ว่ากันว่ารูปภาพภาพเดียวสามารถแทนคำพูดได้เป็นล้านคำ วันนี้เลยขอเขียนเรื่องราวสนุกๆราวกับการได้นั่ง Time Machine ย้อนกลับไปดูประวัติของโลกการลงทุนและการเก็งกำไรตั้งแต่ยุคโบราณจึงถึงปัจจุบันแบบย่อส่วน จากการใช้ Google Ngram Viewer กันครับ

Google Ngram คืออะไร?

google_ngram_math_7

คุณเคยสงสัยหรืออยากรู้กันบ้างไหมครับว่าสิ่งต่างๆรอบตัวของเราทุกวันนี้เริ่มได้รับความนิยมและแพร่หลายกันตั้งแต่เมื่อไหร่ นอกจากนี้แล้วแนวโน้มความนิยมของพวกมันนั้นจะเคยเป็นมาอย่างไรบ้างในช่วงเวลาที่ผ่านมา? ถ้าหากว่าคุณเคยรู้สึกอย่างนั้นล่ะก็ นี่คือสิ่งที่ Application ตัวหนึ่งจากพี่กู๊กของเราจะสามารถช่วยเราได้ ซึ่งนั่นก็คือเจ้า Google Ngram Viewer นั่นเองครับ

Google Ngram Viewer คือ Application ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้เราสามารถทำการ Search ค้นหาคำหรือกลุ่มคำต่างๆที่เราต้องการจะทราบถึงแนวโน้มความนิยมและความแพร่หลายของคำนั้นๆในอดีตที่ผ่านมา โดยฐานข้อมูลที่ตัว Google Ngram Viewer ได้จัดเก็บเอาไว้นั้นเกิดมาจากการทำ Text Mining หรือพูดภาษาบ้านๆก็คือการ Scan ออกมาจากหนังสือกว่า 5.2 ล้านเล่มซึ่งถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1500 – 2008 โดยรวมเป็นคำต่างๆจากหลายๆภาษาถึง 5 ล้านล้านคำเลยทีเดียว (500 billion words)

ข้อดีและความสนุกของ App ตัวนี้ก็คือมันสามารถที่จะทำให้เราเพลิดเพลินกับการนั่งค้นหาคำหรือกลุ่มคำที่เราต้องการที่จะทราบถึงความนิยมของพวกมันได้เป็นชั่วโมงๆหรือเป็นวันๆเลยทีเดียว และในวันนี้ผมก็มีตัวอย่างของคำที่เรามักใช้กันในการลงทุนมาเป็นเกร็ดความรู้ให้ดูเรียกน้ำย่อยกันเล่นๆครับ

Note :

– ในภาพด้านล่างต่อไปนี้จะไม่เหมือนกับภาพในตัว Application นะครับ เนื่องจากผมดึงข้อมูลดิบออกมาเพื่อที่จะสามารถสร้าง Chart ที่มีขนาดพอดีกับ Blog ได้

– Google Ngram จะแสดงผลลัพท์ Frequency ต่อเมื่อมีในแต่ละปีมีคำๆนั้นในหนังสือมากกว่า 40 เล่ม

– Google Ngram มีลักษณะการ search แบบ Case-Sensitive ดังนั้นผลลัพท์อาจไม่ตรงกันได้หากว่าคุณใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เล็กไม่เหมือนกัน ผมจึงเลือกเฉพาะตัวพิมพ์เล็กเท่านั้นยกเว้นชื่อของบุคคลครับ

stock trading และ stock investing

ng_trading_investing

ภาพแรกนี้สะท้อนให้เราเห็นได้เป็นอย่างดีว่าการเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรือ stock trading นั้นมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1800 – ปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่มักคาดหวังผลตอบแทนหรือมีมุมมองในระยะสั้นๆมากกว่าระยะยาวนั่นเอง โดยในส่วนของการลงทุนในตลาดหุ้นหรือ stock investing นั้นพึ่งจะถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือหลายๆเล่มหลังช่วงปี ค.ศ. 1925 – 2008 ดังนั้นใครที่เคยคิดว่าการเก็งกำไรเป็นเรื่องใหม่ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากแนวคิดการลงทุนล่ะก็คงจะต้องทำความเข้าใจกันใหม่แล้วน่ะครับ ^_^ (ความจริงมีมาตั้งแต่ยุคของเซอร์ไอแซคนิวตันช่วงราวปี ค.ศ. 1600)

technical analysis และ fundamental analysis

ng_tech_fun

คราวนี้เราลองมาดูในส่วนของหลักการวิเคราะห์หุ้นกันบ้าง จะเห็นได้ว่าทั้ง technical analysis และ fundamental analysis ได้ปรากฎอยู่ในหนังสือต่างๆมาแล้วตั้งแต่ช่วงหลังปี ค.ศ. 1825 – ปัจจุบัน เราจึงพอที่จะอนุมานได้ว่าทั้งสองวิชาเป็นวิชาที่มีรากฐานมาอย่างยาวนานกันทั้งสิ้น และก็ไม่มีทีท่าว่าพวกมันจะได้รับความนิยมน้อยลงเลยเช่นกันด้วย (มันจึงขัดกับความเชื่อของใครหลายๆคนที่คิดว่า technical analysis กำลังได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆด้วยนะนี่!)

trend following และ value investing

ng_trend_value

ในภาพหลังจากนี้ผมจะขอตัดเอาเฉพาะส่วนช่วงเหตุการณ์หลังปี ค.ศ. 1900 มาเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะครับ โดยสำหรับในส่วนของกลยุทธ์ซึ่งเป็นแก่นของการวิเคราะห์หุ้นทั้งสองรูปแบบซึ่งก็คือกลยุทธ์ trend following และ value investing นั้น สิ่งที่น่าสนใจก็คือกลยุทธ์การเก็งกำไรแบบ trend following นั้นได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือมาตั้งแต่ช่วงราวๆ ค.ศ. 1900 แล้ว ซึ่งก็ถือได้ว่ามันเป็นกลยุทธ์ที่เก่าแก่มากๆอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพราะความจริงแล้วหลักการของมันได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1800 โดย David Ricardo เจ้าพ่อตลาดหุ้นแห่งลอนดอนได้กล่าววาทะอมตะของเขาเอาไว้ว่า “Cut short your losses and let your profits run on” จนกลายมาเป็นประโยค “Cut losses short, let profits run” ในปัจจุบันนั่นเอง

ในส่วนของกลยุทธ์แบบ value investing นั้นก็เริ่มแพร่หลายในช่วงหลังปี ค.ศ. 1934 จากการตีพิมพ์ของหนังสือหุ้นในตำนาน Security Analysis  และ Intelligence Investor โดยบิดาแห่งวงการลงทุนหุ้นคุณค่าอย่าง Benjamin Graham นั่นเอง นอกจากนี้แล้วจุด turning point ที่ทำให้คำว่า value investing ได้รับความนิยมฉีกเหนือคำว่า trend following ก็เกิดขึ้นในช่วงราว ค.ศ. 1990 ที่สุดยอดนักลงทุนของโลกคุณปู่ Warren Buffet ของเราได้กลายเป็นเศรษฐีพันล้าน Billionaire ไปนั่นเอง

Jesse Livermore และ Warren Buffet

ng_Livermore_Buffet

เมื่อพูดถึงการเก็งกำไรและการลงทุน รวมถึงกลยุทธ์แบบ trend following และ value investing ไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็อดจะพูดถึงตัวละครเทพๆแบบ Hero ในแต่ละสายไม่ได้ ผมจึงต้องขอนำเอาชื่อของบุคคลในตำนานทั้งสองท่านซึ่งก็คือ Jesse Livermore ผู้เป็นเจ้าพ่อแห่งวงการเก็งกำไรและตลาดหุ้นในอดีตฉายา Boy Plunger  และ Great Bear of Wallstreet กับเทพเจ้าแห่งโอมาฮาอย่าง Warren Buffett ให้ดูเทียบกันสักหน่อย

สำหรับ Livermore นั้นเราจะสังเกตุได้ว่าเขาครองความเป็นใหญ่ในสื่อของตลาดหุ้นมาจนถึงช่วงราวๆปี ค.ศ. 1980 โดยเคยพีคสุดๆช่วงที่ฟอร์มของแกฮอตมากๆในช่วงปี ค.ศ. 1920 – 1940 และในส่วนของ Buffett นั้นเราจะสังเกตุเห็นกันได้อย่างชัดเจนเลยว่า Warren Buffett ได้รับความนิยมแซงหน้า Jesse Livermore แบบสุดกู่ในช่วงที่เขากลายเป็น Billionaire ไปในช่วงปีค.ศ. 1990 เป็นต้นไป (ความแตกต่างด้าน Frequency แบบสุดกู่อาจเกิดขึ้นจากชื่อเสียงของ Buffet การสนับสนุนการลงทุนระยะยาวจากภาครัฐและเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้าไปมากๆ) นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงกล่าวเสมอว่าเราไม่ควรดูถูกหรือทะเลาะกันไม่ว่าเราจะลงทุนในรูปแบบใด นั่นก็เพราะทุกๆแนวทางล้วนแล้วแต่มียุคทองด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่เท่าไหร่ แต่เกิดขึ้นเพราะ Hero ไม่กี่คนในยุคนั้นนั่นเอง และมันก็ไม่แน่หรอกว่าในอนาคตนั้นจะมีการเล่นหุ้นในรูปแบบใดที่แจ้งเกิดขึ้นมา

… แต่ผมขอเดามั่วๆแบบมี Bias เอาว่าจะเป็นยุคของพวก Quant ละกันนะครับ ฮ่าๆ Open-mouthed smile

hedge fund และ mutual fund

ng_hedge_mutual

เหตุผลที่ผมต้องขอเดาว่าทำไมพวก Quant หรือการเล่นหุ้นหรือลงทุนแบบ Quantiative Trading – Investing จึงน่าที่จะครองเมืองในอนาคตก็เพราะ Chart ระหว่างกองทุนปกป้องความเสี่ยงแบบ hedge fund และกองทุนรวมอย่าง mutual fund ด้านบนนั่นเอง

จากภาพด้านบนนั้นเราจะเห็นได้ว่าถึงแม้กองทุนรวมอย่าง mutual fund จะก่อกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1774 โดยพวกพ่อค้าชาวดัชท์ แต่มันได้เริ่มเป็นที่นิยมขึ้นในอเมริกาภายหลังช่วงปี ค.ศ. 1920 เท่านั้น หลังจากนั้นคำว่า mutual fund ก็ได้ครองพื้นที่สื่อแบบรวบหัวรวบหางจนมาถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เราจะสังเกตุได้ว่าตั้งแต่ช่วงหลังปี ค.ศ. 2000 หรือในยุค New Millennium นั้น ในขณะที่คำว่า mutual fund ค่อยๆได้รับความนิยมน้อยลง แต่ในทางกลับกันคำว่า hedge fund กลับได้รับความนิยมและถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วขึ้นมาอย่างกระชั้นชิดจนแทบจะถึงจุดตัดกันเลยทีเดียวในปี ค.ศ. 2008 (ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของฐานข้อมูล โดยลงรอยกับข้อมูลในส่วนของ Asset Under Management หรือ AUM ของบรรดากองทุน hedge fund ซึ่งนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี)

และด้วยความที่กองทุน hedge fund ในสมัยใหม่ส่วนใหญ่มีการบริหารงานและใช้กลยุทธ์การลงทุนที่ถูกควบคุมอย่างเป็นระบบแบบแผน (Rule-Based) จากระบบหรือโมเดลทางคณิตศาสตร์ (Quantitative Model) บวกกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการสื่อสารต่างๆ มันจึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงมากๆว่ายุคทองของบรรดา Quant ทั้งหลายกำลังที่จะใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้วนั่นเอง

ความภูมิใจของคนไทย

สุดท้ายนี้ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องหุ้น แต่ก่อนจบบทความผมอยากนำภาพที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจว่าได้เกิดมาเป็นคนไทยในยุคนี้กันเสียหน่อย ซึ่งนั่นก็คือแนวโน้ม Ngram จากพระนามของในหลวงของพวกเรา ซึ่งนับตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงเสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ก็มีแต่จะได้รับความนิยมและมีการเผยแพร่ตีพิมพ์ลงในหนังสือต่างๆทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง สำหรับใครที่สนใจอยาก Search คำต่างๆที่ตนเองสนใจเพิ่มเติมก็เข้าไปได้ที่ URL ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ (ใครไป Search อะไรสนุกๆอย่าลืมมาบอกกันด้วยเน้อ!) แล้วเจอกันใหม่บทความหน้าครับ

http://books.google.com/ngrams

ng_Bhumibol

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง มีพระชนย์มายุยิ่งยืนนานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ปวงชนชาวไทยตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • couragor

    ขอบคุณครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ^_^

  • BlueSky

    ขอบคุณครับ ได้ idea ใหม่ๆ ทำอีกแล้ว

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยินดีครับ :D

  • poppo

    ถ้า equity curve เป็นแบบ technical analysis ก็คงจะดีมิน้อย

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      จริงๆระบบ Trend Following ที่เคยเผยแพร่ในเว็บไว้ส่วนใหญ่ ถ้าถอยมามองในระยะยาวก็ให้ Equity สวยๆแบบนี้แทบทั้งนั้นนะครับ เพียงแต่เรามักมองช่วงสั้นเกิน อย่าลืมว่า Chart ด้านบนนี้ 200 ปีเลยนะครับ 55

  • linux noy

    ตั้งแต่เริ่มเรียนรู้เรื่อง trend following ก็จะเจอคำว่า “Quantitative Trading” มาเรื่อยๆ เลย แต่ไม่เคยรู้เลยมันคืออะไร รบกวนคุณมดอธิบายคร่าวๆ ให้หน่อยได้ไหมครับ ขอบคุณครับ ^ ^”

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      Quantitative Trading – พูดง่ายๆคือการเก็งกำไรโดยอ้างอิงการตัดสินใจจากตัวเลขที่มีอยู่ในมือ โดยมักตัดสินใจไปตามผลการวิจัยและสถิติต่างๆที่ได้ทดสอบเอาไว้อย่างเป็นระบบที่ชัดเจนครับ จะแตกต่างตรงข้ามกับการลงทุนในลักษณะ Discrete ซึ่งอ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัว,ความรู้สึก, อารมณ์ หรือลางสังหรณ์ต่างๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำกันครับ

      Quantitative Trading มีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น high-frequency trading, algorithmic trading and statistical arbitrage หรือแม้แต่การเปิด Bot ด้วย Technical Analysis Model ก็อาจถือเป็น Quantitative Trading ได้เช่นกัน ถ้ามันอ้างอิงมาจากตัวเลขซึ่งได้จากโมเดลทางคณิตศาสตร์ครับ

      แต่ถึงแม้มันจะมีหลากหลายรูปแบบก็ตาม โดยส่วนใหญ่แล้วในขณะที่ลงทุนอยู่นั้นตัวเลขต่างๆก็มักจะได้มาจาก Input ซึ่งก็คือพวก Price-Volume Data ที่เราใช้ๆกันอยู่ทั่วไป โดยข้อมูลจะถูกนำเข้าไปสู่ Model หรือ Trading System ที่กำลัง Run อยู่นั่นเอง (จริงๆสามารถใช้อย่างอื่นก็ได้ถ้ามีความสามารถหา Data ที่เป็นลักษณะ Time Series มาใช้ได้ครับ)

      คนส่วนใหญ่มักรู้สึกว่ายากเทพๆและไกลตัวเพราะมักได้ยินว่าในขั้น Advance เค้ามักใช้พวกวิชาเลขหรือสถิติชั้นสูงเสียส่วนใหญ่ แต่อย่าไปมองว่ามันไกลตัวขนาดนั้น จริงๆแล้วผมว่า Indicator ที่เราใช้อยู่ทุกๆวันเช่นพวก RSI, MACD ADX ต่างๆก็คือ Model ทางคณิตศาสตร์เหมือนกันนั่นแหละครับ เพียงแค่รู้จักจับมันมาลองกำหนดกฎการซื้อขายแล้วจับมาเขียนลงโปรแกรม Computer เพื่อทำการทดสอบ – วัดผลลัพท์ของมันออกมาอย่างเป็นระบบก็ถือว่าเป็น Quant เบื้องต้นได้เช่นกันครับ

      สุดท้ายในส่วนของการปฏิบัตินั้นบ้านเราอาจยังไม่เอื้อต่อการเป็น Quant กันแบบเต็มตัวเท่าไหร่เนื่องจาก Platform ของการสั่งซื้อขายยังล้าหลังมากครับ ถ้าไม่ได้เปิดพอร์ทโรบอทก็ต้องใช้การส่งคำสั่งธรรมดาๆแบบ Mechanical Trading ไปก่อนครับ

      *** ปล. Quantitative ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่สายเก็งกำไรนะครับ สายลงทุนสไตล์พื้นฐานก็มีทำกัน เช่น Hedge Fund ยักใหญ่อย่าง Bridge Water ของ Ray Dalio ครับ จริงๆประเด็นก็คือขอให้ทำอะไรโดยอ้างอิงจากตัวเลขอย่างเป็นระบบนั่นเองครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      Quantitative Trading – พูดง่ายๆคือการเก็งกำไรโดยอ้างอิงการตัดสินใจจากตัวเลขที่มีอยู่ในมือ โดยมักตัดสินใจไปตามผลการวิจัยและสถิติต่างๆที่ได้ทดสอบเอาไว้อย่างเป็นระบบที่ชัดเจนครับ จะแตกต่างตรงข้ามกับการลงทุนในลักษณะ Discrete ซึ่งอ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัว,ความรู้สึก, อารมณ์ หรือลางสังหรณ์ต่างๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำกันครับ

      Quantitative Trading มีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น high-frequency trading, algorithmic trading and statistical arbitrage หรือแม้แต่การเปิด Bot ด้วย Technical Analysis Model ก็อาจถือเป็น Quantitative Trading ได้เช่นกัน ถ้ามันอ้างอิงมาจากตัวเลขซึ่งได้จากโมเดลทางคณิตศาสตร์ครับ

      แต่ถึงแม้มันจะมีหลากหลายรูปแบบก็ตาม โดยส่วนใหญ่แล้วในขณะที่ลงทุนอยู่นั้นตัวเลขต่างๆก็มักจะได้มาจาก Input ซึ่งก็คือพวก Price-Volume Data ที่เราใช้ๆกันอยู่ทั่วไป โดยข้อมูลจะถูกนำเข้าไปสู่ Model หรือ Trading System ที่กำลัง Run อยู่นั่นเอง (จริงๆสามารถใช้อย่างอื่นก็ได้ถ้ามีความสามารถหา Data ที่เป็นลักษณะ Time Series มาใช้ได้ครับ)

      คนส่วนใหญ่มักรู้สึกว่ายากเทพๆและไกลตัวเพราะมักได้ยินว่าในขั้น Advance เค้ามักใช้พวกวิชาเลขหรือสถิติชั้นสูงและการเขียนโปรแกรมระดับเมพๆเสียส่วนใหญ่ แต่อย่าไปมองว่ามันไกลตัวขนาดนั้น จริงๆแล้วผมว่า Indicator ที่เราใช้อยู่ทุกๆวันเช่นพวก RSI, MACD ADX ต่างๆก็คือ Model ทางคณิตศาสตร์เหมือนกันนั่นแหละครับ เพียงแค่รู้จักจับมันมาลองกำหนดกฎการซื้อขายแล้วจับมาเขียนลงโปรแกรม Computer เพื่อทำการทดสอบ – วัดผลลัพท์ของมันออกมาอย่างเป็นระบบก็ถือว่าเป็น Quant เบื้องต้นได้เช่นกันครับ

      สุดท้ายในส่วนของการปฏิบัตินั้นบ้านเราอาจยังไม่เอื้อต่อการเป็น Quant กันแบบเต็มตัวเท่าไหร่เนื่องจาก Platform ของการสั่งซื้อขายยังล้าหลังมากครับ ถ้าไม่ได้เปิดพอร์ทโรบอทก็ต้องใช้การส่งคำสั่งธรรมดาๆแบบ Mechanical Trading ไปก่อนครับ

      *** ปล. Quantitative ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่สายเก็งกำไรนะครับ สายลงทุนสไตล์พื้นฐานก็มีทำกัน เช่น Hedge Fund ยักใหญ่อย่าง Bridge Water ของ Ray Dalio ครับ จริงๆประเด็นก็คือขอให้ทำอะไรโดยอ้างอิงจากตัวเลขอย่างเป็นระบบนั่นเองครับ

      • linux noy

        สุดยอดเหมือนเดิม ขอบคุณครับ

  • maew

    ขอบคุณครับ ได้ความรู้ มุมมองใหม่ๆทุกครั้งมี่เข้ามาอ่าน

    ติดตามผลงานและเป็นกำลังใจให้ครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณครับ ผมจะค่อยๆเอาเรื่องใหม่ๆแปลกๆมาเขียนลงตามกำลังครับ ^_^

  • oyoyosan

    ช่วงหลังผมก็ได้ยิน Quantitative Trading บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ไม่ทราบว่าคุณมดมีที่ไหนแนะนำให้ไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมครับ ถ้าอ้างอิงจากค่าสถิติและ math model ต่างๆ แบบนี้ system trade แบบที่เราใช้กันก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยรึเปล่าครับ?
    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะครับ :)

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ใช่ครับ อย่างที่บอกถ้าเราตัดสินใจซื้อขายและปรับพอร์ทตามสัญญาณจากข้อมูลเชิงสถิติหรือตัวเลขที่สามารถนับหรือเปรียบเทียบกันได้ (Quantitative or Quantifiable Information) นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า Quantitative Trading ได้แล้วครับ บางทีเราพยายามทำให้มันดูยากเกินความเข้าใจกันไปเอง แน่นอนว่าขั้นสูงๆก็จะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น แต่ไอเดียพื้นฐานก็คือการเก็งกำไรหรือลงทุนโดยอ้างอิงจากตัวเลขต่างๆอย่างเป็นระบบแบบแผนนั่นเองครับ

  • saraw

    มีบทความดี ๆ ตลอดพี่คนนี้ ขอบคุณมากคับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยินดีครับ แวะมาอ่านได้เรื่อยๆ :D

  • Bank

    ถ้ามีระบบ trading ของตัวเองที่ชัดเจนแล้ว ต้องการเปิด bot. ต้องทำอย่างไรบ้างครับ มีที่ไหนให้บริการบ้าง.

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ถ้าอยาก automate ตอนนี้ไปที่บัวหลวงได้ครับ แต่จะมีเงื่อนไขต่างๆเพิ่มอีกหน่อยครับ เช่นเรื่องของเงินทุนขั้นต่ำ, การเปิดเผยระบบให้กับทางโปรแกรมเมอร์ รวมถึงกลุ่มของหุ้นที่เทรดได้ครับ ^_^

  • การเก้าว พีรพัทร์ เเตงโต

    สวัสดี ครับ ขอบคุณ ครับ