<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>แมงเม่าคลับ.คอม</title>
	<atom:link href="http://mangmaoclub.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://mangmaoclub.com</link>
	<description>แบ่งปันความรู้ในการเล่นหุ้น</description>
	<lastBuildDate>Tue, 01 May 2012 21:31:38 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>คนส่วนน้อยกับกฏของผลประโยชน์ในตลาดหุ้น</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/minority/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/minority/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Apr 2012 15:32:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[จิตวิทยาการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[market anomaly]]></category>
		<category><![CDATA[ความไร้ประสิทธิภาพของตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3836</guid>
		<description><![CDATA[โลกของเรานั้นตกอยู่ภายใต้กฏของธรรมชาติอย่างหนึ่ง นั่นก็คือกฏที่ว่าทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ซึ่งอ่อนแอกว่าจะถูกถ่ายเทไปยังคนส่วนน้อยที่มีความเหนือกว่าอยู่เสมอ แน่นอนว่ามันคือกฏซึ่งได้ควบคุมความเป็นไปของเม็ดเงินในตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน ความลับอย่างหนึ่งก็คือความเหนือกว่าที่คนส่วนน้อยในตลาดหุ้นมีนั้นไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่พวกเขารู้ แต่มันคือ …
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/beautiful-losses/' rel='bookmark' title='Beautiful Losses : ความสวยงามของการ (ตัด) ขาดทุน'>Beautiful Losses : ความสวยงามของการ (ตัด) ขาดทุน</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/loss-and-learn-song/' rel='bookmark' title='เพลงหุ้น Loss and Learn'>เพลงหุ้น Loss and Learn</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/lateral-thinking/' rel='bookmark' title='ความคิดนอกกรอบและการลงทุน'>ความคิดนอกกรอบและการลงทุน</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/63f090b98a1f.jpg"><img style="background-image: none; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; padding-top: 0px; border-width: 0px;" title="คนส่วนน้อยกับตลาดหุ้น" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/thumb1.jpg" alt="คนส่วนน้อยกับตลาดหุ้น" width="640" height="402" border="0" /></a></p>
<p>โลกของเรานั้นตกอยู่ภายใต้กฏของธรรมชาติอย่างหนึ่ง นั่นก็คือกฏที่ว่าทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ซึ่งอ่อนแอกว่าจะถูกถ่ายเทไปยังคนส่วนน้อยที่มีความเหนือกว่าอยู่เสมอ แน่นอนว่ามันคือกฏซึ่งได้ควบคุมความเป็นไปของเม็ดเงินในตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน ความลับอย่างหนึ่งก็คือความเหนือกว่าที่คนส่วนน้อยในตลาดหุ้นมีนั้นไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่พวกเขารู้ แต่มันคือ …</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #4bacc6;">คนส่วนน้อยกับกฏของผลประโยชน์ในตลาดหุ้น</span></h4>
<p>ตลาดหุ้นนั้นจะทำทุกอย่างให้คนส่วนใหญ่นั้นต้องขาดทุนและเจ็บปวดอยู่เสมอ นี่เป็นกฏข้อแรกที่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนต้องตระหนักเอาไว้เลยทีเดียว คุณไม่สามารถที่ครอบครองเงินทุนหรือทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ได้หากคุณยังคงเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่อยู่ หนทางเดียวที่คุณจะอยู่รอดในตลาดได้ก็คือ … คุณต้องเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้น และนั่นหมายถึงการที่คุณต้องรู้ว่าอะไรที่จะเป็นเส้นแบ่งระหว่างคนสองจำพวกนี้</p>
<p><span style="font-weight: bold; color: #4bacc6;">ผลกำไรของคนส่วนน้อยมาจากความไร้เหตุผลของคนส่วนใหญ่</span></p>
<p>ว่ากันตามทฤษฎีแล้วผลกำไรของพวกเราทุกคนเกิดขึ้นจากความไร้ประสิทธิภาพของตลาดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเมื่อเราลองพิจารณาถึงปรากฏการณ์ <a href="http://mangmaoclub.com/market-inefficiencies/" target="_blank"><span style="color: #dd8484;">ความไร้ประสิทธิภาพของตลาดต่างๆ (Market Anomalies)</span></a>  ไม่ว่าจะเป็น Momentum Effect, Price Level Effect หรือแม้แต่ Value Effect ซึ่งถือเป็นช่องทางให้เราสามารถทำกำไรจากตลาดออกมาได้แล้วล่ะก็ เรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับพวกมันก็คือ … พวกมันล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นโดยมีจุดร่วมบางอย่างที่เหมือนกันแทบทั้งสิ้น นั่นก็คือพวกมันเกิดขึ้นจากความกลัวหรือเกิดความโลภจนเกินพอดีของมนุษย์เรานั่นเอง</p>
<p>ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นหรือ?</p>
<p>นั่นเพราะพวกมันคือธรรมชาติและกลไกของตลาดนั่นเอง ตลาดจะบีบบังคับให้คนส่วนใหญ่เกิดแรงผลักดันทางอารมณ์อย่างสุดโต่งอยู่เสมอ มันจะบีบอารมณ์ของคนส่วนใหญ่เสียจนไม่อาจที่จะทำสิ่งที่ควรทำได้ … ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมและควรต้องทำ!!</p>
<p>ลองสังเกตดูสิครับ คนส่วนใหญ่มักไม่กล้าซื้อหุ้นตอนทำ New High หรือตอนมัน Dip แบบสุดๆทั้งที่รู้ว่ามันคือกลยุทธ์ทีได้ผล ไม่กล้า Cut Loss เมื่อรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาด ไม่กล้าปล่อย Let Profits Run เมื่อเริ่มมีกำไร หรือแม้แต่ไม่สามารถอดทนรอในสิ่งที่พวเขาต้องการจริงได้ๆ สิ่งที่พวกเขาทำคือการวางรากฐานในการทำกำไรให้คนส่วนน้อยแทบทั้งสิ้น ความไร้เหตุผล (Irrational Behavior) ของคนส่วนใหญ่เหล่านี้คือแรงขับดันที่ทำให้ตลาดเกิดพฤติกรรมเดิมๆวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่านี่ก็คือสิ่งหนึ่งที่ได้แยกคนส่วนน้อยออกจากคนส่วนใหญ่ด้วยเช่นกัน</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #4bacc6;">หลักฐานของผลกำไรจากการเป็นคนส่วนน้อย</span></h4>
<p>ผมเชื่อว่าใครที่อยู่ในตลาดมาได้สักพักหนึ่งจะต้องเคยสังเกตเห็นได้ว่า แทบทุกครั้งที่หุ้นขึ้นคนที่ซื้อสุทธิก็คือนักลงทุนต่างชาติในขณะที่นักลงทุนรายย่อยจะขายออกมาตลอดทางอยู่เสมอ และเมื่อหุ้นลงเราก็จะได้เห็นในสิ่งที่กลับกันอยู่ร่ำไป สิ่งที่เกิดขึ้นนี้หมายความว่านักลงทุนส่วนใหญ่ (รายย่อย) คือผู้ที่คอยป้อนโอกาสในการทำกำไรและจำกัดการขาดทุนให้กับนักลงทุนส่วนน้อยใช่หรือไม่? และอะไรจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราซื้อหุ้นในขณะที่คนส่วนใหญ่ (นักลงทุนรายย่อย) ขาย และขายหุ้นเมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อ?</p>
<p>ภาพด้านล่างคือกราฟการเติบโตของเงินทุนจากระบบที่ได้พัฒนาขึ้นจากแนวคิดนี้ ซึ่งก็น่าที่จะพอเป็นคำตอบให้กับเราได้บ้างว่า การ Action ที่สวนทางกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในตลาดทำจะมีประสิทธิภาพจริงๆอย่างที่ทฤษฏีข้อนี้ได้บ่งบอกเอาไว้หรือไม่</p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/Fundlow_-Portfolio-Equity.png"><img style="background-image: none; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; padding-top: 0px; border-width: 0px;" title="Fundlow_ Portfolio Equity" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/Fundlow_-Portfolio-Equity_thumb.png" alt="Fundlow_ Portfolio Equity" width="640" height="480" border="0" /></a></p>
<p><em><strong>Mangmao Flow System :</strong> ภาพนี้แสดงให้เห็นถึง Equity เริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท ของระบบการลงทุนที่ทำการเข้ากวาดซื้อหุ้นใน SET100 เมื่อยอดซื้อ-ขายสุทธิของรายย่อยในช่วงเวลาหนึ่งมีค่าเป็นลบ (ขายสุทธิ) และขายออกเมื่อค่าเป็นบวก (ซื้อสุทธิ) นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการเป็นคนส่วนน้อยซึ่งอยู่คนละด้านกับคนส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี</em></p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #4bacc6;">หนทางของการเป็นคนส่วนน้อยอาจไม่ยากอย่างที่คิด</span></h4>
<p>แม้ว่าการจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของคนส่วนน้อยนั้นอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยากมากๆสำหรับหลายๆคน แต่ผมอยากจะบอกว่าความจริงแล้วการเป็นคนส่วนน้อยอาจไม่ยากอย่างที่พวกเราคิด เพราะกลยุทธ์ส่วนใหญ่ที่มีประสิทธิภาพในการที่จะทำกำไรจากตลาดนั้นมักเป็นสิ่งที่แทบไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรเลย (และไม่จำเป็นต้องซับซ้อนมากๆด้วยเช่นกัน) พวกมันเพียงแค่หากินจากความไร้เหตุผลของคนส่วนใหญ่ก็เท่านั้น นอกจากนี้แล้วพวกมันยังมักเป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินกันแทบทั้งสิ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม พวกมันคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ … เพราะมันยากที่จะทำ!! (ผมกำลังบอกใบ้ให้สำหรับคนที่อยากสร้างระบบการลงทุนที่มีประสิทธิภาพอยู่นะครับ) … พวกมันมักเป็นสิ่งที่ฝืนต่อความรู้สึก, บีบหัวใจ และเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดในการที่ต้องทำมัน แต่นี่ก็คือหนทางของการเป็นคนส่วนน้อยนั่นเอง ดังนั้นแล้ว สิ่งที่แยกคนส่วนน้อยออกจากคนส่วนใหญ่จึงไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่พวกเขารู้ แต่อยู่ในจิตใจของพวกเขาเองด้วยต่างหาก</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #4bacc6;">ความสามารถในการควบคุมตนเอง คือสิ่งที่แยกคนส่วนน้อยและคนส่วนใหญ่ออกจากกัน</span></h4>
<p>คนส่วนน้อยที่อยู่ในตลาดได้อย่างยาวนานคือผู้ที่รู้จักใช้ประโยชน์จากอารมณ์ของคนส่วนใหญ่ นอกเหนือไปจากนี้แล้ว พวกเขายังเป็นคนที่สามารถจะควบคุมจิตใจของตนเองได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย (นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาจึงสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาน)</p>
<p>พวกเขาคือคนที่มีความมุ่งมั่น, อดทน และมีระเบียบวินัยในการลงทุนอย่างสูง พวกเขาคือคนที่เต็มไปด้วยพรแสวงในตัวและหัวใจ คนที่จะสามารถก้าวขึ้นเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรระดับโลกล้วนแล้วแต่ต้องผ่านบททดสอบต่างๆมาอย่างโชกโชนทั้งสิ้น คุณไม่สามารถนอนอยู่เฉยๆแล้วจะกลายเป็นหนึ่งในคนส่วนน้อยเหล่านี้ได้ พวกมันล้วนเกิดขึ้นจากการเพียรศึกษาและพยายามฝึกฝนจนทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่อาจทำได้ คนส่วนน้อยคือผู้ที่เข้าใจเป็นอย่างดีว่าตลาดจะทำทุกอย่างเพื่อทำให้อารมณ์อยู่เหนือการตัดสินใจที่มีเหตุผลของพวกเราไป มันจะล่อหลอกให้เราหลงทางเท่าที่จะทำได้ มันจะทำทุกอย่างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องเจ็บปวด และมันจะทำทุกอย่างที่เป็นขวากหนามหรืออุปสรรคในการลงทุนของเราอยู่เสมอ เพราะงานหลักของตลาดก็คือการถ่ายเทเงินทุนของคนส่วนใหญ่ไปสู่คนส่วนน้อยให้มากที่สุด …</p>
<p>คนส่วนน้อยคือผู้ที่เคารพในกฎเหล็กข้อนี้เป็นอย่างดี และนั่นก็คือกฎว่าเราต้องสามารถทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อาจทำ (แม้จะยากต่อความรู้สึก) เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่อาจเห็น และเป็นในสิ่งที่คนอื่นไม่อาจเป็น เพราะมันคือหนทางในการอยู่รอดบนของห่วงโซ่อาหารของตลาดหุ้นนั่นเอง</p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #dd8484;">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/beautiful-losses/' rel='bookmark' title='Beautiful Losses : ความสวยงามของการ (ตัด) ขาดทุน'>Beautiful Losses : ความสวยงามของการ (ตัด) ขาดทุน</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/loss-and-learn-song/' rel='bookmark' title='เพลงหุ้น Loss and Learn'>เพลงหุ้น Loss and Learn</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/lateral-thinking/' rel='bookmark' title='ความคิดนอกกรอบและการลงทุน'>ความคิดนอกกรอบและการลงทุน</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/minority/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>48</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความคิดนอกกรอบและการลงทุน</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/lateral-thinking/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/lateral-thinking/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Apr 2012 01:34:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[จิตวิทยาการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้นและวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[RSI Indicator]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3825</guid>
		<description><![CDATA[ในบางครั้งแล้วการพยายามวิ่งไปในทิศทางเดิมๆนั้นก็อาจไม่เป็นประโยชน์เท่ากับการเปลี่ยนแปลงทิศทางการวิ่งของคุณก็เป็นได้ กระบวนการทางความคิดเช่นนี้คือสิ่งที่นักเล่นหุ้นที่ดีควรจะพัฒนามันไว้อยู่เสมอ เพราะพลังของมันนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงผลการลงทุนของคุณได้อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียวครับ
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/market-inefficiencies/' rel='bookmark' title='Why Trading System Work? : ทำไมคุณจึงมีกำไร?'>Why Trading System Work? : ทำไมคุณจึงมีกำไร?</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/the-x-system-factor-in-trading/' rel='bookmark' title='The X-System Factor in Trading : ปัจจัยที่มักจะทำให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลในการเล่นหุ้น'>The X-System Factor in Trading : ปัจจัยที่มักจะทำให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลในการเล่นหุ้น</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/rs-rotational-system/' rel='bookmark' title='RS Rotational System : ระบบการลงทุนแบบหมุนตัวเล่น'>RS Rotational System : ระบบการลงทุนแบบหมุนตัวเล่น</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/0ec0222bb158.jpg"><img style="background-image: none; margin: 0px 10px 0px 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; float: left; padding-top: 0px; border: 0px;" title="ความคิดนอกกรอบและการลงทุน" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/thumb.jpg" alt="ความคิดนอกกรอบและการลงทุน" width="240" height="240" align="left" border="0" /></a>ในบางครั้งแล้วการพยายามวิ่งไปในทิศทางเดิมๆนั้นก็อาจไม่เป็นประโยชน์เท่ากับการเปลี่ยนแปลงทิศทางการวิ่งของคุณก็เป็นได้ กระบวนการทางความคิดเช่นนี้คือสิ่งที่นักเล่นหุ้นที่ดีควรจะพัฒนามันไว้อยู่เสมอ เพราะพลังของมันนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงผลการลงทุนของคุณได้อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียวครับ</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #8064a2;"><span style="color: #008040;">กระบวนการทางความคิดและการแก้ไขปัญหาของคนส่วนใหญ่</span> </span></h4>
<p>โดยปกติแล้วพวกเราส่วนใหญ่โดยเฉพาะบรรดานักเล่นหุ้นหลายๆคนมักที่จะคุ้นชินกับการแก้ปัญหาด้วยการใช้ “การคิดในแนวตั้ง” (Vertical Thinking) กับการลงทุนของเราอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม กระบวนการคิดในลักษณะนี้ยังคงทำให้เราต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายๆอย่างซึ่งเกิดจากทิศทางที่เรากำลังมุ่งแก้ปัญหาไปอยู่ดี นี่เป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆคนต้องถอดใจและพยายามยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม หากเราลองนั่งพิจารณาดูปัญหาต่างๆที่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้แล้วล่ะก็ เราจะพบว่าในที่สุดแล้วปัญหาหลายๆอย่างก็มักที่จะถูกแก้ไขคลายปมออกไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p>
<p>… ใช่แล้วครับ “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” และนั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่ากระบวน “การคิดในแนวข้าง” (Lateral Thinking) หรือการคิดนอกกรอบนั่นเอง</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #008040;">กระบวนการคิดในแนวตั้ง VS. กระบวนการคิดในแนวข้าง</span></h4>
<p>เพื่อที่จะอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของมันได้อย่างง่ายที่สุดนั้น ผมจะขอยกตัวอย่างถึงความแตกต่างของกระบวนการทางความคิดทั้งสองแบบเปรียบเทียบให้ลองอ่านกันดูก่อนนะครับ</p>
<table style="line-height: normal; border-collapse: collapse;" width="643" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<colgroup>
<col style="width: 230pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 9824;" width="307" />
<col style="width: 245pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 10432;" width="326" /></colgroup>
<tbody>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 1.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: medium none; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #ffffff; font-family: Tahoma;"><strong>ความคิดแนวตั้ง</strong></span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 1.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: medium none; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none;" align="center" width="327"><span style="color: #ffffff; font-family: Tahoma;"><strong>ความคิดแนวข้าง</strong></span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">เลือกสรรค์ (ทำตามขั้นตอน)</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">สร้างสรรค์</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">มองหาความถูกต้อง</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">มองหาความเป็นไปได้</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">เคลื่อนไหวเมื่อมีทิศทางให้เคลื่อนไหว</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดทิศทาง</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">คิดในเชิงวิเคราะห์</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">คิดเพื่อกระตุ้นมุมมองใหม่ๆ</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">ทำตามขั้นตอน</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">ไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอน</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">ใช้มุมมองเชิงลบเพื่อตัดตัวเลือก</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">ไม่ใช้มุมมองในเชิงลบ</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">ยอมรับได้กับทุกสิ่ง</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">จัดประเภทอย่างแน่ชัด</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">ไม่มีประเภทที่ตายตัว</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">เคลื่อนไหวไปตามสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นไปที่สุด</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">เคลื่อนไหวไปตามสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl65" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="314" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">เป็นกระบวนการที่มีขอบเขตแน่ชัด</span></td>
<td class="xl65" style="border-bottom: medium none; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="327"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปบนความน่าจะเป็นอยู่เสมอ</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>จากความแตกต่างทั้งหมด 10 ประการที่ได้กล่าวมานั้น คุณคงเริ่มที่จะเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า โดยเนื้อแท้ของกระบวนการคิดในแนวข้างนั้น มันก็คือกระบวนการคิดเพื่อสร้างความคิดและมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างไปจากเดิม</p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/16ba11a87156.gif"><img style="background-image: none; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; padding-top: 0px; border-width: 0px;" title="ความคิดแนวข้างและการลงทุน" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/thumb.gif" alt="ความคิดแนวข้างและการลงทุน" width="640" height="422" border="0" /></a></p>
<p>นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดมันจึงสำคัญนักหนากับชีวิตของเรา นั่นเพราะกระบวนการใช้ความคิดในแนวตั้งนั้นจะเกี่ยวข้องอยู่กับการประมวลผล, คิดคำนวณและมุ่งที่จะนำแนวคิดต่างๆที่ได้มาไปปฏิบัติใช้ ส่วนความคิดในแนวข้างนั้นจะช่วยเราในการสร้างทางเลือกและวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เรามี  มันคือการเปลี่ยนมิติในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นแล้ว กระบวนการคิดในแนวตั้งของเราจึงจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการคิดในแนวข้างเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางที่มีประสิทธิภาพเสียก่อน!</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #008040;">ประโยชน์ของกระบวนการคิดแนวข้างที่มีต่อการลงทุนของคุณ</span></h4>
<p>อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าความคิดแนวข้างนั้นมีใว้เพื่อสร้างความคิดและมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างไปจากเดิม มันจึงมักที่จะนำเราไปสู่ประโยชน์หลักๆในการลงทุนดังนี้</p>
<p><span style="color: #804040;">แนวคิดในการลงทุนใหม่ๆซึ่งแตกต่างไปจากเดิม -</span> นี่เป็นสิ่งที่การคิดในแนวตั้งไม่สามารถที่จะให้คุณได้ เพราะมันจะทำให้คุณยังคงติดอยู่ในกรอบของเหตุและผลแบบเดิมๆอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เพื่อที่จะได้กำไรจากตลาดนั้น คนส่วนใหญ่พยายามที่จะพัฒนาความสามารถหรือแนวทางการวิเคราะห์หุ้นให้มีความละเอียดและแม่นยำขึ้นมากกว่าเดิม (เพราะเขาเชื่อว่าความแม่นยำ = กำไร) แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจแก้ปัญหานี้ด้วยการมองหาโอกาสที่ให้ Pay-off สูงมากๆเพื่อชดเชยกับความแม่นยำในการวิเคราะห์หุ้นของพวกเขาแทน</p>
<p><span style="color: #804040;">แนวทางในการแก้ปัญหาซึ่งเกิดจากกระบวนการลงทุนในรูปแบบเดิม -</span> จากในกรณีที่แล้วนั้นปัญหาหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับระบบการลงทุนที่เน้นกิน Pay-off คำใหญ่ๆแทนความแม่นยำก็คือขนาดของ Drawdown และระยะเวลาของ Drawdown ที่มักจะเกิดขึ้นอย่างยาวนาน คนส่วนใหญ่อาจพยายามที่จะพัฒนาสัญญาณการขายทำกำไรในขณะที่หุ้นกำลังวิ่งขึ้นไป แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น เราก็อาจที่จะเพียงแค่เพิ่ม Universe ของหุ้นหรือตราสารที่เราจะทำการซื้อขายให้มากขึ้น หรือคัดเลือกกลุ่มสัญญาณที่มีความผันผวนต่ำเพื่อลดปัญหาเหล่านี้ลงแทนก็เป็นได้ (และก็มักที่จะได้ผลดีเสียด้วย)</p>
<p><span style="color: #804040;">มุมมองหรือทัศนคติซึ่งแตกต่างออกไป -</span> นี่มักเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการลงทุนที่แตกต่างไปจากหลักการเดิมแทบทั้งสิ้น นักลงทุนพื้นฐานอย่าง Value Investor เลือกที่จะมองข้ามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหรือการพยายามที่จะพยากรณ์การเคลื่อนไหวของมันด้วยการโฟกัสไปยังพื้นฐานของกิจการในระยะยาวแทน ในขณะที่นักเก็งกำไรแบบ System Trader ยังเลือกที่จะเล่นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาแต่เป็นไปในเชิงของการทำกำไรในจากผลการซื้อขายโดยรวมของพวกเขาจากความได้เปรียบทางสถิติที่เขามี แทนที่จะมองผลของการซื้อขายเป็นครั้งๆไปอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ</p>
<p><span style="color: #9e7c7c;"><span style="color: #804040;">นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และระบบการลงทุนใหม่ๆ -</span><em> </em></span>เมื่อมุมมองหรือทัศนคติที่มีต่อการลงทุนได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มันมักที่จะนำไปสู่ระบบหรือกลยุทธ์การลงทุนในรูปแบบใหม่ๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราคงจะไม่ได้เห็นการเติบโตของแนวทางการลงทุนใหม่ๆอย่าง Growth Investing, Momentum Investing หรือแม้กระทั่ง Model ทางคณิตศาสตร์ขั้นสูงในปัจจุบัน หากว่าไม่มีใครสักคนที่ลุกขึ้นมาพูดว่า “ผมว่าเราน่าจะมีวิธีการบางอย่างที่แตกต่างออกไปและมีประสิทธิภาพกว่านี้นะ” และนี่ก็คือประโยชน์และตัวอย่างของพลังจากกระบวนการคิดในแนวข้างบางประการนั่นเองครับ</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #008040;">แล้วเราจะนำกระบวนการคิดแนวข้างมาปรับใช้กับการลงทุนได้อย่างไรบ้าง?</span></h4>
<p>ความจริงแล้วมีวิธีคิดหลายๆอย่างซึ่งเราสามารถที่จะนำการคิดแนวข้างมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนของพวกเราได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราสามารถที่จะพอสรุปถึงหลักพื้นฐานของการใช้การคิดแนวข้างได้ 3 ข้อดังนี้</p>
<p><span style="color: #804040;">สร้างทางเลือกใหม่ๆให้ตัวเองอยู่เสมอ -</span> แทนที่เราจะพยายามที่จะแก้ปัญหาแบบเป็นเส้นตรงแนวตั้งในเชิงลึกลงไปเรื่อยๆในหนทางเดิมนั้น การเปิดใจและใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาทางเลือกใหม่ๆอยู่เสมออาจทำให้เราพบกับหนทางใหม่ๆในการลงทุนของเราก็เป็นได้ มันอาจที่จะมีประสิทธิภาพกว่าหนทางที่เคยเป็นมา ความบังเอิญที่เกิดขึ้นจากความคิดใหม่ๆของเรามักกลายเป็นทางเลือกให้เราได้อยู่เสมอ</p>
<p><span style="color: #9e7c7c;"><span style="color: #804040;">ท้าทายสมมติฐานเดิมๆ -</span> </span>โดยปกติแล้วคนเรามักที่จะมีสมมติฐานว่าความคิดเดิมของเรานั้นดีหรือถูกต้องอยู่แล้ว นั่นทำให้มันกลายเป็นกำแพงหรือกรอบความคิดที่คับแคบลงไปเรื่อยๆ พวกมันมักทำให้เรามักพบกับทางตันที่เราจำเป็นต้องจำยอมอยู่เรื่อยไป ซึ่งถ้าหากว่าคุณกำลังคิดว่าแนวทางการลงทุนของเรานั้นดีหรือถูกต้องที่สุดแล้วล่ะก็ คุณก็คงกำลังปิดกั้นตนเองจากสมมติฐานใหม่ๆไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p><span style="color: #804040;">อย่ารีบด่วนตัดสินอะไรนัก -</span> การใช้ความคิดในแนวตั้งนั้นมักที่จะบีบบังคับให้เราเลือกเส้นทางตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อเจาะลึกในรายละเอียดลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่หากคุณรู้จักที่จะใช้การคิดในแนวข้างจนเป็นนิสัยแล้ว มันจะทำให้คุณชะลอการตัดสินใจลง แล้วมองหาทางเลือกใหม่ๆที่อาจมีประสิทธิภาพกว่าอยู่เสมอ อย่างที่ Edward De Bono ผู้เป็นเจ้าของแนวคิดการใช้กระบวนความคิดแนวข้างได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า</p>
<blockquote><p>“คุณไม่สามารถที่จะขุดหลุมอื่นๆต่อไปได้ ถ้าคุณยังคงหมกมุ่นอยู่กับการขุดหลุมเดิมๆให้ลึกลงไปเรื่อยๆ”</p></blockquote>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #008040;">ตัวอย่างง่ายๆของการใช้การคิดในแนวข้างกับการสร้างระบบการลงทุน</span></h4>
<p>ในตัวอย่างนี้ผมจะขอยกเอาแนวคิดการใช้ RSI Indicator ที่เคยเขียนไว้นานมากๆแล้วมาให้ดูกัน โดยจากเดิมที่คนส่วนใหญ่นั้นเชื่อกันว่าสัญญาณซื้อของมันจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อค่าของ RSI นั้นหลุดลงไปในระดับที่ต่ำมากๆ (Oversold) และสัญญาณขายของมันก็จะเกิดขึ้นเมื่อค่าของ RSI นั้นสูงมากๆ (Overbought)</p>
<p>จากความคิดตั้งต้น (การเลือกสรรค์) เช่นนี้เองทำให้สิ่งที่พวกเขามักจะทำต่อไปก็คือการพยายามพัฒนาแนวคิดนี้ให้ลึกลงไปในรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพยายาม Optimize หาค่า Parameter ที่ดีที่สุดออกมาหรือการพยายามที่จะเพิ่มตัวแปรที่ใช้ในการยืนยันต่างๆมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขึ้นสักแค่ไหน ในที่สุดแล้วมันก็มักจะทำให้ต้องพบกับทางตันบางอย่างอันเนื่องจากการปรับแต่งระบบจนเกินพอดีขึ้นมา (Over-fit) และนั่นก็ทำให้เขาไม่สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนจากการใช้ RSI Indicator ได้มากขึ้นสักเท่าไหร่นัก (ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่ระบบมักขาดทุนเลยทีเดียว)</p>
<p>เมื่อมาถึงจุดนี้ คนบางกลุ่มอาจเริ่มตัดสินว่ามันไม่ใช่แนวทางที่ได้ผลและละทิ้งมันไปพร้อมอคติในเชิงลบอย่างสิ้นเชิง นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการใช้กระบวนการคิดในแนวตั้งเพียงอย่างเดียวได้อย่างชัดเจนมากๆ</p>
<p>ในทางกลับกันแล้ว ในขณะเดียวกันก็อาจมีบางคนบางกลุ่มซึ่งมองเห็นแต่แรกแล้วว่าแนวคิดของการซื้อเมื่อ Oversold และขายเมื่อ Overbought อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดเพียงหนทางเดียวเท่านั้น โดยแทนที่พวกเขาจะฝังใจอยู่แต่เพียงหลักการซื้อเมื่อหุ้นอ่อนตัวลงมา พวกเขากลับกล้าที่จะลองท้าทายสมมติฐานในกรอบความเชื่อเดิมๆแล้วพยายามพิสูจน์มันออกมา</p>
<p>กระบวนการคิดใน “แนวข้าง” เช่นนี้เองที่กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับพวกเขา การรู้จักที่จะจัดระเบียบและแปรผลต่อข้อมูลที่มีอยู่เดิมในมุมมองและทัศนคติใหม่ๆๆนั้นทำให้พวกเขาได้ค้นพบกับทางเลือกที่มากขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วก็ทำให้พวกเขาได้ค้นพบว่า เพียงแค่การเปลี่ยนจากวิธีการซื้อหุ้นเมื่ออ่อนตัวเป็นการซื้อเมื่อแข็งแกร่งนั้น กลับทำให้ผลลัพท์ของการลงทุนแตกต่างไปจากเดิมได้อย่างสิ้นเชิง (โดยที่ยังไม่ต้องลงรายละเอียดเพิ่มขึ้น &#8211; การคิดในแนวตั้ง)</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #008040;">พลังของการคิดแนวข้างและการปรับใช้ร่วมกับการคิดแนวตั้ง</span></h4>
<p>ภาพและตารางด้านล่างนี้คือผลการเติบโตของเงินทุน (Log Scale) จากการลงทุนที่ใช้ค่า RSI เป็นตัวแปรเพียงอย่างเดียวโดยที่</p>
<p><span style="color: #dd8484;">RSI OverSold</span> = ซื้อเมื่อ RSI (14) หลุดลงไปต่ำกว่า 30 และขายออกเมื่อมันสูงกว่า 70</p>
<p><span style="color: #4bacc6;">RSI Overbought</span> = ซื้อเมื่อ RSI (14) ทะลุขึ้นไปสูงกว่า 70 และขายออกเมื่อมันต่ำกว่า 30</p>
<p><span style="color: #9bbb59;">RSI Optimize</span> = นำระบบ RSI OB (14)  มาปรับแต่งหาค่า Parameter ที่เหมาะสมที่สุดออกมา</p>
<p>ทุกระบบได้ทำการเข้าซื้อหุ้นครั้งละ 10% ของมูลค่าเงินทุนในขณะนั้น โดยจะซื้อหุ้นที่เกิดสัญญาณจนกว่าที่เงินจะหมดลง เริ่มต้นด้วยเงินทุน 1 ล้านบาทตั้งแต่ 3/1/2001 – 10/4/2012 กับหุ้นในตลาดหุ้นไทย โดยเป็นการลงทุนทบต้น Reinvestment ไปเรื่อยๆ และนี่ก็คือผลเปรียบเทียบของมันครับ</p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/image2.png"><img style="background-image: none; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; padding-top: 0px; border: 0px;" title="image" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/image_thumb2.png" alt="image" width="640" height="480" border="0" /></a></p>
<table style="line-height: normal; border-collapse: collapse;" width="644" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<colgroup>
<col style="width: 65pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 2784;" width="87" />
<col style="width: 84pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 3584;" width="112" />
<col style="width: 61pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 2592;" width="81" />
<col style="width: 95pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 4064;" width="127" />
<col style="width: 91pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 3872;" span="span" width="121" /></colgroup>
<tbody>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl66" style="border-bottom: white 1.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: medium none; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none;" align="center" width="86" height="19"><span style="color: #ffffff; font-family: Tahoma;"><strong>ระบบ</strong></span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: white 1.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: medium none; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none;" align="center" width="112"><span style="color: #ffffff; font-family: Tahoma;"><strong>Net Profit</strong></span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: white 1.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: medium none; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none;" align="center" width="81"><span style="color: #ffffff; font-family: Tahoma;"><strong>CAGR</strong></span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: white 1.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: medium none; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none;" align="center" width="126"><span style="color: #ffffff; font-family: Tahoma;"><strong>Max. Sys % DD</strong></span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: white 1.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: medium none; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none;" align="center" width="121"><span style="color: #ffffff; font-family: Tahoma;"><strong>% of Winners</strong></span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: white 1.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: medium none; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none;" align="center" width="116"><span style="color: #ffffff; font-family: Tahoma;"><strong>Avg Bars Held</strong></span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl67" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">RSI OS</span></td>
<td class="xl67" style="padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none; border: white 0.5pt solid;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">-654,984.93</span></td>
<td class="xl66" style="padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none; border: white 0.5pt solid;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">-9.01</span></td>
<td class="xl66" style="padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none; border: white 0.5pt solid;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">-84.07</span></td>
<td class="xl66" style="padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none; border: white 0.5pt solid;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">52.19</span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="116"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">121.22</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl67" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">RSI OB</span></td>
<td class="xl67" style="padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none; border: white 0.5pt solid;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">12,677,532.31</span></td>
<td class="xl66" style="padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none; border: white 0.5pt solid;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">26.11</span></td>
<td class="xl66" style="padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none; border: white 0.5pt solid;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">-48.32</span></td>
<td class="xl66" style="padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none; border: white 0.5pt solid;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">42.15</span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: white 0.5pt solid; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none;" align="center" width="116"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">139.68</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt;">
<td class="xl67" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" height="19"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">RSI OPT</span></td>
<td class="xl67" style="border-bottom: medium none; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">94,180,859.78</span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: medium none; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">49.79</span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: medium none; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">-35.51</span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: medium none; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: white 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">34.71</span></td>
<td class="xl66" style="border-bottom: medium none; border-left: white 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #b8cce4; vertical-align: bottom; border-top: white 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #b8cce4 none;" align="center" width="116"><span style="color: #000000; font-family: Tahoma;">12.64</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ในตอนนี้ผมเชื่อว่าคุณน่าจะเรื่มเห็นถึงพลังของการใช้ความคิดแนวข้างอย่างเป็นรูปธรรมได้มากขึ้นแล้ว คุณคงจะสังเกตุถึงผลตอบแทนที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างมากเพียงแค่มุมมองในการใช้ RSI ของเรานั้นเปลี่ยนไป (ระบบ RSI OB นั้นเปรียบเสมือนตัวอย่างของการใช้การคิดในแนวข้าง ส่วนระบบ RSI Opt. นั้นคือตัวอย่างของการใช้พลังของแนวคิดในแนวตั้งและแนวข้างร่วมกัน) นอกจากนี้แล้วคุณยังจะเห็นได้อีกว่าค่า %Win หรือ Avg Bars Held นั้นกลับสวนทางกับผลตอบแทนรวมถึงความเชื่อที่คนส่วนใหญ่เข้าใจด้วยเช่นกัน การมีกระบวนความคิดในแนวข้างจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับนักลงทุนในการที่จะคิดและยอมรับในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม</p>
<p>ความเป็นไปได้นั้นมีอยู่เสมอ อย่ามัวแต่ปิดใจหรือฝังใจอยู่แต่กับสิ่งเดิมๆ … ลองคิด “นอกกรอบ” ในมุมมองใหม่ๆกันดูบ้าง เผื่อว่าสักวันหนึ่งแล้วเราอาจจะค้นพบอะไรที่น่าสนใจในการลงทุนของเรามากยิ่งขึ้นก็ได้ครับ<img class="wlEmoticon wlEmoticon-openmouthedsmile" style="border-style: none;" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/wlEmoticon-openmouthedsmile.png" alt="Open-mouthed smile" /></p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #8064a2;">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/market-inefficiencies/' rel='bookmark' title='Why Trading System Work? : ทำไมคุณจึงมีกำไร?'>Why Trading System Work? : ทำไมคุณจึงมีกำไร?</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/the-x-system-factor-in-trading/' rel='bookmark' title='The X-System Factor in Trading : ปัจจัยที่มักจะทำให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลในการเล่นหุ้น'>The X-System Factor in Trading : ปัจจัยที่มักจะทำให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลในการเล่นหุ้น</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/rs-rotational-system/' rel='bookmark' title='RS Rotational System : ระบบการลงทุนแบบหมุนตัวเล่น'>RS Rotational System : ระบบการลงทุนแบบหมุนตัวเล่น</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/lateral-thinking/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>34</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อัตราส่วนมหัศจรรย์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/retracement-and-extension-ratio-trading/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/retracement-and-extension-ratio-trading/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Apr 2012 02:12:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้นและวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[Fibonacci Ratio]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิโบนัชชี่]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราส่วนมหัศจรรย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3801</guid>
		<description><![CDATA[หนึ่งในวิธีการที่คนส่วนมากชอบใช้ในการหา Price Target กันก็คือการใช้อัตราส่วนการย่อขยายของราคาหุ้นในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น Fibonacci Ratio, Harmonic Ratio หรือ Gann Ratio โดยในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบกันดูว่าราคาหุ้นนั้นมักที่จะเกิดการวกกลับกันที่อัตราส่วนเท่าไหร่กันดูบ้างครับ
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/market-inefficiencies/' rel='bookmark' title='Why Trading System Work? : ทำไมคุณจึงมีกำไร?'>Why Trading System Work? : ทำไมคุณจึงมีกำไร?</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/x-bagger/' rel='bookmark' title='The X Bagger Stocks : หุ้นหลายเด้ง!'>The X Bagger Stocks : หุ้นหลายเด้ง!</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/indexes-return-vs-stocks-return/' rel='bookmark' title='Behind The Scene : Indexes Return Vs. Stocks Return'>Behind The Scene : Indexes Return Vs. Stocks Return</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/Fibonacci-.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="Fibonacci ในตลาดหุ้น" border="0" alt="Fibonacci ในตลาดหุ้น" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/Fibonacci-_thumb.png" width="646" height="462" /></a></p>
<p>หนึ่งในวิธีการที่คนส่วนมากชอบใช้ในการหา Price Target กันก็คือการใช้อัตราส่วนการย่อขยายของราคาหุ้นในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น Fibonacci Ratio, Harmonic Ratio หรือ Gann Ratio โดยในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบกันดูว่าราคาหุ้นนั้นมักที่จะเกิดการวกกลับกันที่อัตราส่วนเท่าไหร่กันดูบ้างครับ</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">อัตราส่วนมหัศจรรย์อยู่ที่เท่าไหร่?</span></h4>
<p>ก่อนที่เราจะไปพูดถึงผลลัพธ์ของพวกมันกันนั้น ผมคงจะต้องขอเกริ่นสักนิดเกี่ยวกับวิธีในการวัดการเคลื่อนไหวของหุ้นกันเสียก่อน เนื่องจากการวัดจุดต่ำสุด-สูงสุดของราคาหุ้นในแต่ละรอบของแต่ละคนนั้นมีความเป็นนามธรรม (Subjective) อยู่ค่อนสูง และหากว่าเราลองถามคนสัก 10 คนดูล่ะก็ … เราก็มักที่จะได้คำตอบที่ไม่ตรงกันสักเท่าไหร่นัก ดังนั้น ผมจะขอใช้วิธีการวัดที่มีความเป็นคณิตศาสตร์และเที่ยงธรรมที่สุดดังต่อไปนี้</p>
<p>1. ผมใช้การวัดจุดต่ำสุด-สูงสุดในแต่ละรอบด้วย Zigzag Indicator ที่ 1% (วัดจากราคาปิด) เนื่องจากเป็นค่ามาตรฐานที่พวกเราส่วนใหญ่นิยมใช้กัน</p>
<p>2. ผมเลือกเฉพาะหุ้นที่อยู่ใน SET100 โดยทำการทดสอบย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 3/1/2001 – 23/3/2012 เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันว่าสภาพคล่องของหุ้นนั้นมีผลต่อความแม่นยำของอัตราส่วนยืดและหดของราคาหุ้น</p>
<p>3. การวัดการยืดและหดตัวของราคาหุ้นจะทำการวัดจากจุดต่ำสุดและสูงสุดก่อนหน้าที่จะเกิดการวกกลับขึ้นดังรูปที่หัวบทความ</p>
<p>4. การเก็บข้อมูลจะเก็บระยะของฐานข้อมูล (Bin) เริ่มตั้งแต่น้อยกว่า -2.65 เท่าไล่ไปเรื่อยๆจนถึง 100 โดยมีช่องไฟคราวละ 0.1 ซึ่งการที่ผมเก็บข้อมูลในลักษณะนี้ก็เพื่อที่จะเผื่อค่าความคลาดเคลื่อนให้อัตราส่วนสำคัญๆเอาไว้ด้านละ 0.5 นั่นเอง</p>
<p>ว่ากันสั้นๆเสร็จแล้วก็ไปดูผลลัพธ์ของพวกมันกันก่อนเลยดีกว่าครับ</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">ความน่าจะเป็นของอัตราส่วนการเด้งขึ้นและย่อลงในตลาดหุ้น</span></h4>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/image1.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="image" border="0" alt="image" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/image_thumb1.png" width="1024" height="512" /></a></p>
<p><em>ภาพตารางแจกแจงความถี่ : เป็นการวัดเอาจำนวนครั้งที่หุ้นใน SET100 เกิดการวกกลับทั้งหมดในช่วงเวลาที่ทำการทดสอบออกมา แล้วนำมาหาอัตราส่วนในการเด้งตัวขึ้นหรือย่อตัวลงมาโดยเปรียบเทียบกับระยะการ Swing ของราคาในรอบที่แล้ว โดยค่าติดลบจะหมายถึงอัตราส่วนของย่อตัวจาก High เดิม และค่าบวกคืออัตราส่วนของการเด้งขึ้นจาก low เดิมของหุ้น</em></p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">ข้อสังเกตที่น่าสนใจ</span></h4>
<p>- ถึงแม้ว่าตัวเลขอัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio) ที่ +– 0.618 และ +- 1.618 นั้นจะถูกใช้ในการหาจุดวกกลับของราคาหุ้นกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่เรากลับไม่พบว่ามันมีนัยยะทางสถิติกับหุ้นใน SET100 สักเท่าไหร่นัก โดยจากตารางในช่วง พวกมันมีสัดส่วนเพียงราวๆร้อยละ 5.1% และ 1.2% ของการวกกลับทั้งหมดเท่านั้น</p>
<p>- อัตราส่วนที่มีนัยยะสำคัญที่สุดในเชิงสถิติจาก Fibonacci Ratio คือ +- 1 โดยพวกมันมีสัดส่วนคิดเป็นราวๆร้อยละ 10% ของการวกกลับทั้งหมด</p>
<p>- มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่เราจะพบกับการขายหมูและติดหุ้นจากการนำเอาอัตราส่วนยอดนิยมเหล่านี้ไปใช้ (โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จัก Cutloss) เนื่องจากหากเรานับสัดส่วนของการวกกลับที่นอกเหนือไปจากอัตราส่วนสุดท้ายซึ่งก็คือ +- 2.618 แล้ว พวกมันจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 18.4% ซึ่งถือว่ามากที่สุดในตารางแจกแจงความถี่เลยทีเดียว</p>
<p>- จำนวนของการวกกลับส่วนใหญ่ของราคาหุ้นที่มีอัตราส่วนน้อยกว่า 1 เท่า (ย่อหรือเด้งไม่เกิน High หรือ Low เดิม) จะอยู่ที่ 41,287 ครั้งหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 58% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นส่วนใหญ่จะอยู่ในแนวโน้มแบบ Sideway ซึ่งยืนยันไปในทางเดียวกับทฤษฏีที่เราเคยเรียนรู้และเชื่อต่อๆกันมาว่าการเคลื่อนไหวแบบ Trending ของตลาดจะอยู่ที่ราวๆ 30% – 40% เท่านั้น</p>
<p>- จุดกลับตัวทั้งหมด 71,171 ครั้งจาก Zigzag ที่ 1% คิดเป็นราวๆ 30% ของฐานข้อมูลทั้งหมด 236,038 Data Point หรือตีคร่าวๆได้ว่าทุกราว 3.31 วันจะเกิดการวกกลับของราคาหุ้นซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวแบบสุ่มที่สูงมากๆในแนวโน้มระยะสั้น โดยตัวเลข 30% ตรงนี้จะค่อยๆลดน้อยลงไปเมื่อเราพยายามจับจุดกลับตัวของหุ้นในแนวโน้มที่ใหญ่ขึ้น (% ของ Zigzag มากขึ้น)</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">บทสรุป : แล้วเรายังควรที่จะใช้อัตราส่วนมหัศจรรย์เหล่านี้ต่อไปหรือไม่</span></h4>
<p><span style="color: #333333">ถึงแม้ว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยจะไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบที่เราเคยเชื่อกัน แต่ผมคงต้องบอกตามตรงว่าผมคงจะตอบสรุปให้ในข้อนี้กับทุกๆคนไม่ได้ เนื่องจากพวกมันเป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งซึ่งคุณจะสามารถนำไปสร้างระบบการลงทุนของคุณได้เท่านั้น ยังคงมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างที่คุณจะต้องคำนึงถึงอีกมากมาย และผมเองก็ไม่ได้เขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะ Discredit แนวทางการเล่นหุ้นกับอัตราส่วนต่างๆเหล่านี้ ผมเองเชื่อว่าการลงทุนไม่ใช่ Perfect Game คนที่จะชนะตลาดได้ในระยะยาวก็ยังเป็นคนที่กล้าที่จะยอมรับถึงความเป็นจริงในตลาด และรู้จักแพ้ตลาดให้เป็นอยู่เช่นเดิม (Best Loser) และเพื่อที่จะยืนยันถึงความเป็นไปได้ในการใช้อัตราส่วนเหล่านี้เพื่อทำกำไรนั้น ผมจะขอทิ้งท้ายไว้ด้วยผลการลงทุนระบบง่ายๆซึ่งออกแบบมาให้เล่นกับอัตราส่วนเหล่านี้ในรูปแบบหนึ่ง โดยมันได้ถูกสร้างมาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในตลาด (ดังรูปที่แสดงไว้) แทนที่จะเป็นเพียงความเชื่อเดิมๆที่เราเคยฟังต่อๆกันมาครับ</span></p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/Retracement-1.png"><img style="background-image: none; border-bottom: 0px; border-left: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top: 0px; border-right: 0px; padding-top: 0px" title="ระบบแมงเม่า Retracement 1" border="0" alt="ระบบแมงเม่า Retracement 1" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/04/Retracement-1_thumb.png" width="646" height="486" /></a></p>
<p><em><strong>ระบบแมงเม่า Retracement 1.0 :</strong> ระบบเทรดด้วยเงินเริ่มต้น 1 ล้านกับหุ้นในตลาดทั้งหมดตั้งแต่ 3/1/1991 – 23/3/2012 ถึงแม้ว่าผลตอบแทนของระบบอาจไม่ได้สูงในระยะยาวเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆที่ผมเคยลงเอาไว้ อย่างไรก็ตามข้อดีของการเล่นระบบแบบ Counter Trend คือเรื่องของความสม่ำเสมอของผลตอบแทน %win และ Drawdown ที่เกิดขึ้น โดยที่มันให้ MaxDD ตลอด 21 ปีที่ผ่านมาเพียง 18% เท่านั้นและไม่มี Lossing Year เลยแม้แต่ปีเดียว</em></p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #f79646">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/market-inefficiencies/' rel='bookmark' title='Why Trading System Work? : ทำไมคุณจึงมีกำไร?'>Why Trading System Work? : ทำไมคุณจึงมีกำไร?</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/x-bagger/' rel='bookmark' title='The X Bagger Stocks : หุ้นหลายเด้ง!'>The X Bagger Stocks : หุ้นหลายเด้ง!</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/indexes-return-vs-stocks-return/' rel='bookmark' title='Behind The Scene : Indexes Return Vs. Stocks Return'>Behind The Scene : Indexes Return Vs. Stocks Return</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/retracement-and-extension-ratio-trading/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>39</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จำนวนความถี่ของการซื้อขายหุ้นและผลกำไรของคุณ</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/trading-frequency/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/trading-frequency/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Mar 2012 00:30:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้นและวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[turtle trader]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3774</guid>
		<description><![CDATA[“อย่าซื้อขายหุ้นบ่อยๆ เดี๋ยวจะโดนค่าคอมกินตาย มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง”

นี่เป็นประโยคที่ผมมักได้ยินอยู่เสมอจากหลายๆคนที่อยู่ในตลาดหุ้น น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดไปอย่างมากเลยทีเดียว เพราะความจริงแล้วความถี่ของการซื้อขายกลับเป็นสิ่งที่มีผลดีต่อผลของการลงทุนอย่างไม่น่าเชื่อ และนี่ก็คือเหตุผลของมันครับ
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/turtle-trader-7/' rel='bookmark' title='เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 7)'>เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 7)</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/on-expectancy/' rel='bookmark' title='ว่าด้วยเรื่องของกำไรคาดหวัง Expectancy : The Holy Grail of Trading'>ว่าด้วยเรื่องของกำไรคาดหวัง Expectancy : The Holy Grail of Trading</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/turtle-trader-6/' rel='bookmark' title='เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 6)'>เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 6)</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p align="center"><strong><font color="#dd8484">“อย่าซื้อขายหุ้นบ่อยๆ เดี๋ยวจะโดนค่าคอมกินตาย มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง”</font></strong></p>
</blockquote>
<p>นี่เป็นประโยคที่ผมมักได้ยินอยู่เสมอจากหลายๆคนที่อยู่ในตลาดหุ้น น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดไปอย่างมากเลยทีเดียว เพราะความจริงแล้วความถี่ของการซื้อขายกลับเป็นสิ่งที่มีผลดีต่อผลของการลงทุนอย่างไม่น่าเชื่อ และนี่ก็คือเหตุผลของมันครับ</p>
<p><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">สิ่งที่ทำให้คุณขาดทุนในระยะยาวไม่ใช่จำนวนความถี่ของการซื้อขายหุ้น</span></p>
<p>คนที่บอกว่ายิ่งซื้อขายบ่อยจะยิ่งเจ๊งหุ้นนั้น ไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆที่มีผลต่อผลกำไรในระยะยาวจากการลงทุน พวกเขาเข้าใจผิดถึงกลไกและเงื่อนไขที่จะกำหนดถึงผลกำไรคาดหวังในระยะยาวไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็เพราะหากว่ากลยุทธ์การลงทุนใดๆที่จะให้กำไรเป็นบวกในระยะยาวออกมาได้นั้น มันจะต้องให้ผลกำไร-ขาดทุนสุทธิที่เป็นบวก หรือให้ค่ากำไรคาดหวังโดยเฉลี่ย (Expectancy) ที่เป็นบวกออกมาได้เสียก่อน ซึ่งตัวแปรต่างๆที่ทำให้สมการออกมาเป็นบวกเหล่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของความถี่ทั้งสิ้น! แต่พวกมันจะถูกกำหนดจากอัตราส่วนของความแม่นยำ Accuracy และอัตรา Pay-off ของกลยุทธ์นั้นๆ ซึ่งถ้าหากจะมีเหตุผลใดที่ทำให้กลยุทธ์บางอย่างไม่สามารถที่จะทำกำไรออกมาในระยะยาวได้แล้วล่ะก็ มันก็มักที่จะเกิดขึ้นเพราะอัตราส่วนของตัวแปรทั้งสองอย่างนี้อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป จนพวกมันไม่สามารถที่จะ Cover ต้นทุนหรือค่าคอมมิสชั่นในการซื้อขายหุ้นของเราได้ต่างหาก!! <a href="http://mangmaoclub.com/on-expectancy/" target="_blank"><span style="color: #dd8484"><font color="#008000">(คลิ้ก! เพื่ออ่านเรื่องของกำไรคาดหวัง Expectancy)</font></span></a></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าค่า Expectancy จะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่ากลยุทธ์นั้นๆมีประสิทธิภาพ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราคาดการณ์ถึงผลกำไรสุทธิ (Net Profit) ในระยะยาวออกมาได้เลย นั่นเพราะมันเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งของผลกำไรสุทธิคาดหวังเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ยังขาดไปจากสมการของมันก็คือ “ความถี่” หรือ “จำนวน” ของการซื้อขายหุ้นนั่นเอง นอกจากนี้แล้วจำนวนของการซื้อขายในปริมาณมากก็ยังนำเราไปสู่ข้อดีประการต่างๆของมันดังนี้</p>
<p><strong>Note :</strong> ค่า Expectancy ที่ได้ควรคิดรวมแบบหักลดจากค่าคอมมิสชั่นในการซื้อขายที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">ข้อดีประการที่ 1 : จำนวนของการซื้อขายหุ้น คือตัวเร่งกำไรของระบบการลงทุน</span></h4>
<p align="center"><strong>P/T = E</strong></p>
<p align="center"><strong>โดยที่</strong></p>
<p align="center"><strong>P = ผลกำไรสุทธิคาดหวัง</strong></p>
<p align="center"><strong>E = ผลกำไร-ขาดทุน โดยเฉลี่ยต่อครั้งจากระบบการลงทุน</strong></p>
<p align="center"><strong>T = จำนวนการเทรด</strong></p>
<p>จากสมการง่ายๆนี้คุณจะเห็นได้ว่าเรานั้นสามารถที่จะหาผลกำไร-ขาดทุนโดยเฉลี่ยต่อครั้งจากการนำเอาผลกำไรสุทธิทั้งหมดหารด้วยจำนวนการซื้อ-ขายทั้งหมดออกมา ซึ่งเมื่อมองในมุมกลับโดยย้ายข้างสมการแล้วเราก็จะพบว่าผลกำไรสุทธิจากระบบนั้นก็คือผลคุณของ E และ T ดังสมการข้างล่างนี้เอง</p>
<p align="center"><strong>P = T * E</strong></p>
<p>ดังนั้นแล้วไม่ว่ากลยุทธ์การลงทุนใดๆจะให้ค่ากำไรคาดหวังโดยเฉลี่ยต่อครั้งที่สูงสักเท่าไหร่ มันก็ยังคงไม่เพียงพอที่จะตัดสินถึงศักย์ภาพของมันอยู่ดี เพราะ “ความถี่” หรือจำนวนการเทรดของกลยุทธ์นั้นๆ ยังคงเป็นตัวแปรที่มีผลอย่างมากกับผลกำไรสุทธิในท้ายที่สุดของมัน</p>
<p>จำนวนของสัญญาณการซื้อ-ขายนั้นเปรียบได้กับประตูแห่งโอกาสในการเล่นหุ้น ยิ่งระบบของคุณให้มันออกมาได้มากเท่าไหร่มันก็ยิ่งส่งผลดีมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าระบบ ก. จะมีค่า E เท่ากับ 10,000 บาท/ครั้ง ในขณะที่ระบบ ข. นั้นมีค่า E อยู่ที่ 5,000 บาท/ครั้ง มันก็อาจเร็วเกินไปที่เราจะเปรียบเทียบและตัดสินถึงศักย์ภาพของพวกมัน เนื่องจากหากว่าระบบ ก. ให้สัญญาณการซื้อขายใน 1 ปีเพียง 10 ครั้ง ในขณะที่ระบบ ข. ให้สัญญาณการซื้อขายถึง 100 ครั้ง ศักย์ภาพในการทำกำไรของระบบ ข. นั้นจะมากกว่าระบบ ก. อยู่ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ความถี่หรือจำนวนของสัญญาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลดีต่อผลการลงทุนในระยะยาวและไม่ใช่ผลเสียอย่างที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจกัน และนี่ก็คือตัวอย่างจากผลกระทบของจำนวนการซื้อขายที่เกิดขึ้นจากระบบเดียวกัน</p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/image.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="image" border="0" alt="image" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/image_thumb.png" width="640" height="480" /></a></p>
<div align="center">
<table style="line-height: normal; border-collapse: collapse" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="557" align="center">
<colgroup>
<col style="width: 55pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 2336" width="73" />
<col style="width: 54pt" width="72" />
<col style="width: 86pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 3680" width="115" />
<col style="width: 94pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 4000" width="125" />
<col style="width: 67pt; mso-width-source: userset; mso-width-alt: 2848" width="89" /></colgroup>
<tbody>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt">
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: #95b3d7 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none" class="xl65" height="19" width="135" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #ffffff"><strong>Basket</strong></span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none" class="xl65" width="96" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #ffffff"><strong>CAGR</strong></span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none" class="xl65" width="107" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #ffffff"><strong>Pay-off Ratio</strong></span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none" class="xl65" width="108" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #ffffff"><strong>% of Winners</strong></span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #4f81bd; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: #95b3d7 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #4f81bd none" class="xl65" width="109" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #ffffff"><strong># Trades</strong></span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt">
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: #95b3d7 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none" class="xl66" height="19" width="135" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #000000">Turtle 2-SET50</span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none" class="xl65" width="96" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #000000">24.41</span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none" class="xl65" width="107" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #000000">2.56</span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none" class="xl65" width="108" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #000000">50.18</span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; background: #dce6f1; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: #95b3d7 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none; mso-pattern: #dce6f1 none" class="xl65" width="109" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #dd8484">544</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: transparent; height: 14.25pt">
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: #95b3d7 0.5pt solid; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none" class="xl66" height="19" width="135" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #000000">Turtle 2-SET100</span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none" class="xl65" width="96" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #000000">41.2</span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none" class="xl65" width="107" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #000000">2.67</span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: medium none; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none" class="xl65" width="108" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #000000">49.86</span></td>
<td style="border-bottom: #95b3d7 0.5pt solid; border-left: medium none; padding-bottom: 0px; padding-left: 1px; padding-right: 1px; vertical-align: bottom; border-top: #95b3d7 0.5pt solid; border-right: #95b3d7 0.5pt solid; padding-top: 1px; text-underline-style: none; text-line-through: none" class="xl65" width="109" align="center"><span style="font-family: tahoma; color: #9bbb59">726</span></td>
</tr>
</tbody>
</table></div>
<p><em><strong>ตัวอย่าง :</strong> จากภาพและตารางด้านบนคือผลการลงทุนของระบบ Turtle System 2 ซึ่งทำการทดสอบย้อนหลังแบบรวมค่าคอมมิสชั่น 0.25% ต่อครั้ง ในกลุ่ม SET50 และ SET100 ตั้งแต่วันที่ 3/1/2001-23/3/2012 ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท เราจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนของพวกมันต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งที่อัตราส่วนของ Pay-off และ % of Winners ของมันนั้นพอๆกัน ต่างกันก็เพียงจำนวนการซื้อขายซึ่งระบบที่เล่นใน SET100 นั้นมีจำนวนการซื้อขายที่มากกว่าราวๆ 33%</em></p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">ข้อดีประการที่ 2 : จำนวนสัญญาณการซื้อขายหุ้น คือตัวช่วยนำพาระบบไปสู่ค่าคาดหวังของมัน</span></h4>
<p><span style="color: #333333">สำหรับข้อดีประการที่สองของจำนวนการซื้อขายนั้น ก็คือการที่มันจะช่วยนำพาระบบการลงทุนของเราไปสู่เป้าหมายที่ได้คาดการณ์เอาไว้และทำให้ผลการลงทุนของเรามีความสม่ำเสมอขึ้นนั่นเอง ลองนึกถึงผลของการโยนเหรียญดูสิครับ ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าความน่าจะเป็นของมันในการที่จะออกหัวหรือก้อยจะอยู่ที่ 50-50 แต่หากว่าเรามีโอกาสโยนมันเพียงแค่ 10 ครั้งผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างไร?</span></p>
<p><span style="color: #333333">ผลที่เกิดขึ้นก็คือด้วยจำนวนของการโยนเหรียญเพียง 10 ครั้งนั้น ผลของมันจะเบี่ยงเบนไปจากความน่าจะเป็นที่เราคาดหวังเอาไว้ที่ 50% เป็นอย่างมาก ซึ่งในทางกลับกันแล้วหากเรามีโอกาสโยนเหรียญสัก 100 หรือ 1,000 ครั้ง ค่าของมันก็จะยิ่งเข้าไกล้สู่ความน่าจะเป็นที่เราคาดหวังเอาไว้เป็นอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นความจริงที่คุณสามารถจะพิสูจน์ได้ง่ายๆด้วยตัวของคุณเอง และมันก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นจริงกับผลการลงทุนในระยะยาวเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น</span></p>
<p><span style="color: #333333">หากว่าระบบการลงทุนของคุณให้ความถี่หรือจำนวนของการซื้อขายอยู่ที่ราวๆ 10 ครั้ง/ต่อปี มันก็คงจะไม่สมเหตุสมผลนักที่คุณจะคาดหวังว่าระบบของคุณจะสามารถทำกำไรออกมาได้ในทุกๆเดือนหรือทุกๆปี อย่างไรก็ตาม หากว่าความถี่ของสัญญาณที่เกิดขึ้นนั้นมีปริมาณมากสัก 100 หรือ 1,000 ครั้งต่อปี มันก็จะมีความเป็นไปได้ที่สูงขึ้นเป็นอย่างมากว่า ระบบของคุณจะสามารถทำกำไรได้อย่างที่คุณนั้นคาดการณ์เอาไว้ในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีนั่นเอง</span></p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">ข้อดีประการที่ 3 : จำนวนสัญญาณการซื้อขายหุ้น คือสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของระบบการลงทุน</span></h4>
<p>สำหรับข้อดีประการสุดท้ายของจำนวนการซื้อขาย ก็คือความน่าเชื่อถือที่เราจะได้รับจากผลของการทดสอบ (Back-test) ระบบการลงทุนย้อนหลังของเรานั่นเอง นั่นเพราะจำนวนของการซื้อขายที่เกิดขึ้นนั้นเปรียบได้กับ Sample-Size ของการวัดผลในทางสถิติที่เกิดขึ้น ยิ่งคุณมีมันมากเท่าไหร่ผลที่ได้ออกมานั้นก็จะมีความน่าเชื่อถือและไกล้เคียงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็น Effect แบบเดียวกับที่มักเกิดขึ้นจากการทำ Poll แบบสำรวจที่เราเคยเห็นกันอยู่ทั่วไป และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจำต้องการกลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมในปริมาณมากนั่นเอง</p>
<p>ระบบการลงทุนที่ให้ Expectancy, % of Winner หรือ Pay-off ที่สูงมากๆอาจกลายเป็นสิ่งที่ไร้ราคาหากว่ามันได้มาจากผลการซื้อขายไม่กี่สิบครั้ง ในทางกลับกันแล้วระบบการลงทุนที่ให้ค่าต่างๆไม่สูงมากเท่าไหร่นักก็อาจกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเชื่อถือได้มากกว่า หากว่ามันได้มาจากการผลการซื้อขายเป็นพันๆหมื่นๆครั้ง และหากว่าเรานั้นต้องเลือกใช้ระบบการลงทุนแบบใดแบบหนึ่งจากที่ผมได้กล่าวมาแล้วล่ะก็ มันก็จะเป็นเรื่องที่ปลอดภัยกว่ามากที่คุณจะเลือกระบบการลงทุนที่ให้ผลการลงทุนธรรมดาๆแต่ได้มาจากผลของการการซื้อขายจำนวนมากอย่างแน่นอน</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">จำนวนความถี่ของการซื้อขายหุ้นคือสิ่งที่คุณต้องการมัน!</span></h4>
<p>ท้ายที่สุดแล้วคุณควรเข้าใจว่าผลกระทบจากจำนวนความถี่ของสัญญาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องของสไตล์การลงทุน แต่มันเป็นคณิตศาสตร์ของผลกำไรซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับวิธีการเล่นหุ้นทุกๆรูปแบบ </p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น หากเราบอกว่าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว แน่นอนว่าการจะให้มีจำนวนการเทรดเป็น 100 -1000 ครั้งคงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ แต่เราก็สามารถที่จะเพิ่มจำนวนการลงทุนหรือ sample size ของระบบขึ้นมาได้ด้วยการลดขนาดการลงทุนในแต่ละตัวลงเพื่อกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆตัว นั่นจะทำให้ค่าคาดหวังจากวิธีการลงทุนของเราเข้าสู่ค่าเป้าหมายของมันได้เร็วขึ้นพร้อมกับมีผลตอบแทนที่ smooth ขึ้นในคราวเดียวกัน</p>
<p>หรือหากมองอีกแง่หนึ่งแล้ว ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ซื้อขายเยอะขนาดนั้นจริงๆ แต่ถ้าสัญญาณจากกลยุทธ์ของเรานั้นเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงที่เราได้ทำการทดสอบย้อนหลังไป มันก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางสถิติเท่านั้น</p>
<p>ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้เองจึงทำให้จำนวนความถี่ของการซื้อขายหุ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณ จำนวนการซื้อขายในปริมาณมากนั้นไม่ใช่ศัตรูที่ร้ายกาจของนักเล่นหุ้นสักเท่าไหร่นัก ในทางกลับกันแล้วพวกมันกลับจะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลการลงทุนในระยะยาวของพวกเราด้วยซ้ำ พวกมันคือสิ่งที่ช่วยเพิ่มพูนผลตอบแทนละลดความเสี่ยงให้กับระบบการลงทุนไปในตัว คนที่เข้าใจบทบาทของมันจะพยายามหาทางเพิ่มจำนวนของพวกมัน แทนที่จะชิงชังหรือพยายามลดจำนวนของพวกมันลงไป!</p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #8fb08c">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/turtle-trader-7/' rel='bookmark' title='เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 7)'>เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” : The Turtle Trader !! (ตอนที่ 7)</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/on-expectancy/' rel='bookmark' title='ว่าด้วยเรื่องของกำไรคาดหวัง Expectancy : The Holy Grail of Trading'>ว่าด้วยเรื่องของกำไรคาดหวัง Expectancy : The Holy Grail of Trading</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/turtle-trader-6/' rel='bookmark' title='เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 6)'>เปิดตำนาน วิธีการเล่นหุ้นแบบ “เซียนเต่า” The Turtle Trader !! (ตอนที่ 6)</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/trading-frequency/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>40</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การขาดทุนติดๆกันคือสิ่งที่นักเล่นหุ้นต้องเจอ!</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/probability-of-consecutive-losses/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/probability-of-consecutive-losses/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2012 00:40:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[จิตวิทยาการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[consecutive losses]]></category>
		<category><![CDATA[การขาดทุนติดๆกัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3764</guid>
		<description><![CDATA[ถึงแม้ว่าการวิเคราะห์หุ้นให้ได้อย่างแม่นยำอยู่ตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องยากมากๆในระยะยาว แต่การพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการขาดทุนติดๆกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่ามากมาย นี่เป็นสิ่งที่นักเล่นหุ้นทุกคนต้องยอมรับที่จะอยู่กับมันให้ได้หรือไม่ก็ควรที่จะเดินออกจากตลาดไปเสีย
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/consecutive-loss/' rel='bookmark' title='Consecutive loss : การขาดทุนอย่างต่อเนื่อง'>Consecutive loss : การขาดทุนอย่างต่อเนื่อง</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/why-30/' rel='bookmark' title='why 30 ? : ทำไมต้อง 30&rsquo; จึงจะแจ๋ว!!'>why 30 ? : ทำไมต้อง 30&rsquo; จึงจะแจ๋ว!!</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/trading-on-expectancy-1/' rel='bookmark' title='จิตวิทยาการลงทุนว่าด้วยเรื่องของกำไรคาดหวัง และการทำลายอคติของความต้องการที่จะ ถูกต้อง อยู่เสมอ : Trading on Expectancy by Dr. Van K. Tharp (Part 1)'>จิตวิทยาการลงทุนว่าด้วยเรื่องของกำไรคาดหวัง และการทำลายอคติของความต้องการที่จะ ถูกต้อง อยู่เสมอ : Trading on Expectancy by Dr. Van K. Tharp (Part 1)</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถึงแม้ว่าการวิเคราะห์หุ้นให้ได้อย่างแม่นยำอยู่ตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องยากมากๆในระยะยาว แต่การพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการขาดทุนติดๆกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่ามากมาย นี่เป็นสิ่งที่นักเล่นหุ้นทุกคนต้องยอมรับที่จะอยู่กับมันให้ได้หรือไม่ก็ควรที่จะเดินออกจากตลาดไปเสีย</p>
<h4><span style="color: #008080; font-weight: bold;">ความคาดหวังที่เกินจริงของนักเล่นหุ้น</span></h4>
<p>บรรดานักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดโดยเฉพาะมือใหม่ๆนั้นมักที่จะประเมิณถึงโอกาสที่พวกเขาจะเกิดการขาดทุนติดๆกัน (Consecutive Losses) ต่ำกว่าความเป็นจริงไปอย่างมาก นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ว่าทำไมเราถึงเห็นคนขาดทุนอย่างหนักหรือไม่ก็กระโดดเปลี่ยนระบบการลงทุนไปมาอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ ความจริงแล้วความผิดไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้นหรือระบบการลงทุนใดๆเลย แต่มันอยู่ที่มุมมองของพวกเราต่างหาก</p>
<p>ทำไมน่ะหรือครับ? คำตอบของผมอยู่ในภาพด้านล่าง …</p>
<p>ตารางด้านล่างคือตารางที่ถูกคำนวณออกมาโดยหลักการทางคณิตศาสตร์ในเชิงสถิติที่จะแสดงให้เราเห็นถึงความน่าจะเป็นที่เราจะขาดทุนติดๆกันตามระดับต่างๆ “อย่างน้อย 1 ครั้ง” เมื่อเราได้ทำการซื้อขายหุ้นไปแล้วทั้งหมด 50 ครั้ง</p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/0probability-table.jpg"><img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto;" title="0probability table" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/0probability-table_thumb.jpg" alt="0probability table" width="554" height="480" /></a></p>
<p><em>แกน Y (แนวตั้ง) คืออัตราความแม่นยำของระบบการลงทุน ส่วนแกน X (แนวนอน) คือขนาดของการขาดทุนติดๆกัน (Consecutive Losses)</em></p>
<h4><span style="color: #9bbb59;"><strong><span style="color: #008080;">การขาดทุนติดๆกันคือสิ่งที่นักเล่นหุ้นต้องเจอ</span></strong> </span></h4>
<p>เมื่อมองจากค่าที่ได้จากตารางในภาพแล้ว ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มมองเห็นอะไรกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ? นั่นก็เพราะหากมองตามความเป็นจริงแล้วเราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าในระยะยาวแล้ว อัตราความแม่นยำในการวิเคราะห์หุ้นของคนส่วนใหญ่มักที่จะให้อัตราความแม่นยำออกมาไม่เกิน 50% เท่านั้น และนั่นทำให้การขาดทุนถึง 6 ครั้งติดกันภายใต้การซื้อขายที่ 50 ครั้งนั้นกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลยทีเดียว! และนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลักการเล่นหุ้นแบบ Trend Following ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่เลยด้วยซ้ำ เพราะจากอัตราความแม่นยำที่ราวๆ 30% กว่าๆของกลยุทธ์การเล่นหุ้นแบบนี้นั้น คนส่วนใหญ่จึงมีสิทธิที่จะเจอกับการขาดทุนติดๆกันถึง 10 ครั้งขึ้นไปได้อย่างง่ายดายมากๆโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียวนั่นเอง!!</p>
<h4><span style="color: #008080; font-weight: bold;">ยอมรับความจริงแล้วอยู่กับมันเสีย</span></h4>
<p>ถึงแม้ผมอาจไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าการขาดทุนติดๆกันถึง 10 ครั้งจากการเทรด 50 ครั้งจะเป็นเรื่องที่เกินกว่าความคาดหวังของใครไปหรือไม่ … แต่ผมก็ยังมีข่าวร้ายอยู่อีกนิดนึงครับ นั่นก็เพราะธรรมชาติของความน่าจะเป็นในการเกิดการขาดทุนติดๆกันนั้นจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนการเทรดหรือระยะเวลาในการเทรดของเราอีกด้วย (เช่นหากเรานึกไปข้างหน้าอีกสัก 100 สัก 1000 ครั้ง โอกาสของการเกิดการขาดทุนติดๆกัน 4-5 ครั้งจะกลายเป็นเรื่องธรรดาไปเลย) อย่างไรก็ตาม นี่คือ “ความจริง” ที่คุณควรจะต้องกล้ายอมรับมันให้ได้ และนั่นก็เพื่อที่คุณจะได้เตรียมใจรับมันว่าสักวันไม่ช้าไม่นานแล้วมันก็จะต้องมาถึง</p>
<p>จงจำไว้ว่าการขาดทุนติดๆกันไม่ใช่เรื่องของความซวยหรือความผิดพลาดของระบบอะไรทั้งสิ้น แต่มันคือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาไป สิ่งที่คุณต้องทำก็เพียงแค่อย่าประมาทและพยายามควบคุมความเสี่ยงเอาไว้อยู่เสมอ จงคาดหวังในสิ่งที่มันจะต้องเกิดขึ้นตามความเป็นจริง แล้วผมก็เชื่อว่าโอกาสในการที่คุณจะขาดทุนอย่างหนักจากการขาดทุนติดๆกันย่อมจะน้อยลงไปอีกมากมาย ซึ่งนั่นก็รวมถึงโอกาสที่คุณจะเปลี่ยนระบบไปๆมาๆจนสะเปะสะปะเมื่อเจอการขาดทุนติดๆกันก็จะลดลงไปตามตัวอีกด้วย</p>
<h4><span style="color: #008080;"><span style="font-weight: bold;">คาดหวังว่าเราอาจจะต้องเจอกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด</span></span></h4>
<p>เนื่องจากผมคิดว่านักเล่นหุ้นที่ดีต้อง expect for the worst อยู่เสมอ ดังนั้นก่อนจะจบบทความนี้ผมก็ขอฝากสมการง่ายๆที่จะช่วยให้เราพอจะประเมิณได้ว่า</p>
<p>“การขาดทุนติดๆกันที่ยาวนานที่สุด (Longest Consecutive Losses) ของเราจะอยู่ที่ประมาณกี่ครั้ง เมื่ออิงจากจำนวนของการเทรดและอัตราความแม่นยำที่เรามี?”</p>
<p>และมันก็คือสมการสั้นๆดังนี้ครับ</p>
<p align="center"><strong><span style="color: #dd8484; font-size: medium;">N = Log(Runs) / -Log(Prob)</span></strong></p>
<p align="center">&lt;&lt; โดยที่ &gt;&gt;</p>
<p align="center">N = การขาดทุนติดๆกันที่ยาวนานที่สุด</p>
<p align="center">Runs = จำนวนการเทรด</p>
<p align="center">Prob = ความน่าจะเป็นในการขาดทุน</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น</p>
<p>สมมุติว่าระบบ Trend Following ระบบหนึ่งมีอัตราความแม่นยำอยู่ที่ราวๆ 30% โดยสำหรับในการเทรดอีก 100 ครั้งข้างหน้านั้น คำถามก็คือเราอาจจะเจอกับการขาดทุนติดๆกันที่ยาวนานที่สุดสักกี่ครั้ง?</p>
<p>N = Log(100) / –Log(1-0.3)</p>
<p>N = 2 / 0.154</p>
<p>N = 12.98 &#8212;&#8212;&gt;&gt; หรือมีความยาวของการขาดทุนติดกันที่มากที่สุดประมาณ 13 ครั้งนั่นเอง</p>
<p>เห็นไหมครับว่าง่ายๆเท่านี้ (ใช้เครื่องคิดเลขก็ได้) เราก็พอที่จะคาดการณ์คร่าวๆได้แล้วว่าเราอาจจะต้องเจอกับการขาดทุนติดๆกันที่ยาวที่สุดสักแค่ไหนภายในการเทรด 100 ครั้งข้างหน้า</p>
<p>ถึงแม้ว่าการขาดทุนติดๆกันนั้นอาจเกิดขึ้นได้บ่อยและยาวนานกว่าที่คุณคิด …</p>
<p>แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับจิตวิทยาการลงทุนของทุกคนนะครับ</p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #9e7c7c;">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/consecutive-loss/' rel='bookmark' title='Consecutive loss : การขาดทุนอย่างต่อเนื่อง'>Consecutive loss : การขาดทุนอย่างต่อเนื่อง</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/why-30/' rel='bookmark' title='why 30 ? : ทำไมต้อง 30&rsquo; จึงจะแจ๋ว!!'>why 30 ? : ทำไมต้อง 30&rsquo; จึงจะแจ๋ว!!</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/trading-on-expectancy-1/' rel='bookmark' title='จิตวิทยาการลงทุนว่าด้วยเรื่องของกำไรคาดหวัง และการทำลายอคติของความต้องการที่จะ ถูกต้อง อยู่เสมอ : Trading on Expectancy by Dr. Van K. Tharp (Part 1)'>จิตวิทยาการลงทุนว่าด้วยเรื่องของกำไรคาดหวัง และการทำลายอคติของความต้องการที่จะ ถูกต้อง อยู่เสมอ : Trading on Expectancy by Dr. Van K. Tharp (Part 1)</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/probability-of-consecutive-losses/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>27</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เก็บตก &#8220;ล้วงตับลิเวอร์มอร์&#8221;</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/livermore-timeline/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/livermore-timeline/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Mar 2012 21:58:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[จิปาถะ]]></category>
		<category><![CDATA[livermore]]></category>
		<category><![CDATA[ถอดรหัสเซียนหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[ลิเวอร์มอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3742</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากในวันศุกร์ 16/3/54 ที่ผ่านมาผมมีโอกาศได้ไปพูดเปิดตัวหนังสือถอดรหัสเซียนหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์กับคุณ Hong Value มาและมีเพื่อนๆที่ไปไม่ได้หลายๆคนบ่นว่าอยากจะฟังว่าผมพูดอะไรบ้าง วันนี้เลยขอสรุปให้ฟังกันนะครับ
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/distribution-of-return/' rel='bookmark' title='การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้น : Distribution of Returns'>การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้น : Distribution of Returns</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/profits-and-the-market/' rel='bookmark' title='ตลาดคือผู้ตัดสินผลกำไรของ Trend Follower และนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่'>ตลาดคือผู้ตัดสินผลกำไรของ Trend Follower และนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/the-new-concepts/' rel='bookmark' title='The New Concepts In Technical Trading Systems by Welles Wilder Jr.'>The New Concepts In Technical Trading Systems by Welles Wilder Jr.</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/P1040011.jpg"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="P1040011" border="0" alt="P1040011" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/P1040011_thumb.jpg" width="640" height="480" /></a></p>
<p>เนื่องจากในวันศุกร์ 16/3/54 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปพูดเปิดตัวหนังสือ How to trade in stocks (ถอดรหัสเซียนหุ้น &#8211; กุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์) ที่ตลาดหลักทรัพย์กับคุณ Hong Value มาและมีเพื่อนๆที่ไปไม่ได้หลายๆคนบ่นว่าอยากจะฟังว่าผมพูดอะไรบ้าง วันนี้เลยขอสรุปให้ฟังกันนะครับ</p>
<h4><span style="color: #dd8484; font-weight: bold">ช่วงชีวิต Timeline ของสุดยอดเซียนหุ้นในตำนาน Jesse Livermore</span></h4>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/3-Livermore-Timeline-by-Mangmaoclub.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="3 - Livermore Timeline by Mangmaoclub" border="0" alt="3 - Livermore Timeline by Mangmaoclub" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/3-Livermore-Timeline-by-Mangmaoclub_thumb.png" width="640" height="452" /></a></p>
<p>จากภาพที่คุณเห็นนั้น (ใครเห็นไม่ชัดให้คลิ้กเปิดใน Tab ใหม่แล้วกด CTRL+ จะได้ดูเต็มๆ) ผมได้นำเอาช่วงเวลาสำคัญๆในชีวิตการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์มาจับคู่กับดัชนี Dow Jones Industrial Average ในช่วงที่เขาเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจนจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายมาให้ดูกัน ในส่วนของรายละเอียดนั้นลองอ่านๆเอาดูนะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะจับให้เราเห็นประเด็นกันออกมาก็คือ</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">1. ความพยายามและการอุทิศตัวของลิเวอร์มอร์</span></h4>
<p>คุณจะเห็นได้ว่าในช่วงแรกๆที่ลิเวอร์มอร์เข้าสู่ตลาดหุ้นจริงๆนั้นเขาหมดตัวไปถึง 2 ครั้ง และนั่นกินเวลาไปเกือบ10 ปีเลยทีเดียว (ไม่นับรวมเวลากว่าอีก 5 ปีที่เขาได้เริ่มสัมผัสกับตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกจากการเป็นเด็กเคาะกระดาน) เขาต้องเข้าๆออกๆจากตลาดหุ้นอยู่หลายครั้งในช่วงนี้ โดยกลับไปเล่นหุ้นและรวบรวมกำไรออกมาจาก Bucket Shop เพื่อกลับมาสู่ตลาดหุ้น (Bucket Shop คือหุ้นค้าหุ้นเถื่อนที่คุณสามารถซื้อขายหุ้นลมได้โดยไม่ต้องมีเงินมากมายไปซื้อขายในตลาดหุ้นจริงๆ) จนในที่สุดแล้วเขาก็สามารถที่จะทำเงิน 3 ล้านเหรียญได้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 30 ปี</p>
<p>นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งกับอัจฉริยะแห่งตลาดหุ้นนั้น เขายังต้องใช้เวลาที่จะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างยาวนานก่อนที่จะทำกำไรเป็นกอบเป็นกำออกมาได้ ดังนั้นสำหรับคนที่คิดว่าตลาดหุ้นเป็น Easy Money จึงควรที่จะต้องคิดใหม่และตั้งใจอย่างศึกษาสิ่งต่างๆอย่างหนัก โดยไม่มองการเก็งกำไรว่าเป็นเพียงการพนัน แต่มองว่ามันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง และต้องไม่ย่อท้อไปเสียก่อนนะครับ</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">2. ลิเวอร์มอร์คือนักเก็งกำไรแบบ Trend Following ตัวจริง</span></h4>
<p>เราจะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่เขาสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำทุกครั้งนั้นจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มที่ชัดเจนเท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่ตลาดเกิดแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นจะมีไม่มากมายเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ลิเวอร์มอร์นั้นรู้จักวิธีการที่จะช่วงใช้ประโยชน์จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นอย่างเต็มกำลัง นั่นทำให้เขาสามารถที่จะกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น และนี่ก็คือสิ่งที่เราทุกคนควรตระหนักเอาไว้เสมอถึงพลังจากแนวโน้มใหญ่ของตลาด ดังนั้นแล้วเมื่อแนวโน้มของมันได้เกิดขึ้น จงอย่าได้พยายามโต้เถียงหรือฝืนตลาดเป็นอันขาด ในทางกลับกันแล้ว เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันและใช้ประโยชน์จากมันเสียอย่างที่ลิเวอร์มอร์ได้เคยทำมา</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">3. การขาดทุนจนหมดตัวของลิเวอร์มอร์</span></h4>
<p>เรื่องที่น่าสนใจมากๆอีกอย่างหนึ่งก็คือ จากการขาดทุนจนหมดตัวทั้งหมด 4 ครั้งนั้น เขามักขาดทุนจนหมดตัวภายหลังจากที่ทำกำไรก้อนใหญ่มาได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น โดยใน 2 ครั้งแรกนั้นลิเวอร์มอร์ขาดทุนเพราะตัวแสดงราคา (Ticker &#8211; Quotation) ที่ล่าช้าไปกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเป็นอย่างมาก นั่นทำให้สภาพแวดล้อมต่างๆนั้นไม่เหมือนกับตอนที่เขาเล่นหุ้นลมอยู่ใน Bucket Shop เลย สำหรับการหมดตัวในครั้งที่ 3 นั้นเกิดจากความพยายามที่จะ “ถัวเฉลี่ยการขาดทุน” ที่เกิดขึ้นและมันทำให้เขาต้องสูญเสียเงินไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามสำหรับการหมดตัวในครั้งที่ 4 นั้น ถึงแม้เหตุผลของมันจะไม่เคยถูกเปิดเผยออกมาต่อสาธารณชน แต่เมื่อมองไปที่ดัชนีแล้วเราจะพบว่าตลาดเป็นขาขึ้นอย่างรุนแรงภายหลังจากที่ Crash ลงมาในปี 1929 นั่นจึงทำให้เราพอจะสันนิษฐานคร่าวๆได้ว่ามันก็คงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลเดิมๆอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็คือการถัวเฉลี่ยการขาดทุนจากการชอร์ทหุ้นนั่นเอง</p>
<p>นี่คือ Case Study ที่แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าการเล่นหุ้นนั้นไม่ใช่เรื่องของความรู้แค่เพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “ทักษะ” ในการที่จะใช้ความรู้ควบคู่ไปกับการควบคุมจิตใจของตนเองต่างหาก และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมลิเวอร์มอร์จึงมักพูดเสมอถึงจุดอ่อนในความเป็นมนุษย์ของเขา และทำให้เขาได้กล่าวประโยคอมตะเอาไว้ว่า &quot;ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักลงทุนทุกคน คือความเป็นมนุษย์ในตัวของเราเอง&quot;</p>
<h4><span style="color: #d16349; font-weight: bold">FAQ คำถามที่ผมมักจะโดนถามเยอะที่สุด</span></h4>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">1. ในที่สุดแล้วลิเวอร์มอร์ก็จบชีวิตด้วยความล้มเหลวโดยการฆ่าตัวตาย แล้วเรายังควรที่จะศึกษาแนวคิดของเขาอีกด้วยหรือ?</span></h4>
<p>ในความเห็นของผมแล้ว มันแทบจะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆเลยที่เราไม่ควรที่จะศึกษาแนวคิดของเขา นั่นก็เพราะลิเวอร์มอร์ถือเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวขานและยกย่องว่าเป็นนักเก็งกำไรที่เป็นตำนานของตลาดหุ้นมาอย่างยาวนาน แนวคิดต่างๆของเขาได้กลายมาเป็นรากฐานให้กับนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันแทบทั้งสิ้น และถึงแม้ว่าเขาจะพลาดมาตายน้ำตื้นโดยการไม่สามารถที่จะควบคุมจิตใจของตนเองได้นั้น มันก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าจากแนวคิดต่างๆของเขาเสื่อมคลายเลยแม้แต่น้อย และหากคุณจะตัดสินเขาจากเพียงจุดจบในชีวิตแล้วล่ะก็ มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่คุณจะพลาดโอกาสได้เรียนรู้เบื้องลึกและมุมมองในจิตใจของนักเก็งกำไรรายใหญ่ที่การซื้อขายของเขามีพลังเพียงพอที่จะสั่นสะเทือนตลาดหุ้นทั้งตลาดในยุคนั้นไป (ขนาด J.P. Morgan ยังเคยต้องขอให้เขาหยุด Short หุ้นในปี 1907 เนื่องจากลัวว่าจะเกิดการล่มสลายของตลาดทุน) นอกจากนี้แล้วการที่คุณจะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ถูกตีแผ่ออกมาจากปากคำของนักเก็งกำไรระดับโลกนั้นยังถือเป็นโอกาสที่หาได้อย่างยากยิ่งอีกด้วย</p>
<h4><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">2. ลิเวอร์มอร์มีความสำคัญกับเราแค่ไหน และเขาได้ทิ้งอะไรไว้ให้กับเราบ้าง</span></h4>
<p>จริงๆแล้วแนวคิดที่มีประโยชน์ของลิเวอร์มอร์นั้นมีอยู่หลายอย่าง แต่ผมจะขอพูดถึงประเด็นหลักๆ 3 อย่างนะครับ</p>
<p><span style="color: #dd8484">1. ทฤษฎีหุ้นนำตลาด และการลงทุนแบบ Top Down Investing</span></p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/Return-Compare-Cut.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="Return Compare Cut" border="0" alt="Return Compare Cut" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/Return-Compare-Cut_thumb.png" width="640" height="366" /></a></p>
<p>หนึ่งในแก่นของการวิเคราะห์หุ้นของลิเวอร์มอร์ก็คือทฤษฎีหุ้นนำตลาด เขาได้ให้ความสำคัญกับการเลือกลงทุนในหุ้นที่เป็นหุ้นนำตลาดเป็นอย่างมาก เขาได้กล่าวถึงกระทั่งว่า “หากคุณไม่สามารถที่จะทำกำไรจากหุ้นนำตลาดได้แล้ว คุณก็คงไม่สามารถที่จะทำกำไรจากหุ้นตัวอื่นๆได้เช่นเดียวกัน”</p>
<p>ภาพที่คุณได้เห็นก็คือผลเชิงทฤษฎีจากการลงทุนในลักษณะการหมุนตัวเล่นในตลาดหุ้นไทย (Rotation Trading) โดยเป็นผลมาจากการสลับถือหุ้นทุกๆเดือนด้วยการเลือกหุ้น Top 10% ที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดออกมาเป็นจำนวนครั้งละราว 50 ตัวตั้งแต่วันที่ 3/1/2001 – 30/12/2011 โดยมีเงินทุนเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท และไม่มีเรื่องของ Timing ใดๆมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ซึ่งคุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันได้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการหมุนตัวเล่นไปยังหุ้นตามตลาดและผลตอบแทนของ SET Index เป็นอย่างมาก โดยจากผลการทดสอบชิ้นนี้การหมุนตัวเล่นในหุ้นนำตลาดได้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 35.48% ต่อปี, 11.45% สำหรับหุ้นตามตลาด และ 12.95% สำหรับผลตอบแทนของ SET Index</p>
<p>*** คุณสามารถอ่านรายละเอียดในเชิงลึกได้ในส่วนของผลการทดสอบทฤษฏีหุ้นนำตลาดในหนังสือเล่มนี้</p>
<p><span style="color: #dd8484">2. แนวคิดการให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาด</span></p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/SET-Trend-.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="SET Trend " border="0" alt="SET Trend " src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/SET-Trend-_thumb.png" width="621" height="480" /></a></p>
<p><span style="color: #333333">ลิเวอร์มอร์ถือได้ว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จรุ่นแรกๆที่ได้ให้ความสำคัญแก่ “สภาวะโดยรวมและแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาด” เขาเลือกที่จะเพิกเฉยต่อการทำกำไรจากการกระเพื่อมๆเล็กๆน้อยในตลาดและทำกำไรก้อนโตจากแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดแทน นอกจากนี้แล้วเขายังได้ทำลายกำแพงของมุมมองหรืออคติที่เกิดขึ้นจากระดับของราคาหุ้น (Price Level Bias) ลงอย่างสิ้นเชิง ประโยคอมตะในแนวคิดนี้ของเขาก็คือ “ราคาหุ้นไม่เคยที่จะสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป” นั่นเอง</span></p>
<p><span style="color: #333333">จากภาพแสดงให้เห็นถึงระบบการลงทุนซึ่ง Focus การทำกำไรไปยังแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาด คุณจะเห็นได้ว่าระบบจะเกิดแท่งเขียวซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยมันจะดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าที่แนวโน้มใหญ่ของตลาดจะจบลง ซึ่งด้วยแนวคิดของการทำกำไรจากแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดนี้เองที่ทำให้นักเก็งกำไรในยุคต่อๆมาได้เห็นถึงพลังของการ “ขี่” ไปตามแนวโน้มและทำกำไรเมื่อแนวโน้มนั้นจบลง</span></p>
<p><span style="color: #dd8484">3. การแบ่งไม้ทยอยซื้อแบบพีระมิด (Pyramid Trading) เพื่อช่วยควบคุมความเสี่ยงในการลงทุน</span></p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/SET-Pyramid.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="SET Pyramid" border="0" alt="SET Pyramid" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/SET-Pyramid_thumb.png" width="621" height="480" /></a></p>
<p><span style="color: #333333">ในสมัยนั้นนักเก็งกำไรส่วนใหญ่มักที่จะทำการซื้อขายอย่างดุดันด้วยการเข้าซื้อทีละไม้ใหญ่ๆ … แต่นั่นไม่ใช่กับคนอย่างลิเวอร์มอร์ โดยเขานั้นเลือกที่จะใช้วิธีการที่เรียกว่าการ “หยั่งเชิง” ตลาดทีละนิด ด้วยการค่อยๆทยอยเข้าซื้อทีละไม้ๆอย่างต่อเนื่องเมื่อตลาดวิ่งไปในทิศทางที่เขาคาดการณ์เอาไว้</span></p>
<p><span style="color: #333333">วิธีการทยอยสะสมหุ้นแบบพีระมิดเช่นนี้ช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับเขาและนักเก็งกำไรในยุคต่อๆมาเป็นอย่างมากด้วยเหตุผลง่ายๆต่อไปนี้ </span></p>
<p><span style="color: #333333">- สำหรับรายใหญ่อย่างลิเวอร์มอร์นั้น มันช่วยให้ราคาของหุ้นที่เขาต้องการจะซื้อไม่ถูกกระทบจากปริมาณการซื้อขายของเขามากจนเกินไปในคราวเดียว</span></p>
<p><span style="color: #333333">- มันช่วยในการลดความเสี่ยงเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างยังคงคลุมเครืออยู่ และมันยังช่วยขยายผลกำไรของการเก็งกำไรเมื่อการวิเคราะห์ของเรานั้นถูกทาง ซึ่งนี่ถือเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งซึ่งสอดคล้องไปกับกลยุทธ์การเดิมพันในแบบ Anti-Martingale ซึ่งจะลงทุนเพิ่มเมื่อเงินทุนของเราเพิ่มมากขึ้นและลดขนาดของการลงทุนลงเมื่อเงินทุนของเราลดลง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะช่วยให้โอกาสเจ๊งจนหมดตัวหรือ Risk of Ruin นั้นลดลงไปเป็นอย่างมาก</span></p>
<p><span style="color: #333333">จากภาพคุณจะสังเกตเห็นถึงจุดสีเขียวซึ่งอยู่เหนือกราฟราคาหุ้นและจุดสีแดงซึ่งอยู่ด้านล่างของราคาหุ้น จุดต่างๆเหล่านี้คือสัญญาณของการเข้าทยอยซื้อหรือขายเพิ่มในไม้ต่อๆไป</span></p>
<p><span style="color: #4bacc6; font-weight: bold">3. แนวคิดของเขายังจะสามารถใช้ได้ในปัจจุบันหรือกับหุ้นในตลาดหุ้นไทยได้จริงๆหรือ?</span></p>
<p><span style="color: #333333">เพื่อแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงของคำตอบนี้ผมเองคงไม่ขอตอบอะไรมาก แต่อยากให้ลองพิจารณาจากผลการลงทุนจากระบบง่ายๆในสไตล์ Trend Following ซึ่งอยู่ในแนวทางเดียวกับที่ลิเวอร์มอร์ได้เคยใช้ในการเก็งกำไรของเขา โดยระบบนี้ก็คือระบบ Channel Breakout 20 วันธรรมดาๆไม่ได้ปรับแต่ใดๆทั้งสิ้น ระบบได้ทำการเข้าซื้อขายหุ้นในดัชนี้ SET100 ตามสัญญาณที่เกิดขึ้น โดยจะเข้าซื้อทีละ 10% ของมูลค่าพอร์ทในขณะนั้นเท่านั้น และจะทยอยเข้าซื้อต่อหากหุ้นยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆและขายออกเมื่อมันหลุดแนวรับที่ 20 วันของมันลงมา</span></p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/20-days-channel-and-set-index-Cut.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="20 days channel and set index Cut" border="0" alt="20 days channel and set index Cut" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/20-days-channel-and-set-index-Cut_thumb.png" width="640" height="377" /></a></p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/Trend-vs-SET-Cut.png"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="Trend vs SET Cut" border="0" alt="Trend vs SET Cut" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/Trend-vs-SET-Cut_thumb.png" width="640" height="386" /></a></p>
<p>จากผลการทดสอบในเชิงทฤษฎี (ไม่รวมค่าคอม) ตั้งแต่วันที่ 3/1/2001 – 30/12/2011 ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาทนั้น ในเวลา 11 ปีที่ผ่านมามันได้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นถึง 52.68% ต่อปี หรือคิดเป็นกำไรถึง 103,824,390 (103 เท่า) เลยทีเดียว นอกจานี้แล้วคุณยังจะเห็นได้ว่ามีเพียง 3 ปีเท่านั้นที่ระบบให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด (แพ้ตลาด) นั่นก็คือในปี 2004, 2007 และ 2011 ที่ผ่านมา นี่ถือว่าเป็นผลการลงทุนที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำการปรับแต่งระบบแต่อย่างใดเลย ในระยะยาวแล้วมันก็สามารถที่จะเอาชนะตลาดได้อย่างไม่มีข้อสงสัย</p>
<p>สิ่งที่ผมได้กล่าวถึงมาทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่ผมได้ “เก็บตก” ออกมาจากแนวคิดต่างๆในการเก็งกำไรของเขาเพียงเท่านั้น มันยังคงมีรายละเอียดที่น่าสนใจอยู่ในหนังสือเล่มนี้อีกมากมาย (รวมถึงผลทดสอบทฤษฎีหุ้นนำตลาดของผมด้วย <img style="border-bottom-style: none; border-left-style: none; border-top-style: none; border-right-style: none" class="wlEmoticon wlEmoticon-openmouthedsmile" alt="Open-mouthed smile" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/wlEmoticon-openmouthedsmile2.png" />) ผมคิดว่าด้วยน้ำจิ้มต่างๆที่ผมเก็บมาเล่าเท่านี้ก็น่าจะแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจจากแนวคิดของเขาได้เป็นอย่างมากมายแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่คุณจะลองเปิดใจและพยายามศึกษาแนวคิดจากนักเก็งกำไรระดับตำนานคนนี้ดูกันเองแล้วนะครับ!</p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #9e7c7c">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/distribution-of-return/' rel='bookmark' title='การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้น : Distribution of Returns'>การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้น : Distribution of Returns</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/profits-and-the-market/' rel='bookmark' title='ตลาดคือผู้ตัดสินผลกำไรของ Trend Follower และนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่'>ตลาดคือผู้ตัดสินผลกำไรของ Trend Follower และนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/the-new-concepts/' rel='bookmark' title='The New Concepts In Technical Trading Systems by Welles Wilder Jr.'>The New Concepts In Technical Trading Systems by Welles Wilder Jr.</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/livermore-timeline/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>46</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ล้วงตับ Livermore ที่ห้องสมุดมารวย!</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/livermore-maruey-ads/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/livermore-maruey-ads/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Mar 2012 23:28:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[จิปาถะ]]></category>
		<category><![CDATA[livermore]]></category>
		<category><![CDATA[ถอดรหัสเซียนหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[ลิเวอร์มอร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3686</guid>
		<description><![CDATA[ศุกร์นี้มาเจอกันที่ห้องสมุดมารวยครับ!!
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/how-to-trade-in-stocks-free/' rel='bookmark' title='แจกหนังสือถอดรหัสเซียนหุ้น!! : How to trade in stocks (ประกาศผล!)'>แจกหนังสือถอดรหัสเซียนหุ้น!! : How to trade in stocks (ประกาศผล!)</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/trading-psychology-first-business-tv-1/' rel='bookmark' title='จิตวิทยาการลงทุน : Trading Psychology &#8211; First Business TV (Part:1)'>จิตวิทยาการลงทุน : Trading Psychology &#8211; First Business TV (Part:1)</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/trading-psychology-first-business-tv-2/' rel='bookmark' title='จิตวิทยาการลงทุนเล่นหุ้น : Trading Psychology – First Business TV (Part:2)'>จิตวิทยาการลงทุนเล่นหุ้น : Trading Psychology – First Business TV (Part:2)</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #f79646; font-weight: bold;">ศุกร์นี้มาเจอกันที่ห้องโถงนิทรรศการชั้น 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ!!</span></h4>
<p>พอดีผมได้รับเกียรติเชิญชวนจากห้องสมุดมารวยให้ไปเปิดตัวหนังสือ <a href="http://mangmaoclub.com/books"><span style="color: #4bacc6;">ถอดรหัสเซียนหุ้น &#8211; กุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์</span></a> ผมเลยตัดสินใจว่าจะถือโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับเคล็ดวิชาหุ้นของลิเวอร์มอร์สักหน่อย โดยคราวนี้มีแขกรับเชิญพิเศษมาช่วยเป็นพิธีกรให้ผมคือคุณ <a href="http://hongvalue.wordpress.com"><span style="color: #f79646;">Hongvalue</span></a> นะครับ สนุก+ได้สาระแน่ๆ</p>
<p>*** ใครมีคำถามฝากไว้ได้เลยนะครับ เดี๋ยวจะได้รวบรวมไปตอบในวันนั้นด้วย !! <img class="wlEmoticon wlEmoticon-openmouthedsmile" style="border-style: none;" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/wlEmoticon-openmouthedsmile1.png" alt="Open-mouthed smile" /></p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/Maruey-PR-Ads.jpg"><img style="background-image: none; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto; padding-top: 0px; border: 0px;" title="Maruey PR Ads" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/Maruey-PR-Ads_thumb.jpg" alt="Maruey PR Ads" width="640" height="888" border="0" /></a></p>
<h4><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/mangmaoclub-adds-maruey-livermore4.jpg"><img style="background-image: none; margin: 0px auto 10px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: block; float: none; padding-top: 0px; border: 0px;" title="mangmaoclub adds maruey livermore" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/mangmaoclub-adds-maruey-livermore_thumb4.jpg" alt="mangmaoclub adds maruey livermore" width="339" height="480" border="0" /></a></h4>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #f79646;">รายละเอียดการโทรสำรองที่นั่งกับห้องสมุดมารวย</span></h4>
<blockquote><p><span style="color: #4bacc6;"><strong>ชื่องาน : </strong><span style="color: #666666;">งานเปิดตัวหนังสือถอดรหัสเซียนหุ้น &#8211; </span></span><span style="color: #4bacc6;"><span style="color: #666666;">กุญแจแห่งการเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์</span></span></p>
<p><strong><span style="color: #4bacc6;">วัน-เวลา :</span></strong> ศุกร์ที่ 16 มีนาคม 17.30 &#8211; 19.00 น.</p>
<p><strong><span style="color: #4bacc6;">สถานที่ :</span> </strong>ห้องโถงนิทรรศการชั้น 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</p>
<p><strong><span style="color: #4bacc6;">ติดต่อสำรองที่นั่ง :</span></strong> SET-CALL-CENTER 0-2229-2222</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #4bacc6;">e-mail : </span><span style="color: #666666;">MKRC@set.or.th</span></h4>
</blockquote>
<p>เพื่อนๆพี่ๆแมงเม่าคลับอย่าลืมนะครับเมมไว้เลย ใครที่สนใจมาเจอกันได้ศุกร์นี้ที่ห้องสมุดมารวยครับ!!</p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #a5b592;">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/how-to-trade-in-stocks-free/' rel='bookmark' title='แจกหนังสือถอดรหัสเซียนหุ้น!! : How to trade in stocks (ประกาศผล!)'>แจกหนังสือถอดรหัสเซียนหุ้น!! : How to trade in stocks (ประกาศผล!)</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/trading-psychology-first-business-tv-1/' rel='bookmark' title='จิตวิทยาการลงทุน : Trading Psychology &#8211; First Business TV (Part:1)'>จิตวิทยาการลงทุน : Trading Psychology &#8211; First Business TV (Part:1)</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/trading-psychology-first-business-tv-2/' rel='bookmark' title='จิตวิทยาการลงทุนเล่นหุ้น : Trading Psychology – First Business TV (Part:2)'>จิตวิทยาการลงทุนเล่นหุ้น : Trading Psychology – First Business TV (Part:2)</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/livermore-maruey-ads/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>45</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ความผันผวน&#8221; แพะของตลาดหุ้น</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/volatility-and-investment-risk/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/volatility-and-investment-risk/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Mar 2012 08:49:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[จิตวิทยาการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ความผันผวน]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการบริหารเงินทุน Money Management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3636</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อพูดถึงความผิดพลาดหรือการขาดทุนจากการเก็งกำไรอย่างหนักนั้น เรามักที่จะเชื่อมโยงสาเหตุหลักๆของมันเข้ากับความผันผวนของตลาดอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วนี่เป็นความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น เรากำลังเข้าใจผิดอย่างมากระหว่างคำว่า "ความผันผวน" และ "ความเสี่ยงในการลงทุน" และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมหลายๆคนจึงต้องขาดทุนไปมากมายอย่างคาดไม่ถึง
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/world-of-trend-follower-2/' rel='bookmark' title='โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม : Inside the Counterintuitive World of Trend Follower by Charles Faulkner (Part 2)'>โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม : Inside the Counterintuitive World of Trend Follower by Charles Faulkner (Part 2)</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/expected-value-mindset/' rel='bookmark' title='Expected value and Probabilistic Mindset : ระบบความคิดแบบความน่าจะเป็นและค่าคาดหวัง'>Expected value and Probabilistic Mindset : ระบบความคิดแบบความน่าจะเป็นและค่าคาดหวัง</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/world-of-trend-follower-3/' rel='bookmark' title='โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม : Inside the Counterintuitive World of Trend Follower by Charles Faulkner (Part 3)'>โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม : Inside the Counterintuitive World of Trend Follower by Charles Faulkner (Part 3)</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/ac8d7b002c20.jpg"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; float: left; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="หุ้น ความเสี่ยงและความน่าจะเป็น" border="0" alt="หุ้น ความเสี่ยงและความน่าจะเป็น" align="left" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/thumb.jpg" width="200" height="194" /></a>เมื่อพูดถึงความผิดพลาดหรือการขาดทุนจากการเก็งกำไรอย่างหนักนั้น เรามักที่จะเชื่อมโยงสาเหตุหลักๆของมันเข้ากับความผันผวนของตลาดอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วนี่เป็นความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น เรากำลังเข้าใจผิดอย่างมากระหว่างคำว่า &quot;ความผันผวน&quot; และ &quot;ความเสี่ยงในการลงทุน&quot; และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมหลายๆคนจึงต้องขาดทุนไปมากมายอย่างคาดไม่ถึง</p>
<h4><span style="color: #dd8484; font-weight: bold">ความแตกต่างระหว่างผันผวนและความเสี่ยงในการลงทุน</span></h4>
<p>เวลาที่เราคุยเรื่องหุ้นกันทั่วๆไปนั้น ผมไม่ชอบเลยเวลาที่ได้ยินคนส่วนใหญ่พูดว่าถ้าชอบความเสี่ยงสูงให้เล่นหุ้นแบบเก็งกำไร ในความเห็นผมแล้วนี่เป็นสิ่งที่ไร้สาระที่สุดอย่างหนึ่ง การเก็งกำไรเป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการทำกำไรจากความผันผวนของตลาดเท่านั้น ซึ่งถึงแม้มันเป็นวิธีการเดิมพันกับความผันผวน (ทิศทาง) ของราคา แต่มันก็ไม่เคยบังคับให้เราต้องแบกรับความเสี่ยงสูงๆเอาไว้ และจะเรียกว่ามันคือต้นเหตุของความเสี่ยงในการลงทุนก็คงไม่ถูกต้องนัก</p>
<p>ในเวบไซท์ Wikipedia นั้นให้ความหมายของความเสี่ยงจากการลงทุนไว้ว่า มันคือ</p>
<blockquote><p align="center">“โอกาสที่จะสูญเสียเงินที่ลงทุนไป”</p>
</blockquote>
<p>เมื่อมองกันอย่างผิวเผินแล้วเราอาจจะสรปได้ว่า ถ้ายิ่งหุ้นหรือตราสารที่เราลงทุนมีความผันผวนไม่แน่นอนสูงมันก็มีโอกาสสูงที่เราจะสูญเสียเงินที่ลงทุนไป อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของ “ความน่าจะเป็น” และขนาดของ “ความผันผวน” ในทิศทางที่มันจะวิ่งไปในอนาคตเท่านั้น แต่ถ้ามองให้ละเอียดลงไปอีกหน่อยเราจะพบว่า คำว่าความเสี่ยงในการลงทุนที่ “มาก” หรือ “น้อย” นั้น เกี่ยวข้องกับการนำเอาเรื่องของ “ขนาดการลงทุน” เข้ามาร่วมด้วยเสมอ ดังนั้นในความเห็นของผมแล้ว</p>
<blockquote><p align="center">“ความเสี่ยงของหุ้นหรือตราสารใดๆกับความเสี่ยงในการลงทุนจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”</p>
</blockquote>
<p>เนื่องจากขนาดของผลกำไร-ขาดทุนในแต่ละครั้งเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างความน่าจะเป็น, ความผันผวนของตลาดและ &quot;ความเสี่ยงที่เราแบกรับมันไว้&quot; ต่างหาก</p>
<h4><span style="color: #dd8484; font-weight: bold">ความเสี่ยงในการลงทุนคือความเสียหายที่เราแบกรับไว้ในกรณีที่เกิดสิ่งเลวร้าย</span></h4>
<p>ลองนึกดูสักนิดนะครับ ถ้าสมมุติว่าหุ้นตัวหนึ่งราคา 10 บาทวิ่งลง Floor ไปสัก 3 บาทหรือ 30% ในวันเดียวแล้ว คุณจะขาดทุนอย่างหนักหรือไม่? แล้วถ้ามันวิ่งขึ้น Ceiling ไปเลย 30% แทนล่ะ นั่นแปลว่าคุณจะต้องรวยขึ้นมากไหม??</p>
<p>คำตอบก็คือ ไม่จำเป็น &#8230; เพราะมันขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่คุณถืออยู่ด้วยต่างหาก! ถ้าคูณถือ 100, 1000, 100000 หุ้น หรืออาจถือสัก 1%, 10%, 100% ของพอรท ผลกระทบของพวกมันจะไม่มีวันเท่าเทียมกันเลย</p>
<p>นี่คือข้อแตกต่างระหว่างความน่าจะเป็น, ความผันผวนและความเสี่ยงในการลงทุนที่เกิดขึ้น ถ้าคุณโชคดีหุ้นก็วิ่งขึ้น ถ้าคุณโชคร้ายหุ้นก็วิ่งลง พวกมันคือเหรียญในแต่ละด้านของ &quot;ความน่าจะเป็น&quot; จากผลการซื้อขายในแต่ละครั้งเท่านั้น คุณบังคับมันไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้อยากทำร้ายคุณ มันแค่เป็นไปของมันอย่างนั้นเอง ในทางกลับกันแล้วขนาดของการลงทุนหรือ &quot;ความเสี่ยงที่คุณแบกรับไว้&quot; ต่างหาก คือผู้ที่จะตัดสินถึงผลกระทบของมันอย่างแท้จริง คุณคือผู้ที่กำหนดผลกระทบจากผลลัพท์ของมันเอาไว้โดยไม่รู้ตัว นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องแยกให้ออกว่าผู้ร้ายตัวจริงคือใคร ไม่เช่นนั้นคุณก็ยังคงที่จะจับแพะมาลงโทษอยู่เสมอ เพราะทั้งความน่าจะเป็นและความผันผวนไม่สามารถทำร้ายเราอย่างหนักสาหัสได้ถ้าเรารู้จักควบคุมมันอย่างไว้อย่างเหมาะสม</p>
<h4><span style="color: #dd8484; font-weight: bold">ความผันผวนไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย</span></h4>
<p>ในที่สุดแล้วเมื่อคุณสามารถที่จะแยกแยะระหว่่างความผันผวนและความเสี่ยงที่คุณแบกรับไว้ออกจากกันได้แล้ว นั่นจะทำให้โลกของคุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความผันผวนและความเสี่ยงที่คุณแบกรับไว้นั้นไม่ใช่สิ่งอันตราย แต่มันคือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณบรรุถึงเป้าหมายบางอย่างของคุณต่างหาก หากคุณอยากได้ผลตอบแทนมากขึ้นคุณก็เพิ่มขนาดการลงทุนและแบกรับความเสี่ยงมากขึ้นไป หากคุณอยากอยู่อย่างสบายใจหน่อยคุณก็ลดมันลงมา และถ้ามันมากไปหรือน้อยไปมันก็อาจทำให้ผลการลงทุนของคุณพังทลายลงมาได้เท่านั้นเอง</p>
<p>นักเก็งกำไรไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ชอบความเสี่ยงสูง ในทางกลับกันแล้วผู้ที่แบกรับความเสี่ยงสูงๆอยู่เสมอมักไม่ใช่นักเก็งกำไรที่ดีนัก เพราะถ้ามองให้ดีแล้ว คุณจะเห็นว่าเทคนิดการเก็งกำไรส่วนใหญ่มีไว้เพื่อจำกัดและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแทบทั้งสิ้น</p>
<p>นักเก็งกำไรที่แท้จริงคือผู้ที่ยึดถือหลักของการรักษาเงินต้นเอาไว้อยู่เสมอ!</p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #a5b592">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/world-of-trend-follower-2/' rel='bookmark' title='โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม : Inside the Counterintuitive World of Trend Follower by Charles Faulkner (Part 2)'>โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม : Inside the Counterintuitive World of Trend Follower by Charles Faulkner (Part 2)</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/expected-value-mindset/' rel='bookmark' title='Expected value and Probabilistic Mindset : ระบบความคิดแบบความน่าจะเป็นและค่าคาดหวัง'>Expected value and Probabilistic Mindset : ระบบความคิดแบบความน่าจะเป็นและค่าคาดหวัง</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/world-of-trend-follower-3/' rel='bookmark' title='โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม : Inside the Counterintuitive World of Trend Follower by Charles Faulkner (Part 3)'>โลกในมุมมองของนักเล่นหุ้นตามแนวโนวโน้ม : Inside the Counterintuitive World of Trend Follower by Charles Faulkner (Part 3)</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/volatility-and-investment-risk/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อย่ากลัวเมื่อหุ้นขึ้น!</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/dont-scare-bull-market/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/dont-scare-bull-market/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Mar 2012 01:54:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้นและวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยาการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเล่นหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[สอนเล่นหุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3553</guid>
		<description><![CDATA[นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่มักไม่ชอบซื้อหุ้นเมื่อตลาดเป็นขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่านี่เป็นความรู้สึกและข้อแก้ตัวที่ไม่เข้าท่านัก เพราะนั่นมักจะทำให้เขาตกรถไปโดยปริยายในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังจะคืนกำไรกลับมา ค่าเสียโอกาสเช่นนี้นั้นมีผลต่อกำไรของเรามากกว่าที่คิด มันคือนาทีทองที่เราไม่ควรพลาดมันไปเลยแม้แต่น้อย
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/distribution-of-return/' rel='bookmark' title='การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้น : Distribution of Returns'>การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้น : Distribution of Returns</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/profits-and-the-market/' rel='bookmark' title='ตลาดคือผู้ตัดสินผลกำไรของ Trend Follower และนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่'>ตลาดคือผู้ตัดสินผลกำไรของ Trend Follower และนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/why-momentum-investing-work/' rel='bookmark' title='Video Clip : แนวคิดการเล่นหุ้นแบบ Momentum Investing'>Video Clip : แนวคิดการเล่นหุ้นแบบ Momentum Investing</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่มักไม่ชอบซื้อหุ้นเมื่อตลาดเป็นขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่านี่เป็นความรู้สึกและข้อแก้ตัวที่ไม่เข้าท่านัก เพราะนั่นมักจะทำให้เขาตกรถไปโดยปริยายในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังจะคืนกำไรกลับมา ค่าเสียโอกาสเช่นนี้นั้นมีผลต่อกำไรของเรามากกว่าที่คิด มันคือนาทีทองที่เราไม่ควรพลาดมันไปเลยแม้แต่น้อย</p>
<p><span style="font-weight: bold; color: #9bbb59;">ตลาดหุ้นขาขึ้นและผลกำไรของคุณ</span></p>
<p>เป็นที่รู้กันดีว่าตลาดหุ้นนั้นมีช่วงเวลาที่ดีและร้ายของมันสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตลอด แต่จะมีสักกี่คนที่ฉุกคิดบ้างว่าช่วงเวลาที่เราจะได้กำไรจากมันอย่างเป็นกอบเป็นกำนั้นกลับมีอยู่เพียงช่วงเดียวเท่านั้น ลองทายดูสิครับว่ามันคือช่วงเวลาไหน?</p>
<p>.</p>
<p>..</p>
<p>… ใช่แล้วครับ! เมื่อตลาดกลายเป็นขาขึ้นนั่นเอง!!</p>
<p>ทำไมน่ะหรือ!?</p>
<p>นั่นก็เพราะมันคือช่วงเวลาที่ผลกำไรส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดจะถูกบรรจุเอาไว้ และไม่ว่าคุณจะซื้อมันมาตอนไหน ตลาดขาขึ้นนั้นคือช่วงเวลาหลักๆที่จะคืนกำไรกลับมาให้เราได้อย่างง่ายดายที่สุดไม่ว่าคุณจะเป็นเซียนหรือแมงเม่าก็ตาม</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #9bbb59;">พลังของตลาดหุ้นขาขึ้น</span></h4>
<p>เพื่อที่จะหาหลักฐานบางอย่างมาให้เห็นถึงความสำคัญของการมีหุ้นอยู่ในช่วงเวลาที่ตลาดเป็นขาขึ้นนั้น ผมจะขอนำผลการทดสอบบางอย่างมาให้คุณดู และนั่นก็คือการที่ผมจะสุ่มเข้าซื้อหุ้นที่อยู่ในตลาดเมื่อ SET index กลายมาเป็นขาขึ้นและขายพวกมันออกไปเมื่อมันกลับกลายเป็นขาลง ซึ่งภาพต่อไปนี้ก็คือกราฟการเติบเติบโตของเงินทุนจากแนวคิดง่ายๆที่เรากำลังคุยกันอยู่</p>
<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/Buy-when-SET-up.png"><img style="background-image: none; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; padding-top: 0px; border: 0px;" title="Buy when SET up" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/Buy-when-SET-up_thumb.png" alt="Buy when SET up" width="642" height="482" border="0" /></a></p>
<p>สิ่งที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้คือหนึ่งในผลทดสอบด้วยเงินทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาทโดยการสุ่มซื้อหุ้นหลายๆตัว ตัวละ 5% ของพอร์ทพร้อมๆกันเมื่อ SET index กลายเป็นขาขึ้นและขายหุ้นที่มีอยู่ทิ้งไปเมื่อ SET index กลายเป็นขาลง ซึ่งจากผลการทดสอบด้วยการสุ่มซื้อหุ้นเป็นร้อยๆครั้งนั้นพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วมันให้อัตราผลตอบแทน CAGR ตลอด 28 ปีอยู่ถึงราวๆ 23% ต่อปีเลยทีเดียว นี่ถือเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงมากๆในระยะยาวอย่างไม่น่าเชื่อจากแนวคิดง่ายๆเช่นนี้ แต่มันก็ได้แสดงให้เห็นถึงพลังของการมีหุ้นเมื่อตลาดเป็นขาขึ้นและพอร์ทว่างเมื่อตลาดเป็นขาลงได้อย่างดีเลยทีเดียว</p>
<h4><span style="font-weight: bold; color: #9bbb59;">อย่ากลัวกับโอกาสทำกำไรที่ตลาดได้หยิบยื่นให้!</span></h4>
<p>เห็นหรือยังครับว่าคุณนั้นไม่ควรที่จะปฏิเสธการเข้าซื้อหุ้นเพียงเพราะว่าตลาดได้กลายเป็นขาขึ้นไปแล้ว … มันถือเป็นคำแก้ตัวราคาหลายร้อยล้านบาทเลยทีเดียว จงอย่าได้กลัวที่จะซื้อเมื่อตลาดวิ่งขึ้นไปเพียงเพราะคุณคิดว่ามันสูงเกินไปหรือกลัวจะติดดอย (การติดดอยนั้นจะไม่ใช่ปัญหาเลยถ้าคุณรู้จักควบคุมความเสี่ยง และกล้าที่จะตัดขายมันออกไปเมื่อตลาดกลายเป็นขาลง) ในทางกลับกันแล้วการตกรถเมื่อตลาดเป็นขาขึ้นนั้นอาจสร้างความเสียหายยิ่งกว่าที่คุณคิด เพราะถึงแม้ว่าคุณจะบอกว่าน้ำลายไหลดีกว่าขาดทุน แต่คุณก็อาจกำลังปฏิเสธผลกำไรจะเกิดขึ้น และทิ้งช่วงเวลาที่มีมูลค่ามหาศาลเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย!</p>
<p>มีคำกล่าวไว้ว่า “ขาขึ้นหมูยังเป็นเซียน” … แล้วทำไมเราจะไม่รู้จักใช้โอกาสที่ตลาดหยิบยื่นให้อย่างคุ้มค่าแบบพวกหมูๆเหล่านั้นกันบ้างล่ะครับ <img class="wlEmoticon wlEmoticon-openmouthedsmile" style="border-style: none;" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/03/wlEmoticon-openmouthedsmile.png" alt="Open-mouthed smile" /></p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #9e7c7c;">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/distribution-of-return/' rel='bookmark' title='การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้น : Distribution of Returns'>การกระจายตัวของผลตอบแทนในตลาดหุ้น : Distribution of Returns</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/profits-and-the-market/' rel='bookmark' title='ตลาดคือผู้ตัดสินผลกำไรของ Trend Follower และนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่'>ตลาดคือผู้ตัดสินผลกำไรของ Trend Follower และนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/why-momentum-investing-work/' rel='bookmark' title='Video Clip : แนวคิดการเล่นหุ้นแบบ Momentum Investing'>Video Clip : แนวคิดการเล่นหุ้นแบบ Momentum Investing</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/dont-scare-bull-market/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>35</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความลับของสูตรเด็ดวิเคราะห์หุ้น</title>
		<link>http://mangmaoclub.com/secret-of-secret-formula/</link>
		<comments>http://mangmaoclub.com/secret-of-secret-formula/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Feb 2012 22:09:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mod</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการเล่นหุ้นและวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเล่นหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mangmaoclub.com/?p=3539</guid>
		<description><![CDATA[เรามักที่จะชื่นชอบและหลงชื่นชมต่อการอธิบายถึงสูตรเด็ดมหัศจรรย์ในการซื้อหุ้นกันเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วสูตรส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แตกต่างจากปาหี่ไปสักเท่าไหร่นัก และนี่ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเตือนมือใหม่ๆทุกคนเอาไว้ด้วยเช่นกัน
Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/reflexivity-1/' rel='bookmark' title='ทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมาGeorge Soros : Reflexivity And Market Reversal'>ทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมาGeorge Soros : Reflexivity And Market Reversal</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/rsi-indicator/' rel='bookmark' title='(Video Clip)วิเคราะหุ้นทางเทคนิคด้วย RSI Indicator'>(Video Clip)วิเคราะหุ้นทางเทคนิคด้วย RSI Indicator</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/beautiful-losses/' rel='bookmark' title='Beautiful Losses : ความสวยงามของการ (ตัด) ขาดทุน'>Beautiful Losses : ความสวยงามของการ (ตัด) ขาดทุน</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/02/bull-baiting-historic-2.jpg"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="bull-baiting-historic-2" border="0" alt="bull-baiting-historic-2" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/02/bull-baiting-historic-2_thumb.jpg" width="640" height="355" /></a></p>
<p>เรามักที่จะชื่นชอบและหลงชื่นชมต่อการอธิบายถึงสูตรเด็ดมหัศจรรย์ในการซื้อหุ้นกันเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วสูตรเด็ดส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แตกต่างจากปาหี่ไปสักเท่าไหร่นัก และนี่ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเตือนมือใหม่ๆทุกคนเอาไว้ด้วยเช่นกัน</p>
<h4><span style="color: #9bbb59; font-weight: bold">หลุมพรางของมือใหม่</span></h4>
<p>ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในตลาดหุ้นนั้น สิ่งแรกๆที่ผมจำได้เป็นอย่างดีก็คือการที่มีผู้อ้างตัวว่าเป็นเซียนหลายๆคนพยายามที่จะหยิบกราฟของหุ้นที่วิ่งทำกำไรอย่างมหาศาลมาอธิบายถึงเหตุผลของมันด้วยสูตรเด็ดของพวกเขาอยู่เสมอ นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผมในตอนแรกๆเป็นอย่างมาก พวกเขามักที่จะให้คำอธิบายเช่นว่า</p>
<p>“Indicator X ตัดขึ้นที่แถวๆนี้ก็เลยทำให้หุ้นวิ่งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว”</p>
<p>“หุ้นตัวนี้รวบรวมพลังจากแถวๆนี้มันก็เลยวิ่งขึ้นไปอย่างมากมาย”</p>
<p>“การที่ Breakout ในครั้งนี้รุนแรงมากๆเนื่องจากมันอยู่ในเวฟ X ของมัน”</p>
<p>“Indicator X คอนเฟิรม์กับ Indicator Y หุ้นก็เลยวิ่งขึ้นอย่างสวยงาม”</p>
<p>“Indicator ของเขาตัดขึ้นก่อนที่หุ้นจะวิ่งขึ้นไปอย่างมากมาย … etc.”</p>
<p>ในตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้หรอกครับว่าทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่ผมรู้อย่างหนึ่งก็คือผมเชื่อว่ามันคือเทคนิคการวิเคราะห์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นผมก็นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นปีๆเพื่อที่อยากจะดูกราฟและอธิบายได้ว่าหุ้นตัวไหนที่กำลังจะระเบิดขึ้นตามที่พวกเขาเคยว่าไว้!</p>
<p>แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาต่อจากนั้นอีกเป็นปีๆคืออะไรน่ะหรือครับ?</p>
<p>เมื่อหุ้นไม่เป็นไปตามที่ผมคาดคิดผมก็กลับไปหาสาเหตุของมันด้วยการสังเกตถึงพฤติกรรมของพวกมันย้อนหลังไปอีกเรื่อยๆให้ละเอียดลงไปตามสูตรเด็ดการวิเคราะห์หุ้นเหล่านั้น จนผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมวิเคราะห์ผิดพลาดไปนั้นเป็นเพราะอะไรนั่นเอง</p>
<p>แต่แล้วเกิดอะไรขึ้นอีกต่อมารู้ไหมครับ?</p>
<p>ผมก็ยังเกิดความผิดพลาดขึ้นอีก และผมก็จะย้อนกลับไปทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างหนักเพื่อที่จะตอบคำถามให้ได้ว่าผมพลาดสิ่งไหนไปและมีอะไรที่ผมยังไม่รู้กันแน่</p>
<p>แต่นับตั้งแต่วันแรกๆจนถึงวันนี้&#160; … ผมก็ยังคงเกิดความผิดพลาดอยู่อีกเช่นเคยทั้งที่ผมเห็นกราฟราคาก็แทบที่จะจำได้เลยว่า Indicator ตัวต่างๆมันน่าจะมีค่าอยู่ที่เท่าไหร่กันบ้าง</p>
<p>ใช่ครับ! อาจมีบางคนกำลังคิดในใจว่าผมมันโง่เองที่ไม่เห็นแสงสว่างในนั้นกับเขาบางเสียที และผมก็อาจเป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆก็ได้! คนโง่อย่างผมมันไม่สมควรมานั่งเรียนกราฟให้เสียวิชากับเขาเลยจริงๆ</p>
<h4><span style="color: #9bbb59"><span style="font-weight: bold">ความลับของสูตรเด็ดวิเคราะห์หุ้น</span></span></h4>
<p>แต่เรื่องที่ว่าผมมันจะโง่เง่าหรือไม่ อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญของสิ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังในวันนี้ เพราะสิ่งที่ผมอยากจะเล่าก็คือในที่สุดแล้วผมก็ได้พบกับความลับอย่างหนึ่งที่ทำให้สูตรการวิเคราะห์หุ้นที่แสนวิเศษเหล่านี้มันยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน และความลับนั้นก็คือ</p>
<p>“อดีตถูกเสมอ”</p>
<p>นี่คือความลับในการขายคอร์สอบรมต่างๆที่มักจะมีราคาแพงแสนแพงแทบทั้งสิ้น และมันก็คือวิธีการที่พวกเขามักที่จะนำมาหลอกพวกมือใหม่ๆที่พึ่งจะเข้ามาในตลาดได้ไม่นานนั่นเอง</p>
<p>โดยหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดที่คนเหล่านี้มักจะทำก็คือการหยิบอดีตมาเล่า!</p>
<p>… เล่าให้มีสาระ!</p>
<p>… มีตัวแปร!</p>
<p>… มีคำอธิบาย!</p>
<p>… มี Story ต่างๆให้มากเอาไว้!</p>
<p>… และเลือกกราฟที่ดีที่สุดหรือหลักฐานบางอย่างมาอธิบายมันออกมา!</p>
<p>อ้อ … และท้ายที่สุด พวกเขามักจะไม่ลืมเติมคำว่ากำไรอย่างมหาศาลและรวดเร็วเข้าไปด้วย!</p>
<p>พวกเขาตั้งใจที่จะทำให้เราเห็นแต่ในสิ่งที่เราอยากจะเห็นจนเราเชื่อและหลงลืมถึงความไม่สมบูรณ์แบบของมันไป พวกเขาจะนำเอากราฟทุกๆกราฟที่เข้าล็อกกับรูปแบบที่พวกเขาว่าเอาไว้ให้เราดูอยู่เสมอ เพราะเขาพยายามที่จะสร้างการรับรู้ในเชิงบวกให้กับสูตรมหัศจรรย์ของพวกเขานั่นเอง</p>
<p>จำไว้ให้ดีว่าไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรมันก็จะถูกเสมอ! เพราะเขาได้คัดเลือกมันออกมาให้กับพวกเราแล้ว และถ้ามันจะมีบางอย่างผิดแปลกไปเสียบ้าง เขาก็จะมีคำแก้ตัวที่ดูมีเหตุผลและพร้อมที่จะพูดขึ้นหักล้างกับความผิดปกติที่เราสังเกตได้อยู่ทุกเมื่อ และถ้ามีอะไรผิดพลาดที่ชัดเจนขึ้นจริงๆเขาก็มักจะบอกว่านี่เป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก</p>
<h4><span style="color: #9bbb59; font-weight: bold">จงอย่าเชื่อเพียงเพราะมันดูเหตุมีผล … แต่จงพิสูจน์มันเสียก่อน</span></h4>
<p>ผมอยากเตือนมือใหม่ทุกคนไว้ว่าตลาดหุ้นนั้นไม่ได้มีสภาวะที่ตายตัวอย่างที่เราคิดกัน พวกมันเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ และไม่มีวิธีการใดๆที่จะช่วยให้คุณทำกำไรจากตลาดได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น ทุกอย่างเป็นเพียงความน่าจะเป็นในตัวของมันเอง คุณควรต้องเรียนรู้ที่จะพิสูจน์มันด้วยวิธีการบางอย่างดูเสียก่อน (Back-test, Forward Test หรือ Paper Trade ดูอย่างน้อยสัก 20 – 30 Sample ขึ้นไป) แต่อย่าหลงเชื่อและวางเงินทุนจนหมดหน้าตักเพียงเพราะภาพสวยหรูที่คุณได้เห็นมาเท่านั้น</p>
<p>การที่พวกเขาสามารถอธิบายถึงสิ่งต่างๆที่เคยเกิดขึ้นกับสุดยอดหุ้นเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถหรือประสิทธิภาพของสูตรในการวิเคราะห์ของพวกเขาเลย อันที่จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเขานั้นมีความสามารถในการที่จะ “เล่าเรื่อง” ที่เกิดขึ้นในอดีตได้ดีมากๆเท่านั้นเอง</p>
<p>อย่าลืมนะครับ “อดีตถูกเสมอ!” พูดอย่างไรก็ถูกครับ <img style="border-bottom-style: none; border-left-style: none; border-top-style: none; border-right-style: none" class="wlEmoticon wlEmoticon-openmouthedsmile" alt="Open-mouthed smile" src="http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2012/02/wlEmoticon-openmouthedsmile2.png" /></p>
<p><a href="http://www.mangmaoclub.com/"><strong><span style="color: #4bacc6">แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management</span></strong></a></p>
<p>Related posts:<ol>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/reflexivity-1/' rel='bookmark' title='ทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมาGeorge Soros : Reflexivity And Market Reversal'>ทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมาGeorge Soros : Reflexivity And Market Reversal</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/rsi-indicator/' rel='bookmark' title='(Video Clip)วิเคราะหุ้นทางเทคนิคด้วย RSI Indicator'>(Video Clip)วิเคราะหุ้นทางเทคนิคด้วย RSI Indicator</a></li>
<li><a href='http://mangmaoclub.com/beautiful-losses/' rel='bookmark' title='Beautiful Losses : ความสวยงามของการ (ตัด) ขาดทุน'>Beautiful Losses : ความสวยงามของการ (ตัด) ขาดทุน</a></li>
</ol></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mangmaoclub.com/secret-of-secret-formula/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>21</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

