่ผมสังเกตได้ว่าราคาหุ้นได้วิ่งผ่านจุดหมุนของมันและพุ่งต่อไปอย่างรวดเร็วรวมถึงความมั่นใจที่ว่าหุ้น Bethlehem Steel จะต้องขึ้นไปถึงราคา 100 เหรียญแน่ๆ ในวันที่ 8 เมษายนผมจึงได้วางคำสั่งซื้อไม้แรกและเริ่มทำการสะสมหุ้นตั้งแต่ราคา 99 เหรียญจนราคาของมันวิ่งขึ้นไปถึงที่ราคา 99¾ เหรียญต่อหุ้น ในวันเดียวกันนั้นเองราคาของมันก็พุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ 117 เหรียญ และมันก็ไม่เคยหยุดวิ่งขึ้นไปเลยยกเว้นแต่เมื่อมันเจอกับแรงต้านทานเล็กๆน้อยๆจนถึงวันที่ 13 เมษายนหรือในอีกห้าวันถัดมา โดยในที่สุดแล้วมันก็ได้ถูกซื้อขายกันอยู่ที่ราคาถึง 155 เหรียญเลยทีเดียวซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผมเป็นอย่างยิ่ง นี่จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่มันได้แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนสำหรับผู้ที่มีความอดกลั้นที่จะเฝ้ารอคอยและช่วงใช้ประโยชน์จากจุดหมุนที่เกิดในตลาดขึ้นนั่นเอง

แน่นอนว่าผมก็ยังไม่ได้หยุดการเก็งกำไรกับหุ้น Bethlehem แต่เพียงเท่านี้ ผมยังคงทำเช่นนั้นอีกเมื่อราคาของมันได้วิ่งผ่านราคา 200 เหรียญ, 300 เหรียญ รวมถึงเมื่อมันวิ่งขึ้นไปถึงจุดสุดยอดของมันที่ราคา 400 เหรียญด้วยเช่นกัน แต่เรื่องก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ผมยังคงวิเคราะห์ต่อไปอีกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในตลาดหมีที่กำลังจะก้าวเข้ามาถึง ซึ่งเมื่อราคาของมันได้วิ่งทะลุจุดหมุนลงมา ผมก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการวิเคราะห์ว่าราคาของหุ้นจะยังคงร่วงลงต่อไปหรือไม่ และผมก็ได้พบว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายดายเหลือเกินที่จะกลับลำและหนีออกมาเมื่อกำลังของหุ้นตัวนั้นหมดลงหลังจากที่มันได้วิ่งทะลุจุดหมุนของมันลงมา

สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะกล่าวอีกประการหนึ่งก็คือ ทุกๆครั้งที่ผมหมดความอดทนอดกลั้นและพลาดพลังที่จะเฝ้ารอคอยให้ถึงระดับราคาของจุดหมุน รวมถึงการพยายามที่จะซื้อขายไปมาโดยหวังเพียงที่จะทำกำไรเล็กๆน้อยๆผมก็มักที่จะต้องขาดทุนอยู่เสมอ

น่าเสียดายที่ตั้งแต่ช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา หุ้นที่มีราคาสูงๆก็มักที่จะแตกหุ้นออกมาให้ราคาถูกลง และเมื่อทุกอย่างกลายเป็นเช่นแล้วโอกาสทองอย่างที่ผมได้กล่าวไปจึงมักไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยๆอีกเลย อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีหนทางอีกหลายอย่างที่คุณจะสามารถค้นพบจุดหมุนของหุ้นออกมาได้ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่ามีหุ้นตัวใหม่ๆที่พึ่งจะจดทะเบียนเข้ามาในตลาดได้ประมาณสักสองถึงสามปี โดยมันได้ทำราคา ณ จุดสูงสุดของมันไว้ที่ราวๆ 20 เหรียญหรือเท่าไหร่ก็ได้และราคา ณ จุดสูงสุดของมันก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วเป็นเวลากว่าสองถึงสามปี หลังจากนั้นหากว่ามีบางอย่างที่เอื้ออำนวยเกิดขึ้นกับบริษัทจนทำให้ราคาหุ้นของมันได้เริ่มต้นวิ่งขึ้นมาอีกครั้ง นี่ก็คือโอกาสปลอดภัยในการที่คุณจะเข้าซื้อพวกมันในทันทีเมื่อมันวิ่งทะลุจุดสูงสุดเดิมของมันขึ้นไปนั่นเอง

โดยปกติแล้ว ราคาของหุ้นเหล่านี้อาจเคยถูกซื้อขายกันขึ้นไปถึง 50, 60 หรือ 70 เหรียญก่อนที่จะถูกเทขายลงมาอีกกว่า 20 เหรียญ หลังจากนั้นมันก็จะเริ่มค่อยๆขยับไปขยับมาในกรอบของจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดตรงนั้นเป็นเวลาประมาณปีถึงสองปี หลังจากนั้นต่อไปหากว่ามันถูกเทขายลงมาจนต่ำกว่าจุดต่ำสุดเดิมแล้ว หุ้นตัวนั้นก็มีโอกาสอย่างมากที่จะต้องเจอกับการรุ่งหล่นที่รุนแรง ทำไมน่ะหรือ? นั่นก็เพราะว่ามันจะต้องมีบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไปกับปัจจัยพื้นฐานของของบริษัทขึ้นมานั่นเอง

ด้วยการจดบันทึกราคาของหุ้นและการนำเอาองค์ประกอบทางด้านของจังหวะเวลาเข้ามาพิจารณาร่วมกันนั้น คุณจึงสามารถที่จะค้นพบจุดหมุนที่เอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของราคาหุ้นได้อย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม สำหรับการฝึกฝนตัวของคุณเองให้สามารถเฝ้ารอคอยและทำการซื้อขายหุ้น ณ จุดหมุนได้นั้นมันย่อมต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก คุณจำเป็นที่จะต้องอุทิศเวลาของคุณในการที่จะศึกษาถึงสิ่งที่คุณได้จดบันทึกเอาไว้รวมถึงการจดบันทึกราคาหุ้นลงไปด้วยมือของคุณเอง นอกจากนี้แล้ว คุณยังต้องจดบันทึกเอาไว้ด้วยว่า ณ ระดับราคาใดที่จุดหมุนของมันจะถูกแตะมาถึงอีกด้วย

สำหรับการศึกษาถึงเรื่องของจุดหมุนนั้น มันถือเป็นเรื่องที่น่าหลงไหลและมีเสน่ห์จนยากที่คุณจะเชื่อ คุณจะพบว่ามันคืองานอดิเรกที่เยี่ยมที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับการค้นคว้าของคุณเอง คุณจะได้รับความสนุกสนานและความพึงพอใจจากการซื้อขายที่ประสบความสำเร็จด้วยการตัดสินใจของคุณเอง คุณจะค้นพบอีกด้วยว่าการทำกำไรในลักษณะนี้นั้นมีความน่าปลื้มใจกว่าการทำกำไรด้วยการฟังข่าวลือหรือคำแนะนำจากบุคคลอื่นๆเป็นอย่างมาก และหากว่าคุณจะสามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆด้วยตัวของคุณเองแล้วล่ะก็ จงซื้อขายมันในลักษณะนั้น, ฝึกฝนความอดทนอดกลั้นของคุณ, เฝ้าระวังสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้น แล้วในที่สุดความคิดของคุณก็จะถูกพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องด้วยตนเอง

สำหรับในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ผมจะทำการอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการของผมในการที่จะพิจารณาถึงจุดหมุนที่มีความสอดคล้องกับวิธีการของลิเวอร์มอร์ (The Livermore Market Method) ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม

จงจำไว้ให้ดีว่ามีคนจำนวนน้อยนิดเหลือเกินที่เคยทำกำไรจากการได้รับข่าวลือหรือคำแนะนำจากผู้อื่น นอกจากนี้แล้ว หลายต่อหลายคนก็มักที่จะชอบร้องขอในข้อมูลที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะใช้มันอย่างไรด้วยเช่นกัน

คืนหนึ่งในงานเลี้ยงสังสรรค์เมื่อนานมาแล้ว มีสุภาพสตรีผู้หนึ่งพยายามตอแยกับผมอย่างไม่เลิกราเพื่อที่จะขอคำบอกใบ้หุ้นเด็ดจากผม ในขณะที่ผมเริ่มจะทนไม่ไหวกับเธอแล้วผมจึงได้บอกกับเธอไปว่าให้เข้าซื้อหุ้น Cerro de Pasco เนื่องจากในวันนั้นมันได้วิ่งทะลุผ่านจุดหมุนของมันขึ้นมา โดยในช่วงเช้าของวันถัดมาเมื่อตลาดเปิดทำการขึ้น ราคาของหุ้นก็ได้วิ่งขึ้นไปกว่า 15 เหรียญและวิ่งต่อไปอีกทั้งอาทิตย์โดยพบกับแรงต้านทานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นพฤติกรรมของมันก็เริ่มที่จะส่งสัญญาณอันตรายออกมาเป็นครั้งแรกและนั่นทำให้ผมนึกถึงสุภาพสตรีคนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ผมจึงรีบบอกให้ภรรยาของผมโทรไปบอกให้เธอขายมันทิ้งไปเสีย เรื่องที่น่าประหลาดใจจนผมไม่อยากจะเชื่อเลยก็คือ เธอยังไม่ได้ซื้อหุ้นตัวนั้นเนื่องจากเธอต้องการที่จะพิสูจน์ให้แน่ใจก่อนว่าสิ่งที่ผมบอกเธอไปนั้นถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นแล้วในเมื่อมันมักจะจบลงเช่นนี้ก็จงอยู่ให้ไกลจากของข่าวลือไปเสียเถอะ

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) นั้นถือได้ว่าเป็นตลาดที่ให้โอกาสสำหรับหลักการของจุดหมุนอย่างน่าสนใจ โกโก้นั้นถูกซื้อขายอยู่ในตลาดโกโก้นิวยอรค์ (New York Cocoa Exchange) โดยในระหว่างที่มันถูกซื้อขายอยู่เป็นเวลาหลายปีนั้น การเคลื่อนไหวในสินค้าชนิดนี้ไม่ได้ให้โอกาสที่น่าสนใจสำหรับการเก็งกำไรสักเท่าไหร่เลย อย่างไรก็ตาม ในการเก็งกำไรนั้นคุณต้องไม่ลืมที่จะกวาดตาไปในทุกๆตลาดให้เป็นนิสัยเพื่อที่จะมองให้เห็นถึงโอกาสที่ยิ่งใหญ่ออกมาให้ได้

ในช่วงปี ค.ศ. 1934 นั้น ราคาที่สูงที่สุดของตราสารโกโก้ในเดือนธันวาคม (December Option) ได้เคยวิ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ราคา 6.23 เหรียญเอาไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 4.28 เหรียญในเดือนตุลาคม ส่วนในปี ค.ศ. 1935 นั้น จุดสูงสุดของมันได้เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ราคา 5.74 เหรียญ โดยมีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 5.13 เหรียญในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคมของปีนั้นด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ตลาดโกโก้ได้เกิดความคึกคักขึ้นเป็นอย่างมาก ผมถือได้ว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้เลยทีเดียว และเมื่อมันถูกซื้อขายกันในเดือนนั้นที่ราคา 6.88 เหรียญ นั่นจึงทำให้มันเป็นระดับราคาที่สูงกว่าจุดสูงสุดเดิมที่เคยได้ทำเอาไว้ในช่วงเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา นอกจากนี้แล้วมันก็ยังเป็นระดับราคาที่สูงกว่าจุดหมุนที่พึ่งผ่านมาทั้งสองครั้งล่าสุดอีกด้วย

หลังจากนั้นในเดือนกันยายน มันก็ได้ถูกซื้อขายกันในราคาสูงสุดที่ 7.51 เหรียญ, เดือนตุลาคมสูงสุดที่ 8.70 เหรียญ, พฤษจิกายนสูงสุดที่ 10.80, ธันวาคมที่ 11.40 เหรียญ และในที่สุดแล้วในเดือนมกราคมมันก็ได้ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติกาลเอาไว้ที่ 12.86 เหรียญเลยทีเดียว สรุปแล้วก็คือมันได้วิ่งขึ้นมาถึงกว่า 600 จุดภายในช่วงเวลาเพียงแค่ห้าเดือนโดยเจอกับแรงต้านทานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แน่นอนว่ามีเหตุผลสนับสนุนที่ดีมากๆบางประการอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วในครั้งนี้ และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของมันก็คือการขาดแคลนผงโกโก้ในปริมาณมากนั่นเอง ซึ่งสำหรับผู้ที่คอยเฝ้ามองไปยังจุดหมุนที่เกิดขึ้นในตลาดอยู่เสมอแล้ว พวกเขาก็คงจะพบว่านี่ถือได้ว่าเป็นโอกาสที่วิเศษอย่างยิ่งเหลือเกิน

เมื่อคุณได้เริ่มจดบันทึกราคาหุ้นและทำการสังเกตถึงรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น นั่นก็คือช่วงเวลาที่ราคาของมันจะเริ่มพูดคุยกับคุณ และทันทีที่คุณสามารถจะเห็นถึงภาพต่างๆที่เกิดขึ้นมาได้แล้ว คุณก็จะเข้าใจและมองเห็นถึงรูปแบบพฤติกรรมของมัน แต่คุณก็อาจต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อมองให้เห็นถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน คำแนะหนึ่งของผมก็คือก็ จงมองย้อนกลับไปในสมุดบันทึกและมองให้ออกว่าการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญของตลาดยังคงอยู่ในสภาวะเช่นเดิมหรือไม่ การวิเคราะห์และประเมินถึงสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบจะทำให้คุณสามารถคาดการณ์ถึงสิ่งต่างๆออกมาได้ พฤติกรรมของราคาหุ้นจะตอกย้ำให้คุณได้เห็นว่าการเคลื่อนไหวที่สำคัญของตลาดนั้นไม่ได้มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นเลยยกเว้นแต่เพียงรูปแบบที่ซ้ำกันไปมา และเมื่อคุณสามารถที่จะทำตัวให้คุณเคยกับพฤติกรรมในอดีตของมันได้แล้ว คุณก็จะสามารถคาดการณ์และทำในสิ่งต่างๆได้อย่างเหมาะสม ซึ่งนั่นก็รวมถึงการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ผมยังต้องการที่จะเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงกับคุณอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือผมไม่ได้มองว่าวิธีการบันทึกราคาหุ้นของผมเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่มันสามารถที่ให้ประโยชน์กับผมได้ก็เท่านั้น ผมเพียงแค่รู้ถึงพื้นฐานในการคาดการณ์ถึงการเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเพียงเท่านั้นและหากว่ามีใครสักคนที่จะนำมันไปทำการศึกษาเพิ่มเติมรวมถึงจดบันทึกถึงสิ่งต่างๆด้วยตัวของพวกเขาเองแล้วล่ะก็ พวกเขาก็คงจะไม่พลาดโอกาสในการที่จะทำกำไรจากน้ำมือของพวกเขาไปได้เลย

มันคงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับผมสักเท่าไหร่นักหากว่ามีใครบางคนในอนาคตข้างหน้าได้ทำตามวิธีการของผมและสามารถที่จะทำกำไรจากมันได้มากกว่าที่ผมเคยทำเอาไว้ ผมกล้ากล่าวเช่นนี้โดยอ้างอิงจากสมมุติฐานที่ว่า วิธีการจดบันทึกราคาหุ้นของผมนั้นได้ทำให้ผมได้ข้อสรุปเกี่ยวกับตลาดออกมาในเวลาที่ยาวนานมากๆแล้ว ดังนั้นหากว่ามีใครสักคนได้นำเอาวิธีการของผมใปประยุกต์ใช้ เขาก็อาจจะสามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆที่มีคุณค่าซึ่งผมเคยมองข้ามไปก็เป็นได้ ผมเองอยากที่จะกล่าวด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออีกว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับมันเพิ่มเติมอีกเลย เนื่องจากเพียงแค่ที่ผมได้นำมันมาประยุกต์ใช้ในอดีตที่ผ่านมา มันก็เพียงพอที่จะตอบสนองต่อเป้าหมายส่วนตัวของผมได้แล้วนั่นเอง

นับจากนี้เป็นต้นไป อาจมีใครบางคนที่จะสามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆขึ้นจากวิธีการที่ผมได้วางรากฐานเอาไว้ก็เป็นได้ ซึ่งเมื่อมันได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ตามจุดประสงค์ของพวกเขาแล้ว มันก็อาจก่อให้เกิดคุณค่าที่เพิ่มขึ้นไปจากวิธีการดั้งเดิมของผมก็เป็นได้ และหากว่าพวกเขาสามารถทำเช่นนั้นได้จริงๆแล้วล่ะก็ ผมขอให้คุณมั่นใจและรับประกันได้เลยว่าผมจะไม่รู้สึกอิจฉาริษยากับความสำเร็จของพวกเขาเลยแม้แต่นิดเดียว!

[ จบบทที่ 5 รอติดตามบทที่ 6 ได้ในบทความต่อไปเร็วๆนี้ หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถ Comment เพื่อสอบถามและพูดคุยกับผมได้เลยนะครับผม :D ]

ถ้าเห็นว่าบทความไหนมีประโยชน์ เพื่อนๆสามารถที่จะนำบทความไปแปะเพื่อแบ่งปันได้โดยไม่มีปัญหา แต่ยังไงขอแรงช่วยลิงค์อ้างอิงกลับมาที่แมงเม่าคลับกันหน่อยนะครับ :D หมายเหตุ : สำหรับการแปะลิงค์ใน Pantip.com ช่วยใส่ Link ให้เป็น http://www.mangmaoclub.com เพื่อให้แปะลงไปได้โดยไม่ Error ขอบคุณครับ :)