expected-value กับการเล่นหุ้นระบบความคิดแบบความน่าจะเป็นและค่าคาดหวัง โดย Mike Shell

เมื่อพูดถึงกระบวนการตัดสินใจของคนเราโดยทั่วไป ถึงแม้ระบบความคิดในรูปแบบนี้ จะเป็นระบบความคิดในรูปแบบที่คนเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยที่จะเคยชินกับมันสักเท่าไหร่นัก  อย่างไรก็ดี มันเป็นสิ่งที่มีช่างความสำคัญไม่ว่าจะทั้งในชีวิตประจำวันและในการเล่นหุ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเราต้องตัดสินใจที่จะจัดการกับสิ่งต่างๆรอบๆตัว ที่ตัวแปรของมันมีความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น ผมจึงขอนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกัน ซึ่งจะมีส่วนช่วยกับเรื่องของจิตวิทยาการลงทุนในการเล่นหุ้นอีกทีหนึ่งครับ

Expected Value หรือค่าคาดหวังคืออะไร?

ค่าคาดหวังคือผลของความน่าจะเป็นกับผลประโยชน์ที่เราจะได้รับเมื่อสิ่งๆนั้นได้เกิดขึ้น โดยเราสามารถที่จะเขียนออกมาเป็นสมการได้ตามด้านล่างดังนี้ และมันคือสิ่งที่จะช่วยให้เราทราบได้ว่า เราควรที่จะตัดสินใจเลือกทำในสิ่งใหนได้อย่างรวดเร็ว

Expected Value = (ความน่าจะเป็น) * (มูลค่าตอบแทน)

{เช่นความน่าจะเป็นที่ 50% โดยมีผลตอบแทนที่ 100 บาท จะได้ EV = (50/100)*100 = 50 บาท}

หากว่าเราสามารถที่จะประเมิณค่าของทั้งสองตัวแปรเหล่านี้ออกมาได้อย่างคร่าวๆแล้วนำมาคูณกัน เราก็จะสามารถเปรียบเทียบทางเลือกต่างๆ เพื่อให้ได้ทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดออกมา หรืออาจเรียกได้ว่ามันช่วยให้เราทาบว่าสิ่งใดเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า (Good Bet) นั่นเอง – พูดอีกอย่างก็คือเมื่อคุณรู้ว่า Expected Value มีมูลค่าเท่าไหร่ คุณก็ไม่ควรที่จะยอมจ่ายมากกว่านั้น เพราะมันไม่มีความคุ้มค่าที่จะเดิมพันลงไปนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่นั้นมักไม่เคยคิดว่าการตัดสินใจของพวกเขามีความเกี่ยวเนื่องกับ “การเดิมพัน” อยู่แม้แต่น้อย (ทั้งๆที่สองตัวแปรนี้ไม่เคยที่จะมีความแน่นอนสักเท่าไหร่) พวกเขามักคิดว่าพวกเขาจะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องอยู่เสมอ … หรืออย่างน้อยที่สุดก็ในอัตราที่สูงมากๆ พวกเขาจึงไม่เคยที่จะตระหนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างหากว่าบางอย่างเกิดผิดพลาดขึ้นมา และนี่ทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขามักจะไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับมันล่วงหน้านั่นเอง

แต่แท้จริงแล้วจากการวิจัยหลายๆรูปแบบ เราพบว่าคนเรามักที่จะเกิดความผิดพลาดกับทั้งในการประเมิณถึงความน่าจะเป็นที่สิ่งต่างๆจะเกิดขึ้น และผิดพลาดในการประเมิณถึงมูลค่าเมื่อสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

Expected Value กับการลงทุน

นี่เองเป็นความลับอย่างหนึ่ง ในกระบวนการตัดสินใจของนักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นชั้นยอดหลายๆคน เนื่องจากการที่ใครสักคนจะสามารถก้าวข้ามเข้าไปในขอบเขตของนักเล่นหุ้นที่ยอดเยี่ยมได้นั้น อย่างหนึ่งที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ พวกเขาจะต้องมีกระบวนการตัดสินใจที่สอดคล้องไปกับกฏของความน่าจะเป็น เพื่อที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก จากกลไกของค่าความคาดหวังที่จะเกิดขึ้นกับพอร์ทโฟลิโอของพวกเขา หรือพูดง่ายๆก็คือ พวกเขาต้องมีระบบหรือแนวทาง (Entry, Exit, Money management) ที่จะทำให้ผลกำไรโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง (Average Win Amount)  มากกว่าผลขาดทุนเฉลี่ยในแต่ละครั้ง (Average Loss Amount) ในระยะยาวออกมาให้ได้

จะเห็นได้ว่า มันไม่ใช่เรื่องที่เกียวกับหลักการเลือกหุ้นหรือหาจังหวะในการเข้าซื้อหุ้นเลย!! แต่มันเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างผลกำไรโดยเฉลี่ยให้มากกว่าการขาดทุนโดยเฉลี่ยต่างหาก ที่จะนำไปสู่ผลกำไรที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว มันคือผลจากขนาดของกำไรโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง ไม่ใช่เรื่องของความแม่นยำ! โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณสามารถที่จะทำความเข้าใจ ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลตอบแทนในระยะยาวเป็นอย่างมากอย่างไรได้แล้วล่ะก็ คุณก็จะเริ่มเข้าใจว่าคุณกำลังเล่นเกมกับตัวของคุณเองในการที่จะสร้างกำไรคาดหวังในระยะยาวขึ้นมา และยิ่งคุณสามารถที่จะมองข้ามผ่านม่านหมอกที่บังตาเข้าไปได้อย่างชัดเจนมากขึ้น คุณก็จะเริ่มมองเห็นวิธีในการสร้างความได้เปรียบของคุณมากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในหลายๆด้าน ทั้งในการดำเนินชีวิตประจำวันและการเล่นหุ้นกันทุกๆคนนะครับ Open-mouthed smile

มองโลกมองตลาดหุ้นแบบ expected value

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • http://twitter.com/Pn3um0n1a Supakarn Tayjasanant

    ใช้กับแนว fundamental ก็ได้นะครับเนี่ย
    แต่ปัญหาคือมักจะมี bias ในตรงส่วน “ความน่าจะเป็น”
     
    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ 
     

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @twitter-247270257:disqus เรื่องพวก MM มันเป็นเหมือนปัจจัยร่วมของทุกสายการลงทุน เพียงแต่ใครจะเรียกอย่างไรเท่านั้นเอง :D

      ส่วน “แต่ปัญหาคือ Bias ในส่วนของความน่าจะเป็น” ตรงนี้ยังไงหรือครับ? งงๆ

  • http://twitter.com/Pn3um0n1a Supakarn Tayjasanant

    ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่านะครับ
    แต่ ตรงส่วนความน่าจะเป็น มันเป็นตัวเลขที่เราต้องใส่เอง
    เมื่อไหร่หน้ามืด หลงมากๆ ก็จะใส่ให้มันเยอะหน่อย

    ผมเข้าใจตรงนี้ถูกไหมครับ

  • http://twitter.com/Pn3um0n1a Supakarn Tayjasanant

    ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่านะครับ
    แต่ ตรงส่วนความน่าจะเป็น มันเป็นตัวเลขที่เราต้องใส่เอง
    เมื่อไหร่หน้ามืด หลงมากๆ ก็จะใส่ให้มันเยอะหน่อย

    ผมเข้าใจตรงนี้ถูกไหมครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @twitter-247270257:disqus อ๋อ เข้าใจแล้วครับ :D
      ตรงส่วนความน่าจะเป็นถ้าเป็นเรื่องสามัญๆก็พอจะคาดได้ตามสถิติทั่วไป แต่ถ้าให้ชัดเจนหน่อยก็ควร Test เก็บสถิติกันสักยก มันจะได้ไม่น่ามืดจนหลงครับ :D ยิ่งถ้าเป็นเรื่องหุ้นนี่ควรทดสอบให้มันรู้กันไปเลยว่า Profile ของกลยุทธ์เราเป็นอย่างไรบ้างในระยะยาว จะช่วยกับเรื่องจิตวิทยาการลงทุนได้เยอะขึ้นมากเลยทีเดียวครับ 

  • tarablue

     ผมมีเรื่องจะรบกวนสอบถามครับ ผมได้ติดตามวิดีโอคลิปและบทความส่วนใหญ่ เพราะเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนผมมาหาวิธีเทรดแบบใหม่ๆแล้วไปเจอวิดีโอ RSI ที่มีคนไปแปะไว้ใน gold2gold ซึ้งพอผมได้ดูก็เลยต่อมาที่นี้เลยก็ต้องขอขอบคุณ คุณ MOD มากๆครับ ทำให้ผมเห็นแนวทางต่างๆ และได้รู้ว่าที่ผมรู้แค่หางอึงจริงๆครับคิดว่ามีแค่เครื่องมือ macd ema ฯลฯ ต้องขอขอบคุณอีกครั้งครับ และมีเรื่องที่จะถามคุณ MOD ครับเกี่ยวกับ canslim 
    1.ต้องรอให้ทุกเงื่อนไขเลยใหมครับ หรือแค่บางอัน 
    2.ถ้าบางอันรบกวนช่วยลำดับความสำคัญในความคิดคุณ MOD ให้หน่อยได้ใหมครับว่าใช้อะไรประกอบกันบ้าง 
    3.หนังสือหาซื้อได้ที่ไหนมั่งครับ หมายถึงร้านหนังสืออะครับ อยากไปยืนอ่านก่อนเพื่อเจอแหล่งความรู้ใหม่ๆถูกใจค่อยซื้อ 55
    4.ถ้าไม่รบกวนคุณ MOD จนเกินไปจะถามว่าในบทความกับคลิปต่างๆในเว็บอันไหนเหมาะกับการเทรดแบบบ้านเรามากที่สุดครับ 

    ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณ MOD มากๆครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @1ae6eb74eaa1c2d753b767b7eeddb80e:disqus ตอบเรื่องถามคุณ MOD ครับเกี่ยวกับ canslim 1.ต้องรอให้ทุกเงื่อนไขเลยใหมครับ หรือแค่บางอัน?ถ้าตามเจ้าตำรับว่าก็ควรเข้าข่ายทุกเงื่อนไขครับ

      2.ถ้าบางอันรบกวนช่วยลำดับความสำคัญในความคิดคุณ MOD ให้หน่อยได้ใหมครับว่าใช้อะไรประกอบกันบ้าง? 
      จริงๆแล้วเท่าที่สังเกตุ เวลามันจะมาพร้อมกันทั้งกราฟและพื้นฐาน แต่ถ้าเรามีข้อจำกัดบางอย่างในการเข้าถึงข้อมูล สำหรับผมแล้ว (ในมุมของเทคนิค) N กับ L และ S ถือเป็น 3 ตัวสุดท้ายที่ไม่ควรตัดทิ้งครับ เพราะ 
      New high = Trigger
      Leading Stock (RS) = Setup
      S = Volume filter
      ส่วนใหญ่เวลาหุ้นอยู่ไกล้ๆหรือ Breakout แนวต้านใหญ่ๆเช่น 120, 260, all time high วิ่งไปดูงบเราจะพบว่ามันมาด้วยกันทั้งนั้น ถ้ามีกึ๋นหรือรู้ข้อมูลเชิงลึกก็ช่วยได้ในเรื่องของ Stock Selection เวลาต้องเลือกตัวใดตัวหนึ่ง แต่ถ้าไม่ก็ปล่อยให้หลักสถิติทำงานของมันไปครับ 

      3.หนังสือหาซื้อได้ที่ไหนมั่งครับ หมายถึงร้านหนังสืออะครับ อยากไปยืนอ่านก่อนเพื่อเจอแหล่งความรู้ใหม่ๆถูกใจค่อยซื้อ 55?
      ผมว่า Kinokuniya สาขาใหญ่ๆในเมืองมีหลายเล่มที่น่าสนใจ ถ้าอยากเปิดโลกเพิ่มก็ซื้อจาก amazon ครับ ถ้าคิดว่าชอบอ่านหนังสือแล้วพกบ่อยๆ ระยะยาวซื้อ Kindle ไปเลยก็ถูกดีครับ

      4.ถ้าไม่รบกวนคุณ MOD จนเกินไปจะถามว่าในบทความกับคลิปต่างๆในเว็บอันไหนเหมาะกับการเทรดแบบบ้านเรามากที่สุดครับ?
      ก่อนอื่นผมว่าต้องถามตัวเองก่อนว่า แนวทางไหนเหมาะกับตัวเรามากกว่าเสียก่อน แล้วค่อยไปว่ากันที่ตลาด เพราะทุกแนวทางมีช่วงเวลาของมันเอง มีจุดเด่นด้อยต่างกันไป ถามว่าแนวไหนดีที่สุดกับบ้านเราตอบยากครับ อีก 5 ปี 10 ปีก็อาจจะไม่ใช่แล้ว มันเป็นวัฐจักรเหมือนแฟชั่น หมุนวนไปเรื่อยๆครับ หาทางของตัวเองให้เจอจะยั่งยืนกว่าครับ :D

      ปล. อย่าลืมสิ่งที่สำคัญกว่าไปนั่นคือ Exit, Money Management และจิตวิทยาการลงทุน (วินัย) ด้วยนะครับ อยากจะบอกว่าจริงๆแล้วระบบที่ดูง่ายๆ ก็สามารถทำกำไรในระยะยาวได้สบายๆ แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ “ระบบเวิรค์แต่คนใช้ไม่เวิรค์” ครับ :D

  • tarablue

     ขอบคุณ คุณ MOD มากครับ จะลองดูครับ  

  • http://twitter.com/Sanyanupab แสนยานุภาพ

    ขอบคุณมากๆ เลยครับ ได้ความรู้มากๆ

  • เอ

     ขอบคุณครับ เยี่ยมตามเคย

  • อ๊อฟ

     บทความเยี่ยมมากทุกๆ บทความเลยครับ
    เป็นกำลังใจให้คุณมด ทำต่อไปเรื่อยๆ ครับ

    มีคำถามเกี่ยวกับค่า Expectancy ของระบบว่า
    – ตามมาตรฐานแล้ว ระบบที่ดีควรให้ค่านี้อยู่ที่เท่าไร
    – แล้วคุณมด คิดว่า ค่านี้ควรอยู่ที่เ่ท่าไรครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

       มีคำถามเกี่ยวกับค่า Expectancy ของระบบว่า
      – ตามมาตรฐานแล้ว ระบบที่ดีควรให้ค่านี้อยู่ที่เท่าไร?
      – แล้วคุณมด คิดว่า ค่านี้ควรอยู่ที่เ่ท่าไรครับ?ถ้าถามว่าเท่าไหร่คงตอบยาก เพราะมันยังมีตัวแปรอื่นให้พิจารณาอีกครับ เช่นอาจเป็นความถี่ของการเดิมพันก็ได้ เพราะถึงแม้เราจะมี Expectancy ที่ 1 แต่ทั้งปีเกิดขึ้นแค่ 10 ครั้ง กับอีกระบบให้ Expectancy ที่ 0.5 แต่เกิดขึ้น 30 ครั้งต่อปี อย่างนี้ตัวที่สองก็จะดีกว่าครับ มันมีหลายอย่างให้พิจารณาอีกครับ :)

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @0094549ca9f4989a86e1fdec594fa54e:disqus มีคำถามเกี่ยวกับค่า Expectancy ของระบบว่า
      – ตามมาตรฐานแล้ว ระบบที่ดีควรให้ค่านี้อยู่ที่เท่าไร?
      – แล้วคุณมด คิดว่า ค่านี้ควรอยู่ที่เท่าไรครับ?ถ้าถามว่าเท่าไหร่คงตอบยาก เพราะมันยังมีตัวแปรอื่นให้พิจารณาอีกครับ เช่นอาจเป็นความถี่ของการเดิมพันก็ได้ เพราะถึงแม้เราจะมี Expectancy ที่ 1 แต่ทั้งปีเกิดขึ้นแค่ 10 ครั้ง กับอีกระบบให้ Expectancy ที่ 0.5 แต่เกิดขึ้น 30 ครั้งต่อปี อย่างนี้ตัวที่สองก็จะดีกว่าครับ มันมีหลายอย่างให้พิจารณาอีกครับ :) 

  • kang

    ผมว่าเรื่องความน่าจะเป็นนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้จริงๆ
    อย่างเวลาที่เราเจอเรื่องไม่ดีหรือเซ็งกับอะไรบางอย่าง พอเรามองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น “ความน่าจะเป็นอย่างหนึ่ง”
    เดียวมันก็ผ่านไป เราเองจะสบายใจขึ้น แต่ในทางกลับกันเวลาที่เรามีความสุขมากๆ ก็อย่างไปยึดถือกับมันมากเกินไป
    ให้เตรียมพร้อมว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่ความสุขจะหายไป พอคิดแบบนี้ทำให้ผมมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจที่สบายขึ้น

    มีอีกแนวคิดหนึ่งที่ผมคิดว่าใช้กับหุ้นได้แล้วยังนำมาใช้ในชีวิตได้คือแนวของ Ed Seykota เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง
    ที่มีเรื่อง luck, payoff และ risk ซึ่งผมว่าการใช้ชีวิตก็เหมือนกัน คือบางครั้งเราไม่สามารถควบคุม luck หรือ payoff ได้ 
    หรือบางครั้งเราคิดว่าทำไมเราโชคไม่ดี ทำไมเราทุ่มเททำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วได้ผลตอบแทนไม่คุ้มหรือน่าจะได้มากกว่านี้
    ซึ่งสิ่งเหล่านี้บางครั้งมันอยู่เหนือการควบคุมของเรา ถ้ามองอีกมุมมันก็เป็น “ความน่าจะเป็น่าจะเป็นได้เช่นกัน”  
    แต่สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ risk ซึ่งในความคิดของผมคือ การควบคุมจิตใจของตนเอง ควบคุมการกระทำของตนเอง
    ไม่ว่า luck หรือ payoff จะเป็นยังไง ถ้าเราคุมตนเองได้ คุมจิตใจตัวเองได้ เรื่องภายนอกที่เกิดขึ้นจะดูเล็กไปเลย …

    แต่การควบคุมจิตใจนี่สิ พูดง่าย แต่ทำไม่ง่ายเลยว่ามั๊ยครับ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @6fcb07c7bf2f88e003abdc15761db309:disqus ขอบคุณที่ช่วยแชร์มุมมองนะครับ :D
      เรื่องจิตใจนี่ผมว่ามันยากพอสมควรในตอนเริ่มต้น มันยากตรงที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองหรือความเชื่อของเรา แต่พอข้ามผ่านจุดหนึ่งไปได้ มันจะกลายเป็นธรรมชาติขึ้นเยอะเลย ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจุดหรือเขตแดนตรงนี้ของแต่ละคนจะมากน้อยเท่าไหร่ ตัวเราเองคงต้องเป็นคนที่สามารถตอบคำถามตรงนี้ได้ชัดที่สุดครับ 

      มุมมองเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน ชีวิตก็เปลี่ยน แบบที่ใครๆเขาว่ากันอย่างนั้นล่ะมั้งครับ 55 :D

  • Tsunami2p

    เยี่ยมครับคุณ mod
    กด Likeๆๆๆๆๆๆ

  • Tsunami2p

    เยี่ยมครับคุณ mod
    กด Likeๆๆๆๆๆๆ

  • Rittichai Bun

     พี่มดครับ พอดีผมอยากถามนิดนึงครับ ว่าโดยปกติแล้วระบบๆหนึ่งมันจะมีสัญญาณซื้อ-ขาย กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งตลอดเวลา แต่ที่นี้มันมีปัญหาอยู่อย่างนึงที่เป็นปัญหาของผมมานานและ นั่นก็คือระยะเวลา ถือครองหุ้นตัวหนึ่งๆ ปกติแล้วผมมักจะชอบเข้าไปทำการซื้อหุ้น ที่อยู่ในช่วงที่สร้างฐานมาเป็นเวลาที่ค่อนข้างนานมากๆ เช่น 3-6เดือน เท่าที่ผมทดสอบมา ส่วนมากถ้าเราทำได้ถูกต้องจริงๆ หุ้นพวกนี้จะสามารถสร้างผมตอบแทนที่ดีและคุ้มค่าต่อเวลาที่รอคอยได้ แต่มันก็มีบางจำพวกที่นานแล้วนานเล่าก็ไม่ไปไหนซักที และก็ไม่หลุดกรอบที่ต้องให้ CUT LOSS ด้วย พี่พอจะมีแนวทางอะไรบ้างหรือไม่ครับ ในการจะผ่านพ้นช่วงเวลาถือครอง ขอบคุณครับ 

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @google-caeaa74e7aa8d09e9ecb019c6d09373f:disqus  เนี่ยแหละมั้งครับ ที่เขาว่าสิ่งที่ยากจริงๆจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ซื้อหุ้นไปแล้ว 55
      เท่าที่ฟังจากที่เล่ามา ระบบการเข้าซื้อของคุณ Bun เป็นแบบ Pre-Act คือเก็งไปก่อนเลย ผลตอบแทนเมื่อเวลาตลาดไปจึงมากกว่าพวก Re-act แต่ข้อเสียคือเราไม่สามารถจะรู้ได้แน่ๆว่าเมื่อไหร่มันจะไป หรือมันจะไปจริงๆหรือไม่ 

      ปัญหานี้ถ้าให้ผมลองมองถึงการแก้ไข อาจใช้ Time Stop ร่วมดูก็น่าจะเป็นไปได้นครับ คือตั้งไว้ว่าถ้า N วันแล้วยังไม่วิ่งหลุดกรอบหรือทำกำไรให้ ก็ขายทิ้งซะ (แต่คงต้องลองกลับไป Check และ Test ดูว่าจำนวน N วันตรงไหนที่เหมาะสมกับระบบการเข้าซื้อของเรา)

      อีกหนทางคือการ Diversify แต่ไม่กระจายเว่อร์เกิน เพราะการกระจายอย่างพอดีจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้ เนื่องจากมันทำให้เมื่อมองในแง่ของจำนวนการเทรดนั้นมากขึ้น ระบบก็เสมือนดำเนินไปเร็วขึ้น แต่อาจแลกมาด้วยกำไรที่ลดลงต่อรอบ (แต่ก็ทำให้ Drawdown ลดเช่นกัน)

      หนทางสุดท้ายคืออาจโลภให้น้อยหน่อยก็ได้ครับ (เข้าใจดีว่ากำไรใครก็อยากได้เยอะๆ อิอิ) เพราะถ้าคุณ Bun บอกว่าเข้าช่วงสร้างฐาน ดังนั้นถ้ามันเป็นฐานจริง มันก็ควรจะเกิดการ Consolidation และ Range ตรงนั้นก็ไม่ควรเกิน 20%-30% ของราคาหุ้นอยู่้แล้ว หากซื้อแพงกว่าหน่อยนึงแลกกับการไปเอาก้อนใหญ่ที่ไม่ต้องรอ ผมเองว่าก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งได้ เพราะโดยส่วนตัวผมเคย Back Test ระบบ Consolidation Breakout ง่ายๆก็ให้ผลที่ดีมากเลยนะครับ เพียงแต่โอกาสอาจเกิดขึ้นไม่บ่อยเท่าระบบอื่นนักๆ 

      ตอนนี้นึกออกเท่านี้ ใครมีไอเดียก็ช่วยแชร์กันได้นะครับผม :D

  • ning

     ชอบบทความนี้มากๆคะ  ความน่าจะเป็น  มันก็บอกตายตัวอยู่แล้วว่ามันไม่แน่นอน เกิดขึ้นก็ได้หรืออาจพิล็อคก็ได้ เราใช้การทดสอบหลายๆครั้งเข้าช่วย  แต่เรามีจุดประสงค์หลักที่แน่นอนในการทำกำไร(ถ้าไม่โลภเกินไปหรือไม่เอากิเลสมาปนด้วย) คุณทำเงินได้สบายๆ แต่ต้องใช้เวลานะอย่าทำทีเดียวกะรวยเลย นั่นนะตัวอันตราย คุณเคยนั่งดูราคาหุ้นไหม มันบอกอะไรคุณเยอะมากๆว่าคุณจะได้หรือเสีย แต่ใจต้องนิ่ง ตลาดบอกเราทุกวัน  แต่ตัวคนเราเองนี้แหละชอบหลอกตัวเอง เมื่อต้องเสียก็ยอมเสียเพื่อรักษาชีวิตไว้ (cut loss) แต่เวลาได้ต้องรู้ว่าเมื่อไรต้องหยุด(exit) อย่าต่อรองกับตลาดๆไม่รับรู้กับเราหรอก สิ่งที่สำคัญมากๆที่จะทำให้เราอยู่ได้นานๆอีกอย่าง ต้องรู้จักควบคุมความเสี่ยงดีๆ ก็เงินในพอร์ทเรานี่แหละ (MM)  

    หลักการนี้ดูเหมือนง่ายๆ แต่ถ้าใครลงมือทำจะรู้ว่ายากมากๆ แต่สิ่งที่เราจะได้คุ้มเกินคุ้ม จงตั้งมั่นที่จะทำมัน ค่อยๆทำไปจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เชื่อว่าคนเราทำได้ถ้าจะทำจริงๆ วัดกันได้ที่ความตั้งใจของเรานี่เอง มีวินัยดี เวลาคิด ทำอะไร ผลลัพธ์ก็ย่อมดีตามการกระทำ ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็เดาได้ว่าผลจะเป็นยังไงนะคะ คุณอาจจะได้มากกว่าตัวเงิน เพราะคุณจะได้คุณภาพชีวิตที่ดีต่อการดำรงชีวิตด้วย 

    อย่ายึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใดๆมากเกินไป มันคือความหลง  หลักการมันก็ยังต้องปรับตัวมันตามกาลเวลา คนเราก็เหมือนกันนะ ความรู้ไม่มีสิ้นสุดหรือสุดยอดแค่นี้ ยังมีความรู้ใหม่ๆ เกิดได้ทุกวัน แต่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองให้สูงสุด

    ราตรีสวัสดิ์คะพี่น้องชาวแมงเม่าคลับ อิอิ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @1f778ca9035773289dc0a76c49f136d6:disqus มุมมองเริ่มเปลี่ยนเป็น Professional Trader ขึ้นเรื่อยๆ comment นี้ชัดเจนและตรงประเด็นมาก คงไม่ต้องเสริมอะไร แค่บอกว่าชอบเช่นกันครับผม :D 

  • Neogt86

     ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ 

    คนเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับความน่าจะเป็นแทบจะทุกนาที แต่มีน้อยคนที่จะคิดถึงสิ่งนี้เวลาจะตัดสินใจทำอะไร…

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ผมสังเกตุว่าจริงๆระบบความคิดแบบนี้ บางคนอาจเป็นโดยไม่รู้ตัวก็ได้ (ถ้าเวลาเราคิดอะไรจะมี if – then – else เสมอ) แต่ก็ยังมีคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้คิดถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่นเวลาที่คนเราพูดว่า ไม่เป็นไรหรอก, ไม่เกิดขึ้นหรอก, ไม่มีทาง และอีกมากมายซึ่งเราจะสังเกตุได้จากข่าวที่ไปสัมภาษณ์คนต่างๆอยู่เสมอ :D