หุ้น joe Ross ความไม่รู้จักพึงพอใจในระบบการลงทุนของคุณ

เริ่มต้นสัปดาห์นี้กับบทความดีๆจาก Joe Ross นักเก็งกำไร Future ชั้นเยี่ยมคนหนึ่งครับ โดยผมได้นำบทความนี้มาลงต่อเพราะคิดว่าน่าจะมีความต่อเนื่องจากเรื่องของภาวะอาการ “จิตหลุด” ในการเล่นหุ้นที่เคยได้นำมาลงไปแล้วดีทีเดียว จะเป็นอย่างไรนั้น เชิญเข้ามาอ่านกันได้เลยครับ

จิตวิทยาการลงทุน วิธีการเล่นหุ้น สอนเล่นหุ้น

เมื่อคุณเริ่ม “ไม่พึงพอใจ” ในระบบการลงทุนของคุณบ่อยขึ้น… โดย Joe Ross

สถานการณ์ต่อเป็นนี้นั้น มักที่จะเกิดขึ้นกับนักเล่นหุ้นหลายๆคนเป็นประจำ เราลองมาดูกันว่ามันเป็นอย่างไร และมันเคยได้เกิดขึ้นกับคุณบ้างหรือไม่ครับ

คุณได้ตัดสินใจที่จะทำตามแผนการและระบบการเล่นหุ้นของคุณให้ได้เป็นอย่างดี แต่การที่คุณได้ทำตามระบบของคุณนั้น กลับทำให้ในคราวนี้ ผลการซื้อ-ขายของคุณไม่ดีเท่าไหร่นัก ในทางกลับกัน คุณรู้สึกว่าการที่คุณทำตามระบบของคุณนั้น กลับทำให้คุณพลาดโอกาสทำกำไรที่ดีเหลือเกินในหุ้นอีกตัวหนึ่ง

คุณรุ้สึกว่าคราวนี้คุณขาดทุน ในขณะเดียวกันนั้นคุณกลับพลาดโอกาสทำกำไรไปอย่างมากเช่นกันในหุ้นอีกตัวหนึ่ง คุณเริ่มที่จะรู้สึก “ไม่พอใจ” กับระบบการลงทุนของคุณ คุณจึงเริ่มที่จะคิดว่า มันต้องมีวิธีการที่ดีกว่านี้ที่จะทำให้คุณไม่ต้องพลาดหุ้นตัวนั้นไป คุณพูดกับตัวของคุณว่า “ใช่แน่ๆ มันต้องใช่แน่ๆ ฉันต้องเปลี่ยนวิธีการเล่นซะแล้ว” ดังนั้นต่อมา คุณจึงได้สร้างกฎใหม่ๆขึ้นมา หรือเปลี่ยนแปลงระบบการลงทุนของคุณ เพื่อที่จะทำให้คุณสามารถที่จะกรองหุ้นตัวที่คุณได้พลาดไป และหลีกเลี่ยงหุ้นตัวที่คุณพึ่งจะขาดทุนไปกับมันไปนั่นเอง

…คุณเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดเช่นนี้บ้างไหมครับ?

นี่ถืออีกสถานการณ์หนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณกำลังถือหุ้นอยู่ และระบบของคุณได้บอกกับคุณให้ขายออกไป โดยที่นั่นทำให้คุณได้กำไรแค่เพียงนิดเดียวหรืออาจไม่ได้กำไรเลย หลังจากนั้นไม่นานจากที่คุณได้ขายมันออกไป ราคาของหุ้นตัวนั้นก็วิ่งขึ้นไปอีกครั้ง และหากคุณไม่ได้ขายมันออกไป คุณจะทำกำไรได้อย่างมากมายเลยทีเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมันช่างโง่เง่านัก คุณนึกกับตัวเองว่ามันต้องมีบางอย่างผิดพลาดไปกับระบบการลงทุนของคุณ

กฎของคุณ หรือระบบการลงทุนของคุณต้องมีอะไรผิดพลาดไปแน่ๆ ดังนั้นคุณจึงทำการเปลี่ยนแปลงระบบของคุณ หรือไม่ก็สร้างมันขึ้นมาใหม่เพื่อที่ว่า ในคราวหน้ามันจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก คุณจะได้ไม่ต้องเสียโอกาสทำกำไรไปนั่นเอง

คุณจึงตัดสินใจที่จะทิ้งระบบการลงทุนที่คุณได้สร้างมันมาอย่างยากลำบากและทำกำไรให้คุณมาได้อย่างดีไป คุณตัดสินใจที่จะทิ้งสิ่งที่คุณได้ศึกษาและเรียนรู้มาอย่างยาวนานไป คุณได้ทิ้งภูมิปัญญาที่ได้เคยทำให้คุณได้กำไรมาอย่างสม่ำเสมอไปเพียงเพราะผลการเทรดในครั้งที่ผ่านมา

หากว่าคุณเคยมีความคิดเช่นนี้ หรือแม้กระทั่งเคยได้ทำสิ่งเหล่านี้ไป นั่นกำลังเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าบางที คุณอาจกำลังมี “ความโลภ” เกินไปก็เป็นได้ ทำไมน่ะหรือ? เพราะความโลภทำให้คุณไม่รู้จักคำว่าพอไงล่ะ แต่จริงๆแล้วคุณนั้นไม่มีวันที่จะสนองต่อความโลภของคุณจนมันพอได้หรอก มันมักที่จะต้องการ และต้องการมากว่าเดิม

จำไว้ให้ดีว่า มันไม่ใช่ทีของคุณไปเสียทุกครั้งหรอก ไม่มีทางที่คุณจะซื้อ-ขายได้กำไรตลอดเวลา คุณต้องรู้จักพอใจในผลกำไรจากการซื้อขายครั้งที่ถูกต้องจากระบบของคุณ บางครั้งเท่านั้นแหละที่มันจะทำกำไรให้คุณได้อย่างมากมาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการซื้อ-ขายหุ้นส่วนใหญ่ก็มักจะทำให้คุณขาดทุนหรือเสมอตัวเล็กน้อยเท่านั้น มันแทบจะไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้หรอก

และจงจำไว้ให้ดีว่า ทุกๆครั้งที่คุณเล่นถูกทางนั้น ไม่ได้หมายความว่ามันจะกลายเป็นกำไรก้อนใหญ่สำหรับคุณเสมอไป ในการที่คุณได้ซื้อ-ขายหุ้นไปตามระบบการลงทุนของคุณนั้น คุณไม่มีทางรู้ว่าผลของการซื้อ-ขายแต่ละครั้งมันจะออกมาเป็นอย่างไรหรอก และนี่คือความจริงของการเก็งกำไรทุกๆอย่าง หากคุณไม่เชื่อก็ลองดู แต่คุณไม่มีวันที่จะหยั่งรู้อนาคตได้ทุกๆครั้งๆอย่างแน่นอน

เมื่อไหร่ที่เราพลาดการทำกำไรก้อนโตไป และพยายามที่จะหารูปแบบกราฟแพทเทิรน์ หรือรูปแบบของอินดิเคเตอร์ต่างๆ เพื่อที่ว่าในครั้งต่อไปเราจะได้ไม่ต้องพลาดมันไปอีกเลยนั้น นั่นแปลว่าคุณกำลังที่จะย่างเท้าเข้าไปในถนนของความเพ้อฝัน ในการที่จะพยายามหาเวทย์มนต์บางอย่างซึ่งไม่มีอยู่จริงในการเล่นหุ้นหรือเก็งกำไรแล้วล่ะ

นี่ช่างเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินที่คุณจะทำมันลงไป นักเล่นหุ้นชั้นเซียนนั้นรู้ดีว่าพวกเขามีโอกาสที่จะต้องเจอกับกำไรก้อนเล็กๆและกำไรก้อนใหญ่ๆคละเคล้ากันไปเป็นธรรมดา และแน่นอนว่า พวกเขาจะต้องเจอกับการขาดทุนด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งโดยปกติแล้วทุกๆคนก็ย่อมจะพยายามที่จะทำให้การขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้นเจ็บตัวน้อยที่สุด แต่มันย่อมต้องมีบางครั้งที่มันอาจที่จะขาดทุนก้อนใหญ่กว่าที่คิดเอาไว้มากก็ได้

หากว่าความโชคร้ายของคุณในบางครั้งทำให้คุณรู้สึก “ไม่พอใจ” เป็นอย่างมากล่ะก็ คุณคงต้องลองทบทวนทัศนคติและความคิดของคุณในการเล่นหุ้นเสียใหม่แล้วล่ะ แผนการเล่นในใจของคุณนั้น ควรที่จะต้องเผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังและการขาดทุนเสียบ้าง

คุณต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อในสิ่งที่คุณทำ และสามารถที่จะเล่นหุ้นจากความเชื่อที่ว่า การทำตามระบบของคุณนั้นจะทำให้คุณกลับมามีกำไรในที่สุด และเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มรู้สึก “ไม่พอใจ” และพยายามเปลี่ยนแปลงระบบของคุณบ่อยๆล่ะก็ นั่นหมายถึงว่าคุณกำลังที่จะวางตนเองไปสู่ความล้มเหลวเสียแล้ว และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับนักเล่นหุ้นก็อาจจะเกิดขึ้นกับคุณ นั่นก็คือ คุณจะเริ่มสูญเสียความกล้าและเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณทำ ซึ่งหากว่าคุณไม่มีมันเหลืออยู่ล่ะก็ คุณจะไม่สามารถเล่นหุ้นได้อย่างมั่นใจอีกเลย

นี่คือเหตุผลว่าทำไม จึงมีการที่จะพยายามส่งเสริมให้คุณเขียนบันทึกเหตุผลเบื้องหลังการซื้อ-ขายทุกๆครั้งของคุณเอาไว้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการกลับมาเขียนหลังจากที่คุณได้ซื้อ-ขายเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม เพราะคุณต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาการตระหนักถึงเหตุผลในการซื้อ-ขายของคุณนั่นเอง คุณต้องเขียนบันทึกแผนการเล่นหุ้นในทุกๆครั้งของคุณออกมา หรือหากว่าคุณนั้นไม่ทันได้เขียนแผนการเทรดหุ้นของคุณก่อนที่คุณจะซื้อมันเข้ามาล่ะก็ คุณก็ควรที่จะย้อนกลับมาเขียนบันทึกเหตุผลของคุณลงไปเช่นกัน นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณสามารถกลับมาย้อนดูและวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้ผลการเล่นหุ้นของคุณดีขึ้นหรือแย่ลงมาได้นั่นเอง

จิตวิทยาการลงทุน วิธีการเล่นหุ้น สอนเล่นหุ้น

วันนี้จบแล้วครับ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับหลายๆคนเช่นเดิม แล้วแวะมาเยี่ยม แมงเม่าคลับ.คอม กันอีกนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ

  • kindly

    สำหรับผม

    ระบบ นิ่งแ้ล้ว
    MM นิ่งแล้ว
    แต่จิตใจ…ยังไม่นิ่งสักที

    ใครมีคำแนะนำดีๆก็ยินดีน้อมรับฟังครับ

  • Mod

    เรื่องปัญหาทางด้านจิตใจนี่ผมว่าตอบโดยรวมค่อนข้างยากนะครับความเห็นผม

    มันมักจะเป็นปัญหาส่วนตัวของแต่ละบุคคลลงไปว่ามีปมอะไรในใจ หรือทัศนคติการมองสิ่งต่างๆอย่างไรด้วย

    ไม่ทราบจะแนะนำโดยรวมๆอย่างไรดี จริงๆอย่าเรียกว่าแนะนำเลยดีกว่า แต่สำหรับวิธีการส่วนตัวผมแล้วในเรื่องที่มันขัดกับความรู้สึกต่างๆ ผมมักนำเอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นออกมาวิเคราะห์และยอมรับถึงความคิดและปมในของเราว่าเป็นอย่างไร แล้วหาทางมองมันจากมุมมองใหม่ที่ไม่ทำให้เจ็บปวดหรือมองให้เกิดเป็น Positive ขึ้นมาแทนครับ มองในมุมมองที่ทำให้จิตใจของเรายังเป็นปกติอยู่ได้ เปลี่ยนภาพและทัศคติต่อการรับรู้มันใหม่ คิดพิจารณาตัวเองและถามตัวเองบ่อยๆในภาพใหม่ๆเพื่อ Save ทับภาพเดิมๆที่ไม่เป็นประโยชน์ออกไป :)

    แต่บางครั้งสิ่งต่างๆก็อาจเป็นเรื่องยาก จนกว่าเราจะได้เหยียบย่ำและซาบซึ้งด้วยตัวเราเองเช่นกัน

    ใครมีวิธีดีๆอีกบ้างไหมครับช่วยเล่าให้ฟังกันหน่อยครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

  • hongvalue

    ขอถามหน่อยครับ เจ้าของบล็อกไม่แปรบทความหรือคำให้สัมภาษของ
    เอ็ดดี้ เล็มเพริด มาให้อ่านกันบ้างเหรอครับทราบมาว่าเป็นคที่เก่งมากๆอีกคนนึงครับ

    ผมเองเพิ่งซื้อหนังสือ super trader ของ van k.trap มาอ่านเหมือนกันครับ
    ขอเวลาอีกซักพักจะมาตั้งแคมป์คุยด้วยนะครับ

    ชอบแนวคิดของคุณแมงเม่าคลับมากกำลังตามอ่านบทความกับหนังสือที่แนะนำอยู่
    อ่านๆดูแล้วคล้ายกับสไตล์คุณ mudley group เหมือนกันนะครับ
    ผมเองก็มีเขียนบล็อกเหมือนกันนะครับถ้าว่างก็ไปเยี่ยมชมได้

    http://hongvalue.wordpress.com/

  • Mod

    สวัสดีครับคุณ Hongvalue

    Eddie Lampert ถ้ามีโอกาศเดี๋ยวผมจะแปลมาแบ่งเพื่อนๆให้อ่านกัน ขอบคุณมากนะครับที่แนะนำ :)

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบหนังสือของ Van K. Tharp เช่นกัน อ่านแล้วรู้สึกว่าแกมีความคิดเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระบบระเบียบดี แถมข้อมูลก็เยอะด้วยครับ

    แวะไปเยี่ยมบล็อกคุณ Hongvalue มาแล้วนะครับ ท่าทางเพื่อนจะเยอะใน Thaivi ทีเดียวเลยนะครับ คนตอบกันตรึม อิอิ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ

  • ลุงโก๋

    “ก็เพราะระบบมันบอกให้ทำหนะสิ…”
    ถ้าผมเทรดด้วยเหตุผลอื่น สำหรับผมจะแปลว่า เราแพ้แล้ว
    ไม่เกี่ยวว่าหลังจากนั้นเราจะได้กำไรหรือไม่
    ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรอีก

    ผมมักจะถือว่าการทำตามระบบต้องเป็นเหมือนชีวิตประจำวัน ตื่นนอน
    แปรงฟัน ล้างหน้า ไม่มีช่วงไหนที่ลังเลสับสน ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา แล้วจิตใจจะเบาสบาย มุมมองผม เทรดเดอร์ที่ดีไม่ได้หมายความ
    ว่าต้องฉลาด คิดเร็ว มีความมุมานะสูง แต่กลับเป็นคนที่ สงบเสงี่ยม
    มองโลกให้ง่าย อยู่อย่างสบายๆ

    แนวโน้มคนส่วนใหญ่นั้นมักจะทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
    และทำเรื่องยากให้ยากเข้าไปอีก
    ด้วยเหตุนี้เทรดเดอร์ที่ดีจึงมีน้อยเพราะเค้าต้อง
    เอาชนะจิตใจตัวเอง “พยายามที่จะไม่พยายาม” จึงถือเป็นเคล็ดสำคัญ

    การเทรดหุ้นเป็นเกมของจิตใจ คนที่นิ่งกว่าจะชนะในเกมทุนนิยมตะลุมบอนนี้ ตลาดทำหน้าที่เป็นแค่เครื่องทดสอบ ที่จะสะท้อนให้เราเห็นตัวเอง ชี้ข้อบกพร่อง เพื่อขัดเกลาตัวเองต่อไป

    ขอบคุณ คุณMod ที่มอบสาระความรู้ดีๆ รู้สึกดีใจที่มีคนนำความรู้ดีๆแบบนี้มานำเสนอและหวังว่า
    จะทำต่อไปเรื่อยๆ …ไม่มีการให้ใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการให้ปัญญา…
    สุดท้ายนี้ใครมีมุมมองอย่างไรก็ขอเชิญมาแลกเปลี่ยนกัน แต่ถ้าคนไหนอ่านแล้วไม่เห็นด้วยหรือถ้าถึงขั้นอคติ ก็ขออภัยอย่างยิ่ง ให้ถือซะว่าคนแก่แวะมาบ่นก็แล้วกันนะจ๊ะ…

  • http://plamuek76.blogspot.com/ plamuek76

    “พยายามที่จะไม่พยายาม”

    คมมากครับลุงโก๋ ^^

  • magic

    ขอบคุณมากค่ะ คุณมด

    วันนี้มีบล็อกใหม่ ของคุณ hongvalue ให้อ่านเพิ่มด้วย

    การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย :)

    เป็นวิถีทางที่ดีที่สุด ใช้ได้กับทุกเรื่องราวจิง ๆ ค่า…ลุงโก๋

  • hongvalue

    ชวนเจ้าของบล็อกคุยต่อแล้วกันนะครับ

    ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่พลาดในตลาดหุ้นมักเป็นโรคชอบคิดไปเองนะครับ
    สมมุติว่าคนๆนึงบอกว่า snc เป็นหุ้นที่ดี ตอน 18 บาทแล้วก็เข้าไปซื้อ
    พอคนอื่นขายลงมาเขาก็บอกว่า โง่รึเปล่าว่ะ ราคาที่ควรจะเป็นอยู่ที่
    30 บาทนะเว้ย แล้วพอ snc ลงจาก 18 เหลือ 15 เขาก็ยังบ่นต่อไปอีกว่า
    โง่จริงๆขายกันทำไม แล้วหุ้นก็ลงๆๆๆ จนเหลือ 3 บาทกว่า จนเขารู้ตัวแล้วว่า

    mr.market นั้นดูถูกไม่ได้
    ลิเวอร์มอ บอกว่า ความคิดใดๆจะยังไม่มีค่าถ้านายตลาดไม่เห็นด้วยกับคุณ
    ผมถามว่า fair value ของคุณ มีใครมารับรู้กับคุณล่ะครับ
    คุณคิดของคุณคนเดียวนะ ตราบเท่าที่ยังไม่เบรกหรืออะไรก็แล้วแต่
    มุมมองว่า snc มีค่า ยังต้องระวังเพราะมันเป็นแค่มุมมองของคุณซึ่งไม่ถูกเห็นด้วยจากใคร
    และมันก็ไม่มีค่าอะไรเลย เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องกลืนเลือดมาขายขาดทุนอย่างหนัก
    นี้เป็นโทษของการชอบคิดไปเอง

    ผมมาชวนคุยครับ มีความเห็นยังไงก็ตอบกลับมาได้ครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ขอบคุณ ลุงโก๋ครับ comment ดีจิงๆ :)

  • hongvalue

    ผมมีความเห็นว่า

    คนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานจะไม่มั่นใจอะไรมากๆ เพราะรู้ว่าโลกของทุนนิยมมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่คนที่อยู่ในตลาดหุ้นไม่นานจะมั่นใจอะไรมากๆ เพราะเขายังไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเขาเป็นเพียงผู้เล่นที่ไม่มีน้ำหนักอะไรเลยในตลาดหุ้น

    น่าแปลกที่ผมเคยเจอกับเซียนหุ้นระดับพันล้าน โดยที่ผมไปฟังที่โบรกกิมเอง มีเสี่ยสองคน
    เสี่ย x บอกว่าคุณต้องทำการบ้านหนักคุณต้องสู้ตาย

    เขาบอกว่าเมื่อก่อนเขาเคยขอเป็นคนขับรถเสี่ย two เพราะตอนนั้นเสี่ย two ดังมาก
    เสี่ย two ตอบเขาว่า กูมีแล้ว(คนขับรถ)และเขาพยายามเข้าหาคนเก่งตลอดเวลา
    และเขาก็พูดว่า เทคนิคคอล เป็นอาวุธประจำกายของทุกคน
    ผมเคยถามเขาว่าอา xx ครับ อาดูกราฟอานับคลื่นไม่ครับ (ผมอายุ 23 ตอนนั้นตอนนี้ 24 เลยเรียกเสี่ยคนนี้ว่าอา)เขาตอบผมว่าเขาดูไม่เป็น เขาชอบ macd และเขาคิดว่าทุกคนไม่ต้องดูเหมือนกันให้คุณดูไม่กี่ตัวก็พอแต่คุณต้องเข้าใจและใช้มันได้ผล

    ว่างๆผมจะมาเล่าต่อนะครับ

  • hongvalue

    ขอถาม คุณแมงเม่าคลับเล็กน้อยนะครับ
    1.ฝีมือไม่ใช่แมงเม่าทำไมใช่ชื่อว่าแมงเม่าล่ะครับ
    2.คิดว่าถ้าเรามีระบบเทรด ระบบนึงที่ใช้ได้ผล อย่างเช่นเราใช้เส้น ema 30 day (สมมุติ)
    เราไม่ควรบอกให้ใครรู้รึเปล่าครับว่าเราใช้ระบบไหนด้วยการเซทกราฟอย่างไรเพราะจะทำให้คนใช้เหมือนกับเราเยอะๆแล้วทำให้ เวลาหุ้นลงมาเส้นนี้คนก็แย่งกันตั้งบิดทำให้เราไม่ได้ของ เวลาหลุดคนก็แย่งกันขายทำให้ราคาเสีย หรือว่า ความเป็นจริงต่อให้คนรู้ระบบเขาก็ไม่มีวันัยหรอก ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรครับ
    3.น่าแปลกที่ใครๆก็รู้ว่า บัฟเฟตลงทุนอย่างไร แต่ทำไมดูเหมือนกับว่าไม่ค่อยมีคนรวยด้วยวิธีแบบบัฟเฟตเท่าไหร่ (ไม่แน่ใจ) เป็นเพราะว่าการลงทุนแบบบัฟเฟต ต้องใช้ความอดทนสูงมากในการรอให้หุ้น discount แล้วค่อยซื้อแล้วก็ถือยาวมากๆ (เป็นส่วนใหญ่)ซึ่งคนที่ทำลักษณะนี้ได้มีน้อยมากๆ

    ขอบคุณมากครับ

  • mod

    ในกรณีที่หุ้นตกลงมาเรีื่อยๆแล้วไม่ขายนั้น ผมมองว่าจริงๆแล้วต้องย้อนกลับไปดูว่า เราซื้อเพราะอะไร แผนการในตอนแรก หรือระบบของเราคืออะไร

    จริงๆแล้วผมว่าหัวใจหรือเป้าของการวิเคราะห์หุ้นทางพื้นฐานก็เพื่อที่จะซื้อกิจการและรับเป็นมูลค่าที่มันทำให้เราได้ในแต่ละปี ซึ่งจริงๆแล้วผมก็ยังเห็นนักลงทุน VI ส่วนใหญ่ก็สับสนผิดประเด็น กลายเป็นว่าส่วนใหญ่ใช้มันในการหาหุ้น UnderValue เพื่อกะเอา Capital Gain ไปเสียอย่างนั้น ซึ่งจริงๆแล้วเท่าที่เคยอ่าน Buffet ก็ไม่เห็นจะใช้มันอย่างนั้นสักเท่าไหร่เลย มันจึงกลายเป็นการผิดจุดประสงค์ของมันไป หากอยากเล่นกับกับราคาหรือได้ Capital Gain แล้วผมว่าการศึกษาเทคนิคน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะมันมาเพื่อเล่นกับ Capital Gain โดยเฉพาะซึ่งหากศึกษาจริงๆก็จะพบว่ามันใช้สร้างระบบการลงทุนทั้งระยะยาวแบบเป็นปีๆ หรือระยะสั้นนาทีต่อนาทีก็ได้ครับ

    เรื่องของคนเล่นหุ้นมือใหม่นั้นผมก็เคยเจอบ่อยๆเช่นกัน ซึ่งมักจะมั่นใจและคิดว่าจะหาความแน่นอนจากการลงทุนได้แทบทุกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเหยียบย่ำด้วยตัวเองสักพัก ก่อนที่จะคิดได้หากว่าเงินยังเหลือ :) นักเล่นหุ้นนานๆไปมักจะพัฒนา Mindset แบบ Probability Outcome ขึ้นมาไม่ว่าไครจะรู้ตัวหรือไ่ม่ก็ตามนะครับ นั่นแปลว่าพวกเขาจะคิดถึงการควบคุมความเสี่ยงก่อนการทำกำไรทุกๆครั้ง

    เรื่องของวิธีการลงทุนนี่ผมว่ามัน Subjective มากๆเลยนะ คนเรายังจับปากกาไม่เหมือนกันเลย ถนัดต่างกันด้วย บางคนชอบหัวแหลมบางคนชอบหัวทู่ แล้วแต่ใครจะชอบอย่างไรและเขียนได้ลื่นกว่ากัน เสี่ย XX ก็มีกระบี่ทีเด็ดอยู่ในมือของเขาเช่นกัน ผมเชื่ออย่างนั้นนะ

    ผมเชื่อว่าจริงๆแล้วเล่นหุ้นไม่จำเป็นต้องใช้เป็นทุกอย่าง ขอให้มีทีเด็ดติดตัวบ้าง เพื่อใช้ในการทำกำไรให้ได้มากกว่าขาดทุนก็พอแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ยอมรับว่าไม่ได้สนใจ Elliott เท่าไหร่แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ดีไม่มีประโยชน์ แต่ผมว่าไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรในอนาคต มันก็เป็น Probability และมีทางเป็นไปได้หลายๆทางเช่นกัน ผมจึงเลือกใช้วิธีที่ง่ายๆ เพราะเหมาะกับสมองมากกว่ามั้งครับ :P

    ส่วนคำถามถามที่ 1 นั้น : แน่ใจได้อย่างไรว่าผมไม่ได้เป็นแมงเม่าครับ? ผมอาจจะเป็นแมงเม่าก็ได้นะใครจะรู้ 55 เล่นหุ้นมานานไม่ควรแน่ใจนะครับ อิอิ แซวเล่นครับ

    ถามว่าทำไมใช้ชื่อ แมงเม่าคลับ ถ้าตอบแบบดูดีมีเหตุผล คงต้องบอกว่าเพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้แมงเม่าทุกๆคน และเพื่อเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าให้มีความถ่อมตัวอยู่เสมอ ไม่เหลิงในใจจนเกินไป อาจารย์อุเอชิบะผู้คิดค้นศิลปะป้องกันตัว “ไอคิโด” เคยถูกถามว่าท่านรู้เรื่องการต่อสู้มากแค่ไหนในวัย 70 กว่าๆ ท่านตอบว่า “ฉันแทบไม่รู้อะไรเลย” อย่างนั้นมั้งครับ

    แต่ถ้าตอบแบบไม่มีเหตุผลก็เพราะผมชอบชื่อครับ มันดูตลกจำง่ายดีเท่านั้นแหละครับ 55

    คำถามข้อที่ 2 : Richard Dennis ยังเคยพูดเลยครับว่า “ผมกล้าท้าให้เปิดเผยระบบเทรด Turtle ออกไป แต่เชื่อไหมจะไม่มีใครทำตามมันได้สักเท่าไหร่หรอก” เรื่องเทคนิคก็เช่นกัน ผมว่ามันไม่มีอะไรตายตัว ของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับ Bias และความเชื่อของคนซึ่งไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆ เพราะตลาดหุ้นมันไม่ตายตัว ผมมองว่าตลาดหุ้นมันเป็น Prob นะ ไม่มีสัญญาณไหนใช้ได้จริง 100% ตลอดเวลา ดังนั้นต่างคนก็จะเชื่อต่างกันไปเอง ลองคิดดูว่าถ้าคุณมีสัญญาณ 100% จริงๆใครจะมาเล่นกับคุณ ตลาดหุ้นคงต้องปิดไป ถ้าคนรู้ว่าต้องเสียตัง 100% เพราะอีกคนมีระบบ 100% ใครจะเข้ามาเสียตังค์จริงไหมครับ?

    คำถามข้อที่ 3 : ผมมองว่าความเก่งไม่ได้อยู่ที่วิชาแต่อยู่ที่คน คนเป็นคนใช้วิชา เราเป็นนายมัน ดังนั้นตัวตัดสินไม่ใช่วิชาไม่ใช่วิธีการ แต่เป็นคนครับ เช่น คนมักพูดเสมอว่า มวยไทยเก่งสุดในโลก แต่นั่นเป็นมุมมองที่ตื้นเขิน คนใช้ต่างหากที่เก่ง เพราะต่อให้คุณพึ่งฝึกมวยไทยแล้วไปเจอยูโดเขี้ยวลากดินก็ตายสถานเดียว แนวทางการลงทุนก็เช่นกัน สุดท้ายผมว่าตัดสินกันที่ “จิตวิทยา” ของคนใช้ เส้นบางๆที่ยิ่งใหญ่ ข้ามได้ก็ไปอีกโลกหนึ่งเช่นกัน ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าจริงๆแล้ว รู้ระบบ รู้ MM ในระดับหนึ่งก็ทำกำไรสม่ำเสมอได้แล้ว ถ้าจิตใจนิ่งจริงๆ สุดท้ายกลายเป็นว่า จิตใจคือตัวตัดสินทุกอย่างไปเลยก็ได้ครับ

    ดีใจที่มีคนแวะมาชวนคุยครับ บล็อกหายเหงาไปเยอะเลย อิอิ

  • mod

    อ้อ ขอบคุณลุงโก๋สำหรับแง่คิดดีๆครับ “พยายามที่จะไม่ยายาม” นี่ปิ๊งเลยครับ

    อ่านแล้วนึกถึงประโยคหนึ่งในเต๋าเต็กเก็ง “ปราชญ์กระทำโดยไม่กระทำ” ขอบคุณมากครับ และผมก็จะเขียนต่อไปหากยังมีคนเห็นคุณค่าและติดตามอ่านอยู่ครับคุณลุงโก๋

    ปล.ยอมรับว่าตอนแรกกะเขียนแปลเพื่อทบทวนความรู้ตัวเอง แต่ตอนนี้รู้สึกว่ากลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว ไม่ทำก็รู้สึกแปลกเหมือนกันครับ อิอิ

  • hongvalue

    เจ้าของบล็อกชื่อ มดเหรอครับ หรือว่า mod ย่อมาจาก moderator ครับ

    ขอบคุณครับสำหรับคำตอบ ขอถามเพิ่มเติมนะครับ

    1.เคยมีคนบอกผมว่ากราฟของหุ้นแต่ละตัวเขาจะใช้เครื่องมือไม่เหมือนกัน เช่นหุ้นบางตัวที่แกว่งมากกว่าเราอาจจะเซทค่า bollinger band ไว้ที่ 2.5 sd หรือ 3sd
    แต่หุ้นบางตัวอาจจะแค่สอง sd พูดง่ายๆว่าเราควรจะเซทค่าให้เหมาะกับนีสัยของหุ้นเพราะนิสัยของคนคุมราคาแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีความซาดิสในจิตใจเยอะ ชอบทุบหนักๆ
    บางคนก็อาจจะไม่ ไม่ทราบว่ามีความเห็นอย่างไรครับ

    2.การใช้วิธีบริหารเงินหน้าตักด้วย martingale คิดว่าสมเหตุสมผลไหม
    อย่างเช่น ถ้าเราโยนหัวก้อยติดต่อกัน 10 ครั้ง โดยที่เราจะเลือกหัวอย่างเดียว
    ติดต่อกัน 10 ครั้งเพราะความน่าจะเป็นที่การโยนหัวก้อย จะออกมาได้ก้อยอย่างเดียว
    ติดต่อกัน 10 ครั้งนั้นน้อยมากๆถึงมากที่สุด เขาเลยใช้วิธี martingale เพราะคิดว่า
    ถ้าถูกครั้งเดียวก็กลับมาเริ่มเดิมพันต่ำๆใหม่ไปเรื่อยๆ แบบนี้เจ้าของบล็อกมีความเห็นว่าอย่างไรครับ เพราะความน่าจะเป็นที่เขาจะแพ้ก็ต่ำเหมือนกัน

    3.การใช้ martingale ในตลาดหุ้นก็เหมือนการซื้อถัวเฉลี่ยขาลงที่ยิ่งซื้อทุนก็ยิ่งต่ำ
    แต่ความเป็นจริงการขาดทุนในรูปของตัวเงินจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น trader ส่วนใหญ่
    จะใช้ anti-martingale ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรครับ

    ขอบคุณครับ
    ผมขอใช้หัวข้อนี้ชวนคุยไปเรื่อยๆเลยก็แล้วกันนะครับ

  • mod

    1. ผมมองว่าหากใช้ระบบในการเล่นหุ้นนั้น จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลง Parameter ต่างๆเพื่อให้สอดรับกับตัวหุ้นที่สุดนั้น ในทางของ System trader ถือว่าเป็นการ Optimize ที่อันตรายพอสมควร เพราะนั่นเท่ากับว่าเรากำลังแหกระบบของเราแล้ว สำหรับ ST ที่ดีแล้วควรจะมองการเทรดแต่ละครั้งด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน มองความสำคัญเป็น Series of trades ครับ ไม่อย่างนั้นหากเราต้องเปลี่ยนแปลงมันอยู่ตลอดแสดงว่าค่าต่างที่เราออกแบบขึ้นมามันไม่ยืดหยุ่นแล้ว ระบบอาจจะมีปัญหาจากการที่ได้เคย Optimize มากเกินไปตั้งแต่แรกแล้ว

    แต่สำหรับคนบางพวกซึ่งเล่นด้วยการพิจารณาจากความคิดความอ่านและประสบการณ์ของตัวเองสดๆ(พวก Discretion Trader) เช่นเสี่ย XX ทั้งหลายนั้น มักที่จะ Optimize parameter ต่างๆด้วยการตัดสินใจของพวกเขาเอง ถ้าจะเล่นแบบนี้ผมว่าต้องมีประสบการณ์ที่สูงมากเช่นกัน เพราะต้องอาศัยการอ่านเกมหรือข่าวสารภายในอื่นๆประกอบกับการอ่านกราฟด้วย

    ซึ่งหากจะให้ตัดสิน ถ้ามองในแง่ของการเล่นอย่างเป็นระบบ ผมว่าไม่น่าปรับ เพราะเป็นการแหกกฏหรือระบบของตัวเอง และสร้างทัศนคติให้การเทรดแต่ละครั้งน้ำหนักไม่เท่ากัน ซึ่งจะมีผลเสียในการใช้ระบบ จริงๆแล้วควรทดสอบจนเชื่อในระบบแล้วว่ามันยืดหยุ่นพอควรแล้ว ถ้าหลุดนอกจากนี้ก็ถือว่ามันไม่ใช่สำหรับเราไป แต่หากมองในแง่ Discretion Trading แล้ว ผมว่าก็เป็นความสามารถพิเศษส่วนตัวของแต่ละคน เพราะการพิจารณาค่า Parameter ที่เหมาะสมได้นั่นก็ต้องใช้ประสบการณ์ความรู้เหมือนกันครับ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะพิจารณาค่าออกมาเหมือนๆกัน หรือเหมาะสมได้ดีเท่ากันนะผมว่า

    2.นักเก็งกำไรส่วนใหญ่ ผมมองว่าควรใช้หลักการ Anti-Martingale มากกว่า เช่นการกำหนดความเสี่ยงแบบ Fix Fraction เพราะผมมองว่านักเก็งกำไรกำลังเล่น Probability Game ซึ่งตัดสินโดยกิน Capital Gain และถึงแม้ว่าความเสี่ยงที่จะขาดทุนติดกันถึง 10 ครั้งดูเป็นเรื่องยาก แต่หากทุ่มลงไปในหุ้นปั่นตัวเดียวอาจไม่เหลือได้ง่ายๆเช่นกัน

    เมื่อนักเก็งกำไรใช้ Martingale หากมองในแง่ของ Reward-Risk นั้น โดยเราเริ่มจากเงินก้อนแรกแค่บาทเดียวแล้วขาดทุนติดกัน 5 ครั้งเท่านั้น ลองมองอัตราส่วนท่าจะไม่ค่อยเวิรคเท่าไหร่ ครั้งที่ 6 ต่อไปนั้น เราต้องใส่เงิน 32 บาท เพื่อหักขาดทุน 31 บาทที่เกิดขึ้น นั่นแปลว่าเราเอาเงินอีก 63 บาทไปแลกกับเงินคืนกลับมาเป็นกำไรเพียง 1 บาทเท่านั้น

    ยังไงก็ตามผมว่าเหตุผลที่แท้จริงก็คือ นักเก็งกำไรเล่นเพื่อทำกำไรจาก Capital Gain มันจะไม่ดีกว่าหรือ หากเงินของเราจะไปจมอยู่กับหุ้นดีๆเล่นแล้วมีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะเอาเงินมาจมกับตัวที่ราคาไม่ไปทำไม หุ้นจะสูงต่ำมีเหตุของมัน หุ้นลงแรงๆมักขึ้นแรงยาก ไม่มีเหตุผลต้องเอาเงินไปอยู่กับมันเลย Cash is King in order to win ในแง่ของนักเก็งกำไรผมว่า Martingale เป็นเหมือนความฝันแต่ทำได้จริงยาก มันตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าเงินทุนเราเป็น infinity แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่

    เราอาจบอกว่ามันอาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีโอกาศสักหน่อย ต่อให้ไม้สุดท้ายที่เราซื้อหุ้นจะไม่ลงต่อแล้ว แต่ถ้ามันไม่ขึ้นล่ะครับ เงินต้องจมขนาดไหน Drawdown สูงขนาดนั้น จะเอาเงินทุนกลับมาไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ เทรดเดอร์อยู่ในฐานะนักล่าส่วนต่าง ไม่ใช่นักลงทุนที่จะมาถือยาวๆ ผมว่าในฐานะเทรดเดอร์เราต้องมองไปที่ Risk of Ruin ก่อนที่จะมองอย่างอื่น โดยวิธีที่จะช่วยให้เงินหน้าตักหมดช้าที่สุดวิธีหนึ่งเราอาจเลือกใช้ Fix Fraction ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Anti-martingale จะดีกว่าครับ

    ปล.สุดท้ายผมว่าการเดิมพันที่กำไรคาดหวังติดลบนั้น ไม่ว่าจะพยายามใช้กลยุทธ์บริหารหน้าตักแบบไหนสุดท้ายก็เจ๊งเหมือนกันนะครับ :)

    ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรบ้าง อยากทราบมุมมองคุณ Hong เหมือนกันครับ

  • hongvalue

    ขอบคุณมากครับ

    พี่เป็นคนเก่งจริงๆครับอ่านแล้วลึกซึ้งมาก

    ความเห็นของผมต่อคำตอบข้อ 1
    คือผมเห็นด้วยครับว่าการที่เราเซทค่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นั้นคงไม่ดีแน่เพราะมันจะทำให้ระบบของเราไม่แน่นอน ขนาดระบบแน่นอนยังยากที่จะทำตามระบบ แล้วถ้าระบบไม่แน่นอนจะเหลือหรือ
    คืองี้ครับ คำถามที่ผมถามมาน่ะ ไอเดียมาจากโคตรเซียนกราฟท่านนึงครับ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องจิตครับ เขาบอกว่า คนทำอะไรไม่ซ้ำกันแบบเดิมคือคนบ้า (ความเชื่อส่วนตัวนะครับ) ฉะนั้นเจ้าที่ลากหุ้นนั้นมันก็ยังไม่ใช่คนบ้า มันจึงเผลอทำด้วยสันดานเดิมๆเสมอๆ
    ดังนั้นเขาจะใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเข้าไปจับว่าการที่เจ้าจะลาก กราฟจะมีลักษณะอย่างไร วอลุ่มเป็นอย่างไร โดยดูจากรอบก่อนๆ ว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไรก่อนที่เจ้ามันจะทำน่ะครับ บางครั้งเขาเลยเซทค่าอะไรบางอย่างของหุ้นแต่ละตัวไม่เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้นคงต้องมีระบบที่แน่นอนและทำตามระบบไปก่อนครับ

    ข้อ 2 ตอบแบบวิชาการก่อน จากหนังสือ 20 most common trading mistake
    ระบบที่เป็น anti-martingale มี 5 อย่างดังนี้
    1.equal dollar value
    2.optimal f(fixed percentage)model
    3.percentage risk model
    4.volatility-based model
    5.fixed ratio model

    ขอตอบแบบบ้านๆต่อล่ะกัน
    คือผมว่าถ้าเราผิดติดกัน 5 ครั้งประเด็นคือ ครั้งที่ 6 โอกาศผิดกับถูกถ้า 50:50 ลึกๆเราต้องกลัวบ้างแหละ เพราะว่า5ครั้งก่อนหน้า ไม่เกี่ยวอะไรกับครั้งที่ 6 เลย สมมุติเหรียญออกหัวติดกัน 5 ครั้ง ครั้งที่ 6 เมื่อเริ่มทอยเล่นความน่าจะเป็นก็ยังเป็น 50:50 ไม่ได้เปลี่ยน(ถูกไหม)
    คุณจะไม่หวั่นไหวเลยหรือที่จะเพิ่มความ ฉิบหายของเงินต้นไปเรื่อยๆโดยที่การ bet ครั้งต่อไปมันก็โอกาศครึ่งๆนั้นแหละ เพียงแต่ระบบมันรันความน่าจะเป็นออกมาว่าได้มากกว่าเสีย
    แล้วที่สำตัญการใช้ระบบนี้คือประเด็นว่าถ้าเราผิดติดกัน 9 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเราจะต้องใช้เงินถึงเกือบ 1 พันเท่าของตอนแรก ซึ่งเราคงไม่มีเงินมากขนาดนั้น สมมุติพอร์ต 1 ล้านถ้าคุณเจอหุ้นที่น่าสนใจคุณจะสามารถเล่นได้เพียงแค่ 1 พันบาทเองหรือ เพราะคุณคิดว่าเผื่อพลาดติดกัน 10 ครั้ง แล้วถ้าคุณถูกล่ะ พอร์ตคุณก็ไม่โตเลยนะ อะไรแบบนี้อะครับ

  • hongvalue

    เรื่องหุ้นนี้เป็นเรื่องแปลกนะครับ

    มีคนรู้จักผมคนนึงเล่นหุ้นแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
    ผมถามเขาว่า พี่คิดว่าทำไมพี่ถึงเล่นหุ้นแล้วไม่ได้ตังค์ครับ
    เขาบอกว่าเพราะพี่ขายเร็ว(ผู้หญิง) ผมก็บอกว่าพี่ก็เลิกขายเร็วสิครับ
    เขาบอกว่าพี่ทำไม่ได้ ถ้าได้กำไรแล้วพี่ไม่ขายพี่จะกลัว พี่จะกลัวกำไรหาย
    แต่เวลาขาดทุนเขาจะทนถือได้นานมาก

    ผมแปลกใจมาก คนเรารู้ว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จเพราะอะไรแต่เขาก็ยังไม่สามารถ
    เปลี่ยนแปลงได้ เขารู้ว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนมันได้ ถึงพี่คนนี้จะมี research อ่านกองเป็นภูเขา รู้ข่าวสารเร็ว แวดล้อมด้วยคนเก่ง
    แถมคนเก่งเวลาซื้อหุ้นก็โทรบอกเขา แต่เขาก็ไม่สามารถทนถือได้เหมือนคนอื่นๆ

    ราวกับว่าพระเจ้ากำหนดมาว่าใครสามารถเป็นเซียนหุ้นได้หรือใครจะต้องเป็นแมงเม่าไปตลอด
    ถึงได้มีคนที่กล้าเปลี่ยนแปลงกับไม่กล้าเปลี่ยนแปลง

    ตลาดหุ้นนั้นสอนเราเสมอ แต่อยู่ที่เราเลือกจะเรียนรู้และจำไหม(คมไหมล่ะ อิอิ)

  • mod

    คุณ Hong มีเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ในการเล่นหุ้นให้สำเร็จอยู่ไกล้ตัวและตอกย้ำอยู่ในใจขนาดนี้น่าอิจฉานะครับ :)

    คนแพ้ย่อมเป็นคนแพ้ต่อไปจนกว่าจะอยากชนะจริงๆ ผมว่าคนที่ต้องการได้มันมาจริงๆเท่านั้นจึงจะได้รับ

    ผมว่าพระเจ้าไม่ได้กำหนดมาหรอกครับ แต่ตัวของเขากำหนดตัวเองไปแล้ว เค้าเลือกที่จะยอมรับว่าตัวเขาเป็นอย่างนั้นเองทั้งที่เขารู้ว่าอะไรควรไม่ควรอยู่แล้ว

    เรื่องของจิตวิทยาการลงทุนนี่ผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะมาอ่านอย่างเดียวได้ จริงๆแล้วคนเราก็ต้องการได้รับการบำบัดทางจิตในการเล่นหุ้นด้วยเช่นกันนะ อิอิ มันเป็นเรื่องที่เป็นปมในใจของแต่ละคนซึ่งมีผลต่อการเล่นหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็งกำไรซึ่งต้องการ mindset ที่ค่อนข้างจะตรงข้ามกับความรู้สึกของคนเราทีเดียว

    ผมเชื่อว่าของอย่างนี้ต้องไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องซาบซึ้งจนมันเปลี่ยนเป็นความเชื่อเซทใหม่ของเรา ความเชื่อเปลี่ยน มุมมองก็เปลี่ยน อะไรก็จะเปลี่ยนตาม ผมว่างั้นนะไม่รู้จะเป็นจริงกับคนอื่นรึปล่าว? อิอิ

  • hongvalue

    ผมดูวิดีโอคลิปที่บอกว่าเล่นหุ้นต้องกระโดดลงน้ำนี้จริงมากๆ
    ผมมานั่งคิดว่าคนที่ไม่เคยเล่นหุ้นจริงๆแต่มาอ่านเว็บนี้
    หรืออ่านหนังสือ money management ผมว่าส่วนใหญ่จะเบื่อมาก
    และคิดว่าอ่านไปทำไม ไม่เห็นมีหลักการหาหุ้นเด็ดเลย
    จะอยากได้แต่หุ้นเด็ด แต่คนที่อยู่ในตลาดมาซักพักแล้วมีหุ้นเด็ดบ่อยๆ
    แต่มาดูพอร์ตตัวเองแล้วทำไมเล่นมาหลายปีไม่ยักกะโตเท่าไหร่
    ก็จะเริ่มเข้าใจสิ่งพวกนี้และมองเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก

    ผมกำลังอ่านหนังสือหลายเล่มที่คุณ ม็อด แนะนำ เอาไว้จะมาถกหลังจากอ่านจบนะครับ

  • hongvalue

    ก่อนอื่นมีประเด็นมาถกเพิ่มดังนี้ครับ

    1.นักลงทุนวีไอหลายคนบอกว่าให้ลืมต้นทุนของคุณไปซะ เพราะว่า ยกตัวอย่างนะ
    สมมุติหุ้น aaa เขาซื้อตอน 130 บาทโดยที่ตอนที่เขาซื้อเขาคิดว่าราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 200แล้วราคาก็ลงมาเหลือ 100 ปรากฏว่างบการเงินที่ออกมาแย่กว่าที่เขาคาดเยอะและบริษัทยังได้ดำเนินธุรกิจไม่ถูกทางและใช้เงินลงทุนไม่เหมาะสม เขาลองคิดราคาที่เหมาะสมอีกครั้งราคาเหมาะสมอยู่ที่ 80 บาท เขาเลยคิดว่าราคาเหมาะสมต่ำกว่าราคาในตลาดเขาเลยขายทิ้งเพราะไม่ยึดติดต้นทุนแต่ให้ดู fair value กับ market price ว่าอะไรถูกกว่า

    ผมก็คิดว่าผมเรื่องที่สมเหตุสมผลดี สำหรับการลงทุนแบบวีไอ
    ที่นี้กลับมาไสตล์ trader ผมคิดว่าการลืมต้นทุนเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เพราะว่าระบบการเทรดที่ดี
    จะต้องมีจุด exit อยู่ก่อนแล้ว และระบบต้องบอกเราได้ว่าการขาดทุนต้องไม่เกินกี่% ดังนั้นถ้าเราลืมต้นทุนก็เท่ากับเราปล่อยให้หุ้นลงไปเรื่อยๆไม่จบไม่สิ้นได้

    ไม่ทราบว่าคุณม็อดมีความเห็นอย่างไรครับในประเด็นนี้

    2.ผมคิดว่าการเป็น trader นั้นคนส่วนใหญ่น่าจะเป็นได้ง่ายกว่าการเป็นวีไอ (ในความเห็นผมนะ เพราะผมเคยเป็นวีไอมาก่อนตอนนี้นะเหรอเป็นลูกผสมน่ะ) คืองี้ผมว่าการเป็นวีไอเนี้ยความยากมากๆอย่างนึงมันคือการประเมินมูลค่าที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องยากมากตามทฤษฏีแล้วก็จะใช้ dcf หรือการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคตมาเป็นปัจจุบัน ซึ่งความเป็นจริงแค่เราคิดกระแสเงินสดปีหน้าเราก็คิดผิดแล้วแต่นี้คิดไปตั้งไม่รู้กี่ปี และอัตราดอกเบี้ย หรือปัจจัยภายนอกหลายๆอย่างก็มีผลต่อ fair value ด้วย ซึ่งจริงๆแล้วเจ้าของยังไม่สามารถคาดการณ์กำไรได้ถูกต้องเลย ผมว่านี้เป็นการยากในการประเมินมูลค่าหุ้น และ คนที่จะถือหุ้นหลายๆตัวก็ต้องมีความเข้าใจในธุรกิจอย่างลึกซึ้งรู้จุดแข็งจุดอ่อน และแนวโน้มในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องยาก
    แต่การเป็น trader สมมุติว่าเราเซทระบบว่าถ้าเกินเส้น 25 วันให้ซื้อถ้าตัดลงมาให้ขาย
    ผมว่ามันง่ายกว่าการเป็นวีไอ เพราะมันมีอะไรที่ชัดเจนให้เราซื้อและขาย(ถ้าเราไม่หลอกตัวเอง) ผมเคยอ่านเจอว่าคุณ mudley group บอกว่าวีไอนั้นเป็นยากดังนั้นคนที่เข้าถึงจึงรวยมากอย่างเช่น buffet แต่การเล่นหุ้นด้วยระบบนั้นง่ายกว่าแต่ผลตอบแทนก็ไม่ได้เยอะมากเท่าพวกวีไอ

    ผมไม่ได้บอกว่าแนวทางไหนดีหรือไม่ดีนะครับ แต่พูดรวมๆ ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรครับ

  • Mod

    เรื่องของหุ้นเด็ด หรือวิธีหาหุ้นเด็ดนั้นไม่ใช่เนื้อหา่ของเวบนี้อยู่แล้ว มีเวบอีกมากมายซึ่งคนทั่วไปสามารถหาอ่านได้นะครับผมว่า ไม่อย่างนั้นผมคงตั้งชื่อว่า Hoonded.com Hoonpun.com HoonDee.com ไปแล้วล่ะครับ อิอิ

    เรื่องของวิธีการหาหุ้นนั้นน่าสนใจจริงๆ เพราะมันอิงอยู่กับความเชื่อในความต้องการความสมบูรณ์แบบของคนเราทุำกๆคน และเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ง่ายกว่า เป็นธรรมดาที่มันจะฮิตกว่าครับ ผมก็เข้าใจสภาพนี้ดี เวบนี้ก็ไม่ได้หวังให้คนอ่านเป็นพันๆต่อวันอยู่แล้วเพราะคงยากที่จะเป็นอย่างนั้น แต่ผมเชื่อว่ามันก็จะดึงดูดคนประเภทเดียวกันเข้ามานะครับ :)

    เรื่องของการลืมต้นทุนนี่มีหลายนัยสำหรับผมนะครับ คือมันช่วยให้เราละลึกไว้เสมอว่า เป้าหมายของการเล่นพื้นฐานคืออะไร อีกอย่างคือจะได้มองธุรกิจไม่มองราคาหุ้น บางที VI ก็มีวิธีบริหารความเสี่ยงในไสตล์ของพวกเขา ซึ่งเห็นได้ชัดคือการกระจายความเสี่ยง ผมมักจะเห็นเซียน VI หลายคนจะบอกให้แบ่งถือสัก 3-5 หรือ 10 ตัว มองในแง่ของสัดส่วนแล้วก็อาจเป็น 10%-20% นั่นแปลว่าต่อให้ราคาหุ้นลดลงครึ่งๆ ก็จะขาดทุนตกประมาณ 5-10% ซึ่งผมมองว่าความเสี่ยงต่อครั้งเท่านี้ Expectancy ของระบบ VI เอาอยู่นะครับ

    แต่ก่อนผมก็เข้ามาในตลาดด้วยความคิดแบบ VI เช่นกัน เคยได้ใช้เวลาลงทุนอยู่สักพักและโดยส่วนตัวพบว่า ราคาหุ้นที่เป็นหุ้นที่ดีจริง(ย้ำว่าดีจริงๆ)ก็มักจะวิ่งกลับขึ้นไปได้เกือบทุกครั้ง นั่นแปลความแม่นยำสูงทีเดียว และที่สำคัญ Reward-Risk Ratio ของมันนั้นสูงมากทีเดียว เพราะถ้าถือทนจริงๆ 10-1อย่างน้อยอยู่แล้ว ปีเตอร์ ลินช์ยังเคยบอกว่า “สิบตัวได้สักตัวก็ Make Career ได้แล้ว” สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบ VI มีกำไรคาดหวังที่สูงมากทีเดียว แต่ข้อเสียก็ต้องมีบ้างชดเชยกันไป นั่นคือการอัตราหมุนจะต่ำกว่าเล่นเทคนิค(เพราะช่วงยาวกว่า) และต้องจิตใจนิ่งมากๆเช่นกัน

    สำหรับความง่ายหรือความยากนั้น ผมว่า Psychology make up ของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน บางทีการให้ความเห็นว่าอะไรง่ายอะไรยากกว่า เป็น Bias ของเราเองใส่ลงไปด้วย ต่างคนก็เปรียบเทียบโดนฐานอคติคนละตัว เรื่องนี้ผมมองว่าจริงๆแล้ว “ทางไครก็ทางมัน” เหมือนกับถ้าจับคุณไปเรียนแต่งหน้า คุณอาจจะสู้คนที่หญิงกว่าไม่ได้ เพราะจิตใจเราไม่ได้สนุกและเหมาะสมกับมัน คุณอาจบอกว่าโคตรยากเลยต้องคุมอารมณ์บังคับตัวเองให้ฝึกปัดแปรงทุกวัน แต่สำหรับคนพวกนั้นมันเป็น “สัญชาติ” ของพวกเขาหรือเธอเลยทีเดียวนะผมว่า 55

    นักกีฬาระดับโลกหลายๆคนส่วนใหญ่ล้วนมีจุดเริ่มต้นเหมือนๆกันคือความสนุกกับกระบวนการของสิ่งๆนั้น(Flow) ไม่ได้เริ่มจากเป้าหมายว่าต้องเป็นอย่างนั้นนี้สักเท่าไหร่ และเมื่อเขาพบกับกิจกรรมที่เข้ากันได้ดีกับความชอบของเขาแล้ว กระบวนการเรียนรู้จะพัฒนาเร็วขึ้น และเร็วขึ้นมากๆเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ซึ่งทิ้งให้หลายคนตามไม่ทัน โดยเฉพาะหากได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมอีกล่ะก็ไปกันใหญ่เลยครับ

    ผมว่า Buffet ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบนี้เช่นกันไม่มากก็น้อย เพราะชีวิตเขาตั้งแต่เด็กเขาสนุกกับตัวเลข ธุรกิจการค้ามาตั้งนมนานแล้ว ถ้าผมจะยกความสุดยอดก็ต้องยกให้เขาไม่ใช่แค่วิชาที่เขาเรียนล่ะครับ ตอนเด็กๆผมยังคิดแต่เตะบอลอยู่เลย 55

    สรุปแล้วความเห็นผมอาจแย้งกับคุณ Mudley นิดหน่อยว่า บางทีมันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆของคนๆนั้นด้วยเช่นกันครับ อีกอย่างในแนวทางอื่นก็ยังมีคนเก่งๆอยู่อีกมากมายเช่นกัน แต่อาจจะไม่ได้เด่นขึ้นมาขนาด Buffet เพราะตอนนี้อะไรๆก็ฉายไปที่เขาทั้งนั้น หากโซรอสไ่ม่ได้บริจาคเงินไปหลาย Billion ช่วงปี 90 ผมว่าบางทีทรัพย์สินอาจจะไม่แตกต่างกันขนาดนี้จากอำนาจของเงินทบต้นนะครับ จริงๆแล้วมี Trader หลายๆคนที่เก่ง เช่น Steve Cohen ของ S.A.C ไปลองดู Track Record เองเองว่าถ้าวัดแต่ผลเนื้อๆแต่ละปีแล้วเป็นเท่าไหร่ แล้วจะตกใจครับ ยุคก่อนก็มี Livermore แต่ข้อเสียของเขาคืออารมณ์ไม่นิ่งเสียเพราะผู้หญิงก็เยอะ สภาพจิตของ Livermore คือปัญหาจนในที่สุดจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย

    ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้จะบอกว่าอะไรดีกว่าอะไรเลย แต่อยากจะบอกว่า คนทั้งนั้นที่เก่ง วิชาเป็นเครื่องมือ คนเป็นคนใ้ช้ ถ้าจะโทษอะไรก็ต้องโทษคน โทษตัวเราเองครับผมว่านะ :)

  • Mod

    ขอเสิรมอีกนิดนึงว่า

    ในความเห็นของผม การมองแต่เพียง ผลตอบแทนที่สูงกว่าเป็นการมองที่แคบไปนิด คนเราต่างคนต่างความคิด ต่างมีการยอมรับได้ต่อความเสี่ยงต่างกัน จุดมุ่งหมายของคนบางคนอาจไม่เหมือนกับคนบางคนด้วยเช่นกัน

    หาก ได้กำไร 100% ต่อปีแล้วมี Drawdown ถึง 50% นั้นบางคนอาจรับได้ แต่บางคนอาจรับไม่ได้ก็เป็นได้เช่นกัน ไม่นับถึงเป้าหมายในการลงทุนที่ต่างกันด้วย ดังนั้นทุกอย่างจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จรูปสักเท่าไหร่นัก

    บางทีคำถามด้านการลงทุน มันอาจเป็นปัญหาปลายเปิด มากกว่าปลายปิดซึ่งมีคำตอบเพียงคำเดียวก็เป็นได้ครับ :)

  • http://plamuek76.blogspot.com/ plamuek76

    เป็นการสนทนาที่ยอดเยี่ยมมากครับ
    อ่านเพลินเลย ^^

  • เรไร

    ขอบคุณค่ะ ขอบเวปนี้มากๆเลย

  • Mod

    คุณ Plamuek ไม่สนใจร่วมวงสนทนาออกความเห็นกันบ้างหรือครับ? อิอิ

    อยากทราบความคิดเห็นของแต่ละคนไว้เปิดหูเปิดตาไว้บ้างเหมือนนะครับ :)

    ขอบคุณที่ชอบครับ ฟังแล้วชื่นใจครับคุณเรไร อิอิ

  • hongvalue

    ขอบคุณมากครับ สำหรับคำตอบ

    เท่าที่ผมได้เจอกับวีไอที่เก่งๆหลายคนพวกเขาเองก็มีบางสิ่งที่เหมือนกับ trader ก็คือ
    1.รู้จักอดทนรอ อย่างวีไอพันธ์แท้หลายคนที่ผมคุยด้วยเนี้ย หลายปีถึงจะซื้อหุ้นอย่างมีนัยยะหรือปีนึงซือครั้งนึงหรือแม้แต่ถือเงินสดเฉยๆไม่ซื้ออะไรแบบนี้ แล้วซื้อแล้วก็จะสนใจว่ากำไรของบริษัทเป็นดังที่ตัวเองคาดหรือไม่ถ้าใช่ก็ถือต่อโดยไม่ได้สนใจราคาหุ้น เพราะพวกเขามีความเชื่อว่าสุดท้ายแล้วราคาหุ้นจะตามกำไรเหมือนในหนังสือ one up on wall street ของ ปีเตอร์ลิน

    trader ชั้นยอดเองก็มีความอดทนมากเหมือนกันเช่น ถ้าระบบบอกให้ซื้อเมื่อราคายืนเหนือเส้น 25 วัน ถึงแม้จะกำไรมากเท่าไหร่เขาก็จะไม่ขายตราบเท่าที่ราคาหุ้นยังไม่หลุดเส้น 25 วัน เขาต้องอดทนต่อการอยาก take profit และเวลาที่หุ้นลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยแล้วมีเด้งแรงๆแต่ยังไม่เลยเส้น 25 วันเขาก็ต้องอดทนรอ รอที่จะให้สัญญาณบอกกับเราก่อน

    สรุปว่าความอดทนเป็นเงื่อนไขที่สำคัญมาก

    ประการต่อมาก็คือว่า การตัดสินใจซื้อขายแต่ละครั้งจะต้องประเมินถึง risk/reward ที่คุ้มค่าแล้วเท่านั้น
    เช่น วีไอคาดว่าหุ้น 123 ถ้ามีกำไรตามที่เขาคิดสมมุติว่า 1 บาทต่อหุ้น average 5 years trade ที่ pe ไม่ต่ำกว่า 10 เท่า เขาเลยคิดว่าราคาเหมาะสมของ best case อยู่ที่ 10 บาทแต่ถ้าเกิดวิกฤติเช่น double dip จะทำให้กำไรลดลงอาจจะเหลือ .75 ต่อหุ้นและทำให้ risk appetite ของนักลงทุนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงทำให้หุ้นอาจจะ trade ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยเลยมาเทรดที่ สมมุติ 8 เท่า ราคาเป้าหมายของกรณี worst case
    ก็จะประมาณ 6 บาท (.75*8) ที่นี้วีไอก็จะพยายามซื้อหุ้นให้ได้ราคาที่มี mos ซึ่งคำนี้ บัฟเฟตบอกว่าถ้าหุ้นคุณมี mos สูงจะทำให้ความสามารถในการคาดการณ์อนาคตเป็นเรื่องจำเป็นน้อยลงไปเลย ที่นี้วีไอก็จะพยายามซื้อหุ้นให้ได้ใกล้เคียงกับ 6 บาทมากที่สุดตามหลักการที่เรียกว่า hope for the best prepare for the worst ประเด็นคือถ้าเลวร้ายเขาจะขาดทุนนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นอย่างที่คิดเขาจะกำไรเยอะ การจำกัดความเสี่ยงของวีไออาจจะไม่เน้นไปที่การคัทลอท แต่เน้นไปที่ mos

    ส่วน trader นั้น การสร้างระบบอาจจะต้องมีความน่าจะเป็นสูงอย่างเช่น 70% และยังจำกัดการพลาดของ 30% ด้วยการขาดทุนให้น้อยอีกด้วย เทรดเดอร์ที่ดีนั้น(ในความเห็นของคนรู้น้อยอย่างผม) จะมองภาพรวมของทั้งพอร์ตไม่ใช่หุ้นตัวใดตัวนึง และจะไม่ใส่ใจกับการผิดพลาดและจะไม่คาดการณ์อะไรมากมายนัก แต่จะใส่ใจที่จะทำตามระบบอย่างมีระเบียบวินัย
    เพราะเขาได้วางระบบที่จะบริหารความเสี่ยงมาแล้ว และไม่สนใจกับการคัทลอทระยะสั้นเพราะมันเป็นเพียงส่วนนึงของระบบ

    นี้คือความเหมือข้อที่ 2 ก็คือเล่นบนความน่าจะเป็นที่ตัวเองเป็นต่อ

    ผมเองก็เป็นคนที่ผสม วีไอกับฟันโฟลและเทคนิค ผมก็เรียกมันว่า hongvalue way
    คุณ mod มีความเห็นอย่างไรบ้างครับเชิญถกกันต่อ แล้วเดี่ยวผมจะมาเล่าต่อครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    เป็นการสนทนาที่ได้ความรู้ดีครับ ศัพท์หลายๆคำ ผมก็งงๆครับ แต่จะพยายามเรียนรู้ครับ ว่าแต่ martingale นี่คือไรครับ

  • hongvalue

    ผมพิมพ์ผิดนิดนึงข้างบน ถ้า risk appetite สูงขึ้นจะเป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าหุ้นตัวนั้นมีเรื่องในทางแย่ที่นักลงทุนไม่คาดหวังมาก่อน risk appetite จะลดลงครับ

    ศาสตร์ฟันโฟลก็มีความเชื่อว่า มุมมองของนักลงทุนจะสะท้อนไปที่ราคาสินทรัพย์ต่างๆอย่างเช่น bond yield,earning yield gap,credit spread และสิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนว่านักลงทุนในตลาดมีมุมมองอย่างไรเพราะการเคลื่อนตัวของภาคเศรษฐกิจจริงจะช้าก็คือเซทจะชี้นำก่อนค่อนข้างนาน แต่ความอยากเสี่ยงจะเป็นสิ่งที่เร็วในการดู sentiment ของตลาดครับ

    ขอต่อเรื่องการลงทุนในแบบของผมอีกนิดหน่อยนะครับ
    จริงๆแล้วผมมีความคิดว่าตลาดหุ้นนั้นประกอบไปด้วยนักลงทุนหลายแนวดังนั้น
    เพื่อให้สอดคล้องกับสุภาษิตรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
    ผมเองเชื่อว่าตลาดหุ้นเป็น zero sum game ดังนั้นจริงๆแล้วความเก่งของเรา
    เป็นการเก่งในเชิง comparitive ก็คือถึงผมจะฝีมือแย่กว่าตอนนี้แต่ถ้าทุกคนในตลาด
    ฝีมือแย่กว่าผม ผมก็ต้องได้เงินเยอะที่สุด หรือ ถึงผมจะฝีมือเก่งกว่านี้แต่ถ้าทุกคนในตลาดเก่งกว่าผม ก็เป็นทีแน่นอนว่าผมจะไมสามารถได้ตังค์จากคนอื่นได้
    อย่างเช่น สมมุติว่าในตลาดหุ้นประกอบด้วยนักลงทุนหลายแนว
    ผมลองสมมุติง่ายๆว่ามีนักลงทุนแค่สองแนวไปก่อนแล้วกัน (โลกสมมุติ)
    ถ้าผมเป็นเพียววีไอ ผมอาจจะซื้อหุ้น abc ที่ราคา 20 บาทและมองว่าราคาเป้าหมาย 27 บาท ประเด็นคือผมหุ้นขึ้นไปถึง 27 บาทผมก็ขายแต่ว่าพอดีตอนที่หุ้นตัวนี้ขึ้นไปถึง 27 บาทเนื่องจากมันเป็นหุ้น blueship และตอนนั้น fed มีการอัดฉีดสภาพคล่องทำให้เงินล้นและทำให้เงินไม่มีที่ไปและเข้า financial asset class ทำให้ผมเลือกที่จะถือหุ้นต่อไปเพราะผมมองว่าในภาวะที่สภาพคล่องล้นระบบมูลค่าหุ้นจะสามารถแพงได้มากกว่าปกติเนื่องจาก จะมีเงินไหลเข้าสินทรัยพ์เสี่ยงมากขึ้นทั้งจากดอกเบี้ยต่ำ และการอัดฉีดเงินทำให้ผมเลือกที่จะถือหุ้นต่อเพราะคิดว่าถึงหุ้นจะเป็น fair value แล้วสำหรับผมแต่สำหรับต่างชาติที่ไม่มีที่ไปเขาอาจจะอยากมาพักเงินเอาไว้เพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาทด้วยก็ได้ ซึ่งอาจจะทำให้ผมขายหุ้นได้แพงขึ้น หรือว่า เวลาที่หุ้นลงมาถึง fair value ของผมแต่เงินตึงตัวเพราะคนไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ(อาจดูได้จาก libor 3 months)ภาวะที่เงินตึงตัวนั้นส่วนใหญ่จะไม่ส่งผลดีต่อ financial asset เนื่องจากคนจะลดการลงทุนเพราะไม่มั่นใจและธนาคารก็จะปล่อยกู้น้อยลงซึ่งสะท้อนไปที่ interbank ในกรณีนี้ผมคิดว่าหุ้นนั้นอาจจะมี value ที่ถูกแต่ momentum ของมันแย่มากแล้วฝรั่งก็ขายหุ้น blueship ตัวนั้นลงมาอย่างต่อเนื่องเพราะจะต้องนำเงินกลับไปประเทศตัวเอง(เหตุการณ์ปลายปี 2008) แบบนี้หุ้นที่เราคิดว่าถูกแล้วก็จะถูกลงไปเรื่อยๆจนกว่าปัญหาสภาพคล่องตึงตัวจะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น

    สรุปผมคิดว่า วีไอเป็น value และ fundflow กับ เทคนิค เป็น momentum
    หุ้นดีถ้าไม่ขึ้น6 เดือนก็ไม่ถือว่าเป็นหุ้นดี หุ้นดีสำหรับผมซื้อแล้วต้องขึ้นเลย
    แต่ไม่รู้วีไอก็ไม่ได้ เพราะต่อให้สภาพคล่องล้นระบบเวลาจะเข้าซื้อหุ้นฝรั่งก็เลือกซื้อหุ้น
    ที่มีพื้นฐานดี ราคาต่ำกว่าราคาเหมาะสมมากกว่าตัวอื่นอยู่ดี ก็คือต่อให้ momentum ดี
    แต่ถ้าแวลู่ไม่ได้การขึ้นของหุ้นอาจไม่ถูกเห็นด้วยจากกลุ่มวีไอทำให้การขึ้นไม่แข็งแรง
    เท่ากับหุ้นที่มีทั้ง value และ momentum

    อืม เรื่องพวกนี้ในบล็อกผมยังไม่โพสเลยนะครับ
    อิอิ แต่นี้ถือว่าแชร์คืนให้คุณ mod แล้วกันครับ แฟร์ๆครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ผมขอ share ด้วยนิดนึงนะครับกับความรู้อันน้อยนิด ผมว่าผมหาสไตล์ตัวเองเจอแล้วเหมือนกัน ผมคงเป็นนักเก็งกำไรแน่นอน เพราะ vi เนี่ยผมว่ามันยากเกินไป ผมว่ามันยากตรงการประเมินอนาคตของธุรกิจ ยิ่งในสภาวะปัจจุบัน ผมมองว่ามันเข้าสู่โลก over supply การแข่งขันกันทางธุรกิจจึงสูงมาก ผมว่ามีอย่างนึงที่คนทั่วไปไม่สามารถทำตาม buffet ได้คือเรื่องการ perspective มุมมอง การคาดการณ์อนาคตของธุรกิจได้โดยสัญชาตญาณอย่างยอดเยี่ยม เพราะถ้าเขาเจอหุ้นที่ถูกกว่า book value อาจจะมีหุ้นเป็นพันๆหุ้นให้เลือก ทำไมเขาถึงได้ถูกตัวและ ถูกเวลา โดยคิดว่าบริษัทนี้จะกลับมายิ่งใหญ่ และมีอัตราการตอบโตในอนาคตที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง

    และอีกข้อนึงผมคิดว่า ข้อมูลที่เราเอามาใช้คำนวณจริง ผมไม่มั่นใจว่าจะเป็นข้อมูลที่เราสามารถเอามาใช้ได้จริงขนาดไหน หรือจะถูกปกปิดจากผู้บริหารขนาดไหน ถ้าผมเป็นผู้บริหารผมคงไม่เป็นคนสุดท้ายที่จะขายหุ้นของบริษัทตัวเองที่ทำท่าจะไม่ดีออกไป ผมเคยอ่านหนังสือเล่มนึง เจ้าของบริษัทบอกกับพนักงานตัวเองว่าบริษัทกะลังไปได้ด้วยดี และตอนนั้นบริษัทก็ทำท่าจะไปได้ด้วยดี โดยตัวเจ้าของบริษัทก็มีหุ้นอยู่เยอะเหมือนกัน พนักงานในบริษัทจึงซื้อหุ้นบริษัทตัวเองเก็บไว้จำนวนมาก ต่อมาอีกไปกี่ปี บริษัทก็ท่าจะไม่รอด หุ้นตกลงมามหาศาล พนักงานคนนั้นหมดตัวจากหุ้นของเขา และวันนึงเขาก็กลับมาเจอเจ้าของบริษัท แต่ทำไมเจ้านายเขายังดูล่ำส่ำเหมือนเดิม ในที่สุดเขาก็รู้ความจริงว่า ตอนที่ทุกคนกำลังซื้อหุ้นกัน เจ้านายเขานี่แหล่ะที่ short กลับมาหมด แม้บริษัทจะปิดแต่เจ้านายเขากลับรวยขึ้น
    ท้ายสุด ก็แค่เหตุผลนึงที่ผมไม่มั่นใจจะเอาข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณ อนาคตของธุรกิจ

    ท้ายสุด ผมคิดว่าไม่น่าจะมีหุ้น vi ในประเทศไทย แต่มีแต่สไตล์การเล่น vi เท่านั้น(เรื่องนี้ก็แค่คาดเดา เพราะผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง vi ยังไงช่วยชี้แนะด้วย) เพราะผมเองก็แบ่งเงินลงทุน 30 % มาซื้อหุ้นเก็บทุกเดือน มาลงในหุ้นปันผล 5 – 7 % ต่อปี โดยไม่หวัง capital gain ความจริงผมเลือกหุ้นปันผล โดยเอาหุ้นที่มันแกว่งน้อยที่สุด ไม่หวัง capital gain อยู่แล้วแต่ใช้คิดๆ เอาแล้วก็ดูจากยอดขายเอา กำไร asset เอาธุรกิจที่มันอิ่มตัวแล้ว มี cash flow สูง ที่คิดว่าสามารถปันผลให้เราได้ต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลานึง

    ส่วนเงินที่เหลือเก้อมาเก็งกำไรในตลาดหุ้นอ่ะครับ ผมว่ากว่าจะสร้างระบบที่ตรงกับตัวเองนี่ยากพอสมควรนะครับ เพราะเราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน ว่าเราชอบเทรดยังไง time frame ยังไง เข้าออกบ่อยแค่ไหน เครื่องไม้ เครื่องมือที่ใช้ประกอบกับลักษณะการเทรดของเรา

    ขอบคุณ คุณ hongvalue ด้วยนะครับมา share ข้อมูลเกี่ยวกับ vi ได้ความรู้ไปเยอะทีเดียว

  • hongvalue

    ตอบคุณ boyles martingale คือการที่เมื่อเราแพ้เราจะเดิมพันให้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
    เช่นถ้าเราพนันบอลครั้งแรก 1 หมื่น และเราแพ้นัดที่สองเราจะพนัน 2 หมื่น ถ้าแพ้อีกก็ 4 หมื่นถ้าชนะเมื่อไหร่ก็จะกลับมาเริ่มพนันที่ 1 หมื่นอีกครั้งครับ

    เรื่องขอบคุณไม่เป็นไรครับ ผมก็งูๆปลาๆครับถ้ามีประโยชน์กับท่านอื่นก็ยินดีเลยครับ

  • mod

    กลับมาคุยต่อ..

    “สรุปว่าความอดทนเป็นเงื่อนไขที่สำคัญมาก”

    เรื่องนี้บางทีก็แปลก ในช่วงแรกๆที่ผมรู้ว่ามันมีความสำคัญมากในการเล่นหุ้นนั้น ผมพยายามแล้วพยายามอีกที่จะมีวินัย แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังรู้สึกว่าผมไม่มีวินัยอยู่ดี 55

    แต่มีบางอย่างที่ทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับผม
    ข้อแรก ผมหยุดคิดแล้วลองนึกย้อนไปถึงนิสัยขี้เกียจไม่ทำการบ้านของผมว่า ทำไมผมจึงมีวินัยที่จะไม่ทำการบ้านในขณะเรียนนัก? คำตอบก็คือ มันเป็นสันดานเสียของผมนั่นเอง :) นั่นแปลว่าอะไร..? นั่นแปลว่าบางทีแล้ววินัยเป็นสิ่งที่ยากเพราะมันขัดกับนิสัยเราหรือไม่ หลังจากนั้น ผมจึงเริ่มทำการรีวิวความคิดในหัวผมใหม่แล้วนำระบบมาปรับปรุงให้เข้ากับสันดานและความเชื่อของผม ผลก็คือ.. ผมไม่ได้คิดถึงคำว่าวินัยอีกเลย เพราะมันเป็นธรรมชาติของผมอยู่แล้ว ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบทำอะไรให้วุ่นวายเยอะแยะมากมาย แน่นอนจุดเด่นของผมจึงกลายเป็นการ Let Profits Run ซึ่งผมถือได้ยาวมากๆและนิ่งมากๆเมื่อเทียบกับนักเล่นหุ้นหลายๆคนอื่นโดยไม่ต้องฝืน หรือคิดถึงคำว่าวินัยอีกเลย ส่วนเรื่องการตัดขาดทุนและการกำหนดความเสี่ยงในการลงทุนแต่ละครั้งนั้น ด้วยความที่ผมไม่ชอบเห็นตัวแดงอยู่ในพอร์ท เพราะมันไม่ทำให้ผมสบายใจเลย ผมจึงปรับปรุง Initial Stop ของผมให้แคบลงมาระดับหนึ่ง แต่ในระดับของการ adding Position ต่อๆไปนั้น ผมจะใช้ช่วงการตัดขาดทุนกว้างพอสมควร เนื่องจากผมไม่อยากไปยุ่งอะไรกับมันมาก ผลที่ได้ก็เช่นกัน ผมไม่รู้สึกว่าต้องบังคับตัวเองอีกเลย เพราะระบบนั้นเข้ากับผมได้ดี..

    ข้อที่สองนั้น เมื่อผมพบว่าผมมีนิสัยหรือปัญหาบางอย่าง ซึ่งทำให้การเทรดหุ้นของผมมีปัญหา ผมจะสะกดจิตตัวเอง โดยสร้างภาพขึ้นมาใหม่ เป็นภาพซึ่งจะทำให้ผมเห็นสิ่งที่ควรทำชัดขึ้น และเปลี่ยนทัศนคติของผมไปนั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น ผมจะบอกกับตัวเองเสมอว่าเกมของผมคือได้ให้หนักและเสียแต่ละทีให้น้อยเข้าไว้ ผมวาดภาพประมาณนี้แปะผนังเอาไว้เลยครับ (วาดเล่นๆใน Paint brush ครับอาจทุเรศนิดหน่อย 55)

    [img]http://mangmaoclub.com/wp-content/upload/ แมงเม่าคลับ.JPG[/img]

    ผมมองมันทุกวัน ผมเปลี่ยนคำพูดเป็นภาพ เป็นทัศนคติใหม่ของผม สักพักมันจะกลายเป็นความเชื่อและวินัยของเราไปเอง เผื่อใครอาจอยากลองเอาวิธีต่างๆไปใช้ดูได้ครับ เพราะผมคิดว่า ถ้าเรายังขาดวินัยสม่ำเสมอ บางทีเราน่าจะต้องมองด้วยว่า วิธีการลงทุน หรือระบบนั้น เข้ากับใจเราแค่ไหน มันควรต้องมี Flow ระหว่างเรากับระบบ เราถึงจะรุ้จักมันได้ดียิ่งๆขึ้นไป เหมือนยกระดับความสัมพันธ์จากจีบกันแล้วเป็นแฟนน่ะครับ 55 อธิบายเด็กไปมั้ย

    ส่วนเรื่องว่า Trader ต้องแม่นถึง 70% เลยอย่างที่คุณ Hong คิดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระบบหรือสิ่งที่ Trader คนนั้นต้องการครับ Trend Following ส่วนใหญ่แล้ว 40%-50% ก็หรูแล้วนะสำหรับผม แต่เพียงพอให้ Expectation เป็นบวกแล้วครับ ถ้ารู็จักการ Cut Loss,Let Profits Run

    ส่วนเรื่องฟันด์โฟลว์ และแนวคิดทางการวิเคราะห์พื้นฐานของทั้งคุณ Hong Value และคุณ Boyles นั้น ผมอ่านเพลินเลยครับ คิดถึงตอนแรกๆที่เข้ามาแล้วศึกษาทุกอย่างมั่วไปหมดเลย อิอิ จริงๆแล้วอยากจะเสวนาเรื่องนี้ด้วย แต่พูดตรงๆว่าหลังๆแทบไม่ได้ใช้แล้ว ในหัวก็มีแต่ทฤษฏี ภาคปฏิบัติมีใช้บ้าง แต่ก็ดูบางอย่างประกอบเท่านั้น คงไม่สามารถที่จะออกความเห็นได้คล่องและชัดเจนเท่าไหร่ในเรื่องนี้ เลยขอเป็นผู้ฟังบ้างแล้วกันนะครับ ขอบคุณที่เล่าให้ฟังครับ

  • hongvalue

    ขอบคุณมากครับ วันนี้ไปไล่อ่านหัวข้อย้อนหลังมีคำถามเล็กน้อยน่ะครับ
    1.สรุปว่าหลักการลงทุนของโซรอสคือ ซื้อหรือขายตอนที่ราคาสินทรัยพ์นั้นๆห่างจากจุด
    equilibrium มากๆเหรอครับ ประเด็นคือสมมุติว่ามัน overvalue แล้วมันก็ overvalue มากขึ้นไปเรื่อยๆไม่หยุดโซรอสจะเลือกจังหวะช็อตอย่างไรหรือครับ
    2.ผมว่าเรื่อง reflexivity นี้ยากมากเลยนะครับ เป็นเรื่องที่พยายามจะทำความเข้าใจแต่รู้สึกว่าจะเกินความสามารถ (บ่นเล่น)
    3.เท่าที่อ่านๆดูไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า ยิ่งตลาดมี volatility สูงเท่าไหร่
    โซรอสก็น่าจะยิ่งได้ผลตอบแทนดีเพราะราคาของสินทรัพย์ที่ออกห่างจาก equilibrium มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีโอกาศทำกำไรมากเท่านั้น และถ้าคำตอบคือใช่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า
    ช่วงหลังนี้วิกฤติแต่ละครั้งมักจะสั้นกว่าสมัยก่อนส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะว่าคนมีประสบการณ์จากวิกฤติรอบก่อนๆทำให้หาวิธีป้องกันและรับมือได้ดีขึ้น แบบนี้ไม่รู้ว่าจะเข้าทางของโซรอสหรือเปล่านะครับ

    ขอบคุณครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ผมมีคำถามอีกนิดเกี่ยวกับ เรื่องที่คุณมดพูดถึง initial stop มันจะสามารถใช้กับระบบได้ดีขนาดไหน แล้วนั่นจะทำให้เราเสียระเบียบวินัยของการทำตามระบบหรือเปล่า อย่างเช่น สมมุติว่าเรากำหนด stop profit เมื่อตลาดมีขึ้นในลักษณะชันมากๆ( volatility สูงๆ ไม่รู้ใช้คำนี้หรือเปล่า) เหมือนอย่างใน video อันนึง เมื่อเรา stop profit ไปแล้ว โดยที่ระบบของเรายังไม่ได้ให้ขาย และในเวลาต่อมาหุ้นได้ขึ้นสูงกว่าเดิมเรื่อยๆ อย่างนั้นถ้าเรา stop profit ไปแล้วโดยระบบเรายังไม่ให้ขาย การกลับเข้ามาซื้อใหม่ โดยซื้อแพงกว่าจุดที่เราขายออกไปนั่นอาจจะทำให้เสี่ยงมากขึ้น แต่ในทางกลับกันถ้าเรา let profit run โดยไม่มีจุด stop profit หรือขายเมื่อระบบให้ขายนั้นอาจจะช้าเกินไป ยิ่งหุ้นที่มี volatility สูง ยิ่งกราฟการขึ้นชันมากเท่าไหร่ โอกาสที่มันจะทิ้งดิ่งลงมาน่าจะทั้งเร็ว และแรงในช่วงเวลาสั้น คุณมดมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรเกี่ยวกับการ stop profit และการ cut loss ให้เข้ากับระบบ อีกเรื่องนึงครับ มีหนังสือแนะนำ หรือ video เกี่ยวกับการใช้ ATR trailing stop หรือเปล่าครับ ผมยังสงสัยว่าจะใช้อย่างไรให้เข้ากับระบบ จะใช้ตอน stop loss หรือ stop profit หรือใช้ในช่วงจังหวะใดเป็นพิเศษหรือเปล่า ก็รบกวนด้วยนะครับ

  • Anonymous

    ขออนุญาติแจมครับ……ขออนุญาติท่านมดก่อนนะครับ

    อารู้จักท่านฮงพอดี…

    —————–
    สวัสดีฮง ไม่ได้คุยกันนาน….
    เมือ่ไหร่น้องฮงจะสอนพี่เรื่อง FUNF FLOW
    พี่จะขอจ่ายค่าวิชา เล่าเรื่อง reflexivity ให้ฟังเท่าที่พี่พอรู้ครับ
    ท่านว่างวันไหน เราคงได้คุยกันภายในปีนี้
    ปล.. ผมอ่านประวัติการเทรดของโซรอส
    เรื่อง fund flow โซรอสอาจเป็นคนแรกที่เข้าใจเรื่องนี้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว

  • Anonymous

    คำถามฮงเป็นคำถามที่ดีมากครับ
    ระหว่างรอคุณมดมาตอบ คนนั้นเขาอัฉริยะ
    ผมจะลองใช้ความรู้น้อยนิดตอบไปก่อนนะครับ
    ผมอาจผิดครับ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

    1.สรุปว่าหลักการลงทุนของโซรอสคือ ซื้อหรือขายตอนที่ราคาสินทรัยพ์นั้นๆห่างจากจุด
    equilibrium มากๆเหรอครับ ประเด็นคือสมมุติว่ามัน overvalue แล้วมันก็ overvalue มากขึ้นไปเรื่อยๆไม่หยุดโซรอสจะเลือกจังหวะช็อตอย่างไรหรือครับ

    ตอบ : ก่อนอื่นเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติ ยังไม่เกิดนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของการสร้างกรอบแบบคาดการณ์ไปล่วงหน้า คนเรามักจินตนาการไปข้างหน้าเสมอ จะเกิด ไม่เกิด ก็ต้องดูว่า เรมีสมมุติฐานอะไรเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น ผมขอตอบแบบภาพรวม เพราะท่านฮงถามแบบภาพรวม ผมตอบอย่างนี้ เพราะท่านฮงถามอย่างนั้น ผมอาจผิดด้วยอคติที่ผมมี หุ้นอะไรละครับ ขอโทษที่ต้องถาม เพราะว่าสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นมันเกิดขึ้นเพราะมีปัจัยมาทำให้มันเป็นอย่าง ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน ท่านฮงถามเพราะท่านฮงอยากเข้าใจเรื่อง reflexivity นั่นคือสิ่งที่ท่านฮงคิดว่าท่านฮงควรจะเก่งเรื่องนี้ เพราะตัวท่านโซรอสเองเป็นคนคิดเรื่อง fund flow ซึ่งท่านฮงเก่งโคตตรรรอยู่แล้ว แต่ท่านฮงยังคิดว่าท่านขาดเรื่อง reflexivity ไปจนความเข้าใจเรื่อง fund flow ของท่าน ยังไม่สมบูรณ์

    ผมอาจเข้าใจผิด สิ่งที่ท่านฮงถามเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบของ reflexivity เองเลยทีเดียว คำตอบของท่านฮงมีในคำถามที่ท่านถามอยู่แล้ว

    ผมตอบตรงคำถามเรื่อง overvalue แล้ว ผมจะบอกเคล้ดลับของโซรอส เขาทำความผิดตลอดเวลา แต่สิ่งที่เขาเก่งคือ เขาจับผิดตัวเองทุกวัน แล้วเขาไม่ทำผิดอีก เท่ากับว่าเขาไม่ได้ล้มเหลว แต่เขาค้นพบวิธีทำให้เขาขาดทุนมากกขึ้นอีก เรื่องนี้คุณมดเขียนเกี่ยวกับ Bath Ruth คุณฮงต้องไปอ่านดูครับ เอดิสันเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใคร มังเกอร์ และ เบนจามิน แฟรงคลิน เข้าใจเรื่องนีดีที่สุด ขาร์ล ดาวิน และ ไอไสตน์ ใช้เวลานั่งจับผิดตัวเอง

    พวกเขาจ้องทำผิดตัวเองตลอดเวลา พอหาเจอแล้ว ก็ invert มันกลับเท่านั้นเองครับ

    ใช้ชีวิตให้เหมือนเราผ่านมันมาแล้วเมื่อวาน แต่คิดว่าเมื่อวานเราทำผิดพลาดตลอด อยู่กับปัจจุบันใหม้มากที่สุด แล้วคิดว่าทำอย่างไรให้มันผิดพลาดอีกครั้ง พอรู้แล้วก็กลับลำทำตรงข้าม แล้ว ใช้วิธี 50: 50 ความคิดเราอาจผิด ความคิดเราอาจถูก ทุกอย่างมี ทุกอย่างจึงเกิด ไม่มี ก็ไม่เกิด คนที่เก่งเรื่อง reflexivity มากที่สุด คือ พระพุทธเจ้าครับ

    ผมอ่านประวัติเทรดเดอร์เก่งๆ ทั้วโลก เขาเก่งเรื่องอริยสัจ 4 กันแบบโตรรเซียนเลย
    มองข้างในตัวเองครับ…..

  • hongvalue

    โอ๊ย ท่านอาติสครับ เรานัดเจอกันได้เสมอแหละครับ
    อีเมล์ของผมพี่ก็รู้ ผมเองก็อยากขอความรู้เรื่อง
    reflexivity อยู่แล้ว เผื่อชวนท่าน mod ไปด้วย
    น่าจะดีนะครับ จะได้ discuss กันได้หลายคน

    ไม่ทราบว่าจะขออีเมล์ท่าน mod ไว้ได้ไหมครับเผื่อมีโอกาศ
    จะชวนไปพบปะพูดคุยเรื่องหุ้นถ้าไม่รังเกียจ

    ผมยังงงๆอยู่นะครับว่าทำไมสิ่งที่ผมถามถึงมีคำตอบอยู่แล้วในตัว
    (หัวทึบมากครับ)เอาไว้รอท่าน mod มาตอบอีกคนแล้วผมจะลองอ่าน
    ดูแล้วพยายามทำความเข้าใจใหม่นะครับ ขอบคุณมากครับ

  • http://plamuek76.blogspot.com/ plamuek76

    เอาบทความมาฝากครับ ^^

    http://jimrogers1.blogspot.com/2009/10/when-i-see-bubble-i-buy-george-soros.html

  • Mod

    สวัสดีครับ ต้องขอโทษด้วยที่เข้ามาตอบช้า พอดีไม่สบายนิดหน่อยเลยนอนเป็นวันเลย อิอิ

    เผลอแป้บเดียวคุยกันไปไกลแล้ว ขอตอบให้คุณ Boyles ตามความเข้าใจก่อนนะครับ

    เรื่องของการ Stop Profit นั้น บางทีมันอาจเป็นการสร้างกรอบ สร้างลิมิตให้กับกำไรของเราไปเองรึปล่าวผมไม่แน่ใจนะครับ Stop Profit ที่คุณ Boyles เขียนนั้นฟังดูแล้วก็คือการ Take Profits นั่นเอง ในทางของการเล่นแบบตามแนวโน้มนั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ นั่นเพราะคำว่าตามแนวโน้มคือการดู Action-Reaction ของตลาดเพราะ Trend Following make no prediction เพราะเชื่อว่าอนาคตทำนายไม่ได้ การตั้งจุด Take Profit จึงเป็นการ “คิดเอาเอง” ของเราไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานจากสิ่งที่ตลาดทำอย่างแท้จริง และผมมองว่าเป็นการ Limit Reward ของเราไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบทำ และในทางกลับกันชอบ Let Loss Run

    ปัญหาข้อนี้ มีต้นตอมาจากความกลัวที่จะเสียกำไรของเราไปและกลัวที่จะผิดนั่นเอง ซึ่งหากปล่อยไว้ผมว่าจะมีปัญหาในการเล่นหุ้นแบบตามแนวโน้มอีกเยอะ บางทีเราควรที่จะมองในแง่ของ “เราเป็นคนคุมความเสี่ยง แต่ตลาดจะตัดสินใจเองว่าจะให้กำไรเราเท่าไหร่” แทนครับ

    เรื่องของการกลัวที่ว่าจุด Trailing จะคืนกำไรเยอะมากไปนั้น ผมมองว่า นี่ก็เป็นปัญหาทางจิตวิทยาเหมือนกันครับ เราอาจเอาอคติไปจับ ณ ช่วงเวลา Peak ของมัน จึงเกิดเป็นความรุ้สึกว่ากำไรหายไปเยอะเหลือเกิน แต่ลืมมองไปว่าหากเรามองไม่เห็นกราฟเลย เราเห็นแต่จุดสองจุดคือราคาณ จุดซื้อ กับ จุดขาย พอมองแล้วมันก็อาจจะเห็นว่ากำไรพอสมควรเลยนะ อีกอย่าง หากเราไปกังวลกับผลกำไรแต่ละครั้งเกินไป ไม่มองเป็นกำไรโดยเฉลี่ยของ Series of TRades เดี๋ยวผมว่ามันจะเริ่มไปกันใหญ่จนนำไปสู่การพยายาม Optimize กันเข้าไปเรื่อยๆ ต้องระวังครับ

    ผมมองว่าของอย่างนี้มี Trade-off เป็นธรรมดาครับ การที่มันคืนกำไรเยอะ ส่วนหนึ่งมาจากว่าระบบของเรา Time Frame มันยาว มันจึงมีการคืนกำไรสูง แต่ต้องไม่ลืมว่าข้อดีของมันคือการเปิดโอกาศให้กำไรวิ่งไปได้ไกลที่สุดเช่นกัน

    ในทางกลับกันหากระบบเกาะติดราคาหุ้นแทบไม่ปล่อยไม่ให้คืนกำไรเลย ข้อเสียของมันคือคุณจะต้องเจอกับ Noise บ้างเป็นธรรมดา และทำให้ขายหมูออกไปบ่อยๆ

    คำว่า Initial Stop ของผมไม่ได้หมายถึงการ Take Profit แต่ผมใช้ในการกำหนดระดับตัดขาดทุนในไม้แรกให้แคบลงมา เพราะผมเชื่อของผมเองว่า การเทรดครั้งไหนที่ดีๆ มันมักจะไม่วิ่งสวนทางกับเราไปไกลเท่าไหร่นัก (ลองศึกษาเรื่อง MAE:maximum adverse excursion) คือซื้อแล้วควรจะทำตัวอย่างที่เราคิดนั่นเอง การกำหนด Initial Stop แบบแคบในตอนแรกของผมนั้น ก็เพียงเพื่อช่วยให้ Position size ของผมใหญ่ขึ้นมานิด และเป็นการกำจัดหุ้นที่ทำตัวไม่ปึ๋งปั๋งของผมออกไปเท่านั้นเอง

    ปกติแล้วหากจะกลัวการคืนกำไรมาก ผมอาจทำระบบขายไว้สองแบบคือ Trailing และ Volatility Stop เช่น หากเรากลัวโดนทิ้งบอมบ์แล้วจะเสียกำไรไปมากๆ ก็ลองเขียนกรองรูปแบบของ one day reversal ซึ่งมี Volatility ที่สูงมากๆจะช่วยในการรักษากำไรได้ดีเช่นกัน แต่ต้องกำหนดค่าอย่างระวัง ไม่เช่นนั้นจะทำให้ขายหมูน้ำตาตกในครับ

    ตัวอย่างจากรูปที่เคยได้ลงไว้แล้ว จะเห็นได้ว่า Lowest low ของ 20 วันตามไม่ทันกับหุ้นปั่นๆแบบนี้

    [img]http://mangmaoclub.com/wp-content/upload/_Steel_Exit-1.png[/img]

  • Mod

    ต้องขอบคุณคำถามของคุณ Hongvalue และคำตอบของคุณ Artist เป็นอย่างสูงครับ ผมเชื่อว่าคุณ Hongvalue น่าจะได้คำตอบที่พอใจส่วนหนึ่งไม่มากก็น้อย ต้องของคุณคุณ Artist จริงๆเข้ามาเล่าอะไรแต่ละทีมีประโยชน์มากครับ ผมชอบอ่านเป็นประจำ

    เรื่องของโซรอสกับ Reflexivity นั้นผมว่าบางทีก็ดูอาจจะยากแต่ก็อาจจะง่าย หากเข้าใจแบบผ่านเส้นนั้นมาแล้วจะเข้าใจต่อไปเรื่อยๆ บางทีอาจต้องค่อยทำความเข้าใจแล้วเดี๋ยวเกิดอาการ “อ๋อ” ขึ้นมาแล้วจะค่อยๆนำไปสู่เรื่องอื่น

    การที่จะหาจุดสวนตลาดของ Soros นั้น ผมยังไม่เห็นไครที่เขียนอธิบายได้เป็นชิ้นเป็นอันอย่างเป็นระบบหรือวัดค่าได้สักเท่าไหร่นัก โซรอสก็ไม่ได้อธิบายออกมาเป็นตัวเลขเช่นกัน สิ่งที่โซรอสคิดไม่น่าจะเป็นการ Prediction แต่เขานั้น Take Action แล้วสังเกตุ Reaction ที่เกิดขึ้นมาเป็นตัวยืนยันความคิดของเขา และนี่อาจเป็นที่มาอย่างหนึ่งที่ว่าทำไมเขาจึงเรียกตลาดว่าห้องทดลองก็เป็นได้

    ในความเห็นผม วงจร Reflexivity มันเหมือนห่วงโซ่กระทบชิ่งกันไปมา Action มีผลให้เกิด Reaction และ Reaction ก็จะมีผลต่อ Action เองเช่นกัน มันอาจจะรุนแรงหรือไม่รุนแรงพอก็ได้ แต่ไม่มีใครจะสามารถคาดเดามันได้ 100% เพราะมันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งสอง หากแรงพอมันก็อาจเกิดการ Tipping Point ให้เกิด Panic หรือ Boom ขึ้นมาก็ได้

    ผมมองว่าทฤษฏีของโซรอสเข้ามาช่วยอธิบายปรากฏการณ์ ของความไม่สมดุลย์ในตลาดได้ดี ซึ่งโดยปรกติทฤษฏีต่างๆของเราจะมุ่งไปที่ปลายทางเลย คือจุดสมดุล เช่นการคำนวนค่าความเหมาะสมของราคาหุ้นต่างๆ แต่ Reflexivity ช่วยอธิบายและเป็นเหมือนข้อต่อเชื่อมระหว่างจุดสมดุลที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆของเหตุการณ์นั่นเองครับ

    ผมว่าตัวอย่างของ Reflexivity ง่ายๆที่เห็นตอนนี้ก็คือการ Comment ของ Post นี้แหละครับ คุณ Hongvalue กระทุ้งจุด Tipping Point ทะลุผ่านไปแล้ว ทำให้ตามมาด้วย Comment อีกหลายๆอัน มีผลให้เกิดการปฏสัมพันธ์ของ Comment ต่างๆไปเรื่อยๆ จนเดี๋ยวจะไปหยุดที่จุดหนึ่งเองซึ่งผมและคุณก็เดาไม่ได้ว่าจะเลิกคุยกันเมื่อไหร่ เพราะผมก็ต้องดู Reaction ของคุณ Hong และคนอื่นๆ ส่วนคุณ Hong ก็รอดู Reaction ของผมเช่นกันไช่ไหมครับ :)

    เรื่องอีเมล ผมเขียนลงไว้ในส่วนของ About อยู่แล้วแต่สงสัยเล็กไปไม่เด่น [email protected] มีอะไรคุยกันได้ครับ

    ปล.ขอบคุณคุณ Plamuek76 ด้วยครับ ทำให้ผมมีอะไรดูเพลินๆอีกแล้ว อิอิ :P

  • Anonymous

    สวัสดีครับคุณมด
    …..ไปอ่านที่ท่าน ปลามึก 79 ลงเอาไว้ ขอบคุณมากครับ

    “My theory is the future is unpredictable , therefore I am not going to predict , it depends on how the authorities act and on how the market responds , The future is going to be determined as we go along ” George Soros

    ผมไปฟังแล้วนะคุณมด ฟังสามรอบเลย 555555
    สิ่งที่คุณปลามึกเอามาลงไว้ มีใจความสำคัญอย่างมาก
    สิ่งที่ฮงมองหา แรบไบโซรอสพุดเอาไว้เยอะทีเดียวครับ
    ดูเหมือน….(ผมอาจผิดนะครับ)
    เขาอาจจะบอก ไมได้ตั้งใจบอก หรือ อาจประชดประชันในสิ่งที่โลกการเงินไม่ยอมรับ หรือกำลังวิจารย์ระบบนิวตันในการเรียนการสอนในเมืองไทย เมืองไทยนีแปลกมาก เพราะเป็นเมืองพุทธทีสอนเรื่องความไม่แน่นอน แต่สิ่งแวดล้อมในเมืองไทยไม่มีภัยธรรมชาติ เรื่องความไม่แน่นอนจึงหาทางออกไปการเมืองเสียหมด เรื่องการเข้าใจความไม่แน่นอน เรายังไม่เก่งเท่าคนยิว เพราะเขาสอนกันมากว่า 4000 กว่าปี ชาวยิวกลุมหนึ่งอพยพไปอินเดียก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ความคิดเรื่องจิตวิญญาณนั้น ผมสิ่งอ่านคำสอนของยิวแล้ว ต่างจากอริยะสัจ 4 น้อยมากจริงๆ reflexivity ไม่ใช่เรืองใหม่เลยครับ คนไทยต้องเก่งที่สุด เป้น trader ที่เก่งที่สุดในโลก แต่เราไปเอาของฝรั่งมาหมด ไม่รู้ว่าของดีที่สุด ไม่ต้องเสียตังเลย มีในศาสนาพุทธต้องนานแล้ว แต่คนยิวเอามาปรับใช้ในการเทรด เรื่องความไม่แน่นอน เรื่องความเสี่ยง เรืองเดียวกันหมด พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง “อย่าประมาท” เพราะว่าสิ่งรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงอยู๋ตลอดเวลา ยิ่งในเวลาปัจจุบันด้วย เปลี่ยนเร็วมาก ไม่มีใครหนีพ้นเรื่องความเสี่ยง หนีพ้นความไม่แน่นอนไปได้ เหมือนเราเป้นปลา ความไม่แน่นอนคิอน้ำ ถ้าไม่มีน้ำ เราก็ตาย ผมต้องกระตุกตัวเองมองหา “น้ำ” ทุกนาที ถ้าเราไม่มองหามัน ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตาม “โอกาสของความเป้นไปได้รอบตัว” เท่ากับว่า เราปล่อยหใชวิตไหลไปตามดวง เรากำหนดชีวิตเราเอง เราเลือกที่หยิบความไม่แน่นอนเหล่านั้นเอามาใส่ตัวเอง ทำให้ “มัน” กลายเป็น “ความแน่นอน” ที่เราเก็บไว้ในความทรงจำของเราซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว หรือ ใครเปลี่ยนแปลง “อดีต” ได้บ้างนอกจาก “โดราเอมอน” นั่นเก่งกว่าโซรอสซะอีก 55555555

    ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความไม่แน่นอน ผมว่ามันมีโอกาสพลาดสูงเกินไป เราต้องป้องกันพอร์ตของเรา มีความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นว่ามีผลกระทบต่อหุ้นที่เราลงทุนอย่างไร มองไปหลายๆ ชั้น มองให้เข้าใจ แล้วโอกาสพลาดมันน้อย เพราะได้มองสถานการณ์ ติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใหล้ชิด เห็นถึงปัจจัยเสียงต่างๆ ที่จะกระทบต่อผลกำไร/ขาดทุน

    ที่สำคัญมันต้องตัดสินใจหาระบบป้องกันความเสี่ยง แต่ระบบที่สำคัญคือตัวเราเอง เราถึงป้องกันความเสี่ยงที่จะกเดขึ้นจากตัวเอง ความเสี่ยงเหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้หมดเลย มีกิเลส 1800 อย่าง ตัณหา 108 อย่าง ถ้าเรานั่งจดรายการเหล่านี้ แล้วเอาติดตัวไปทุกที่ เหมือเรามีรายการ check list ก่อนจะขับเครืองบิน เพราะบนเครื่องเราพลาดหมายถึงตาย

    ผมเข้าใจดีในเรื่องนี้ เพราะผมเรียนขับเครืองบินมาเกือบ 80 ชม. แล้ว บนนั้นมันเครียดมาก เพราะมันมี 3 มิติ แล้วทุกวินาที มันมีความหมายอย่างมาก

    ถ้าไปลงทุนต้องรู้ว่าอะไรคือความเสี่ยงสูงสุดที่จะส่งผลกระทบในธุรกิจนั้น ทางผู้บริหารเขาทำให้มันลดลงหรือไม่ คนของเขาเข้าใจเรื่องความไม่แน่นอนดีมากหรือไม่ เขาปรับตัวกันอย่างไรบ้าง ผมมองแต่เรื่องอะไรทำให้ธุรกิจนั้นขาดทุน ผมมองแต่ตัวเองว่าอะไรทำให้ตัวเองตัดสินใจผิดพลาด มองจ้องมอง “อคติ” ตัวเองตลอดเวลา เท่าที่จำทำได้ แต่ไม่ทุกวินาทีเหมือนพระพุทธเจ้า

    ถ้าเป็นทีมกีฬา ต้อง defense เก่งถึงมีโอกาสชนะ ในเกมโลกตลาดการเงิน ใครมองความไม่แน่นอนเก่งที่สุด แล้วหาทางอุดประตู “เจ้ง” ให้ได้มากที่สุด ไม่ต้องไปหาสูตรจากฝรั่งเลยครับ มันเข้าใจง่ายๆ แต่ไม่ทำกันเท่านั้นเอง เราอยู๋ใน “น้ำ” แต่มองไม่เห็น “น้ำ” ไม่จัดการกับความเสี่ยงความไม่แน่นอนที่มีรอบตัว มีอยู่ทุกลมหายใจ มารูตัวอีกทีก็ไปยืนอยู๋บนความไม่แน่นอนแล้ว แล้วตกใจทำอะไรม่ถูก เพราะไม่ได้คิดล่วงหน้าเอาไว้ ไม่ว่าใครหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง ไม่พ้นความเสี่ยง ไม่พ้นความไม่แน่นอน ……ไม่พ้นความตายครับ ^^ 55555555555

    …ขอโทษครับที่ผมเขียนยาวไปหน่อย
    ขอบคุณครับที่ให้โอกาสเขียน…… ผมอาจผิดครับ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น 55555555

  • hongvalue

    ผมลองยกตัวอย่างช่วยดูให้หน่อยนะครับว่าถูกหรือไม่

    เท่าที่อ่านที่คุณมด ตอบผม วรรคนี้

    ”คุณ Hongvalue กระทุ้งจุด Tipping Point ทะลุผ่านไปแล้ว ทำให้ตามมาด้วย Comment อีกหลายๆอัน มีผลให้เกิดการปฏสัมพันธ์ของ Comment ต่างๆไปเรื่อยๆ จนเดี๋ยวจะไปหยุดที่จุดหนึ่งเองซึ่งผมและคุณก็เดาไม่ได้ว่าจะเลิกคุยกันเมื่อไหร่ เพราะผมก็ต้องดู Reaction ของคุณ Hong และคนอื่นๆ ส่วนคุณ Hong ก็รอดู Reaction ของผมเช่นกันไช่ไหมครับ ”

    สมมุติว่ามีหุ้น abc ที่ผมสนใจ และมี 2 กรณีที่สามารถเกิดขึ้นได้
    1.พอร์ตของผม 3 แสนพอไล่ซื้อหุ้นตัวนี้แต่ก็ทำให้ราคาขยับขึ้นได้แค่ช่องเดียว ยังไม่แตะตามวลชนเท่าไหร่

    2.พอร์ตของผม 30 ล้านผมคิดว่าหุ้นตัวนี้สามารถขึ้นได้เป็ย 100% ผมก็เลยกวาดรวดเดียวหมดเลยทำให้ราคาหุ้นพุ่งไป 20% แต่ผมก็ยังได้ของไม่หมดแล้วก็มีบางคนขายหุ้นลงมาแล้วผมก็ลากขึ้นไปใหม่ ผมทำแบบนี้เรื่อยๆจนเงินหมดราคาขึ้นแรงแล้วไม่ยอมลง ทำให้คนเห็นว่า
    เฮ้ย สู้ว่ะ ก็เลยมีคนมาซื้อตามผม

    กรณีนี้ต้องบอกว่า case ที่ 1 ผม action แต่ยังไม่มีผลทำให้เกิด reaction จากตลาดในทางที่ผมต้องการเพราะพลังเงินผมน้อยเกินไป

    กรณีที่ 2 พลังเงินของผมมากพอทำให้ action ของผมเป็นที่น่าสนใจและเกิด reaction จากตลาดว่าหุ้นตัวนี้น่าสนว่ะ แล้วก็มีคนมาซื้อตาม

    ดังนั้นกรณีที่ 2 เรียกว่าเกิด reflexivity โดยสมบูรณ์เพราะพฤติกรรมของคนนึงมีผลไปสะท้อนถึงพฤติกรรมของมวลชน
    ทีนี้ประเด็นต่อมาก็คือถ้ามวลชนมาไล่ซื้อหุ้นตามผม แล้วผมดันเกิดรู้สึกว่าซวยแล้วตัวนี้ไม่ดีจริงนี้หว้า ไล่ซื้อไปได้ไงผมก็ออกของไม่ยั้งทุบๆๆๆๆๆ ตอนแรกๆมวลชนก็คิดว่าปรับฐานเฉยๆแต่ผมออกจาก action ของผมทำให้ feedback ของเขาแย่ตามลงไปด้วยเลยทำให้เกิด reaction ขายหุ้นหนีตามผมบ้าง
    (โลกความเป็นจริงไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะมีคนคุมหุ้นหลายคนอันนี้เป็นโลกสมมุติ)

    นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า
    1.โซรอสใช้ทฤษฏี reflexivity ได้ดีเพราะเขามีพลังงานที่จะทำให้เกิด reaction ในตลาดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
    2.เพราะคำพูดของเขามีผลต่อ reaction ของคนเยอะกว่านักลงทุนคนอื่นๆ

    เพราะถ้านักลงทุนเงินน้อยก็ทำให้เกิด reaction ในทางที่ตัวเองต้องการได้ยากเช่น
    ถ้าคิดว่า abc undervalue และควรจะกลับสู่จุด equilibrum ตัวเองก็ไม่มีพลังเงินพอที่จะทำให้คนตระหนักว่าตัวนี้ถูกและเริ่มขึ้นมวลชนเพียงแต่คิดว่า ถูกแต่ไม่เห็นขึ้นเลยยังไม่ซื้อดีกว่า

    และเขาก็ไม่มี power พอที่จะบอกว่าให้ใครมาซื้อตามด้วย

    ไม่ทราบคุณมดกับพี่อา เห็นว่าอย่างไรครับ ผิดถูกรบกวนชี้แนะด้วยครับ

    ป.ล. ผมกระทุ้งจนกระทู้นี้ผ่าน tipping point มาแล้วก็ไม่อยากเลิกง่ายๆแล้วล่ะ
    อิอิ

  • hongvalue

    ข้อสรุปของ reflexivity ก็คิอว่า

    นักลงทุนไม่ได้ตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลตลอดเวลา
    ถึงแม้นักลงทุนจะคิดว่าดีแต่ถ้ามีคน action บางอย่าง
    เขาก็พร้อมจะเปลี่ยนความคิด เพราะว่านักลงทุนไม่ได้เล่นกับ
    บริษัท แต่เล่นกับ expectation ของ นักลงทุนคนอื่น
    ที่มีต่อบริษัทนั้น

    ง่ายๆถ้าคิดว่าหุ้นไม่ดีแล้วแพงแล้วเลยขายออก แต่ขายออกเสร็จ
    ก็ขึ้นกระจายวายวอดไปอีกใกล้ คนนี้ก็เริ่มคิดใหม่ว่าเขาคิดผิดแหงเลย
    แล้วถ้าหุ้นกลับมาลงจุดเดิมที่เขาเคยขายไปเขาอาจจะไปรับใหม่
    ทั้งๆที่เขาเคยคิดว่าแพงแต่มวลชนทำให้มันขึ้นไปแรงๆแล้วค่อยตกลงมา
    มุมมองเขาก็อาจจะเปลี่ยนไปได้

    เน้นว่าอาจจะเปลี่ยนนะเพราะไม่มีอะไรแน่นอน

  • Anonymous

    อคติของเป็นต้นเหตุของ critical mass
    พี่ได้จดบันทึกขั้นตอนการตรวจสอบขั้นตอนการตรวจสอบ critical mass

    1. มีโอกาสของแนวโน้มเพราะอคติบางอย่างในหุ้นตัวนั้น
    2. มีการเริ่มต้นของกระบวนการที่ส่งเสริมอคตินั้นในตัวมันเอง
    3. มีระบบตรวจสอบทิศทางของตลาดและหุ้นที่ประสบความสำเร็จ
    4. การพิจรณาและวินิจฉัยที่มากขึ้น
    5. ตรวจสอบ “ช่องว่าง” ของสิ่งที่เป็น กับ สิ่งที่ควรเป้น หรือ ความแตกต่างของการรับรู้ กับ ความจริงที่เกิดขึ้น
    6. จุดอิ่มตัว
    7. เริ่มต้นของการสะท้อนกลับในทิศทางตรงกันข้าม

    ผมอาจผิดได้ อะไรเป็นไปได้ทั้งนั้น…

  • Anonymous

    ผมติดมาฝากน้องฮง

    Life is beautiful.

    http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=40716

    เคยได้ยินถึงคำว่า “ช่องว่าง” ในทฤษฎีภาพสะท้อนหรือไม่?

    เป็นช้อว่างความเครียดระหว่าง “สิ่งทีเราได้ทำสำเร็จตามตั้งใจกับสิ่งทีเราควรจะทำแต่ยังไมได้ทำ” หรือเป้นช่องว่างระหว่าง ”สิ่งที่คนนั้นเป็นอยู๋กับคนที่เขาควรจะเป็น” นักลงทุนเน้นภาพสะท้อนที่แท้จริงควรตรวจสอบให้ภาพทั้งสองอย่างหายไป เหลือเพียงภาพเดียวคือภาพปัจจุบันตามความเป็นจริง

    เหมือนการลงทุนเน้นคุณค่าหรือไม่?
    สิ่งเดียวกันแต่มองคนละด้าน การลงทุนเน้นคุณค่าที่แท้จริง มองไปที่ช่องว่าง “สิ่งที่ควรเป้นกับสิ่งที่เป็นอยู๋”

    ข่าวร้ายขายได้เพราะอะไร?

    เพราะว่าแปลกไปจากสิ่งที่ควรเป็น ข่าวร้ายมีคนถูกยิงตายเป้นสิ่งที่ไม่ควรเป้น เราอยากเห้นคือสังคมไทยที่เป้นสุข เมื่อมีช่องว่าง “สิ่งที่เป็นกับสิ่งที่ควรเป็น” เกิดขึ้น วงจรภาพสะท้อนเชิงสะท้อนกลับจะเกิดขึ้นทันที การลงข่าวร้ายจึงขายได้ตลอด เพราะเรามีช่องว่างกับตัวเราเองแล้วเรายังมีช่องว่างกับสิ่งรอบตัวที่เราพบเห้น เมื่อมีสิ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างภายในจิตใจเราได้ สิ่งนั้นจะขายได้ทันที อะไรที่แปลกไปจากปกติ อะไรที่เกินความคาดหมายของคน อะไรที่แปลกไปจากสิ่งที่ควรเป้น มันกระตุ้น “อคติ” ของคนได้ ตัวอย่างข่าว นายเม้งทำรองเท้าหล่นบนรถเมล์ แล้วโยนลงไปอีกข้างเผื่อใครมาเก็บจะได้มีใส่ทั้งสองข้าง เขาจะไมได้ลงข่าวเพราะเขาควรทำอย่างนั้น แต่ถ้าหลังจากนั้นนายเม้งศึ่งไม่ใส่รองเท้าเดินเข้าห้างทะเลาะกับ รปภ กลับได้ลงข่าวว่าเขาเป็นคนบ้าที่พยายามเดินเข้าห้างเพราะคนดีๆ เขาใส่รองเท้ากันทุกคน ข่าวนายเม้งถูกจับจึงแปลกว่าที่ควรเป้นมันถึงเป้นข่าวได้

    หลักการน้ใช้กับตลาดหุ้นอย่าง?
    วันนี้ได้เห้นใน หุ้น QH การปรับโครงสร้างใหม่ใน Q-con ทำให้เกิดความเข้าใจผิเกี่ยวกับราคา QH ในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่ปรับลงไม่ใช่ราคาของ QH แต่เป็น อคติของนักลงทุนต่อความเสี่ยงในเชิงลบที่ทำให้ราคามันปรับตัวลงจนเป้นปัจจัยที่ส่งเสริมตัวมันเอง

    ปัจจัยที่ส่งเสริมในตัวมันเองหมายถึงอะไร?
    แนวโน้มพื้นฐานไม่เคยเปลี่ยนไป สิ่งที่เปลี่ยนคือความคาดหวังที่นักลงทุนมีต่อหุ้นตัวนั้น เมือความคาดหวังจากนัลงทุนไปกดราคาให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางขาลง ราคาลงตามที่มันควรเป็นเพราะความเสี่ยงที่อาจปรับเพิ่มขึ้น แต่การรับร็ต่อความเสี่ยงมักจะเกินเลยไปเสมอ ภาวะไร้ดุลยภาพในตลาด ก็เหมือนภาวะอาการทางประสาทในจิตใจคน แต่ในตลาดเมื่อเกิดภาวะไร้สมดุล จะเกิดพฤติกรรมวิ่งตามกันซื้อ/ขาย นักลงทุนซื้อเพราะเห้นราคาขยับ และขายเมื่อเห้นราคาปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว

    เหมือนอย่างวันนี้?

    วันนี้ปเนจังพวะที่ดีครับ เพราะเหตุการณ์ไม่ควรเป็นอย่างที่นักลงทุนคิเ พอราคา QH ขยับขึ้นแต่เช้า ข่าวนี้เลยขายได้ เพราะมันแปลกไปจากที่นักลงทุนคาดหวัง และยิ่งมีอาการประสาท หรือ ความไร้เสถียรภาพในตลาดหุ้นมากเท่าไร คุณจะเห็นแนวโน้มใดอย่างใดอย่างหนึ่ง โดนเฉพาะ “สิ่งที่ไม่ควรเป้นแต่กลับกำลังเกิดขึ้น” จะมีอิทธิพลต่อนักลงทุนมากไปด้วย เราจะได้เห้นพฤติกรรมอย่างนี้อีก กุญแจดอกสำคัญแค่อยู๋ที่ว่า การจับให้ได้ว่า มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง และ การเข้าใจผิดอย่างนี้ มันเหมือนมีช่องว่างระหว่างความคิดของนักลงทุนในตลาดกับภาวะความเปฯจริงที่ควรเกิดขึ้น

    มีวิธีตรวจสอบไหม?

    คิดง่าย ๆครับ คูนช่วยคนแก่ข้ามถนน จะไม่วันได้ลงข่าวเลย มันขายไม่ได ยกเว้นพาข้ามแล้วคุณถูกรถชน เพราะการพาคนแก่ข้ามถนนเป้นสิ่งที่ควรเป้น แต่พาคนแก่ข้ามแล้วกลับถูกรถชน สิ่งนั้นแปลกไปจากสิ่งที่ควรเป้น สิ่งนั้นจึงขายได้
    สภาพจิตใจคนมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่ควรเปนกับสิ่งที่เป้นอยู๋เกิดขึ้นตลอดเวลา อะไรที่สร้างช่องว่างนี้ได้จึงขายได้?

    ใช่ครับ …. ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นท่ามกลางข่าวร้ายต่างๆ มันขายได้ สิ่งที่ควรเป้นคือราคาหุ้นควรจะปรับตัวลง สิ่งที่เป้นอยู๋คือราคากลับปรับขึ้น เมื่อมันแปลกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น มันเลยเกิด “ช่องว่าง” ที่เป็นภาพสะท้อนที่ไปกระตุ้นอคติบางอย่างในตัวเราที่เราทุกคนมี”ช่องว่าง” มนตัวเราอยู๋แล้ว และเป้นสาเหตุทำให้เราตัดสิใจผิดพลาดในการลงทุน

    หนังสงครามทำให้เราเข้าใจ reflexivity มากขึ้นจริงหรือ?

    เวลาดูหนังสงคราม ผม invert ตัวเองลงไปในหนัง ผมไม่ได้แยกตัวเองออกมาในฐานะผู้สังเกตอยู๋ภายนอก ผมอยู๋ในนั้นกับพวกเขา ผมตกเป้นเฉลยในค่ายกักกันชาวยิว ผมจินตนาการเข้าไปในจิตใจของพวกเขา เป้นเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย ผู้เขียนสังเกตว่าตัวเองมีความตื่นตัว อยากรู้อยากเห้นมากกว่าปกติอย่างมาก อะไรรอบตัวกำลังเกิดขึ้น และถ้าสิ่งนั้นเกิด สิ่งใดอะไรเปนผลตามมา แล้วมันทำให้ผุ้เขียนตกอยู๋ในอันตรายหรือไม่ แต่ความกระหื่นกับสิ่งต่างที่เกิดขึ้นไมได้ปนกับอารมณ์ต่างๆ ของผู้เขียนเลยแม้แต่น้อย ผู้เขียนมองทุกอย่างตามภาวะความเปนจริง ไม่มีความรู้สึกส่วนตัว เรามีสภาพจิตใจแบบนั้นต่อเมื่อเราคิดที่จะปกป้องตนเองจากการถูกฆ่า ผู้เขียนทดลองสร้างสภาพจิตนี้ในตลาดหุ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเจอความเสี่ยงกับการขาดทุนอยู๋ตลอดทุกวันทุกชั่วโมงจนบางครั้งผู้เขียนต้องหยุดดูหน้าจอ “ทำอย่างไรให้อยู๋รอด” คำนี้ผู้เขียนได้ยินท่านแรบไบโวรอสกล่าไว้ อะไรที่ไม่ปกติในสถานการณ์ที่ไม่ปกติถือเป้นเรืองปกติ ข่าวร้ายในช่วงนี้อาจเปนข่าวดี ข่าวดีอาจเป็นข่าวร้าย

    แล้วทำอย่างไรให้อยู่รอด?

    ปรับตัว แค่นั้นเอง
    ผู้เขียนเห้นคนตายในหนัง ดูนานๆ เข้าเริ่มชินกับภาพที่เห้น จากความคิดว่า การตายเป้นสิ่งไม่ควรเป้น อารมณ์สงสาร ความหวาดผวากับภาพที่เห้นคนถูกยิงที่หัว ภาพเด้กทารกที่ถูกจับโยนลงไปกองไฟ ความขยะแขยงของศพที่กองกันเป็นพัน นี่ถ้าเป้นที่เมืองไทย มองจากมุมข้างนอก อย่างนี้มันขายได้ เพราะเป้นสิ่งไม่ควรทำ แต่ในสภาวะสงครามสิ่งนี้คือสิ่งปกติ แล้วมันไมทำให้เราเกิดช่องว่างของอการภาพสะท้อนอีกต่อไป เพราะในสงคราม มันคือ “สิ่งที่ควรเป้น” และไม่แปลกไปจากชีวิตประจำในช่วงนั้น พอดูหนังสักพัก เราจะปรับตัวไปเอง ความทุกข์ทรมาน ภาพของคนทนทุกข์ทรมานก่อนตายไมได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกอะไรอีกต่อไปอีกแล้ว เป็นสภาวะที่เฉยชาต่อสภาวะอารมณ์ใดๆ ที่เคยเกิดตอนเริ่มดูหนังในช่วงเริ่มต้น

    เริ่มชาชินกับสิ่งที่เห้น?

    ใช่ครับ ภาวะชินชาอย่างนี้ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งเลวร้ายต่างๆ เป็นสภาวะที่กำลังในสังคมไทยและในตลาดหุ้นไทย ความร็สึกไม่อินังขอบๆ กับเรื่องร้ายๆ ส่งผลต่อความเฉยชาตายด้านของนักลงทุนต่อความเสี่ยง นักลงทุนบางคนอาจมีอาการตายด้านกับการขาดทุนทุกวันแล้วยังมีความสุขอยู่ได้ โดยสภาวะที่ชินชากับสภาพที่เป็นอยู๋ แต่ในไม่ช้านักลงทุนคนนั้นจะสร้างเกราะป้องกันตัวเองได้ เหมือนกับที่คนยิวอยู๋ในสภาพความเคยชินกับความเสี่ยงเป้นเสี่ยงตายในสงคราม สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเจ็บปวดมากที่สุด ไม่ใช่สภาวะการขาดทุนที่เปนตัวเงิน แต่เปนความเจ็บปวดภายภายในจิตใจที่เหลือทิ้งไว้จนอาจฝังลงไปในจิตใต้สำนึก

    จิตใต้สำนึกของนักลงทุนจะเปลี่ยนไป?

    อาการนักลงทุนจะเปลี่ยนไป อากรถอนหายใจ “ เฮ้อ….หมดไปอีกวันแล้ว” จะกลายเปฯสภาพปกติในชีวิตประจำวัน ภารกิจที่จำเป้นที่สุดคือ ..การรักษาชีวิตให้อยู่รอด ไม่ให้ทุนทั้งหมดหมดไป สภาวะที่เกิดขึ้นนี้จะลดอคติทั้งหมดของพวกเขาออกไปจนหมดจนเหลือแต่สัญชาติญาณดิบ ใครที่ไม่เคยเป็น trader จะไม่เข้าใจกับเหตูการณ์อย่างนี้ ความทรมานในใจกับความพยายามที่จะรักษาจิตใจที่แข้มแข็งเอาไว้

    ผู้เขียนรักษาจิตใจที่เข้มแข็งอย่างไร?

    นึกภึงเรื่องตลก…. ผู้เขียนเคยไปกินข้าวที่พันทิพ มีสาวๆ สงอคนมานั่งหลังผู้เขียน เขาสั่งซกเล้กมากิน เป้นเนื้อดิบแล้วปรุงให้แซบๆ คนนหึ่งบอกว่า “เฮ้ย…กินเนื้อดิบๆ ไปได้อย่างไร” สาวอีกครนบอกว่า “ทำไมกินไมได้ ฮำดิบๆ กรูยังกินมาแล้ว” ผู้เขียนแอบยิ้มในใจ เรื่องนี้กถึงทีไร มันพาเราอยู๋เหนื่อสถานการณ์ต่างๆ ที่กดดันได้

    ปรับตัวอย่างไร ในช่วงสภาพตลาดหุ้นอย่างนี้?

    ความเป็นจริงกับสิ่งที่ควรเป้นมีช่องว่างถ่างออกมากทุกวันจนไกลจุดดุลยภาพและไม่มีกลไกมาปรับให้มันแคบลงด้วยและรอบๆ ตัวเรามีแต่เรื่องที่ทำให้มันขยับออกไปเรื่อยๆ สถานการณ์ไร้เสถียรภาพจะเกิดง่ายๆ เหมือนคุฯเป็นโรคประสาท เพราะ “สิ่งท่คุณอยากให้เป็นไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง” ถ้ามีอะไรมาสะกิด คุณสามารถนะเบิดออกได้ตลอดเวลาจนตัวคุณเองก็ไม่สามารถตามทันอารมณ์ตัวเองได้ การตัดสินใจทืผิดพลาดจึงเกิดได้ง่ายๆ ตัวอย่าง ขายหุ้นออกอย่างหนักหรือซื้อตามกันอย่างหนักเป้นอาการดังกล่าว

    ช่วงนี้มีแต่ข่าวลือ?

    พอมีคนเปรยขึ้นมา ก็มีคนช่วยแพร่ข่าวให้กระจายไปอย่างรวดเร็ว ช่วงไหนไมเท่ายุคนี้ ยุคแห่ง refelxivity ในสังคมไทยที่เด่นชัดที่สุด ข่าวลือกับความจริงมักจะขัดแย้งกันอย่างมีจุดบกพร่องให้สังเกต พอมีข่าวลืออันหนึ่ง จะมีอีกอันวิ่งตามกันมาเป้นละลอก ยิ่งเป็นการกระตุ้นอาการภาพสะท้อนในจิตใจขอนักลงทุนยิ่งขั้นไปอีก

    มีกลยุทธิในการเอาตัวรอดในปีนี้อย่างไร?
    คนทีจะรอดจากตลาดหุ้นในปีนี้ได้ ไม่ใช่คนที่มีร่างกายแข้มแข็ง แต่เป้นคนที่มีจิตใจแข็มแข็งละอียดอ่อนต่อสิ่งต่าๆง รอบตัว และเป้นคนที่ใช้ความคิดถึงความเปฯไปต่างๆ มองตลาดตามความเป็นจริง ขุมทรัพย์ในตลาดมีให้ค้นหา แต่ต้องมองหาขุมทรัพย์ในตัวเองก่อน เข้าใจตัวเอง ความทุกข์ยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นถึงมากระทบจิตใจเพียงใด มันจะกลายเป้นเพียงเรื่องเล้กน้อย คนที่มีมุมมองคิดถึงจิตใจคนอื่น จะเอาตัวรอดได้ดีที่สุด…..

    ไปซื้อ้ของไหว้เจ้าละครับ……สวัสดีครับ….^ ^

  • mod

    พึ่งจะได้กลับมาอ่าน ผมไม่รู้จะตอบคุณ Hong อย่างไร เพราะคุณอา Artist ตอบได้สวยงามอยู่แล้วจริงๆครับ ผมก็ได้รับความรู้เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน เป็นความรู้ในระดับสูงทางจิตวิทยาเลยทีเดียว

    อาจมีเสิรมนิดหนึ่งว่า
    “ดังนั้นกรณีที่ 2 เรียกว่าเกิด reflexivity โดยสมบูรณ์เพราะพฤติกรรมของคนนึงมีผลไปสะท้อนถึงพฤติกรรมของมวลชน”
    ผมคิดว่าถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเรียกว่า “ผลสะท้อนกลับของเหตุการณ์มีผลทำให้เกิดการบิดเบือนของความคาดหวังนักลงทุนจนกลายเป้นวงจรของการย้ำคิดย้ำทำสิ่งเสิรมซึ่งกันและกันน่าจะเหมาะสมกว่าครับ”

    ผมเขียนเวบนี้เพื่อแบ่งปันความรู้ แต่ก็ได้ความรู้กลับมาเช่นกัน ถือว่าคุ้มค่ามากมายทีเดียว

    เรื่อง Reflexivity ต้องขอเป็นลูกศิษย์คุณอา Artist ด้วยสักคนแล้วล่ะครับ อิอิ แบ่งความรู้กลับมาให้ผมแต่ละทีทำให้ภาพบังตาหายไปเยอะขึ้นเรื่อยๆครับ ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องหุ้น แต่เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันซึ่งมีคุณค่าในการใช้ชีวิตมากทีเดียวครับ และต้องขอขอบคุณคุณ Hong ด้วย ที่ยิงคำถามเปิดกรุออกมาครับ :)

  • mod

    อ้อ อวยพรตรุษจีนนี้ขอให้มีความสุขกันมากๆนะครับ เรื่องเงินคงไม่ต้องพูดถึงกันแล้วสำทุกคน อิอิ แต่ยังไงก็

    “ซินเจีย ยั่วอี่ ซินนี้ฮวดใช้”

    เงินต้นไม่หายไป และมีกำไรกลับมากันนะครับ

    เขียนถูกรึปล่าวหว่า อิอิ :)

  • hongvalue

    ขอบคุณ อาติสและคุณมดมากๆครับ
    ตอบมาทีช่วยผมได้เยอะเลย
    เนื่องจากผมประเมินผ่าน reflexivity แล้วว่าท่าทีคุณมดยังไม่เบื่อ
    ที่ผมชวนคุย
    ผมเลยขอชวนคุยต่อนะครับ
    ผมก็ถามทั้งคุณมดและคุณอาติสเลยแล้วกันนะครับ

    เข้าใจว่าทั้งสองท่านคงเคยอ่านบทสัมภาษเสี่ยยักษ์มาแล้ว
    1.เสี่ยยักษ์บอกว่าหุ้นพีควันที่วอลุ่มพีค ในกรณีนี้น่าจะเป็นเพราะว่าวันที่วอลุ่มพีคนั้นทำให้คนคุมราคา(หรือเปล่า)หรือคนที่มีของใหญ่ๆสบโอกาศในการออกของแบบไม่เสียราคาเช่น รูปแบบอาจจะเป็น สมมุติ หุ้น abc นาย ก เป็นคนคุมราคาไว้พอขึ้นมาแบบมีวอลุ่มเขาก็เลย ทยอยตั้งขายสมมุติว่าครั้งละ 1 ล้านหุ้นพอครบเขาก็วาง offer เพิ่มไปเรื่อยๆครั้งละ 1 ล้านหุ้นไปเรื่อยๆ คนเคาะก็เคาะไม่หมดซักทีเคาะไม่หยุดแต่เคาะแล้วไม่ผ่านว่าอย่างนั้นดีกว่าทำให้วอลุ่มวันนั้นพีค และต่อมาเจ้าเริ่มคิดว่าคนอ่านเกมส์ออกแล้วก็เลยเอาที่เหลือโยนลงมาซะเลยดีกว่า เดี่ยวจะไม่ได้ออกของซะก่อน ไม่ทราบมีความเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ สำหรับกรณีนี้
    และตามประสบการณ์คุณ มด วอลุ่มพีคแล้วหุ้นพีคนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนครับจะมีการ error บ่อยไหม และการ error เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างครับ พอมีตัวอย่างของจริงเล่าให้ฟังไหมครับ

    2.หุ้นขึ้นวอลุ่มหายดี แสดงว่ามีคนอมหุ้นไปแล้วไม่เอามาหมุนในตลาด ซิ่งคำพูดนี้คือเขาจะบอกเราว่า มีบางคนต้องการเก็บของอยู่และเป็นลักษณะเก็บออกไปเลยไม่เอามาหมุนทำให้ free float ลดลงเลยทำให้เมื่อเก็บของเสร็จหุ้นจะขึ้นง่าย แต่ผมไม่แน่ใจในคำกล่าวนี้เพราะว่าส่วนใหญ่หุ้นขึ้นไปจนถึงจุดนึง วอลุ่มก็จะหายไปเองหรือเปล่าครับ ไม่ทราบว่ามองอย่างไรครับ

    3.อันนี้ไม่ใช่คำถามแต่เป็นการอยากเล่าสู่กันฟัง และยินดีถ้าจะแสดงความเห็นนะครับ
    ผมคิดว่าเมืองไทยเนี้ย การเรียนรู้เรื่องหุ้นเป็นเรื่องที่ลำบากเล็กน้อยถ้าเทียบกับตนต่างประเทศอย่างเช่น นักเขียนที่เขียนหนังสือการลงทุนไทยหลายคน ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้น (ขอไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน) หรือบางคนก็เป็นนักวิเคราะห์แต่มาเขียนหนังสือลักษณะหุ้นที่เชียร์ก็แบบตัวเล็กๆ (น่าจะมีเจ้าแต่ไม่รู้ว่ารู้กันกับเจ้าหรือเปล่า) หนังสือที่เขียนก็ไม่มีการอ้างอิง อะไร แถมการออกรายการวิทยุก็ยังเอาคนที่เล่นหุ้นเจ๊งมาเป็นผู้ดำเนินรายการ ทั้งปีทั้งชาติ
    เอาแต่พูดในแง่ร้าย ทุกอย่างเลวร้าย ทุกอย่างไม่มีทางออก คุณอย่ามาเล่นหุ้นเลย คุณเป็นแมงเม่าอะไรเทือกนั้น มาคิดๆดูแล้วคุณภาพของสื่อไทยนั้นค่อนข้างจะต่ำมากๆถึงมากที่สุด

    ผมอ่านหนังสือที่คุณมดแนะนำแต่ละเล่มแล้วรู้สึกว่าคุณภาพดีเหลือเกิน เพราะเขาคนที่ trade ได้ตังค์จริงๆมาพูด เอาคนที่มาผลงานจับต้องได้มา และมี reference อ้างอิงตลอด ไม่เหมือนของไทยที่บางทีเอาคนเจ๊งหุ้นไปพูดในงานสัมนา ซึ่งเขาเคยรวยสมัยดัชนีอยู่ 1700 แต่ตอนนี้เขายังลืมตาอ้าปากไม่ขึ้น และยังขายของกินอยู่ นั้นแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มีวิธีในการบริหารความเสี่ยงทำให้ตลาดพังเขาก็พังตามแล้วตอนตลาดกลับมาดีเขาก็ไม่สามารถกลับมาลืมตาอ้าปากได้ คนนี้เวลาไปไหนจะพูดอย่างเดียวว่าให้ระวังเถอะว่าหุ้นจะลง
    ทั้งปีทั้งชาติก็บอกแต่ว่าจะลง ส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะว่าเขามองตลาดหุ้นแต่ในแง่ร้าย
    แต่จริงๆแล้วมุมมองของผมคือ ตลาดหุ้นนั้นเราควรหาโอกาศจากมันอย่างระมัดระวังเราต้องไม่ให้ตัวเอง bias ทั้งในทางที่ดีและร้ายมากเกินไป ไม่งั้นเราจะเป็นคนปิดโอกาศตัวเอง

    ที่ผมพูดมาทั้งหมดเพราะผมอยากจะฝากว่า เวลาเพื่อนๆพี่ๆเลือกที่จะฟังใครอยากให้ลองดูย้อนหลังว่าเขาเคยพูดว่าอะไรบ้างและ backgound ของเขาเป็นอย่างไรบ้าง มึคนบอกผมว่าถ้าจะลอกการบ้านก็ต้องลอกที่หนึ่ง ถ้าจะศึกษาและซื้อตามก็ต้องเลือกคนที่ประสบความสำเร็จแต่หนังสือและรายการวิทยุรวมทั้งงานสัมนา มีผู้ที่ไม่เข้าถึงการเล่นหุ้นจริงๆไปพูดเยอะ พูดแต่ตามประสบการณ์ที่เขาเคยเจอมา และบางคนพูดเก่งมากแต่ไม่เคยมีพอร์ตเล่นหุ้นเป็นของตัวเองเลยด้วยซ้ำ การรับข่าวสารต้องระวังให้มากครับ

  • hongvalue

    ขอถามคุณ มดหน่อยได้ไหมครับว่า
    ไปหาการให้คำสัมภาษของนักลงทุนเก่งมาจากไหนเหรอครับ
    ผมอ่านพวก cnbc ก็จะมีแต่ข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่

    เข้าใจว่าที่คุณมดแปลมาส่วนนึงเอามาจากหนังสือ market wizard ใช่ไหมครับ
    แต่หลายบทความผมว่าดีมาก เลยอยากทราบว่าจะหาอ่านได้จากที่ไหนเหรอครับ

  • mod

    แวะเข้ามาตอบคุณ Hong ครับ เดี๋ยวค่อยมาตอบยาวๆวันนี้ไม่ว่างเลย หุหุ วันนี้ไม่ไปไหนเลยหรือครับ ท่าทางจะว่าง

    เรื่องบทสัมภาษณ์แปลจาก Market Wizard มาอันสองอัน นอกนั้นจำไ่ม่ได้ว่านำมาจากที่ไหนบ้างเหมือนกัน ปกติเล่นเนทแล้วเจอก็จะปรินท์มาอ่านมาเก็บไว้เต็มไปหมด หรือบางทีพอเห็นเขาพูดเรื่องนี้ๆๆก็ไปหามาอ่านจากที่โน่นที่นี่โยงไปหมดเหมือนกันครับ

    จริงๆผมว่าผมไฟแรงนะ เจอคุณ Hong นี่ร้อนระอุเลยทีเดียว 55

    เรื่องหนังสือไทยจริงๆแล้วผมว่า ถ้าคนศึกษาจากหลายๆที่ ทั้งหนังสือไทย-เทศ จะตัดสินได้ทันทีว่าอะไรคือความคุ้มค่า แต่ก่อนหลายๆคนอาจมีอคิติว่าแล้วจะประยุกต์ใช้กับตลาดไทยได้อย่างไร? ผมก็เคยโดนพูดอย่างนี้เวลาแนะนำใครๆ แต่สุดท้ายทุกวันนี้ก็เห็นใช้วิชา buffet กันจนถ้วนหน้า อิอิ ทุกวันนี้อะไรก็ Buffet หมดแล้ว ลองบอกว่าเก็งกำไรสิครับ กลายเป็นคนไร้การศึกษาขึ้นมาทันที 55

    หนังสือหุ้นไทยช่วงหลังๆมานี้เป็นกระแสทาง Fundamental นะผมว่า โดยมี Buffet เป็น Model ที่ขายและทำการตลาดได้ คนอื่นแทบไม่เกิดถ้าไม่มีเอี่ยวๆกับ Buffet บ้าง น่าเสียดายเหมือนกันที่มันไม่หลากหลายเท่าไหร่ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเขาขายก็ต้องขายสิ่งที่ขายได้ คุณภาพของหนังสือหุ้นในตลาดในมุมมองของผมแล้ว ก็สะท้อนให้เห็นคุณภาพของคนอ่านโดยส่วนใหญ่เช่นกัน มันสะท้อนกลับและส่งเสริมกันและกันนะ ว่าไหมครับ? หุหุ

    ต้องขอบอกก่อนว่าผมไม่ได้ว่าหนังสือหุ้นไทยไม่ดีนะ แต่ส่วนใหญ่เขียนออกมาเน้นคำว่า “อ่านนง่ายอ่านเพลิน” มากกว่าเนื้อหาจริงๆของมัน ไม่ค่อยจะลงรายละเอียดสักเท่าไหร่ แต่บางทีแล้ว นี่อาจเป็นเสน่ห์ของมันก็ได้ :P(อันนี้ไม่ได้เหมารวมหนังสือดีๆที่แปลมา และอีกบางเล่มที่มีคุณค่านะครับ) คุณ Hong คิดได้อย่างนี้ไม่ลองเขียนหนังสือดูบ้างหรือครับ ความรู้อยู่เต็มหัว เอาแบบดีเทลจัดไปเลย เผื่อจะมีกระแสตามมา อิอิ

    เดี๋ยวมาคุยต่อครับ ไปแล้วครับ

  • hongvalue

    อิอิ มีแซว ไปครับไปตอนเย็น ไปผับที่ร้าน curve เอกมัย
    จะไปกินเหล้าด้วยกันไหมครับ ก่อนออกจากบ้านผมแวะมาดูอีกรอบก่อน
    ถ้าจะไปก็เมล์มาบอกเบอร์ได้ครับ

    อิอิอิ

  • hongvalue

    ผมกำลังจะออกไปข้างนอกแล้วระหว่างนี้คิดคำถามมาได้อีกเล็กน้อย
    ขอถามหน่อยนะครับ

    1.william eckhardt บอกว่า คุณไม่ควรคิดที่จะเสี่ยงมากกว่า 2% ของพอร์ตในการเทรดหุ้นแต่ละครั้ง

    ความเห็นของผมก็คือว่า มันเป็นไปได้ค่อนข้างยากหรือเปล่าครับสำหรับ ตัวเลข 2% ของพอร์ต สมมุติว่า ผมมองแล้วว่าตลาดเป็นขาขึ้นแล้วผมก็มีหุ้นหลายตัวที่ดูแล้วกราฟสวยและมี story มากพอที่หุ้นจะวิ่งได้ไกลๆผมก็อัดเต็มพอร์ต แต่ผมอาจจะไม่ได้อัดแค่ตัวเดียว สมมุติผมซื้อหุ้น 5 ตัวตัวละ 20% ของพอร์ตเฉลี่ยแล้วผมต้องไม่ให้แต่ละตัวลงเกิน 2% ซึ่งก็คือมันจะมีเวลาให้หุ้นได้หายใจน้อยเกินไปหรือไม่ สมมุติว่าแกว่งตัวแค่นิดเดียวหรือโดน shake out ก็ออกไปหมดเลยอะไรแบบนี้ ผมเลยมองว่าการที่ จะไม่เสี่ยงมากกว่า 2% ของพอร์ตนั้น
    เวลาทำจริงเราคงต้องค่อยๆซื้อหุ้นเพิ่มเป็นสัดส่วนของพอร์ตหรือเปล่าครับ อย่างเช่นจากถือเงินสด 100% ของพอร์ตเราก็อัดไปก่อน 20% ของพอร์ต อย่างเงิน 100 บาท เราซื้อไม้ละ 20 บาทโดยซื้อหุ้น abc และเราสามารถรับขาดทุนได้ถึง 10% ของ abc ก็คือ 2 บาท(2เป็น10%ของ20ที่เราซื้อและเป็น 2%ของพอร์ตเราที่รับความเสี่ยงได้) ถ้าเราได้กำไรจากหุ้น abc ทำให้พอร์ตเราขยับมากกว่า 100 แล้วหลังจากนั้นเราถึงค่อยเพิ่มตัวอื่นๆเข้าไปในพอร์ตหรือเปล่า

    สรุปเพื่อไม่ให้งงเกินไป เราคงต้องค่อยๆเพิ่มพอร์ตและเมื่อเราพบว่าเราทำถูกเราก็ค่อยซื้อเพิ่ม
    อะไรแบบนี้หรือเปล่า ไม่ทราบคุณมดพอจะแชร์ประสบการณ์ได้ไหมว่าอย่างตัวคุณมดเวลาเทรดจริง รับความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตโดยรวมได้ซักเท่าไหร่ ถ้า 2-3% เหมือนที่ eckhardt พูดจะทำให้เวลาหุ้นเป็นขาขึ้นกว่าเราจะมีหุ้นครบมือมันช้าเกินไปหรือไม่ครับ และการตั้งกฏแบบนี้เวลาทำจริงๆ คุณมดคิดว่ามีข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวังอะไรเพิ่มขึ้นไหมครับ

    2.สมมุติว่าหุ้น xxx มีกรอบการเล่นที่ 16-18.2 ในกรณีที่หุ้นตัวนี้หลุด 16 บาทแบบวอลุ่มในวันนั้นน้อยกว่าปกติ เช่นปกติวอลุ่มสมมุติว่าวันละ 1 ล้านหุ้นแต่วันนั้นหลุดกรอบล่างที่รับอยู่มาตลอดด้วยวอลุ่ม 5 แสนหุ้น ในกรณีนี้เราควรจะ cutloss ไหมครับเพราะว่าการหลุดแบบนี้น่าจะเป็นเพราะว่าที่ 16 บาทไม่ค่อยมี bid ทำให้หลุดลงไปง่ายๆพลังในทางขายก็ไม่แรงเท่าไหร่ หรือว่าเราจะเลือกตีความว่าแสดงว่าคนกลัวไม่มีคนอยากรับแล้วจึงทำให้หุ้นลงไปอย่างง่ายๆและนั้นก็เป็นความน่ากลัวเหมือนกันเราควรจะทิ้ง

    คือปกติเราบอกว่าหุ้นจะขึ้นต้องมีวอลุ่ม แต่เวลาหุ้นลงส่วนใหญ่วอลุ่มจะหายไปโดยธรรมชาติหรือเปล่าครับ

    คุณมดมีความเห็นว่าอย่างไรครับ

  • hongvalue

    อ้าว เพิ่งรู้ว่าถ้าคุยกันเกิน 50 คอมเม็นแล้วมันจะขึ้นเป็นหน้าสอง
    กลัวคุณมดไม่ได้ไปดูว่าหน้าแรกผมคุยอะไรค้างอยู่น่ะครับ
    อิอิ กดตรง older comments ได้เลยครับ
    (เผื่อคุณมดไม่ทันสังเกตุเพราะอาจเป็น case แรก)

    อยากบอกว่าวันนี้ผมนั่งอ่านบทความในนี้ทั้งวันเลยผมรวบรวมและ print มาอ่าน
    แล้วรู้สึกว่าสุดยอดจริงๆ โดยเฉพาะบทสัมภาษของ eckhardt และ mark douglas กับการ เบบ รูธ ส่วนการแปลเรื่อง turtle trading อ่านจบแล้วชอบมาก
    มาเป็นกำลังใจให้คุณมดทำความดีและให้ความรู้แก่มือใหม่อย่างผมและเพื่อนๆท่านอื่นต่อไปครับ

    คนเก่งมีเยอะ แต่คนที่เก่งแล้วไม่กั๊กวิชามีน้อยยิ่งกว่าน้อยครับ

    ว่าแต่เห็นคุณมดบอกว่าผมกระทุ้งจนทะลุ tipping point ไม่ทราบว่าพอบอกได้ไหมครับว่า หัวข้อนี้มีคนอ่านไปแล้วกี่ครั้งเหรอครับ

  • http://set-financial-academy.blogspot.com boyles

    ไม่ได้เข้ามาไม่กี่วัน กระทู้เยอะมาก ก็ได้ความรู้เยอะดีครับกับ comment ต่างๆ ยังไงก็ขอบคุณ คุณmodx กับคุณ hong ด้วยนะครับ แล้วก็คุณปลาหมึกด้วยครับ คลิป video ดีมากๆเลยครับ

  • Mod

    ผมพึ่งจะกลับมาดูเวบเลยตอบช้าหน่อยอดไปก๊งเสียแล้ว อิอิ

    วันสองวันมานี้ยุ่ง คิวยาวเหยีด(เรื่องเที่ยว) 55 เลยยังอ่านความเห็นแบบเก็บรายละเอียดไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่ขอตอบล่าสุดก่อนแล้วกันครับ

    ข้อแรก

    ผมมองว่า Eckardt นั้นใช้หลักการเดิมพันแบบ Anti-martingale system ครับ โดยจะคุมความเสี่ยงเป็น Fix Fraction ซึ่งคำว่าครั้งละ 1-2% ของเขานั้นหมายถึง Trade by trade ไม่ใช่ Portfolio Heat ครับ

    จุดประสงค์นั้นไม่น่าจะเป็นที่กำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการมองแบบความสมดุลย์ระหว่างกำไรและความเสี่ยง Reward-Risk adjustment Ratio ครับ การทำเช่นนี้จุดประสงค์น่าจะอยู่ที่เพื่อรักษาระดับ Drawdown และที่สำคัญคือ “สติ” ของเขา เนื่องจากระดับ Drawdown ที่สูงขึ้น สติเราก็จะแตกได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

    ถ้าถามว่าหากหุ้นขึ้นจะมีหุ้นครบมือช้าไปหรือไม่ ในความเห็นของผมแล้วไม่น่าจะช้าไป เพราะเขาเป็นคู่กับ Richard Dennis นั่นก็คือ Turtle อย่าลืมว่าสองคนนี้ร่วมกันวิจัยระบบออกมา ซึ่งลายเซ็นของเขาก็น่าจะอยู่ในระบบของ Turtle ด้วยเช่นกัน ระบบ Turtle เป็นการจับ Intermediat-Long Term Trend ซึ่งหากเราลองวิจัยดูก็จะพบเช่นกันว่า เมื่อเกิด Trend ยาวๆขึ้นเมื่อไหร่นั้น มันจะเคลื่อนไหวไปหลาย “N” โดยทีเดียว โดยเฉลี่ยอาจจะราวๆ 15N-20N โดยเมื่อเขากำหนดระดับความเสี่ยงที่ระยะ 2N และกำหนด Unit Litmit ที่ 4 ครั้งในแต่ละหน่วยลงทุน นั่นจะเท่ากับประมาณ 8N-10N ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของแนวโน้มเลยด้วยซ้ำ ยิ่งหากมองเป็นต้นทุนเฉลี่ยแล้วก็อาจจะราวๆ 25% ของ Move เท่านั้น

    ระบบ Turtle ไม่ได้เน้นจับ Whole Trend แต่จับเนื้อตรงกลาง ระยะที่หายไปจึงไม่น่าจะเป็นประเด็นสักเท่าไหร่ ** โดยเฉพาะการที่เขาต้องการซื้อเมื่อขึ้นไป 2N เรื่อยๆนั้น จุดประสงค์คือการทำให้เงินส่วนใหญ่จมอยู่ในหุ้นที่วิ่งไปอย่างรวดเร็วนั่นเอง ในทางกลับกันคือเงินจะไม่จมอยู่กับหุ้นอืดๆอีกด้วย (ผมมองว่าระบบการเพิ่ม Position โดย N นี่เป็นอะไรที่สร้างสรรค์สำหรับยุคนั้นมาก เพราะแต่ก่อนคนที่เล่น Breakout มักจะเพิ่ม Position ที่นิวไฺฮเพียงอย่างเดียว)

    หากมองในแง่ของ Portfolio Heat แล้วมองดีๆจะพบว่าเขาจะเพิ่ม Position ทุกๆ 2N โดยยกจุดตัดขาดทุนตามขึ้นมาด้วย แต่ระบบขายทำกำไรจะเป็น 10 days Low ซึ่งหากว่าหุ้นตกฮวบ ส่วนใหญ่จากที่ผมศึกษาจะไม่เกิน 4N ดังนั้น หากมองว่าทุกๆ 2N คือการเคลื่อนไหวประมาณ 10% และเท่ากับ 2% ของพอร์ทโดยรวม ซึ่งจะกินเงินทุนไปประมาณ 2/10*100= 20% ของพอร์ท เราแบ่งง่ายๆได้ ประมาณ 5 หน่วยลงทุนหรือ 5 Position ดังนั้น Heat =10%+- ของพอรฺทต่อรอบนั่นเองครับ (หากเน่าพร้อมกันหมดทุก Position นะครับ)

    สรุป

    ข้อดีควบคุมความเสี่ยงและ Drawdown ได้ดีขึ้น และทำให้เงินส่วนใหญ่จมอยู่ในหุ้นที่วิ่งดีๆ

    ข้อเสีย แน่นอนกำไรที่ได้น้อยลงแน่ๆเพราะไม่ใช่กลยุทธ์ Trader Luck ซึ่งเทหมดหน้าตัก ณ จุดเดียว และไม่สามารถซื้อได้ราคาต่ำๆเป็นจำนวนมาก แต่หากใช้กลยุทธ์แบบเทหมดหน้าตักทีเดียวแล้วหุ้นไม่ไปนี่เสียเวลา เสียเงิน เสียโอกาศพอสมควรเช่นกันครับ

    ** โดยประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ผมไม่กลัวซื้อได้ช้าเกินไป เพราะเมื่อหุ้นกลายเป็นขาขึ้นจริงๆ ผมมักมีเงินซื้อไม่พอเมื่อทำการเพิ่ม Position เข้าไปเรื่อยๆครับ เพราะผมไม่เล่นมาร์จิ้น(รู้ว่ารับความเสี่ยงโดยสติไม่แตกได้แค่นี้) และวิธีนี้ทำให้ผมลงทุนมีความสุขเพราะรู้ว่าความเสี่ยงอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่หุ้น (เช่นคนบอกอย่าเล่นหุ้นปั่น มันเสี่ยง สำหรับผมแล้ว ผมมองว่ามันผันผวนมากกว่าที่จะแปลว่าเสี่ยง มันจะเสี่ยงเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับว่า Position ที่เราใส่เข้าไปมันใหญ่แค่ไหนต่างหาก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว คนที่หมดตัวมักจะเทหมดหน้าตักและไม่มีวินัยในการตัดขาดทุนทั้งนั้น)

    ข้อสอง จากประสบการณ์

    โดยปกติผมมักเผื่อค่า Error ในการ Breakout ไว้ 2 ช่อง หาก Break ลงมาสองช่องผมก็ขาย ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมมองว่าระบบของผมจะทำกำไรได้ใน Long Run – Series of Trades ดังนั้น ในง่ของการเทรดแต่ละครั้งไม่ได้มีความหมายมากมายสำหรับผมเท่าไหร่นะ (ถ้าจะเรียกว่าผมลงมือจริงๆอย่างต่ำควรจะได้ Add Positionเพิ่มอีกสักไม้สองไม้ ถ้าซื้อแค่ไม้เดียวผมมองของผมว่าผมหยั่งเชิงตลาดมากกว่านะ) และอีกอย่างผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องความแน่นอนของ Vollume สักเท่าไหร่ เพราะเห็นว่ามันเอาแน่นอนไม่ได้ ผมมองว่าอย่างไรซะมันก็เป็นเพียงสถิติที่พอจะน่าเชื่อได้เท่านั้น เช่นบอกว่าต้อง Break พร้อมโวลุ่ม บางทีมันไม่มีโวลุ่มมันก็วิ่งลง ไม่ก็วิ่งขึ้นได้ทั้งนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องขาดทุน ถึงผมจะคัทแล้วมันขึ้นก็ไม่เสียใจ(แต่อาจเสียอารมณ์ 55) เพราะผมไม่ได้ใส่ใจว่าผมจะวิเคราะห์ผิดหรือถูกเท่าไหร่ ผมใส่ใจในการจำกัดการขาดทุนของผมมากกว่าครับ ผมคิดในแง่ของ Profit-Loss Ratio มากกว่าในเชิงของ Win-Lose Ratio ครับ เช่น ผมขาดทุนติดกัน 6 รอบ แต่เมื่อมองในแง่ของการขาดทุนไม่เกิน 6-8% ผมว่าผมทำได้ดีนะ เพราะผมรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เครื่องผมติดเมื่อไหร่(Trade แล้ว Work ได้ใส่หลายๆไม้) ส่วนใหญ่มันจะกลับมา +10% ของพอร์ทขึ้นไป พอมันทบไปทบมา EC มันก็ค่อยๆแล่นขึ้นไปครับ

    ทั้งนี้มันเป็นสไตล์ของผมซึ่งผมแฮปปี้กับมันนะครับ(คนอื่นอาจไม่ชอบผิดบ่อยๆก็ได้) ต้องรู้ว่าเราเหมาะกับอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างแรกเลยในความคิดผม

    ผมพบว่าผมมีความสุขในการศึกษาเรื่อง การสร้างระบบที่มี Reward-Risk Ratio ที่สูง(ได้หนัก-เสียน้อย-ผิดบ่อย(มั้ง) 55)แล้วใช้มัน ดังนั้น ถ้าถามเรื่องการวิเคราะห์ทางเทคนิค ผมยอมรับว่าผมไม่ได้ใช้อะไรซับซ้อนมากเพราะตอนนี้ผมไม่ชอบใช้แล้ว(ซึ่งไม่รู้แต่ก่อนจะอ่านทำไมเป็นหลายสิบๆเล่ม 55 แท่งเทียนจริงๆแล้วผมก็ไม่ได้จำชื่อ อีเลียตเวฟผมก็ไม่นับเท่าไหร่(จะออกเวฟไหนมันก็ Prob เหมือนกัน) ไดเวอรเจนก็เอาไว้เตรียมทำใจขายเท่านั้นเองหากว่ามีัสัญญาณขึ้นมาจริงๆ เครื่องมือ Indicator ผมก็แทบจะโยนออกจาก Template วิเคราะห์ผมไปหมดแล้ว(จริงๆแล้ว Template ซื้อขายหุ้นผมไม่มี Indicator เลย ผมลบทิ้งเหลือสัญญาณซื้อขายเท่านั้น จะได้ไม่กวนใจให้เอา Bias เข้ามารวม) ขาขึ้นดูยังไงผมก็ดูว่ามัน Higher-High,Higher Low Breakout และ Out Perform หรือไม่เท่านั้นเอง ถ้ายังวิ่งเป็นขั้นบันไดไปเรื่อยๆ ผมก็ Let Profit Run สบายๆ ไม่สวิงกระโดดไปมา แน่นอนว่าเมื่อแนวโน้มหักลงมาผมก็อาจต้องคืนกำไรกระดาษให้ตลาดไปบ้างเช่นกัน ซึ่งส่วนตัวผมรับได้และไม่ซีเรียสครับเพื่อแลกกับการได้ Big Profit จาก Big Swing อีกอย่างมันไม่ใช่ของผมทั้งหมดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว(ซึ่งแน่นอนว่าบางคนอาจรับไม่ได้ก็ได้ที่ต้องเห็นกำไรหายไปกว่า 10-20%) ดังนั้น คุณ Hong อาจจะต้องผิดหวังถ้าจะถามเรื่องเทคนิคขั้นลึกขึ้นไปกับผมล่ะครับ เพราะผมอาจจะตอบได้ไม่โปรเท่าไหร่ แต่ถ้าผมตอบได้หรือจำได้จะช่วยตอบเช่นเดิมครับ :)

    ปล. ในแง่ของผลทางเทคนิค ผมมองว่ามันคือหลักสถิติ ดังนั้นความน่าจะเป็นของมันจึงหมายถึงในหลายๆครั้ง ไม่ใช่ความน่าจะเป็นต่อครั้งเดียวครับ ถ้าจะมองในแง่ของการเทรดแต่ละครั้งนั้น จะขึ้นจะลงผมมองว่าห้าสิบห้าสิบ อาจขึ้นหรือลงก็ได้ ได้ก็ซัดเพิ่ม ลงก็ขายออก ไม่พยายามคิดว่ารอบนี้มันน่าจะหลอกหรือไม่หลอกครับ เพราะเดี๋ยวตลาดก็บอกเราเอง(ทั้งๆที่บางทีดู Ticker ก็รู้ว่าโดนหลอก แต่ก็เชื่อว่า “ตลาดหุ้นมันไม่แน่นอนอยู่เสมอ” อะไรดูเหมือนจะแย่มักจะไป อะไรดูเหมือนจะไปมักจะแย่ นี่แหละเรื่องตลกทั้งในตลาดทั้งในชีวิตจริง 55)

    ดังนั้นสำหรับ System Trader ตัวจ้อยๆอย่างผมแล้ว(ขออนุมานตัวเอง) ทำตามระบบไปง่ายที่สุดครับ จะมีอะไรง่ายไปกว่าทำตามระบบ ไม่งั้นจะเสียแรงสร้างมันมาทำใม?? แค่พยายามทำให้ได้อย่างสม่ำเสมเท่านั้นเอง(ซึ่งอาจยากที่สุด เ้ช่นกัน 55)

    แล้วคุณ Hong หรือท่านอื่นๆล่ะครับ มีหลักคิดแนวทางสไตล์ในการลงทุนอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังบ้างสิครับ ขอบคุณครับ :)

    อ้อ วันนี้ผมก็มีคิวเหมือนกัน อาจจะกลับมาคุยต่อได้ช้า ต้องขอโทษล่วงหน้าครับ อิอิ

  • hongvalue

    ขอบคุณมากครับ ยังมีคำถามเกี่ยวกับทฤษฏีเสี่ยยักษ์ที่อยู่หน้าที่แล้วที่ผมถามคุณมดค้างไว้อยู่นะครับ ระหว่างนี้ผมขอเล่าสไตล์การลงทุนของตัวเองคร่าวๆก่อนแล้วกันครับ

    เมื่อวานไปร้าน curve ได้ถ่ายรูปกับคริส หอวัง ด้วยครับ เพราะทางร้านเชิญตัวมาให้มาแจกดอกไม้ ก็คือคริสหันหลังแล้วโยนดอกไม้ถ้าใครได้ไปก็ได้เหล้าฟรีครับ อิอิ น่าเสียดายคว้าไม่ทันไม่โยนมาทางผม เอาล่ะเข้าเรื่องดีกว่า

    ผมเองเป็นมือใหม่ที่ใหม่ที่สุดถึงโคตรใหม่ที่สุด(พูดซ้ำซาก อิอิ)ในเรื่องเทรดเลยขอเล่าเรื่องการใช้พื้นฐานหุ้นแทนดีกว่านะครับ

    เมื่อก่อนผมชอบเล่นหุ้นที่ผมคิดว่ากำไรในอนาคตจะดี เช่นเราคิดว่า abc ปีหน้ากำไรจะโต 20% แต่ประเด็นก็คือบางทีแล้วเราก็ bet สูงไปหน่อยเพราะว่ากำไรของบริษัทอาจจะไม่โตเหมือนที่เราคิดพองบประกาศมาแย่กว่าคาดก็จะทำให้เราขาดทุน

    หลังๆถ้าผมจะลงทุนในตัวไหนเยอะๆผมจะชอบบริษัทที่ผมไม่ต้องคาดการณ์เยอะมาก
    คือประมาณว่าต่อให้คาดการณ์ผิดก็ไม่น่าจะเจ็บตัว อ้าว ถามว่ามีด้วยเหรอ คาดผิดแล้วไม่เจ็บตัว ผมว่าใช่คำว่าเจ็บตัวน้อยดีกว่าแต่คาดถูกจะได้เยอะกว่า เช่น สมมุติว่าหุ้น abc (ไม่เอ่ยชื่อแล้วกันเดี่ยวจะกลายเป็นชี้นำ) ปกติเล่นกัน pe 11-12 เท่า แต่ว่ากำไรปีที่แล้วของ abc โตเป็นประวัติการณ์ เรียกว่าสูงที่สุดตั้งแต่ abc ทำธุรกิจมาในตลาดหุ้นเลยดีกว่า แต่น่าแปลกคือราคาของ abc ตอนผมซื้อราคาหุ้นกลับยังไม่ new high ทั้งๆที่ปีนี้ abc น่าจะกำไรโตอีกอย่างน้อย 10-15% เนื่องจากการย้ายโรงงานไปอเมริกาซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยลงจากโรงงานเดิมที่อยู่เกาะแห่งนึง ปีที่ผ่านมา abc กำไรสูงสุดแม้มีค่าใช้จ่ายพิเศษ

    ซึ่งที่ผมมองคือว่า กำไรของ abc shoot ไปก่อนราคาหุ้นและมีความเป็นไปได้สูงมากที่กำไรของ abc จะสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาขึ้นไปอีกแต่ราคาหุ้นยังไม่ไป(ตอนผมซื้อ) กรณีแบบนี้เหมือนกับว่าเราไม่ต้อง bet เท่าไหร่ว่าบริษัทจะโตได้แน่ไหม เพราะว่าถ้าเราเจอบริษัทที่มี time-lag ระหว่างกำไรกับราคาหุ้นเราจะปลอดภัยขึ้นเยอะ ที่นี้จุดที่จะทำให้หุ้นแบบนี้พุ่งล่ะ
    เพราะบางคนก็จะบอกว่าอ้าว ใครๆก็รู้ว่ากำไรดีแต่หุ้นไม่ขึ้นแสดงว่าตลาดไม่เห็นด้วยนะสิ จุดที่ผมรอก็คือว่า ผมจะรอให้นักวิเคราะห์ไปเยี่ยมบริษัทก่อน ก็คือผมมีวิธีเข้าถึง research เร็วและหลากหลายถ้าครั้งไหนหลายๆโบรกออกมาออกประมาณการพร้อมกัน หุ้นจะวิ่งง่ายอย่างตัวนี้ มี analys meeting ปลายปีที่แล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วันหุ้นพุ่งกระจายทะลุแนวต้าน ผมก็ดูมาหลายเดือนแต่ซื้อตอนที่รู้ว่าหลายโบรกไปเจอผู้บริหารแหละครับ

    จริงๆแล้วหลายคนชอบมองว่าโบรกเชียร์แล้วให้ขายเพราะโบรกไม่เก่งแต่วิธีแบบนั้นจะใช้ได้ผลก็คือว่า เชียร์มานานแล้วและก็ปรับประมาณการขึ้นอยู่นั้นแหละสมมุติ fair value เดิม
    50 ก็ให้ 60 แล้วหุ้นก็ขึ้น fair value ก็ขึ้นก็เป็น 100 ตอนราคา 100 ทุกโบรกพร้อมใจให้เป้า 150 อะไรแบบนี้ แต่ถ้าพวกเขาไม่เคยเชียร์มาก่อนหรือมีคนตามไม่กี่เจ้าและทุกเจ้าออกมาเชียร์พร้อมๆกันช่วงแรกๆหุ้นมักจะวิ่งนะครับ ผมเคยเห็นหุ้นลักษณะนี้เยอะมาก
    ก็คือว่า เราเล่นกับพื้นฐานไม่พอถ้าให้ดีเราต้องเล่นกับหุ้นที่กำไรไปก่อนราคาแต่เราก็จะยังไม่ซื้อจนกว่าจะมีโบรกมาเชียร์ อะไรแบบนี้เป็นต้น

    ผมลองแบบทางเลือกเป็น scenario ง่ายๆประมาณนี้
    1.good news price in
    2.good news has not price in
    3.bad news price in
    4.bad news has not price in

    ถามว่า 4 อย่างขั้นต้นผมชอบแบบไหนมากที่สุดคำตอบคือที่สอง
    เพราะดูแล้วมีตัวเร่งมากที่สุดถามว่ามีด้วยเหรอข่าวดียังไม่อยู่ในราคา
    มันมักจะเกิดขึ้นแค่ช่วงสั้นๆเช่นไม่กี่นาทีจนถึงไม่กี่ชั่วโมงหรือ 1 วัน
    ผมจำได้ว่าปลายปี 2008 ตอนนั้นหุ้น property อย่าง qh ps ap
    ลงจากจุดสูงสุดไปถึงจุดต่ำสุดประมาณ 75-80% ซึ่งผมมองว่า undervalue
    มากแต่ไม่รู้จะหาจังหวะซื้ออย่างไร ตอนนั้นมีการบอกว่าจะมีการต่อมาตรการภาษีอสังหา
    ผมจำได้ว่าตอนที่ประกาศข่าวหุ้นยังไม่ขึ้น ถ้าผมจำไม่ผิดวันแรกหุ้นจะยังไม่ขึ้นแต่วันที่สอง
    ไอ้ทั้งกลุ่มนี้ขึ้น 20-27% ตัวที่ขึ้น 27% ภายในวันเดียวถ้าจำไม่ผิดจะเป็น ap
    ส่วน qh ps ประมาณ 20% ตอนนั้นผมก็ได้เห็นกับตาว่าตลาดมันไม่มีประสิทธิภาพนี้หว้า
    ประกาศแล้วกว่าจะรับข่าวจะมี lag ไปหน่อย แต่ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะตอนนั้น
    sentiment ตลาดแย่มากทำให้คนไม่แน่ใจว่าข่าวดีจะทำให้หุ้นขึ้นไหม

    ผมคิดว่าจากตัวอย่างข้างต้น good news price in จะเป็น scenario ที่ทำให้เราขาดทุนได้หนักที่สุด ตามปกติแล้วคนข้างในมักจะรู้ผลประกอบการณ์ก่อนนักลงทุนทั่วไปและซื้อหุ้นดักไว้ก่อนและถ้าถึงขนาดประโคมข่าวทางหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์หุ้น(ไม่เอ่ยชื่อเดี่ยวโดนฟ้อง)ปกติมักจะเป็นทำไปเพื่อจะออกของ นั้นก็คือถ้าไม่ใช่หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีในระยะยาวแล้วมีข่าวดีที่เปลี่ยนพื้นฐานระยะยาวได้เยอะกรณี good news price in จะทำให้เราเจ็บตัวได้เยอะ

    กรณี bad news price in นั้นเราจะต้องแยกให้ออกว่าเป็น one time bad news price in หรือเปล่า เช่นแต่ก่อนผมซื้อ top ตอนราคา 25 บาทเพราะว่างบปี 2008 กำไรน้นอยมาก แต่กำไรที่น้อยมากมาจาก ราคาน้ำมันที่ลดลงเยอะแล้วทำให้ โรงกลั่นต้องบันทึก stock loss แต่ประเด็นก็คือว่าเมื่อฐานราคาน้ำมันต่ำแล้วและน้ำมันลงมาเยอะแล้วการการที่ดอลล่าแข็งค่าขึ้นเยอะส่วนนึงคือคนหลบเข้า safe heaven ไปซื้อบอนในตอนนั้น bong yield ชนิด 10 ปีและ 30 ปี (ประมาณปลายปี 2008 ถึงเดือน 1-2 ปี 2009) bond yield ต่ำชนิดว่าแทบจะต่ำที่สุดในรอบ30 ปีขึ้นไป ดังนั้นผมก็ถือว่าข่าวร้ายรับไปเละแล้วและไม่ได้เป็นชนิดที่เกิดบ่อยๆ
    หรืออีกกรณีนึงคือ scsmg ที่มีรายการขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นเยอะมากและทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงไปเยอะ แต่ประเด็นคือบริษัทได้ขายหุ้นไปแล้วฉะนั้นงบงวดที่มีขาดทุนจากหุ้นจะถือเป็น
    one time bad news price in เพราะถ้าเราดูจากกำไรปกติไม่นับขาดทุนพิเศษ pe ของหุ้นในตอนนั้นจะค่อนข้างถูกเป็นต้น

    จริงๆแล้วผมจะคิดหุ้นทุกตัวออกมาเป็น case ประมาณนี้แล้วพยายามใช้การคาดการณ์ให้น้อยแต่ใช้ประโยชน์จากการที่ตลาดในช่วงนั้นไม่มีประสิทธิภาพครับ

  • mod

    สวัสดีครับ ขอกลับมาคุยต่ออีกครั้งนะครับ
    สำหรับเรื่องของเสี่ยยักษ์นั้น ขอตอบแบบเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ

    1.เรื่องของ Volume Peak ราคา Peak นั้น จากประสบการณ์การดูกราฟและจ้องตลาดส่วนตัวแล้ว มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้วตรงปลายยอดของคลื่นแต่ละลูก(ดอยนั่นเอง 55) โดยส่วนตัวนั้นผมเรียกของผมเองว่า Climax Top ซึ่งในบางครั้งอาจเกิดในรูปของแท่งเทียนขึ้นยาวๆโหด หรือในบางครั้งอาจเป็นแท่งเทียนถล่มลงมายาวๆเมื่อหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงๆ

    ปัญหาในการสังเกตุ เท่าที่เห็นคือ ส่วนใหญ่แล้วหากเราจะพยายามนำจุดนี้มาใช้ออกของเช่นกัน เรามักจะพบว่า ในขาขึ้นนั้น เมื่อหุ้นหล่นพักตัวลงมา หากมันยังคงไม่เสียกราฟไป มันมักที่จะวิ่งกลับไปสูงกว่าเดิมได้บ่อยๆ หากจะถามว่า พอจะเห็น Pattern ที่มีรูปแบบทิ้งของที่น่าเชื่อถือบ้างได้ไหมนั้น สำหรับผมแล้ว หนึ่งในสัญญาณขายที่ผมตุตะและใช้ของผมเองคือ รูปแบบแท่งเทียนยาวๆแดงเถือก หรือราคาปิดต่ำโดยมีความผันผวนสูงมากในขาขึ้นของหุ้น โดยจุดสังเกตุของผมคือ การร่วงของราคาแบบหักดิบหลายๆ ATR(ผมใช้อย่างต่ำ 3 ATR(20) ถ้าให้ดีอาจเป็น 4 ขึ้นไป) ผลที่ได้ค่อนข้างที่จะพอใ้จ คือเมื่อเกิดสัญญาณแล้วหุ้นอาจวิ่งเด้งขึ้นไปแต่มักไม่สามารถทำ New High ได้อีก ซึ่งผมถือว่าโอเคเพราะไม่ต้องเสียเวลาถือรอลงมาตัด Trailing Stop ของผมครับ(กับหุ้นปั่นใช้ได้ดีมาก) แต่ในทางกลับกัน หากหุ้นลงโหดๆแบบ Panic หลายๆ ATR มันมักจะกลายเป็นการจบลงของขาลงเช่นกันครับ

    2.เรื่องของหุ้นขึ้นVolume ลดนั้น โดยส่วนตัวพยายามศึกษาดูแล้ว(จากกราฟ Day อย่างเดียว) แต่ยังไม่พบความเกี่ยวเนื่องกันสักเท่าไหร่ เพราะโดยธรรมชาติของหุ้นที่สวิงขึ้นนั้น มักจะตามมาด้วย Volume ที่มากขึ้นๆในแต่ละแท่งเสมอ(จนหักหัวลงกลายเป็น Volume Peak)

    ผมเองนั้นคิดว่าบทสัมภาษณ์นั้นแม้จะมีประโยชน์มาก แต่ในบางครั้งยังไม่สามารถระบุรายละเอียดลงไปแบบเป็นเสต็ปๆได้มากเท่าไหร่ แต่หากจะมองเรื่องนี้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าสิ่งที่เสียยักษ์พูด อาจเป็นการมองในแง่ของการอ่าน Tape Reading ก็ได้ครับ

    หากเราตัดกราฟ Day ไปจากหัวออกไปก่อน แล้วมองไปที่ Ticker นั้น ด้วยประสบการณ์ของผมแล้ว เมื่อหุ้นวิ่งขึ้นไป(โดยเฉพาะเมื่อทะลุแนวต้าน) หุ้นที่จะวิ่งขึ้นไปได้สวยๆนั้น Offer ที่วางขวางอยู่ถึงแม้โดยส่วนใหญ่นั้น เราจะเห็นว่ามันดูมีปริมาณมากกว่าทาง Bid ก็ตาม แต่เราก็มักจะพบว่า การเคาะขวามักจะหนักหน่วงแบบกินรวบ และ Offer ที่วางอยู่นั้นมักไม่มีการเติม หรือทิ้งหุ้นสวนลงมาหนักๆเท่าไหร่ นั่นแปลว่า แต่ละช่วงราคามักจะถูกผ่านไปอย่างรวดเร็ว คล้ายๆกับว่าสภาพคล่องของหุ้นนั้นหายไปเลยทีเดียว เรียกว่าอยากจะกินแต่ไม่มีให้กินนั่นเอง โดยมันมักจะวิ่งไปแบบไม่มีแรงต้าน หรือที่เรียกว่า “ลื่น” นั่นเองครับ จนเมื่อถึงระดับราคาหนึ่งจะพบว่า แรงซื้อแรงขายจะมาชนกันอย่างแรงเกิดเป็น Volume ที่หนาแน่นขึ้นมามากกว่าเดิมในระดับราคานั้น แรงเคาะจะเริ่มแผ่วแล้ว กลายเป็นไม้เล็กๆแทน ความต้องการซื้อจะไม่ใช่การเคาะแต่จะเป็นการตั้ง Bid ซื้อ(จากรายย่อย?) ซึ่งในจังหวะนี้เรามักจะเห็นการโยนโครม และเลี้ยงราคาขึ้นมาตั้ง Bid ต่อ แล้วก็โดนโยนโครมอีก จนหุ้นต้องตกลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นใน Volume แต่ละช่องราคาคือ จะสังเกตุเห็นว่า จากแนวต้านที่แล้วจนถึงแนวต้านล่าสุดนั้นจะคล้ายๆกับกระดูกหมาครับ คือ อ้วนตรงโคนและตรงปลาย

    หากมองในแง่ Tape Reading นี้แล้ว ผมพบว่ามันจะยืนยันทฤษฏีของเสี่ยยักษ์ได้เป็นอย่างดี แต่ในเชิงของกราฟ ผมพยายามมองอยู่หลายปีแ่ต่ยังไม่เจอหลักฐานซึ่งนำไปต่อยอดได้สักเท่าไหร่(อาจโง่เองก็ได้) ซึ่งในบางครั้งหากเรามองในแง่กราฟ การที่หุ้นขึ้นทะลุยอดแล้วไปแบบฝืดๆ โวลุ่มไม่ค่อยมี เรามักจะพบว่าสัญญาณ Divergence มักจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่บอกอะไรได้มากเช่นกัน(หุ้นขึ้นฝืดมักจะเกิด Divergence อยู่แล้ว ถ้าไปแกะสูตร Indicator เช่น RSI ดูจะรู้ว่าทำไม)

    และนี่ก็เป็นความเห็นเกี่ยวกับสูตรของเสียยักษ์ในความรู้ตื้นๆของผมครับ หากคุณ Hong อ่านแล้วเข้าใจมากกว่าผม ช่วยอธิบายกลับหน่อย หรือท่านใดเข้าใจช่วยเล่าให้ฟังหน่อยนะครับ

  • mod

    สำหรับเรื่องวิธีการหาเหยื่อของคุณ Hong นั้น ขอบคุณมากที่เล่าให้ฟังครับ ทำให้ผมอ่านแล้วนึกหัวเราะว่าจริงๆแล้ว ทั้งคนเล่นเทคนิคและพื้นฐานส่วนใหญ่นั้น จริงๆแล้วไม่เห็นจะน่ามาเถียงกันเลย(ผมมักเจอคนซ้ายจัดขวาจัดในตลาดหุ้นบ่อย ไม่รู้เป็นไร 55) เพราะเราต่างก็พยายามหาโอกาศจากความไม่สมดุลย์และไม่มีประสิทธิภาพของตลาด ทั้งนั้น

    จากที่ดูแล้วการวิเคราะห์และเลือกเป้าของคุณ Hong น่าจะให้ Reward-Risk ที่สูงพอตัวเลยทีเดียว เมื่อมองแล้ว Expectancy น่าจะเป็นบวกได้สบายๆ

    หุ้นตัวที่คุณ Hong เล่าให้ฟังนั้น บางทีก็ตลกดีเหมือนกัน ที่คนเทคนิคจะมาเถียงกับคนเล่นพืันฐานทำไม(ไม่รู้คุณ Hong จะเคยเจอพวกเห็นดีเห็นงามแต่วิชาของตนเองรึปล่าว แต่ผมเจอเยอะ เลยอยากแบ่งปันให้คนที่ผ่านมาได้ดูเฉยๆ) เดี๋ยวผมลงรูปให้ดูครับว่า.. เออ จริงๆแล้วเทคนิค กับ พื้นฐานมันไปด้วยกันได้หรือเปล่าหว่า

    นี่เป็นระบบหนึ่งที่ผมใช้เป็นประจำครับ เป็น Trend Following System แบบ Turtle Style ซึ่งมี Filter เพิ่มอีกหน่อย มันจะไม่ส่งสัญญาณซื้อทุกครั้งที่หุ้น Breakout ไป และอย่าสนใจกับ ลูกศรมาก เพราะผมใช้ลูกแรกลูกเดียว ที่เหลือเพิ่ม Position ตาม ATR ไป

    หุ้น AP
    [img]http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2010/02/AP_ปี_2009_Mods_Turtle_System.png[/img]

    หุ้น QH
    [img]http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2010/02/QH_ปี_2009__Mods_Turtle_System.png[/img]

    หุ้น PS (ตัวนี้หากโชคดีมีเยอะหน่อยก็ยิ้มเลย :) )
    [img]http://mangmaoclub.com/wp-content/uploads/2010/02/PS_ปี_2009-Mods_Turtle_System.png[/img]

    ปล. สำหรับท่านที่ผ่านมาอ่าน ผมไม่ได้บอกว่าระบบผมดีกว่าใคร หรือชีนำใครนะครับ ยังมีระบบดีๆอีกมากมายที่หลายๆท่านซุ่มใช้กันอยู่ อย่าหาว่าผมเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนนะครับ อิอิ ผมแค่อยากจะออกความเห็นว่า จริงๆแล้วเทคนิคกับพื้นฐานมันก็อาจไปกันได้ก็ได้เท่านั้นเองครับ

    คุณ Hong พอจะแชร์แง่คิดในเชิงปริมาณของการวิเคราะห์คร่าวๆได้ไหม ไม่ต้องละเอียดก็ได้ครับ ว่าเด่นๆแล้วดูอะไรบ้าง แล้วไว้คุยกันครับ :)

  • hongvalue

    เรื่อง การวิเคราะห์เชิงปริมาณนะเหรอครับ หลังๆผมไม่ค่อยได้ใช้นะครับ แต่เดี่ยวจะตอบไม่ตรงประเด็นก็เอาซักหน่อยละกันนะครับ

    ถ้าพูดถึงการวิเคราะหฺเชิงปริมาณก็จะเป็นเรื่องงบการเงิน
    ซึ่งจริงๆแล้วงบการเงินจะเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่ประเด็นเรื่องการวิเคราะห์มูลค่าหุ้นอย่างเช่น
    การวิเคราะห์ dcf หรือ คิดลดกระแสเงินสดก็คือการที่คาดการณ์เงินสดในอนาคตให้ได้แล้วคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ก็ประมาณใกล้ตัวให้ฟังคือ เงิน100 บาทในวันนี้ถ้าอัตราดอกเบี้ยที่ได้คือ 5%ปีหน้ามูลค่าจะเป็น 105 บาท 105 คือ future value แต่ 105 ในวันข้างหน้าคิดลดกลับมาเป็นเงินในปัจจุบันที่อัตราคิดลด 5% จะกลายเป็น 100 บาท
    การทำ dcf คือการหาอัตราคิดลด และกระแสเงินสดในวันข้างหน้าซึ่ง
    จะกลายเป็น present value of all future free cash flow
    ประเด็นก็คิอว่า วิธีนี้ถูกต้องมากที่สุดในตัวของหลักการแต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปได้ยาก
    เพราะว่า การคิดเงินสดที่บริษัทจะทำได้ในอนาคตนั้นไม่ต่างกับการนั่งเทียน ผมโคตรกล้าท้าเลยว่าไม่มีใครคิดได้ถูกต้อง แค่ปีเดียวก็คิดผิดแล้วไม่ต้องพูดถึงคิดไปตั้งไม่รู้กี่ปีแล้วคิดลดออกมาเป็นปัจจุบันหรอก พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า dcf ไม่มีประโยชน์ก็เหมือนกับที่คุณมดพูดนั้นแหละครับว่าที่ผิดไม่ได้อยู่ที่หลักการแต่อยู่ที่คนใช้หลักการต่างหาก ถึงแม้เราจะไม่สามารถคิด dcf ได้ถูกต้องแต่เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ครับก็อย่างเช่นการที่เราคำนวนออกมาหลายๆ case และเรียกมันว่า sensitive analysis เช่นใช้อัตราคิดลดไม่เหมิอนกัน ใช้ terminal value มากน้อยต่างกัน แล้วอาศัยการซื้อโดยที่หุ้นต้องมี mos ก็คือว่า บริษัท abc อาจจะเติบโตในระยะยาวได้ปีละ 3.5% แต่ว่าราคามันได้ลงมาถึง case ที่ทำ value เอาไว้ว่ามันโตได้แค่ปีละ 1% เป็นต้น อะไรแบบนี้อะครับ ซึ่งจะทำให้ราคาที่ซื้อค่อนข้างเสี่ยงต่ำ

    แต่ก็ได้มีผู้เชี่ยวชาญที่ใช้เฉพาะ pe ในการหามูลค่าหุ้นและประสบความสำเร็จกันมากมายด้วยนะครับ

    เชื่อไหมว่าคนที่บอกว่าตัวเองเล่นหุ้นแนววีไอเหมือนกันก็ไม่ได้ใช่วิธีวัดมูลค่าหุ้นแบบเดียวกันทุกคนหรอกครับบางคนใช้ dcf บ้างก็ pe บ้างก็ nav บ้างก็ pbv และแต่ละคนก็ลงทุนกันคนละอุตสาหกรรม

    ประมาณนี้นะครับ

  • hongvalue

    ขอถามคุณมดหน่อยนะครับ

    1.rsi ของไทยที่เราดูกันทุกวันนี้เนี้ย มันเป็นการวัดการเคลื่อนที่ของตัวมันเองเทียบกับตลาดใช่ไหมครับ หรือว่าวัดโดยเทียบกับตัวมันเองเท่านั้นเหรอครับ ผมดูคลิป rsi เข้าใจว่าน่าจะเทียบกับตัวเองแต่ไม่แน่ใจ ส่วนตัวเลขที่บอกว่าใช้ 14 เนี้ย สมมุติว่าใน 14 วันย้อนหลังหุ้นลง แค่4วัน แต่ขึ้น 10 วัน เราก็เอา 10/14 จะได้71 เท่ากับว่า rsi คือ 71 ผมเข้าใจถูกต้องไหมครับ

    2.ผมเข้าใจว่ามีแต่นักวิเคราะห์เมืองไทยเท่านั้นหรือเปล่าครับที่ชอบบอกว่า overbought ได้ขาย oversold ให้ซื้อเพราะความจริงแล้วการทำแบบนั้นมันเป็นการ counter trend ซึ่งจริงๆแล้วการ follow trend น่าจะถูกต้องกว่า

    3.อันนี้ไม่ใช่คำถามแต่เป็นการชวนคุยต่อ (ผมคิดว่าการคุยครั้งนี้คงจะดำเนินไปอีกนาน หลังๆมีอะไรเปลี่ยนไปถ้าไปดูที่บล็อกผมจะเห็นว่าผมไม่ได้เขียนอะไรมาซักพักแล้ว ไม่รู่ทำไมหลังๆถึงได้อยากจะคุยกับคนในที่ๆคิดว่าไม่ค่อยมีคนรู้จักผมมาอ่าน ไม่แน่ใจเหมือนกันบางครั้งการพูดในบล็อกตัวเองอาจจะทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยไม่ค่อยมีปากเสียงเพราะเกรงใจเจ้าของบล็อกก็เลยเซ้งๆอยากมาหาคู่ชก อิอิ แบบว่าอยากไปเยี่ยมบ้านคนอื่นบ้าง เพราะไม่ต้องการความเกรงใจอยากให้สอนมวยกันตรงๆ ขออภัยที่นอกเรื่องนานไปหน่อย)

    ผมจะแชร์ประสบการณ์อะไรให้ฟังครับ ผมเนี้ยเคยไปฟังคนๆนึงสอนเรื่องเทคนิคอยู่ใจกลางสาธรเลยด้วย(ไม่เอ่ยชื่อเดี่ยวโดนฟ้อง อิอิ) คนนี้เขาพูดว่ากฏของ elliot wave มีข้อจำกัด
    ทั้งหมด 200 กว่าข้อ แล้วตอนพูดก็ทำหน้าแบบภาคภูมิใจมากประมาณว่า กูรู้กฏ 200 กว่าข้อ
    แว๊บแรกที่ผมได้ฟังผมก็ไม่เห็นด้วยในใจ(ความเห็นส่วนตัว) ผมคิดว่าคนเรามีเวลาจำกัดการเรียนรู้ที่ได้ผลดี เราจะต้องไม่เรียนมั่วและต้องเลือกผู้รู้จริงในการเป็นโค้ช แต่คนที่พูดเรื่องนี้เท่าที่ทราบประวัติมาก็คือเคยเล่นหุ้นแล้วเจ๊งมาก่อน(ถ้าจำไม่ผิดคนสอนเป็นคนเล่าเองเลยแหละ)
    แต่ทุกวันนี้เขาบอกว่ามีเงินเก็บอยู่หลายล้านและเบื่อที่จะต้องทำงานเพราะได้นอนน้อยมาก
    เพื่อนผมที่รู้จักกับเขาบอกว่า เขาไม่กล้าเล่นหุ้นเอง

    อ้าวววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว
    ผมฟังแล้วคิดในใจ จบเลย
    นี้คือคนที่ไม่ success แต่เป็นนักพูดนี้นา เขาพยายามทำเรื่องง่ายๆให้เป็นเรื่องยากเพื่อจะได้ทำให้ตัวเขามีค่าตัว ซึ่งจะทำให้คนจ่ายตังค์เพื่อมาเรียนกับเขา ผมมานั่งคิดว่าถ้ามีเงินหลายล้านและเล่นหุ้นเป็นจริงน่าจะออกไปบู๊เองเลยมากกว่านะ เหมือนกับคนสอนเทคนิคอีกคนนึงก็บอกว่าเล่น future แล้วได้กำไร 10 เท่าแต่ก็ยังมานั่งสอนและทำงานประจำอยู่ ซึ่งผมคิดว่าการเล่น future มันก็ต้องเฝ้าตลาดมาก ถ้าได้กำไรเป็น 10 เท่าเขาน่าจะออกจากงานประจำนะ คนนี้ก็เหมือนกับคนแรก พยายามทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเพื่อเก็บเงินค่าสอนคน
    เชื่อไหมว่าคนที่โม้ว่าได้กำไร future 10 เท่าผมไปถามอะไรเขา เขายังไม่บอกเลยเขาบอกว่าต้องเป็น course เสียตังค์ ผมฟังแล้วก็ขำๆแล้วก็คิดว่า กูไม่โง่ไปเรียนกับมึงต่อหรอก
    ตอนสอนก็กั๊กแล้วก็พูดถึง course ที่ต้องเสียตังค์ตลอดเวลา

    ผมนึกถึงคุณมดที่คยบอกว่า technic ก็ใช้ง่ายๆใช้อันที่เหมาะกับเรา ระบบเทรดก็ทำให้ง่ายเข้าไว้ simple is the best ผมเห็นด้วยจริงๆ เมื่อก่อนผมเคยเปิดสอนฟันโฟนะครับมีคนมาเรียน 70 คนแล้วก็มีคนเมล์มาอีกบอกว่าอยากเรียนอีกจะมีสอนเมือไหร่ผมก็บอกว่าไม่สอนแล้ว เพราะค่าเสียโอกาศในการดูหุ้นหาขข่าวสารของผมถ้านับเป็นตัวเงินแล้วมากกว่าการได้ไปสอนเยอะมาก ทรัพยากรของเรามีจำกัดเราคงต้องเลือกทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแต่ช่วงนั้นทำแล้วก็สนุกเพราะได้สอนคนแต่เดี่ยวนี้ยุ่งกว่าเดิมมากกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

    มีคนเคยบอกว่าคนที่ชอบทำสิ่งง่ายๆให้เป็นเรื่องยากเป็นเพราะว่าเขาอยากกินเงินคุณแล้วล่ะ
    ก็น่าจะจริงนะครับ กินเงินไม่ได้หมายถึงกินในตลาดหุ้นแต่จะกินเงินเพราะจะสร้างภาพว่าตัวเองเป็นกุรุนะครับ

  • mod

    กลับมารื้ออีกรอบตอบให้คุณ Hong นะครับ

    1.rsi ของไทยที่เราดูกันทุกวันนี้เนี้ย มันเป็นการวัดการเคลื่อนที่ของตัวมันเองเทียบกับตลาดใช่ไหมครับ หรือว่าวัดโดยเทียบกับตัวมันเองเท่านั้นเหรอครับ ผมดูคลิป rsi เข้าใจว่าน่าจะเทียบกับตัวเองแต่ไม่แน่ใจ ส่วนตัวเลขที่บอกว่าใช้ 14 เนี้ย สมมุติว่าใน 14 วันย้อนหลังหุ้นลง แค่4วัน แต่ขึ้น 10 วัน เราก็เอา 10/14 จะได้71 เท่ากับว่า rsi คือ 71 ผมเข้าใจถูกต้องไหมครับ

    มันมีวิธีการคำนวนมากกว่านั้นครับ แนวคิดคือ จับเอาผลต่างของราคาปิดวันที่หุ้นขึ้นซึ่งจะได้ค่า + มารวมกับผลต่างของวันที่ขึ้นทั้งหมดที่เหลือ ในช่วงเวลาที่เรากำหนดไว้ เช่น 14 วัน ในทางกลับกันก็ทำแบบเดียวกันกับวันที่ลง

    ผลที่ได้คือ เสมือนเป็นแรงบวก(ซื้อ)โดยเฉลี่ย และ แรงลบ(ขาย)โดยเฉลี่ย
    เสร็จแล้วเอามาหาร แล้วจับอัตราส่วนมาใส่ในสเกล 100 ครับ

    พูดง่ายๆเหมือนดูว่า แรงปิดบวกมีมากกว่าแรงปิดลบเท่าไหร่นั่นเอง สูตรตามนี้ครับ

    RSI = 100 – [100/1+RS]
    โดย RS คือ Average Up Close/Average Down Close in X Periods

    ลองอ่านนี่ก็ได้ครับง่ายๆ http://www.adblue.de/cqg/rsi.htm ถ้าลึกๆต้องอ่านของ Wilder เขียนเองครับ(เสียเวลาพอสมควรแต่ดีมาก)

    ข้อสังเกตุ
    – หาก AUC มากกว่า ADC 3:1 เราจะได้ RSI = 75 ที่ทุกคนบอกว่า Overbought แต่ต้องถามตัวเราว่า แรงซื้อบวกมากกว่าแรงขายลบ 3 เท่า แปลว่าหุ้นต้องลงหรือ ? มองด้วยสามัญสำนึก คน 3 ต่อ 1 ใครน่าจะภาษีดีกว่ากัน ?

    -ค่าที่ได้นั้น ขึ้นกับ Parameter คือจำนวนวันด้วย ดังนั้น มันเป็นค่าที่แ่ต่ละคน Define เอาเองทั้งนั้น(ขึ้นอยู่กับสไตล์) ดังนั้น มันไม่มีค่า RSI ที่เป็น Universal

    -ทุกอย่างเป็นการจับอดีตมายำ ไม่ได้แปลว่า ช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้ต้องเป็นอย่างนั้นครับ เพียงแต่เราอาศัย Statical ที่ได้เปรียบมาเล่นเท่านั้นเองว่า ถ้าฟ้าร้อง ฝนน่าจะตก

    2.ผมเข้าใจว่ามีแต่นักวิเคราะห์เมืองไทยเท่านั้นหรือเปล่าครับที่ชอบบอกว่า overbought ได้ขาย oversold ให้ซื้อเพราะความจริงแล้วการทำแบบนั้นมันเป็นการ counter trend ซึ่งจริงๆแล้วการ follow trend น่าจะถูกต้องกว่า

    ผมว่าจะ Follow หรือ Reversion ผมว่าขึ้นอยู่กับคนเลือกจะเล่นนะ แต่ประเด็นคือใช้เครื่องมือไม่ถูกกับงาน Counter Trend ต้องเล่นในภาวะ Non-Trend ไม่ใช่เอะอะก็บอกว่า Overbought เท่านั้น อีกอย่าง ต้องมี MM ที่เหมาะสมกำกับในแต่ละกลยุทธ์ที่เลือก น่าเสียดายว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้เลย รู้จักแต่เครื่องมือ แต่ไม่รู้ว่าควรใช้เมื่อไหร่มั้งครับ :)

    OB/OS นั้น ก็ขึ้นอยู่กับ Parameter อีกเหมือนเดิม เลือกวันไม่เหมือนกันก็ได้ค่าไม่เท่ากันแล้ว
    บางคนเล่นกลางๆ ไปฟังเค้าบอก OB ของ Stochastic สามวัน หุ้นก็หลุดมือหมด ดังนั้น คนถามยังไม่เข้าใจเลยว่า สิ่งที่เค้าแนะนำมามันเป็น Time Frame ของแต่ละคน ทุกคนมี Time Frame ไม่เหมือนกัน

    ข้อสุดท้ายที่ชวนคุยนั้น ผมมองว่า จริงๆแล้วอะไรก็ไม่สำคัญเท่าความสุขที่เราได้สนุกกับมันครับ จะวิชาไหนสำนักไหน ซับซ้อนมากเท่าไหร่ ผมมองว่ามันก็คือการจับอดีตมายำแล้ว “เดา” อนาคตกันทั้งนั้น สิ่งที่บอกว่าเป็นแนวโน้มนั้น มันคืออดีตทั้งนั้น คำว่าแนวโน้มปัจจุบัน จริงๆยังไม่มีเลยด้วยซ้ำครับ (เดี๋ยวว่างๆผมจะลงให้อ่านกันดู) ทางเดียวที่พอทำได้คือเทียบกับสิ่งข้างเคียงที่เปรียบเทียบกันได้

    การวิเคราะห์เท่าที่ผมมีความรู้ตอนนี้ ยังไม่เห็นว่ามันจะออกไปจากสองตัวนี้เลยนั่นคือ Measure then Compare ทีนี้ก็เลือกว่าเราจะ Measure อะไร Compare กับอะไร แต่ทุกอย่างคืออดีตทั้งนั้น (ขอเหมารวมทั้ง Tech ทั้ง Funda เลยแล้วกัน :P เทคนิคเอาราคาอดีตมาเล่น Fund เอาผลงานและพื้นฐานในอดีตมาเล่นเช่นกัน)

    ดังนั้น สำหรับผม ผมว่าก็จะกลับมาที่ว่าเราจะรับมือกับความไม่แน่นอนยังไง และเราจะสนุกกับมันอย่างไรดี นั่นคือ MM กับ Psychology เจ้าเก่าครับ

    กลับมาจูนกันต่อแล้วนะครับ :)

  • hongvalue

    ขอบคุณมากครับที่อุตส่าห์มาตอบคำถามให้และจะตั้งแค้มคุยกันต่อ
    1. คุณมดครับผมไปอ่านหนังสือเล่มที่คุณมดเล่มที่คุณมดแนะนำมาคือ a trader money management system หน้า 77 ตาราง 9.1 ผมเข้าใจว่าตารางนี้เป็นหัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้หรือเปล่าครับก็คือว่ายกตัวอย่างเช่น ถ้า win 50 payoff 3 โอกาศที่พอร์ตจะลดลงถึง 10% จะมีเพียงแค่ 0.2% การที่เราต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องเงินต้นมาก่อนทำให้เราต้องพยายามหาความน่าจะเป็นที่พอร์ตเราจะไม่ลดอย่างมีนัยยะสมมุติว่าเรากำหนดมาที่ 10% แล้วเรารู้ win ratio กับ payoff ratio เราจะได้รู้ว่ามีโอกาศเพียงแค่กี่% เท่านั้นที่พอร์ตเราจะลดลงไป ไม่ทราบว่ามีความเห็นอย่างไรครับ

    2.ในหนังสือ trend follwing version 2009 ได้มีการพูดถึง volatility และพูดถึงผลตอบแทนของกองทุนของ bill dunn ซึ่งสามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่าดัชนีตลาดถึง 11 เท่าวัดกันประมาณเกือบๆ 30 ปีได้มั้ง แต่ประเด็นคือระหว่างทางการแกว่งตัวของมูลค่ากองทุนสูงมากๆ บางที drawdown 35-40% มีบ่อยๆเลยด้วย ถ้าผมจะสรุปว่าจริงๆแล้วพอร์ตที่เติบโตสูงๆนั้นโดยธรรมชาติจะมี volatility สูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ทราบมีความเห็นว่าอย่างไร

    3.อยากทราบเหตุผลที่คุณมดไม่เล่นมาร์จื้นได้ไหมครับ เพราะตามหลักแล้วถ้าซื้อหุ้นแล้วมีจุดคัทลอดที่ชัดเจนและไม่ใช่มาร์จิ้นเยอะเกินไปเช่นสมมุติว่า ถ้าเราใช้มาร์จิ้นประมาณซัก 20-30% เนี้ยกว่าเราจะถูก force sell หุ้นต้องลงมากกว่า 60%-70% ถ้าเรารู้ win ratio และ payoff ratio ของเราแล้วว่าโอกาศที่พอร์ตจะลดเกิน 10% ยังไม่เยอะทำไมเราจะไม่เล่นมาร์จิ้น

    ถ้ามีอะไรจะถามผมกลับก็ยินดีนะครับ

  • hongvalue

    อ๊าก เพิ่งเห็นว่าคุณมดตอบตอนตี 4 ทำไมตืนเช้าขนาดนั้น

  • mod

    ช่วงนี้ผม Night life ครับคุณ Hong 55 บางทีเวลาไม่เหมือนชาวบ้านเลยตอบช้านิดนึง

    1. คุณมดครับผมไปอ่านหนังสือเล่มที่คุณมดเล่มที่คุณมดแนะนำมาคือ a trader money management system หน้า 77 ตาราง 9.1 ผมเข้าใจว่าตารางนี้เป็นหัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้หรือเปล่าครับก็คือว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้า win 50 payoff 3 โอกาศที่พอร์ตจะลดลงถึง 10% จะมีเพียงแค่ 0.2% การที่เราต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องเงินต้นมาก่อนทำให้เราต้องพยายามหา ความน่าจะเป็นที่พอร์ตเราจะไม่ลดอย่างมีนัยยะสมมุติว่าเรากำหนดมาที่ 10% แล้วเรารู้ win ratio กับ payoff ratio เราจะได้รู้ว่ามีโอกาศเพียงแค่กี่% เท่านั้นที่พอร์ตเราจะลดลงไป ไม่ทราบว่ามีความเห็นอย่างไรครับ

    คุณ Hong คงเข้าใจอะไรผิด หรือผมเข้าใจคุณ Hong ผิดหรือปล่าวไม่แน่ใจ แต่ตาราง Risk of Ruin 9.1 ไม่ได้แปลว่า โอกาศที่เงินของเราจะลดลงถึงระดับที่เรา Bankrupt หรือ Ruin ครับ ไม่ได้แปลว่าโอกาศที่เงินของเราจะลดลงไปถึง 10% ของพอร์ท มันบอกว่าถ้าเรา bet ทีละ 10% ของพอร์ท แล้วมี win 50% กับ Payoff 3:1 โอกาศที่เราจะ Bankrupt จะมีประมาณ 0.2% ครับ :)

    ในความคิดของผม หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือแนวคิดที่เขียนไว้บนหน้าปกเลยครับ “Ensure Profit and Avoid Risk of Ruin” :P

    2.ในหนังสือ trend follwing version 2009 ได้มีการพูดถึง volatility และพูดถึงผลตอบแทนของกองทุนของ bill dunn ซึ่งสามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่าดัชนีตลาดถึง 11 เท่าวัดกันประมาณเกือบๆ 30 ปีได้มั้ง แต่ประเด็นคือระหว่างทางการแกว่งตัวของมูลค่ากองทุนสูงมากๆ บางที drawdown 35-40% มีบ่อยๆเลยด้วย ถ้าผมจะสรุปว่าจริงๆแล้วพอร์ตที่เติบโตสูงๆนั้นโดยธรรมชาติจะมี volatility สูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ทราบมีความเห็นว่าอย่างไร

    Trend Following เป็นกลยุทธ์ที่มีการ Give back Profit ในระดับประมาณนี้อยู่แล้วครับ Drawndown มันวัดจากมูลค่า Equity ที่วิ่งขึ้นๆลงๆ ดังนั้น บางทีมันไม่ได้หมายความว่าตัวเงินต้นจริงๆของเรามันลดลงขนาดนั้น แต่มันเป็นการลดจากกำไรที่ได้มาด้วยครับ เวลาเขาจะดู Performance กันคร่าวๆเขามักจะวัดจาก Sharp Ratio และ MAR ratio ครับ

    เรื่องเล่น มาร์จินหรือไม่มาร์จินนั้น ผมว่าอยู่ที่ความเหมาะสมของหลายๆอย่างครับ วันนี้ไม่เล่น เมื่อวานอาจเล่น หรือพรุงนี้อาจใช้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับใจ กับสภาวะตลาดที่เือื้อกับระบบ บางทีระบบเราในตลาดธรรมดาๆ พอร์ทเงินสดยังใช้ไม่หมดเลย วนเข้าวนออกไม่เต็มสักที (อาจเป็นเพราะผมกำหนดความเสี่ยงแต่ละครั้งที่เล่นทีละน้อย) ผมก็ไม่ได้ใช้แหละครับ หรือไม่ผมอาจจะ Conservative ก็เป็นได้มั้งครับ (แต่เล่นหุ้นปั่นบ่อยเหลือเกิน 555 conflict มะ)

  • hongvalue

    ขอบคุณมากครับสำหรับคำตอบ ผมอ่านไม่เข้าใจจริงๆด้วยสำหรับเรื่อง mm
    มีเรื่องมาแชร์ให้ฟังแล้วอยากขอความเห็นน่ะครับ ผมรู้สึกว่าถ้าเราเล่นหุ้นแล้วดูพอร์ตตัวเองตลอดเวลาบางทีก็เหมือนมีแรงกดดันเยอะพอสมควรเพราะว่าถ้าพอร์ตเราขึ้นไปเยอะๆแล้วย่อลงมาแรงเหมือนกัน เราก็จะรู้สึกเสียดายเสียดายที่พอร์ตของเรา ณ.ปัจจุบันถ้าเทียบกับจุดพีคเงินหายไปตั้งเท่าไหร่แนะ แต่พอมาอ่านที่คุณมดบอกว่ามันก็ไม่ใช่กำไรของเราทั้งหมดอยู่แล้วก็เหมือนคืนกำไรกระดาษกลับไปบางส่วน หลังๆผมเริ่มสบายใจขึ้น หลายเดือนมานี้ผมศึกษาแนวทาง trader แล้วรู้สึกว่ามันทำให้สบายใจดีในการเล่นหุ้น อย่างเช่น เราบอกว่าเราซื้อแนวโน้มเราไม่ได้ซื้อราคาหุ้นฉะนั้นก็ไม่แปลกถ้าเราจะซื้อแพงขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวโน้ม เช่นการรอซื้อที่เบรก และเราก็จะเข้าใจอีกเช่นว่าไม่มีใครขายได้พีคแต่เราขายเมื่อแนวโน้มนั้นๆเสียไปอย่างเช่น 20 day low เป็นต้น ผมเห็นหลายคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นเสียใจเสียดายตลอดว่า โอ๊ยรู้งี้น่าจะขายที่ราคานั้นราคานี้ น่าจะซื้อตรงนั้นตรงนี้เลยรู้สึกแปลกใจว่าได้ตังค์แต่ไม่ยักกะมีความสุขเลยแฮะ เรื่องต่อมาก็คือว่าพอมาศึกษาเรื่องการเทรดแล้วทำให้ผมรู้สึกไม่มั่นใจอะไรมากเกินไปรุ่นพี่ผมบอกว่าคนที่ไม่มั่นใจอะไรเกินไปจะไม่มีวันหมดตัวผมว่าจริง เพราะถ้าเรามั่นใจมากๆซื้อไปแล้วไม่เป็นอย่างที่เราคิดเราก็จะดื้อว่าเดี่ยวมันต้องกลับมาแน่นอนแต่ถ้ามันไม่กลับมาก็โคตรจะซวย แต่ระบบเทรดเน้นให้เราคิดทุกอย่างเป็น probability ฉะนั้นกาศที่เราจะหมดตัวก็ยากมากๆเพราะว่าเราจะไม่มั่นใจอะไรมาเกินไป แต่เราจะเลือกมาองในแง่ที่ว่าโดยรวมๆแล้วเรามั่นใจกับระบบทั้งระบบมากกว่าการเล่นครั้งใดครั้งนึงและไม่ว่าจะดีแค่ไหนถ้าซื้อแล้วลงเกินกี่% ต้องขาย ผมมานั่งคิดดูว่าจริงๆแล้วคนเล่นพื้นฐานหลายคนเล่นกับหุ้นเกรดรองๆเช่น หุ้นวัฏจักร หุ้นฟื้นตัว ซึ่งไม่ได้แน่นอนเหมือน หุ้นเกรด a ที่รายได้แน่นอนและโตต่อเนื่องและมี five force model ที่ดี หลายครั้งหุ้นแบบนี้ถ้าซื้อผิดจังหวะก็สามารถขาดทุนได้ระดับ 50% ภายในไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ หลังๆผมประยุกต์แนวทางระบบเทรดร่วมกับพื้นฐานหุ้นแล้วรู้สึกว่าผลงานการลงทุนดีขึ้นเยอะเลย และสบายใจในการลงทุนมากๆด้วย ยังไงก็ต้องขอบคุณ คุณมดมาณ.ที่นี้ด้วยนะครับสำหรับเว็บนี้ ก้าวหน้าจากการได้อ่านบทความกับคลิปที่นี้เยอะเลยครับ

  • http://mangmaoclub.com Mod

    ผมดีใจนะครับ ที่มีคนอย่างคุณ Hong มาชวนคุย มันทำให้ผมต้องกลั่นความคิดจากสมองให้มาเป็นความคิดที่อธิบายได้ชัดเจนอีกที

    “หลายเดือนมานี้ผมศึกษาแนวทาง trader แล้วรู้สึกว่ามันทำให้สบายใจดีในการเล่นหุ้น”

    แล้วเล่นพื้นฐานไม่สบายใจยังไงหรือครับ? ผมว่าเท่าที่ศึกษามันก็สบายใจดีนะครับ แต่พอดีผมไม่ถนัดอ่านงบเท่าไหร่ อีกอย่างไม่มีความฮึดในการหาข้อมูลมาวิเคราะห์นั่นเอง(พูดง่ายๆสันหลังยาว) 55

    หรือบางทีคุณ Hong อาจจะกำลังหลุดออกจากกรอบของคำว่า “สไตล์” ที่หลายคนยึดติดอยู่ก็เป็นได้ เป็นช่วงที่เข้าสู่การสร้างระบบของตนเองจากความต้องการของตนเองก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นดีใจด้วยนะครับ :) ผมเชื่อว่าการที่เราหลุดออกมาจากเปลือกของสไตล์แล้วเรามองเข้าไปถึง ฟันเฟืองของการทำเงิน ที่ถูกกำหนดโดยการเข้าใจถึงตัวแปรเบื้องหลังมันออกมาเป็นเรื่องน่าสนใจมาก

    ผมดีใจที่มีคนได้ยินสิ่งที่ผมมาพูดมาเขียนไว้ที่นี่ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการความเสี่ยงและ “จิตวิญญาณ” ของการเก็งกำไร อย่างน้อยสิ่งที่คุณ Hong เขียนออกมามันก็สะท้อนว่าผมพอจะสื่อสารให้ใครได้ยินบ้าง

    นักเก็งกำไรหลายๆคน ถือแต่ดาบ(วิชา) แต่ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีสัญชาติญาณหรือ Probabilistic Mindset ไม่เข้าใจว่าเกมที่เราเล่นอยู่ หรือกำลังเล่นอยู่กับอะไร เขาเลยพยายามหาดาบที่คมที่สุด แต่นั่นไม่มีจริง และสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่หวาดกลัวสิ่งที่เขาต้องเจอ คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นจึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    เรามักพูดถึงคำว่า “ความเสี่ยง” แ่ต่ผมชอบที่จะนึกถึงคำว่า “ความไม่แน่นอน” แทน บางทีความเสี่ยงมันทำให้เราเห็นถึงแต่ Downside แต่ลืมนึกถึง Upside ไป แต่ “ความอนิจจังไม่แน่นอน หรือ Uncertainty” รวมสองคำนี้เอาไว้ และนี่คือสิ่งที่ผมว่า หน้าที่ของนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร แท้จริงแล้วคือการเล่นกับสิ่งนี้ และพยายามบริหารมัน “Minimize Risk and Maximize Return” แต่คำตอบหรือหนทางในตลาดมีหลายเส้นเหลือเกินที่จะขึ้นยอดเขา แค่นี้ผมก็แฮ้ปปี้แล้วที่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับคนหลายๆคนเดินขึ้นเขาไปด้วยกัน เชื่อว่าคุณ Hong จะเผยแพร่สิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับคนอื่นเช่นกันครับ :)

  • http://mangmaoclub.com Mod

    อันนี้ความเห็นส่วนตัวครับ

    เรื่องของกำไรหายเท่าไหร่ หรือขาดทุนเท่าไหร่นั้น ผมมีมุมมองไม่เหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ และช่วยให้ผมสบายใจ คือ ถ้าเกมยังไม่จบ(ซื้อ-ขายเสร็จแล้ว) ผมจะไม่คิดว่าผมได้อะไร ผมจะมองว่ามันยังไม่ใช่ของๆผม และผมจะเผื่อใจไว้ว่ากำไรที่มีอย่างน้อยคงหายไป 20-30% ของมัน แต่สุดท้ายพระเจ้าให้เท่าไหร่ผมก็จะรับใว้ครับ มุมมองนี้ไม่ต่างกับวิธีโยนเหรียญที่ให้ผลเป็น End Result

    คนหลายคนเสียเวลาไปกับการพยายามซื้อต่ำ-ขายสูง หรือซื้อแล้วถือให้ได้กำไรมากที่สุดให้ได้ทุกเม็ด ผมว่าผิดประเด็น ความเชื่อส่วนตัวผมว่าประเด็นอยู่ที่ “ทำกำไรให้ได้มากกว่าขาดทุน และบริหารความเสี่ยงให้มีความสุขเป็นพอ”

    ผมมองเกมเห็นเป็นภาพของแบงค์ใบใหญ่กับเศษเหรียญ ผมจะไม่นึกถึงกราฟให้เสียใจว่าเราเอามาได้เท่าไหร่คืนไปเท่าไหร่ ไม่เสียดายเลยเพราะผมเชื่อว่า “ใครจะไปรู้วะ” แล้วเอาผลสรุปออกมา ถ้าได้แบ็งค์ใบใหญ่แลกกับเศษเหรียญเรื่อยๆผมพอใจแล้วครับ :)

    It's not about buy high sell low or buy low sell high or buy high sell higher,
    it's about making money than you lose

  • http://mangmaoclub.com Mod

    ผมผ่านไปเห็นกระทู้ใน Pantip มา นี่คือตัวอย่างของคนที่เห็นโลกของการเก็งกำไรเพียงด้านเดียว ซึ่งคือด้านของการวิเคราะห์แล้วสรุปว่าตำราใช้ไม่ได้ ทั้งๆที่พวกเขายังอยู่กันที่เปลือกเท่านั้น.. ไม่รู้จะมีสักกี่คนที่จะเจาะเปลือกเข้ามาได้ และเห็น Function ของเกมนี้ นั่นคือ Probability Game that battle in our mind

    http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9165

  • hongvalue

    แล้วเล่นพื้นฐานไม่สบายใจยังไงหรือครับ?

    ตอบ ก็สบายใจนะครับแต่คิดว่าทั้งพื้นฐานและระบบเทรดต่างก็มีจุดดีและเสียไม่เหมือนกันจริงๆแล้วทุกวันนี้ผมใช้พื้นฐานมากกว่าระบบหรือเทคนิคนะครับ ผมขอเปลี่ยนคำพูดเป็นพอมาศึกษาเรื่องระบบเทรดต่างๆแล้วทำให้เล่นหุ้นพื้นฐานสบายใจมากขึ้นเยอะพอใช้ระบบเทรดเข้าไปจับน่าจะตรงกับสิ่งที่ต้องการสื่อแต่แรกมากกว่า ความเห็นผมนะครับพื้นฐานเนี้ยเป็นสิ่งที่เราเองก็จับต้องได้อย่างสบายใจเพราะว่าเมื่อเรารู้ว่าเรากำลังลงทุนกับบริษัทอะไรและมีอนาคตที่ดีขึ้น(คาดการณ์)ทำให้เราไม่พะวงมากเกินไปกับราคาหุ้นที่ขึ้นๆลงๆเพราะเรามีอะไรมายึดเป็นหลักการ เหมือนกับระบบเทรดที่ว่าจะแกว่งก็แกว่งไปถ้าไม่ถึงจุด exit เราก็ไม่ออกอะไรแบบนั้นน่ะครับ

    —————————————————————————————————————————

    เรื่องของกำไรหายเท่าไหร่ หรือขาดทุนเท่าไหร่นั้น ผมมีมุมมองไม่เหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ และช่วยให้ผมสบายใจ คือ ถ้าเกมยังไม่จบ(ซื้อ-ขายเสร็จแล้ว) ผมจะไม่คิดว่าผมได้อะไร ผมจะมองว่ามันยังไม่ใช่ของๆผม และผมจะเผื่อใจไว้ว่ากำไรที่มีอย่างน้อยคงหายไป 20-30% ของมัน แต่สุดท้ายพระเจ้าให้เท่าไหร่ผมก็จะรับใว้ครับ มุมมองนี้ไม่ต่างกับวิธีโยนเหรียญที่ให้ผลเป็น End Result

    ตอบ ผมเองหลังๆก็คิดแบบนี้นะครับหลักการข้อนึงบอกว่า trying to protect every penny of your profit,you actually prevent yourself form making the big profit

    ทุกครั้งเดี่ยวนี้ที่ผมขายผมก็คิดตลอดว่าเดี่ยวมันต้องไปแรงๆต่อ ถ้ามันไม่ไปแรงๆต่อผมก็คิดว่าฟลุ๊กว่ะขายแล้วลงเลย ถ้าไปแรงต่อผมก็คิดว่าก็ไม่เห็นแปลกมันก็เป็นแบบนี้ประมาณ 90% ของการเล่นหุ้นอยู่แล้วนี้ 5555 มีคนเคยไปติดอยู่ที่มหาสมุทร 21 วันไม่มีข่าวมีน้ำกินพอมีเรือผ่านไปแล้วช่วยมาได้เขาก็บอกว่า “ถ้าคุณมีน้ำจืดและอาหารพอประทังชีวิตคุณก็ไม่ควรบ่นอะไรอีกต่อไปแล้ว” ผมมานั่งคิดเล่นหุ้นแล้วได้กำไรยังจะบ่นอีกเหรอว่ามันไปต่อแล้วไอ้คนที่ขายขาดทุนล่ะ ไม่ต้องโดดตึกเลยหรือไง อะไรแบบนี้อะครับ

  • hongvalue

    ผมดีใจที่มีคนได้ยินสิ่งที่ผมมาพูดมาเขียนไว้ที่นี่ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการความเสี่ยงและ “จิตวิญญาณ” ของการเก็งกำไร อย่างน้อยสิ่งที่คุณ Hong เขียนออกมามันก็สะท้อนว่าผมพอจะสื่อสารให้ใครได้ยินบ้าง

    ตอบ ขอบคุณครับ ความเห็นผมนอกจากผมแล้วน่าจะมีคนที่ได้ประโยชน์และเข้าใจในสิ่งที่คุณมดต้องการจะสื่อสารออกมาเยอะพอสมควรครับ หลายคนที่ผมรู้จักเข้ามาอ่านและดูวีดีโอคลิปของเว็บนี้ก็บอกว่าเป็นเว็บที่มีประโยชน์มาก รุ่นพี่ของผมบอกว่าคุณมดเป็นคนดีมากที่ทแบบนี้เพราะว่าคุณมดไม่ได้อะไรจากการที่มานั่งแชร์ความรู้ให้คนอื่น คุณมดไม่จำเป็นต้องทำก็ได้แต่ว่าคุณมดก็ยังทำ ผมเองก็เห็นด้วยกับเขาครับ

  • http://mangmaoclub.com Mod

    ขอบคุณมากครับ เขียนบล็อกนี้ไปๆมาเกือบปีแล้ว เร็วเหลือเชื่อ ดีใจที่คนชอบกัน

    ผมไม่ได้เป็นคนดีมากอะไรหรอกครับ เขียนแล้วก็สนุกดี เหมือนพอร์ทโฟลิโอของเราในการเก็บความรู้ ยิ่งอ่านยิ่งเขียน ยิ่งได้มากกว่าเก่า ผมเห็นสิ่งที่ผมไม่เห็นหรือมองข้ามไปจากการอ่านเยอะมากๆ ใครไม่เคยทำอาจไม่เชื่อ เพราะมันต้องเรียบเรียงตรรกะในหัวเรา แถมต้องให้เข้าใจอย่างดีก่อนถึงมาเขียนได้ ไม่อย่างนั้นใครถามแล้วไม่รุ้เรื่องแย่แน่ๆพากันซวยไปหมด

    trying to protect every penny of your profit,you actually prevent yourself form making the big profit

    ส่วนตัวของผมเรียกกลยุทธ์นี้สั้นๆในใจว่า “ปล่อยเล็กเลือกใหญ่” กับ “ปล่อยเพื่อจับ” ครับ คนที่พยายามจะเก็บทุกเม็ด อยากได้แต่ไม่ยอมเสีย สุดท้ายมักชนะศึกแพ้สงคราม เพราะสิ่งที่ได้มากลับทำลายภาพใหญ่ไป พยายามกินหมากทุกเม็ดไม่สู้โจมตีเพื่อเอาพื้นที่ในกระดานแทน

    ว่างๆไว้มาคุยกันต่อนะครับ :)

  • http://mangmaoclub.com Admin

    ขอบคุณมากครับ เขียนบล็อกนี้ไปๆมาเกือบปีแล้ว เร็วเหลือเชื่อ ดีใจที่คนชอบกัน

    ผมไม่ได้เป็นคนดีมากอะไรหรอกครับ เขียนแล้วก็สนุกดี เหมือนพอร์ทโฟลิโอของเราในการเก็บความรู้ ยิ่งอ่านยิ่งเขียน ยิ่งได้มากกว่าเก่า ผมเห็นสิ่งที่ผมไม่เห็นหรือมองข้ามไปจากการอ่านเยอะมากๆ ใครไม่เคยทำอาจไม่เชื่อ เพราะมันต้องเรียบเรียงตรรกะในหัวเรา แถมต้องให้เข้าใจอย่างดีก่อนถึงมาเขียนได้ ไม่อย่างนั้นใครถามแล้วไม่รุ้เรื่องแย่แน่ๆพากันซวยไปหมด

    trying to protect every penny of your profit,you actually prevent yourself form making the big profit

    ส่วนตัวของผมเรียกกลยุทธ์นี้สั้นๆในใจว่า “ปล่อยเล็กเลือกใหญ่” กับ “ปล่อยเพื่อจับ” ครับ คนที่พยายามจะเก็บทุกเม็ด อยากได้แต่ไม่ยอมเสีย สุดท้ายมักชนะศึกแพ้สงคราม เพราะสิ่งที่ได้มากลับทำลายภาพใหญ่ไป พยายามกินหมากทุกเม็ดไม่สู้โจมตีเพื่อเอาพื้นที่ในกระดานแทน

    ว่างๆไว้มาคุยกันต่อนะครับ

  • http://mangmaoclub.com Admin

    ถ้าจะคุยต่อไป Post อื่นก็ได้นะครับ รู้สึกตรงนี้ comment box มัน error เล่นเอาตัวอักษรไม่ครบเวลาอ่านเลยทีเดียว

  • SL

    ขยันสุดๆ นับถือๆครับ

  • http://mangmaoclub.com Admin

    นับถือพี่ SL เช่นกันครับ คาราวะ :)

  • http://www.i-bukmacher.pl sts

    Great info, thanks for useful post. I am waiting for more

  • BMW2681

    บทความของคุณ ดักหน้าำพฤติกรรมเทรดของผมได้ทุกครั้ง

    มันเป็นอย่างนั้นจิงๆ

    ขอบคุณสำหรับบทความที่เป็นประโยชน์เช่นนี้

    ขอเป็นแฟนคลับอีกคน ;)

    • Mod

      ขอบคุณเช่นกันครับที่เข้ามาเยี่ยมอ่าน 55 ว่างๆมาแจมประเด็นกันได้นะครับ :D

  • Akarapong W

    มีคำถามครับ
    ถ้าเกิดว่าเราทำตามระบบไปแล้ว มีหุ้นเต็มพอร์ท แต่มีบางตัวติดลบประมาณ -9% ระบบก็ไม่สั่งให้ขายซะที จมทุน พลาดโอกาสซื้อตัวอื่นๆไปอีกหลายตัว เลยอยากจะกลับมาปรับระบบ ให้ขายเร็วขึ้นในไม้แรก หรือ ถ้าติดลบเป็นระยะเวลานึงให้ cut loss แล้วมาหาจังหวะตัวใหม่แทน อย่างนี้คิดว่าจะเข้าข่ายบทความ ที่เราไม่ค่อยพอใจกับระบบ แล้วเปลี่ยนจนพังไม๊ครับ?

    • http://www.facebook.com/mangmaoclub Mod

      ลอง Test ดูก่อนสิครับว่าถ้าปรับแล้วมันเป็นไปในรูปแบบที่เราพอใจไหมและระบบพังหรือไม่ หลังจากนั้นลองเทรดดูสัก 30 เทรดเป็นอย่างน้อยแล้วค่อยดูผลมาคิดกันอีกที ถ้าเราเทรดไม่นานนิดหน่อยก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ระบบก็ไม่เป็นระบบ เล่นไปก็พังแน่ๆครับเพราะไม่ให้โอกาสและเวลาระบบมันพิสูจน์ตัวเองเลย

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ลอง Test ดูก่อนสิครับว่าถ้าปรับแล้วมันเป็นไปในรูปแบบที่เราพอใจไหมและระบบพังหรือไม่ หลังจากนั้นลองเทรดดูสัก 30 เทรดเป็นอย่างน้อยแล้วค่อยดูผลมาคิดกันอีกที ถ้าเราเทรดไม่นานนิดหน่อยก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ระบบก็ไม่เป็นระบบ เล่นไปก็พังแน่ๆครับเพราะไม่ให้โอกาสและเวลาระบบมันพิสูจน์ตัวเองเลย

  • Pingback: เห็นภาพนี้แล้วมันปรี้ด … | ข่าวหุ้น และการลงทุน()