เซียนหุ้น dave druz ความยั่งยืนของระบบการลงทุนในมุมมองของ Dave Druz

ความเข้าใจผิดหลายๆประการของนักเล่นหุ้นทั่วไปเกี่ยวกับระบบการลงทุนที่มีความยั่งยืนสูงนั้น คือพวกเขามักที่จะเชื่อว่ามันคือระบบที่มีความแม่นยำสูงที่สุด หรือทำกำไรได้มากที่สุด หรือแม้กระทั่งให้ผลตอบแทนที่มี Smooth Equity Curve ที่สุด แต่แท้จริงแล้วนี่อาจไม่ใช่บุคลิกที่แท้จริงของมันอย่างที่เราส่วนใหญ่เข้าใจกันก็ได้ และนี่คือส่วนหนึ่งของมุมมองจากสุดยอดของ System Trader คนหนึ่งนั่นก็คือ Dave Druz เกี่ยวกับความยั่งยืนของระบบการลงทุน ที่ผมนำมาฝากกันในวันนี้ครับ :)

ทัศนะของ Dave Druz เกี่ยวกับความยั่งยืนของระบบการลงทุน

“แท้จริงแล้วความยั่งยืนของระบบการลงทุนใดๆนั้น คือความสำพันธ์ที่เป็นสัดส่วนกับค่าความผันผวนของผลตอบแทนในระยะสั้นของพวกมัน คุณไม่มีทางที่จะได้อะไรมาฟรีๆหรอก ระบบการลงทุนที่ยั่งยืนนั้น คือระบบซึ่งสามารถทำกำไรได้ในระยะยาวอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะต้องเจอกับสภาวะของตลาดในรูปแบบและคาบเวลาใดๆก็ตาม เช่น มันควรที่จะใช้ได้กับทั้ง German Bund Futures หรือแม้กับในตลาดข้าวสาลี (Wheat Market) และมันก็ควรที่จะใช้ได้ไม่ว่าเราจะทดสอบมันช่วงปี 1950-1960 หรือแม้แต่ในปี 1990-2000 ด้วยเช่นกัน

ระบบการลงทุนที่มีความยั่งยืนนั้น มักที่จะถูกออกแบบมาจากต้นแบบของกลยุทธ์การลงทุนที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน รวมไปถึงระบบการบริหารเงินทุน (Money Management) ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่อิงมาจากพฤติกรรมของตลาดอย่างแท้จริง ระบบการลงทุนเหล่านี้มักไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “ลงรอย” กับตลาดใดๆ หรือกับสภาวะตลาดเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

และสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้คือสิ่งที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับระบบการลงทุนที่มีความยั่งยืน … ยิ่งระบบการลงทุนของคุณมีความยั่งยืนและเสถียรในระยะยาวมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งมีความผันผวนเป็นอย่างมากในระยะสั้น!! นี่เป็นเพราะระบบการลงทุนที่ยั่งยืนเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบและปรับแต่งมาเพื่อตลาดใดๆ หรือเพื่อสภาวะบางอย่างเท่านั้นนั่นเอง และนี่เป็นข้อเท็จจริงที่คุณไม่มีทางที่จะเถียงมันได้เลย ถึบแม้ว่าคุณอาจสามารถที่จะออกแบบระบบให้มีผลตอบแทนอย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งให้ความผันผวนของผลกำไรที่ต่ำมากๆออกมาได้ แต่มันก็จะสามารถใช้ได้จริงๆแค่เพียงในบางช่วงเวลา และกับเพียงตลาดบางตลาดเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ระบบการลงทุนพวกนี้มักที่จะถูกปรับแต่งให้ลงรอยกับตลาดจนมากเกินไป (Curve Fit) อีกด้วย

ดังนี้แล้ว ในการที่ระบบการลงทุนใดๆจะสามารถให้ความน่าจะเป็นในการที่จะทำกำไรในระยะยาวออกมาได้อย่างสม่ำเสมอนั้น ข้อแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงไปไม่ได้เลยก็คือความผันผวนในระยะสั้นนั่นเอง และถึงแม้ว่าคุณจะพยายามใช้การกระจายความเสี่ยงเข้ามาอย่างไร มันก็จะช่วยให้ความผันผวนที่เกิดขึ้นลดลงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ประวัติโดยย่อของ David S. Druz (Dave Druz)

David S. Druz คือสุดยอด System Trader และ Trend Follower คนหนึ่งในยุคปัจจุบันซึ่งมีประสบการณ์ในการลงทุนมากว่า 35 ปี เขาคือผู้ก่อตั้งกองทุน Tactical Investment Management ซึ่งได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 1980 จนถึงปัจจุบัน เขาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการสร้างระบบการลงทุน และมักที่จะถูกร้องขอเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ, ทดสอบและการนำระบบการลงทุนต่างๆไปใช้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้เขายังได้รับอิทธิพลในการลงทุนเป็นอย่างมากจาก Ed Seykota และเคยได้ทำวิจัยและเขียนบทความที่น่าสนใจร่วมกับ Seykota ชิ้นหนึ่งด้วยนั้นก็คือบทความเกี่ยวกับ Portfolio Heat (ซึ่งผมเคยได้แปลมาให้ได้ศึกษากันไว้แล้ว คลิ้ก! ไปอ่านได้เลยครับ :D)

หนึ่งในผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนใน Tactical Investment Management ของเขาตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปัจจุบัน :

DruzTacticalInstitutionalFutures_Graph

 

Institutional Commodity Program

Compound Annual Returns through March 2011

Since Inception

21.7 %

Last 15 years

21.7 %

Last 10 years

22.4 %

Last 5 years

25.9 %

Last 1 year

56.6 %


Monthly and Annual Returns (%)
Computed on a compounded monthly basis (daily for months having additions or withdrawals)
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec Annual
2011 -8.39 9.45 -7.67 -7.42
2010 -1.63 -3.23 4.88 2.26 -2.40 3.24 -0.54 -1.42 19.98 18.27 9.23 10.55 68.90
2009 0.30 -1.12 -8.39 -2.65 15.67 -3.40 5.33 10.29 -1.99 -1.49 10.46 -1.98 20.00
2008 8.09 21.39 -7.18 0.14 2.05 6.78 -12.30 -1.64 -1.15 26.62 1.38 1.98 48.35
2007 -6.33 -1.68 -7.15 8.58 -0.61 6.76 -1.66 -10.49 26.03 3.69 -7.52 1.91 6.84
2006 16.31 -6.10 6.94 15.83 1.00 -2.61 -10.06 4.52 -4.15 -0.28 8.02 -3.79 24.26
2005 -4.20 1.12 -3.78 -3.03 4.16 -0.47 -3.80 6.90 0.71 -4.01 9.14 5.22 6.98
2004 4.51 14.38 1.44 -18.94 -7.83 -7.31 6.49 -3.17 5.98 4.00 12.75 0.39 8.04
2003 10.47 9.08 -7.41 4.31 6.11 -6.42 -7.00 0.34 1.71 12.69 -2.04 6.75 29.26
2002 -5.52 0.90 -0.43 -3.55 9.82 9.78 3.65 4.48 3.59 -3.01 2.27 9.58 34.58
2001 -1.79 2.46 13.89 -7.74 3.04 3.61 -3.37 1.99 5.29 8.13 -9.62 1.55 16.26
2000 3.82 -0.18 -4.05 1.34 8.37 -3.59 -1.20 3.46 -1.01 4.57 9.67 8.64 32.74
1999 -9.34 1.84 -7.46 3.90 -8.46 -1.69 0.75 2.46 4.66 -12.91 2.85 3.21 -20.21
1998 -1.04 -3.36 -1.72 -3.55 3.27 4.67 -0.84 16.37 -1.51 -1.66 -5.15 8.74 12.97
1997 9.12 8.51 -1.67 -4.86 6.84 -9.36 12.24 3.86 4.03 -2.05 0.13 3.93 32.59
1996 -6.84 -3.29 4.35 26.14 -5.15 0.52 -6.38 4.17 7.35 8.53 8.96 -6.33 31.11
1995 -5.92 1.62 12.88 5.32 11.17 0.33 -5.94 -4.53 -2.33 1.62 5.25 26.28 50.17
1994 -10.55 -11.64 0.83 0.23 8.46 2.69 -3.59 -5.64 3.48 2.70 12.71 2.78 -0.36
1993 1.75 5.47 3.10 13.16 4.84 -6.22 -3.53 4.13 3.49 28.00

 

 

  • ช่องขาวแสดงถึงผลกำไร ส่วนช่องทึบแสดงถึงผลการขาดทุน
  • ผลที่เกิดขึ้นคือการ Mark to Market ของ Equity ในแต่ละเดือน (ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผลจากการขายหน่วยลงทุนใดๆออกมา)
  • ที่มา http://www.tacticalnet.com/TacticalInstitutionalFutures.php

ปล. จุดมุ่งหมายในการแสดงผลการลงทุนของเขาไม่ใช่เพื่อการโฆษณาหรือเป็นนายหน้าให้กองทุนเขานะครับ แต่ผมนำมาแสดงให้ดูเนื่องจากต้องการที่จะให้พวกเราเห็นว่าแท้จริงแล้ว Performance ของคนเก่งๆระดับโลกเขาเป็นอย่างไร ซึ่งอาจแตกต่างกับความเชื่อของคนทั่วๆไปโดยเฉพาะแมงเม่าหลายๆคนที่โดนหลอกว่า Holy Grail มีอยู่จริง หรือจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อจะสามารถทำกำไรจากการเล่นหุ้นได้ครับ :D

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • Unsign

    ” แต่ผมนำมาแสดงให้ดูเนื่องจากต้องการที่จะให้พวกเราเห็นว่าแท้จริงแล้ว Performance ของคนเก่งๆระดับโลกเขาเป็นอย่างไร ซึ่งอาจแตกต่างกับความเชื่อของคนทั่วๆไปโดยเฉพาะแมงเม่าหลายๆคนที่โดนหลอกว่า Holy Grail มีอยู่จริง หรือจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อจะสามารถทำกำไรจากการเล่นหุ้นได้ครับ”

    เห็นด้วยครับ :)

  • pornchai

    จากที่ดูผลตอบแทนของ Dave Druz ที่คุณมดให้มาสังเกตเห็นได้ว่าอัตรา win/loss มีอัตราส่วนที่ไม่ได้แต่ต่างกันมาก แต่ช่วงที่ win มีเปอร์เซ็นต์ที่ได้สูงกว่า loss มาก และถึงแม้บางปีจะมีจำนวนเดือนที่ loss มากกว่า แต่สรุปทั้งปีก็ยังมีผลตอบแทนเป็นบวกได้อย่างปี 2009 ที่ win เพียงแค่ 5 เดือน loss ถึง 7 เดือน แต่ผลตอบแทนก็ยังเป็นบวกนี่อาจจะเป็น 1 เหตุผลที่การทำตามระบบจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า พอมีเทียบดูกับตัวเองแต่ก่อนนั้นผมมักจะหาวิธีที่มีกำไรในทุกๆเดือนที่เทรด แต่มันก็ไม่ได้สักที ยิ่งสับสนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกมันจะแย่ลงเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ผมลองจดสถิติดูใหม่ การเทรดของผมในแต่ละครั้ง มีการ cutloss ที่บ่อยขึ้น แต่เวลาได้ let profit run กับทำได้ดูขึ้นอย่างมาก ทำให้ตอนนี้มีผลตอบแทนที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (อาจจะเพราะช่วงนี้ตลาด run ยาวๆได้บ่อยๆหรือเปล่าไม่ทราบได้) เลยอยากฝากเพื่อนๆ ช่วยดูในเรื่องนี้หน่อยว่าการ cutloss ยอมขาดทุนตามระบบหลายๆที อาจจะดีก็ได้ เพราะเวลาเสียก็จะเสียเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ใช่เลยครับ การที่เราทำตามระบบและ Cut Loss อย่างเคร่งครัดจะดีกว่าปล่อยให้คาราคาซังเป็นเนื้อร้าย เนื่องจากหากมองไปที่สมการ Expectancy = (%win * AverageWin) – (%loss * AverageLoss) จะพบว่ามันไปเพิ่มตัวคูณให้กับ %loss ถ่วงให้ค่าที่ออกมาอาจกลายเป็นลบได้ง่ายๆนั่นเอง

      จริงๆแล้วหากเราพิจารณาดีๆจะพบว่า Average Loss อาจเป็นเพียงอย่าเดียวที่เราสามารถคุมให้อยู่ในมือเราได้จริงๆ (ผ่านระบบ MM ด้วยการกำหนด Position Sizing ก่อนเข้าซื้อ) อย่างอื่นนั้นแทบจะขึ้นอยู่กับคำตอบที่ตลาดจะให้มาทั้งหมด และยิ่งเราสามารถกดให้ Average Loss ต่ำได้เท่าไหร่ มันก็จะยิ่งทำให้สมการบวกได้มากขึ้นครับ (ผลตอบแทนทีขึ้น)

      • pakorn

        คุณมด มีบางท่านบอกว่า ใช้ระบบแต่เสริมวิจารณญาณเข้าไป จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า อันนี้จริงหรือเปล่า
        คุณมดพอมีข้อมูลหรือเปล่า

        • http://mangmaoclub.com Mod

          ผมเองไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ครับ แต่หากวิจารณญาณที่เสิรมเข้าไปมีหลักการคิดที่เป็นกระบวนการอย่างแน่นอน มันก็อาจถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (ที่ไม่ได้ถูกนำมา test) เช่นกัน

          แต่ถ้าเป็นความเห็นส่วนตัวจริงๆคิดว่า ถ้าบอกว่าวิจารณญาณของเรามีระบบหรือหลักการคิดจริงๆ มันก็ควรที่จะถูกนำมาเขียนและทดสอบได้ (คือไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ทำเป็น Checklist ง่ายๆก็ได้) ไม่เช่นนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรจริงๆว่ามันให้ผลดีกว่าจริงๆ หรือถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เราจะ test ระบบไปๆมาๆทำไมให้มันเสียเวลาและปวดกะโหลกครับ 55 ในเมื่อเวลาใช้ดันใช้วิจารณญาณตัดสิน :D

          อาจสุดขั้วไปหน่อย แต่ผมเองชอบทำอะไรให้เคลียร์ๆชัดเจนล่วงหน้า เพราะเวลาลงทุนจริงๆพอมันไม่ชัดเจนแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมามัน Slow to React ครับ ส่วนท่าที่คิดว่าทำได้ดีกว่าใช้ระบบเพียวๆก็ควรทำ (แต่อาจมองอีกอย่างได้ว่า จุดอ่อนของเราคือการไม่เชื่อใจมันจริงๆเท่าไหร่นั่นเอง)

        • Diabloth

          ผมว่าถ้าเสริมวิจารณญาณเข้าไปมันอาจจะทำให้เกิดbiasกับระบบของเราได้นะครับ

  • ning

    I absolutely agree with you.Mr Mod มันไม่มีอะไรตายตัว แต่เรื่องของinstinct อันนี้เกิดกับตัวเอง คือบางทีมันมี inner voice บอกเราว่าต้องอย่างงี้นะ ตอนแรกๆก็ไม่ค่อยทำตามจนมันเจอบ่อยๆเข้าก็ฟังและทำไม่ได้ลังเลเลย เพราะส่วนใหญ่แล้วทำให้เราได้ดีมากกว่าเสีย บางทียังแอบคิดเล่นๆว่า หรือว่าเรามีองค์ เคยมีคนทัก 555(แต่จะเป็นคนดูดวงหรือพระ ซะส่วนใหญ่) แต่เป็นคนยึดทางวิทยาศาสตร์เลยไม่ค่อยเท่าไร ยกเว้น เรื่อง angels อันนี้เชื่อเพราะรู้สึกว่าเราสัมผัสได้ แต่อธิบายไม่ได้นะ เอ้า คุยเรื่องหุ้นไงวกมาเรื่องนี้ได้ อิอิ อยากลองศึกษาทางเทคนิคแต่ยังไม่ค่อยเข้าใจรบกวนช่วยแนะนำหน่อยคะ ว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อนเพราะเบสิคยังอ่อนอยู่คะ ขอบคุณคะ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      โอ้โห พาไปมิติลี้ลับเลยนะครับเนี่ย ผมยิ่งชอบๆอยู่ วู่วู วู้วู่ วู้วู วู้วู จะรู้เรื่องมั้ยเนี่ย เอาเป็นว่ามันเป็นเพลงของ The Shock ที่ติดหูมานานแล้วละกันนะครับ 555

      เรื่อง เทคนิคผมแนะนำให้ลองศึกษาเกี่ยวกับ Price Pattern ดูก่อนครับ อยากให้ศึกษาตรงไปที่ตัว “ราคา” ก่อน เพราะ indy ทุกอย่างส่วนใหญ่ก็ถูกสร้างมาจากราคาแหละครับ มองไปที่ธรรมชาติการเคลื่อนไหว ลักษณะการเกิดแนวโน้มของมันจนคล่องก่อนครับ

      ผมเองเคยหมกมุ่นอยู่กับกราฟจนเห็นปุ้บก็พอเดาได้เลยว่า Indy ตัวไหนอยู่ตรงไหนมีรูปแบบยังไงโดยไม่ต้องเปิดดู แต่สุดท้ายก็แทบไม่ได้ใช้แล้ว เพราะแท้จริงๆมันก็สมมุติฐานอีกสมมุติฐานหนึ่งซึ่งผ่านการ Manipulate Price Data มา ดังนั้นถ้าไม่เข้าใจจริงๆว่าแนวคิด หรือวิธีการคำนวนมันเป็นยังไงเพื่ออะไร ใช้ไปก็เท่านั้นบางทีอันตรายกว่าเก่าด้วยครับ ดังนั้นถ้าจะใช้ก็ควรจะรู้จริงเกี่ยวกับมัน ไม่ต้องมากตัวครับ บางคนเชื่อว่ามากๆยิ่งดี confirm ไปมา ทั้งๆที่จริงๆมันใช้ parameter คนละ periods คนละตัว ยิ่งรอก็ยิ่งช้าหักไปหักมายิ่งเสียเปรียบไปเลย :D เลยอยากให้ทำความเข้าใจลงไปถึงสูตรการคำนวนของเขานะครับ ลองดูนะครับ

  • Pan

    เคยมีประสบการณ์ส่วนตัว ในการแหกระบบอยู่กับหุ้นตัวหนึ่ง
    เมื่อระบบสั่งให้ stop ออกไป เรากลับใช้ความคิด บวกลบ ดูโหงวเฮ้งหุ้นแล้ว
    เฮ้ย! หุ้นเราดี ทำกำไรบานเบอะ ตกลงมาถึงจุดนี้ทีไร มันเด้งกลับได้ทุกที
    ไม่ต้องออกหรอก เด๋วก็กลับไปเท่าเดิมได้ชัวร์……………………..

    หลังจากวันนั้น ผลที่เกิดขึ้นคือ ราคารูดยิ่งกว่าท้องร่วง ลง ลง ลงทุกวัน
    ลงไปเกือบยี่สิบเปอร์เซนต์ได้มั้ง มองดูแล้ว ต้องรีบใช้สติมากำกับใจเลยค่ะ

    อืม……จำเอาไว้เป็นประสบการณ์ต่อไปนี้ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ถ้ามันดีจริง
    มันก็คงไม่เลยจุด stop หรือถ้าเลย stop ไป มันก็จะกลับมาได้เอง เราก็
    เข้าใหม่ตามระบบได้อยู่ดี

    ทุกวันนี้ หุ้นตัวนี้ ยังห่างไกลจากราคาเก่าอยู่เลยค่ะ ฮื่ม…หุ้นดีค่ะ หุ้นดี(กัดฟันอย่างแรง)

    • http://mangmaoclub.com Mod

      นี่แหละครับ ความซวยขาดทุนหนักๆมักมาในช่วงเวลาที่เราไม่คิดว่าเราจะโดน (ตอนแรกๆผมเองก็โดนเรื่อยๆบ่อยๆเหมือนกัน)

      แต่ยังไงคุณ Pan ก็เยี่ยมมากแล้วที่่ยอมหนีออกมาได้ ผมเองก็เคยโดน floor เล่นงานเข้าไปบ้าง แต่ตอนนั้นสุดท้ายก็ทำใจแข็งโยนหนีออกมาเลย … ผลก็คือ แน่นอนว่าเสียตังไปหลายครับ แต่ถือว่าโชคดีเพราะถ้าผมใจอ่อน ตอนนี้คงไม่มีหน้ามาเขียนบล็อก 55 อีกอย่างหลังจากนั้นผมไม่เคยมีความรู้สึกในการคัทลอสเลย นี่แหละมั้งที่เขาบอกว่าแค่นี้ จิ้บๆ :D

  • http://setpulse.wordpress.com/ setpulse

    ถ้าเราฝึกตามระบบ ไปเรื่อย เดี๋ยววิจารณญาณที่เกิด ก็จะมาจากระบบนั้นแหล่ะ
    กลายเป็นสัญชาตญาณ เพราะทำจนเป็นนิสัย
    เราต้องรักษาระบบสม่ำเสมอ

  • Dfdf

    ถามคุณมดว่า คุณหวัง IRR จากการลงทุนที่ประมาณเท่าไหร่ครับ
    ผมเห็นตัวอย่างในตลาดบางคน เช่นพวกนักลงทุน VI เขาได้มากกว่า 20% เยอะเลยครับ
    คิดมากวางแผนมากมาย แต่ได้ 20% ผมไปลงทุนระยะยาวในบริษัทดีๆในตลาดที่มีอัตรากำไรเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี โดยไม่ต้องเอาเวลามานั่ง monitor ดีไหมครับ

  • Dfdt

    ตัวอย่างนักลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอที่ return เฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี
    http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=40297&sid=69db0e22187f6d66a6e3d69de1b557a5

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ไม่ทราบว่าพอจะมี Trackback ไปถึงช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งบ้างหรือปล่าวครับ อยากเก็บไว้ศึกษาว่าเอาตัวรอดกันมาได้อย่างไรบ้าง เพราะช่วงนั้นพังกันระนาวเลย :D

  • Dfdf

    ผมรู้ว่าคุณมดเคยใช้วิธีทางระบบ แต่ overtrade เลยโดนขาดทุนมาเยอะ ก็เลยไม่ยอมและจะคิดว่าจะต้องเอาชนะให้ได้กับวิธีเทรดแบบระบบด้วยการลด size การ trade ลงให้เสี่ยงน้อยลง หรือเรียกว่า money management ซึ่งก็คือเงินจะไม่หมด แต่ก็ได้กำไรที่น้อยลง ลองเปลี่ยนนวิธีคิดเถอะครับ ลงทุนระยะยาวด้วยเหตุผลดีกว่า return มากกว่าอย่างแน่นอน และไม่ต้องเสียเวลา เครียด และสุดท้าย return ก็ไม่ได้ดีกว่า

  • http://mangmaoclub.com Mod

    มาเป็นชุดเลยนะครับ :) ขอบคุณที่แวะมาคุย

    – ก่อนอื่นต้องขอแก้ต่างให้ตัวผมเองก่อนแล้วกัน ที่ว่า overtrade เลยโดนขาดทุนมาเยอะ นี่ถ้าจะขุดเรื่องที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่าตอนผมเริ่มเล่นหุ้นใหม่ๆเป็นยังไงมาเป็นประเด็น ผมก็คงไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน พี่คงเข้าใจจุดประสงค์ที่ผมเล่าออกมาให้เพื่อนๆฟังผิดไป :)

    – Return ที่ผมกำลังพูดอยู่เป็น Return ของกองทุนที่มีขนาดใหญ่มากๆนะครับ ไม่ใช่มาเทียบกับ Return ของรายบุคคล มันคนละสเกลกัน เทียบกันอย่างนี้ไม่ได้หรอกครับ ส่วนใหญ่กองทุนที่มีขนาดใหญ่มากๆ ในระยะยาวได้สัก 20% ก็หรูมากแล้วครับ ขนาดอัจฉริยะที่ชาวโลกยอมรับกันอย่าง Soros ยัง Performance อยู่เฉลี่ยราวๆประมาณ 30% ต่อปีเลยครับ

    – คุณพี่กำลังเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องของ Money Management นะครับ ว่าลด Size แล้วจะกำไรน้อยลงหรือทำได้แค่เพียงเงินไม่หมด เพราะ MM คือการหา Size ที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ (ตามจุดประสงค์การลงทุนของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นกำไรเพียวๆ หรืออัตรากำไรต่อความเสี่ยง drawdown etc.) จริงๆแล้วหลักฐานมีอยู่เยอะนะครับ ว่ามันเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับกำไรใน Long run (ไม่ใช่การวิเคราะห์ต่างๆหรอก) ลองไปค้นๆดูได้ครับว่าระหว่าง NO MM กับใช้ MM ผลในระยะยาวมันต่างกันขนาดไหน :D

    – ที่บอกว่ากำไรที่ได้จะน้อยลง แล้วให้ลองเปลี่ยนวิธีคิด ผมว่าผมก็ขอให้พี่ลองเปิดใจนิดนึงเหมือนกัน การวัดผลการลงทุนไม่ได้มีแค่เรื่องของกำไร มันเป็นเหรียญเพียงด้านเดียว … ถ้าเราไม่ได้นำความเสี่ยงมาคิดเข้าไปด้วย มันก็ไม่ได้เติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ผมเองหรือหลายๆคนก็อาจรับไม่ได้กับการต้องการกำไรกับ Drawdown ขนาดหนักที่จะเกิดขึ้น เพราะ Psychology makeup ของเราต่างกัน

    – จริงแล้วการลงทุนด้วยกราฟเทคนิคไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีเหตุมีผล อยากให้ทำความเข้าใจเสียใหม่นะครับ มันมีเหตุผลของมันอยู่ในเชิงสถิติศาสตร์ครับ (อย่าเอาแบบมวยวัดที่โน่นตัดนี่ขึ้นแล้วต้องนี่ๆนะครับ มันผิดทางไปเยอะเลย) แนวคิดหลายๆอย่างมันก็ปูทางให้กับ Behavioral Finance ที่กำลังมาในปัจจุบัน (ตัวอย่างเช่น Psychology of the Stock Market by G. C. Selden) มันเริ่มจะไม่ใช่ voodoo finance อย่างที่หลายๆคนเข้าใจกันแล้วนา…

    – ผมว่าเราอย่าลากเรื่องของ “แนวทางการลงทุน” มาข่มกันเลยดีกว่า เดี๋ยวมันจะพาเป็นประเด็นให้คนอื่นมาแจมทะเลาะกันไปใหญ่ เพราะแต่ละคนก็มีความรักแนวทางของเขาเอง อยากให้คุยกันในเชิงวิชาการหรือแลกเปลี่ยนความรู้กันมากกว่านะครับ

    – จริงๆหากลองย้อนกลับไปดู ไม่ว่าจะแนวทางไหนมันมียุครุ่งเรือง หรือมี Hero ของมันเองทั้งนั้น อย่างยุคนี้บัฟเฟตก็ถือเป็น oracle ของโลกการเงิน แต่ยุคก่อนก็มี Rockefeller, Livermore (แน่นอนสุดท้ายเขาเจ๊งหุ้น แต่อย่าลืมว่าเพราะอะไร เขามีปัญหาครอบครัวถึงขนาดยิงตัวตาย ผมว่าเป็นหลายๆคนก็คงจะไม่มีสติมาเล่นแล้วแหละ) หรือหากจะย้อนกลับไปว่ากันถึงสมัยโบราณหน่อยเลยก็มี Sokyu Homma ผู้คิดค้นแท่งเทียนที่หลายๆคนใช้กันอยู่วันนี้ นั่นยิ่งไปกันใหญ่ รวยขนาดเทียบทรัพย์สินเป็นปัจจุบันว่ากันว่าประมาณ 100 billion กันเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าเซียนเขาใช้อะไร แล้วเราทำตามจะได้อย่างเขา เพราะเล่นหุ้นหรือลงทุนมันไม่ใช่ความรู้เพียวๆ มันเป็น Skill เหมือนกับกีฬา ก็มีคนเก่งไม่เก่งเรื่องธรรมดานะครับผมว่า

    – สุดท้าย ผมว่าพี่เข้าใจผิดเกี่ยวกับผมหลายอย่าง ทุกวันนี้ผมมีความสุขสนุกกับการเล่นหุ้นมากๆ ไม่ได้เครียดเลยครับ ผมไม่จำเป็นต้องมองจอตลอดเหมือนอย่างที่พี่คิด (ไม่งั้นผมจะนั่งวางแผน นั่งเทสท์ระบบหลายๆอย่างให้มันเหนื่อยทำไม?) ผมเองก็พอใจกับผลตอบแทนที่ได้มาดีอยู่ครับ และที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ผมจะเขียนเรื่องราวในบล็อกนี่ส่วนใหญ่เป็นเชิง Mechanical trading แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมไม่ได้ศึกษาวิชาในด้านอื่นๆ (เพียงแต่ผมไม่ได้นำมาเขียน เพราะคนอื่นเขาก็เขียนกันดีๆเยอะแล้ว) ดังนั้นอย่าพึ่งกะเกณฑ์ว่าผมจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่เราได้เจอกันผ่านตัวหนังสือเลยครับ

    – ท้ายที่สุดผมก็อยากให้พี่เปิดใจ ว่าทางขึ้นเขาไม่ได้มีทางเดียว ถ้าโลกเรามันมีทางๆเดียวมันคงน่าเบื่อและแคบพิกลนะครับ :D

    เอาเป็นว่าขำๆกันดีกว่า ถ้าพี่มั่นใจมากๆเรื่องจะให้ผมเปลี่ยนแนวทาง เอางี้ไหมเดี๋ยวผมแบ่งเงินมาเล่นตามแนวพี่บอก แล้วถ้ามันได้น้อยกว่าที่ผมเป็นพี่ต้องจ่ายให้ผมในส่วนที่ขาดหาย พร้อมค่าเสียโอกาสด้วยดีไหม 55

    *** เรื่อง individual return ผมเองไม่ขอวิจารณ์นะครับ ทุกท่านก็เป็นคนที่ผมนับถือในทางการลงทุนอยู่แล้ว คนไทยเล่นหุ้นเก่งๆมีเยอะครับ เพียงแต่อาจไม่ได้เปิดตัวเท่าไหร่ ผมว่าน่าดีใจออกครับ ***

  • Mr.high

    ผมว่าพี่ Dfdf น่าจะลองเปิดใจ ศึกษาหุ้นทางด้านเทคนิคบ้างนะครับ
    หลายๆคนที่เข้ามาเล่นหุ้นช่วงนี้ส่วนใหญ่ก็เข้ามาศึกษาทาง VI ก่อน (เพราะว่าตอนนี้กระแสมันแรง)
    และแรกๆที่ผมเข้ามาศึกษาผมก็เคยคิดดูถูกว่าพวก Technical ว่าดูไม่มีหลักการเอาซะเลย
    แต่พอมาศึกษาหลัก Technical จริงๆ มันมีเหตุผล และเราสามารถใช้ควบคู่กับแนวทางของ VI ได้นะครับ

    ผมว่าเนื้อหาในเวปนี้ดีมาก และก็ไม่ค่อยจะมีใครเขียนแนวนี้ด้วย ก็ต้องขอบคุณคุณมดมากนะครับ และก็ยังติดตามอยู่เสมอๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ศึกษามาไม่ถึงปีก็ตาม

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ ดีใจที่ยังมีหลายคนเปิดใจศึกษากันอย่างนี้ครับ :D

    • Diabloth

      หลักทางเทคนิคส่วนใหญ่ก็ใช้หลักสถิติและความน่าจะเป็นในการสร้างระบบ ซึ่งมันเป็นเหตุเป็นผลไม่ใช่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ครับ

  • Unsign

    “ผมเห็นตัวอย่างในตลาดบางคน เช่นพวกนักลงทุน VI เขาได้มากกว่า 20% เยอะเลยครับ”
    -อาจจะเป็น ที่เห็นก็เยอะ ที่ไม่เห็นก็เยอะครับ แต่ที่เป็น negative ที่เห็นน้อยครับ แต่ที่ไม่เห็นคาดว่าเยอะครับ อิอิ…

    “กับวิธีเทรดแบบระบบด้วยการลด size การ trade ลงให้เสี่ยงน้อยลง หรือเรียกว่า money management ซึ่งก็คือเงินจะไม่หมด แต่ก็ได้กำไรที่น้อยลง”
    – mm น่าจะมีหลายแบบนะครับ

    ” แต่ผมนำมาแสดงให้ดูเนื่องจากต้องการที่จะให้พวกเราเห็นว่าแท้จริงแล้ว Performance ของคนเก่งๆระดับโลกเขาเป็นอย่างไร ซึ่งอาจแตกต่างกับความเชื่อของคนทั่วๆไปโดยเฉพาะแมงเม่าหลายๆคนที่โดนหลอกว่า Holy Grail มีอยู่จริง หรือจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อจะสามารถทำกำไรจากการเล่นหุ้นได้ครับ”
    – ชอบครับ.. คงเป็นเรื่องปกติกระมังครับ ที่นักลงทุนจะคิดอย่างนั้น ตลาดก็คงเป็นแบบนี้แหละครับ นี่แหละน้า อิอิ..

    • http://mangmaoclub.com Mod

      MM มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและบุคลิกระบบการลงทุนของเราครับ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับเป้าหมายและจุดประสงค์ของเราอีกด้วย บางครั้ง Position Size ที่ลดลงกลับทำให้มีกำไรมากขึ้นได้อย่างมากมาย เพราะเป็นการช่วยลดน้ำหนักไปเพิ่มโอกาสให้กับตัวอื่นๆในพอร์ทครับ

      • Unsign

        อืม! เหมีอนการจัด Port ของคนคุ้นๆนะเนี่ย 555

  • Yingyos

    ขออภัยก่อนนะครับ ถ้าล่วงเกิน
    ผมว่าแปลกๆ นะครับ .. มาอ่าน Blog ของเทรดเดอร์ แล้วมาบอกให้เจ้าของบ้านเปลี่ยนแนวคิด
    แล้วคุณรู้ได้ไงครับ ว่า VI คือวิธีที่ถูกสำหรับคุณมด .. เหมือนคุณเดินเข้าออฟฟิศ Quantum Fund ของโซรอส แล้วบอกว่า นี่ๆๆ เรามาลงทุนแนว Berkshire กันเถอะ ดีกว่าโมเดลประหลาดๆ ที่คุณใช้อีก .. ผมว่าคนใน Quantum Fund จะนั่งหัวเราะกันนะ

    ทีนี้พูดถึง VI Idol .. ผมกล้าการันตี พวกนี้ในระยะยาวเกิน 20 ปี ได้ไม่เกิน 20% ทบต้น แม้กระทั่ง ดร.นิเวศน์ เพราะถ้าทำได้ ก็เก่งเท่าบัฟเฟตแล้ว .. ผมเองเคยศึกษา VI มาก่อน รู้สึกเลยว่าไม่เข้ากับเรา แต่ไม่ใช่ไม่ดีนะครับมันแค่ไม่เหมะกับผม แต่พอมาแนวเทรดเดอร์ ผลตอบแทนดีขึ้นเยอะ ไม่เกี่ยวกับตลาดเป็นขาขึ้น เพราะหุ้น VI ขั้นเทพหลายตัวก็ไม่ได้ขึ้นเท่าไหร่ VI บางคนก็โดนแช่แข็งเงินไป .. รอไปอีก 5 ปี 10 ปี กว่าจะขึ้น หรืออาจไม่ขึ้นเลยถ้าตลาดไม่เห็นด้วยกับคุณ

    ที่พูดมานี้ ด้วยความเคารพ Value Investor นะครับ เพราะผมเองเคยศึกษา VI ได้ความรู้จากครูบาอาจารย์ พี่ๆ เพื่อนๆ VI หลายท่าน ที่นี่เป็นบ้านของเหล่า Trader ครับ .. ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงสนับสนุน Blog นี้ต่อไปตราบนานเท่านาน 55+

    ปล. คุณมดพอทราบมั้ยครับว่า พวก Trend Follower เอาตัวรอด จาก subprime ยังไงกันบ้าง หรือว่าเล่น Follow Short ตามปกติ เพราะเท่าที่ดู track ย้อนหลังส่วนมากได้กำไรกันทั้งนั้น

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ขอบคุณมากที่ช่วยให้กำลังใจผมนะครับ :D แต่ใจเย็นๆครับ เดี๋ยวทะเลาะกัน “คน” เก่งมีทั้งสาย VI และ TA (ผมหมายถึงคนนะครับ เพราะคนเป็นคนใช้วิชา :D) ผมเองก็อยากให้ทุกคนเปิดใจเป็นเพื่อนกัน ไม่เกี่ยงว่าสายไหนนะครับ เพราะผมเองก็เคยได้วิชามาจากหลายๆท่านเช่นกัน

      ปล.ส่วนใหญ่ตอน subprime เท่าที่เคยตามดู จะได้จากการ Short ตามแนวโน้มใหญ่ลงไปครับ หรือไม่ก็จะมาจับได้ตัวที่แข็งกว่าตลาดมากๆแบบไม่ค่อยลง แล้วพอเขาขึ้นก็วิ่งกันยาวๆเลยในปีต่อไป (บ้านเราก็เช่น CPALL ครับ)

  • Yingyos

    ขอถามอีกอย่างครับ เรื่อง Trading game ของ Van Tharp .. ผลการเทรดทั่วๆ ไป คือ +1R , -1R แต่จะมีพวก +10R +30R อันนี้เข้าใจว่าเรา Let profit run มันอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไอ้ -10R นี่มันมายังไงครับ เพราะเรามี limit loss ไว้ที่เท่ากับ R คูณด้วยจำนวนหุ้นแล้ว

    • http://mangmaoclub.com Mod

      -10R มาแบบโดนอุบัติเหตุไม่คาดฝันไงครับ เขาฝึกให้เรารับมือกับอุบัติเหตุหนักๆไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่าระบบใครเป็น Anti-Trend แล้วช้อน SECC เข้าไปหนักๆเมื่อปี 2008 ตอนที่โดนทิ้งโครมเปิด gap ลงมาตั้งแต่ราคาเปิดแถมไม่มี volume ให้ขาย ก็อาจโดนหนักกว่า -10R ได้สบายๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ Tight Stop)

      ผมแปะภาพไว้ให้ดูข้างล่างนะครับ :D (สังเกตุวันที่เปิดโดดลงมา ไม่มี Vol เหลือเลย ทุกคนหนีตายกดต่ำ floor หมด 3-4 วันติดๆกัน)

  • http://twitter.com/ixicado ixicado

    17-18 ปีมีผลขาดทุนแค่ 2 ปี ผมว่าเป็นผลตอบแทนที่ดูสบายตามากครับ ที่สำคัญหัวข้อนี้กล่าวถึงผลตอบแทนของระบบที่ยั่งยืน ดังนั้น กำไร 20% ต่อปีนี้ ถือเป็นผลตอบแทนที่สูงมาก คือทั้งยั่งยืนและร่ำรวย อันนี้เป็นที่ชัดเจนครับ

    ทุกแนวทางมีคนประสบความสำเร็จและล้มเหลวครับ ข้อดีที่สุดของที่สุดของแนว TA ก็คือเราสามารถกำจัดตัว small opportunity of big loss ได้อย่างเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้อนาคต เราไม่รู้ว่าจะมี accident อะไรเกิดขึ้นได้บ้างกับชีวิต คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเราอาจได้รับอุบัติเหตุต่างๆ วิธีป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นก็คือทำประกันชีวิตใช่มั้ยล่ะครับ ถ้าเป็นธุรกิจก็จะมีประกันภัยอัคคีภัย หรือประกันภัยต่างๆ รถยนต์เราก็ทำประกัน สำหรับผมประกันชั้น1 ตลอดอ่ะ ทั้งที่ไม่เคยชน

    ตอนนี้ VI ดังติดตลาดแล้วนะครับ ถ้าคุณ MOD เขียนบลอกแนว VI อีกคนก็แทบไม่ได้สร้าง utility ให้สังคมเท่าไร ในขณะที่ทำบลอก TA เนี่ย ได้ก่อประโยชน์ให้เกิดกับผู้คนมากมายครับ คนที่สนใจและเปิดใจกว้างกับสิ่งใหม่ๆ มีเยอะครับ แต่ถ้าอย่างผมเนี่ย ผมคงไม่สามารถจะเรียนรู้แนว TA ได้เลยถ้าไม่ได้ศึกษาจากบลอกนี้ เพราะมันดูจะต้องใช้ความพยายามมากไปที่จะแปลภาษาอังกฤษและก็ประมวลมาเป็นความรู้เพื่อเอาไปใช้งานจริง ตรงนี้ขออนุโมทนาในผลบุญที่คุณ MOD ได้ช่วยเหลือสังคมเอาไว้มากด้วยนะครับ :D

    ผมอยากให้ทุกคนนะครับ ระวังในการแสดงความคิดเห็น บางทีเรารักและศรัทธาในแนวคิดบางอย่างมาก แล้วเราอาจจะเอาไปเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ก็กลายเป็นการทำร้ายสิ่งที่เราศรัทธาในทางอ้อมนะครับ ผมเชื่อว่าคุณ Dfdt หรือ คุณ Dfdf
    ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แต่การแสดงความคิดเห็นแบบนี้จะต้องระวังมากๆ เพราะจะกลายเป็นทำให้คนทะเลาะกันนะครับ การยั่วยุให้เกิดความแตกแยกแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็เป็นบาปได้ครับ

  • Mr.H

    เห็นด้วยกับคุณ ixicado โดยส่วนตัวผมแล้วก็เคยเป็น VI มาก่อน แต่ตอนหลังเปลี่ยนแนวและหันหลังให้แนวทางนี้แบบ 180 องศา กลายเป็น TA แบบ hardcore ประเด็นเรื่อง VI กับ TA ถกเถียงกันมากในหลายๆเวบ แรกๆก็อ่านสนุกดี แต่หลังๆผมว่าไร้สาระ นับวันผมเริ่มสังเกตว่าสองแนวนี้มันเหมือนกับศาสนาเข้าไปทุกที เพราะมันเป็นเรื่องของความเชื่อที่เกิดจากความเข้าใจ และประสบการณ์ที่สะสมมานานของแต่ละคน การถกเถียงหรือเปรียบเทียบเรื่องพวกนี้ผมมองว่ามันก็เหมือนกับจะบอกว่าศาสนาอะไรดีกว่าศาสนาอะไรซึ่งมันไม่มีประโยชน์ ผมเล่นหุ้นด้วยแนวทาง TA มาหลายปี แรกเริ่มก็หาเวบที่พูดถึงเรื่องแบบนี้ชนิด hadrcore แบบเวบนี้ไม่มีเลย พอมีเวบนี้ผมก็เข้ามาอ่านมันทุกวันเพราะเหมือนเจอคอเดียวกัน ก็คงจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับคนที่ชอบแนว VI แบบ hardcore ก็คงเข้าไปอ่าน Thaivi ทุกวันเช่นเดียวกัน เอาเป็นว่าใครชอบแนวไหนก็เข้าสำนักของตัวเองไป อย่าไปถกเถียงกันเลยครับไม่งั้นมันไม่จบ เพราะท้ายที่สุดไม่ว่าจะแนวทางไหนใครทำกำไรได้ก็เป็นผู้ชนะทั้งนั้น

  • pornchai

    ไม่ทราบว่าคุณมดมีความคิดที่อยากจะจัด meeting บ้างหรือเปล่าครับ เพราะที่ดูมาผมคิดว่าตอนนี้ในเวปนี้มีผู้คนติดตามสนใจเยอะพอสมควรแล้ว เลยอยากจะให้มีการจัด meeting เพื่อทำการพูดคุยและเปลี่ยนความคิดกัน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจในแนวทางนี้

  • Tsunami2p

    จัดเลยครับๆๆๆ meeting ^^

  • เอ

    ขอบคุณมากครับเสี่ย สำหรับบทความแหล่มๆและความมีน้ำใจที่มีให้ครับ อุตส่าห์ตอบซะยาว

  • อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    ตลกมาก
    Vi มันก็คือคนที่ใช้การคาดการณ์เหมือนกันแหละ เบนจามินเกรแฮมยังว่าเลย
    ลงทุนยังควรให้แบ่งหุ้น กับ ตราสารหนี้ 50:50 หรือปรับเป็น25-75%
    แกยังไม่มั่นใจเลย

    ที่แย่กว่านั้นคือ คุณไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการที่ทำงานในนั้นจริงๆ
    แต่ทำเป็นรู้ดีกว่าเจ้าของบริษัทซะอีก

    ผมเลยไม่รู้ว่าจริงๆ
    Vi คือ ผู้ดู วิเคราะห์บริษัทจากคนภายนอก
    หรือผู้ที่ชี้นำว่าบริษัทนี้น่าจะดี แม้ผู้บริหารยังบอกยี้อยู่ จนผู้บริหารต้องตอบแทนความคาดหวังด้วยการตบแต่งงบการเงิน
    เป็นการปลอบใจ

    คุณรู้ดีกว่าเจ้าของบริษัท ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือคิดแทนคู่ค้า โดยใส่ตัวแปรที่assumeเองหมด ดอกเบี้ย การโยกเงิน บริษัทคู่ค้า ยอดขาย กำไร หรือบอกว่าน่าจะขยายกิจการ

    ซ้ำร้ายกว่าเดิมคือ คนที่คิดว่าเก่งแล้ว จนเกิดอคติยึดมั่นถือมั่น
    หุ้นดี แต่ซื้อมาในราคาแพงก็บอกว่าตัวเองลงทุน – -!

    ถ้ายึดที่ผลตอบแทน คุณคิดว่าที่คุณกำไร กำไรจากความรู้คุณจริงๆ ประเมินFair Valueได้
    หรือไปก๊อปหุ้นคนอื่น และฟังเขาพูดๆวิเคราะห์ แล้วบอกว่าVi เจ๋ง
    มันเป็นกับดักชัดๆ

    ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ไม่ได้ว่า TA เจ๋ง เพราะก็มีคนประเภทไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันเยอะ แต่บอกเสมือนข้าเก่ง
    เพียงแต่ ถ้าคุณไม่รู้จริงในสิ่งที่คุณทำ มันก็แมงเม่าเหมือนกัน
    แต่เครื่องแต่งกาย VI มันไฮโซกว่า

  • Quattro

    อยากให้ mod อย่าไปใส่ใจกับบางความเห็น(ที่ไม่เข้าท่า) จนทำให้เสียกำลังใจนะครับ
    ผมเป็นคนหนึ่งที่ศึกษาทั้งด้าน พื้นฐาน และ TA มาก่อน(TA มีหลายเวปที่พูดถึงนะครับ แต่ส่วนมากพูดกันแต่เรื่องเครื่องมือ indyต่างๆ)
    และก็มาได้รู้จักเรื่องการเทรดเป็นระบบ และ MM จากเวปนี้
    สำหรับตัวผม บอกได้เลยครับ ว่าผลตอบแทนของผมดีขึ้นมากๆๆ จาก MM (ต้องขอบคุณmodด้วยครับ)

    คือผมว่า ความรู้ต่างๆมันดีทั้งนั้นแหละครับ มันอยู่ที่ว่าใครสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรมากกว่า
    ในตลาดหุ้น มีหลายแนวทางที่จะประสบความสำเร็จได้ครับ สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือ เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา และพยายามเรียนรุ้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอครับ (อีกย่างนึงคือห้ามเจ๊งไปซะก่อน) ถ้าเราจิตใจคับแคบ ตาเราก็จะมืดมัวไปด้วยครับ

    สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้ Mod ทำผลงานดีๆต่อไปนะครับ ติดตามอยู่ตลอด
    ส่วนคุณ Dfdf อยากให้เปิดใจให้กว้างนะครับ ลองศึกษาหลายๆรูปแบบดู จะชอบไม่ชอบไม่ว่ากัน แต่อยากให้คอมเมนท์กันอย่างสร้างสรรค์ครับ ไม่อยากให้คนที่ทำผลงานดีๆต้องเสียกำลังใจครับ

  • jaysniper

    เย้จบละ ผมอ่านบทความในหมวดนี้รวดเดียวเลยครับ คือมันน่าสนใจเลยนั่งแช่ไม่ได้ไปไหนเลย ได้ความรู้เยอะมากครับ
    ถ้าไม่รบกวนอยากให้พี่ Mod ช่วยเล่าว่า ถ้าคำนวณ Position size มันจะช่วย มากกว่าซื้อตามที่เราแบ่งแบบกะประมาณเอา ยังไงเหรอครับ คือผมมันพวกประเภทชอบหาเหตุผลให้ตัวเองก่อนถึงจะลุยกับมันอ่าครับ

    ขอบคุณล่วงหน้าครับ

    • http://mangmaoclub.com Mod

      ขึ้นอยู่กับระบบของเราด้วยครับ บางระบบเวลาทำ Back Test จะเห็นว่า แบ่งเป็นส่วนๆได้ผลดีกว่าเป็น Risk Percentage ก็มีครับ ของอย่างนี้ต้องลองดู แต่จริงๆถ้าเราเข้าใจกลไกระบบดี ก็พอจะประมาณเบื้องต้นได้ครับว่าควรจะใช้แบบไหน แต่สำคัญคือไม่ว่าอย่างไรก็ควรต้องใช้ MM ครับ ไม่งั้นเจ๊งบ๊งแน่ๆ :D

  • jaysniper

    อ่อ วันนี้ผมอ่านหมวดmmจบละครับ getละครับ ขอบคุณมากครับพี่เอาบทความดีๆๆมาแบ่งปัน

  • Audi

    ผมเองก็ศึกษาแนวของ VI อยู่นะ บอกตามตรงว่าชอบมาก แบบว่าอ่านหนังสือของ ดร.นิเวศน์ แล้วชอบ แกเขียนได้สนุกมาก ก็ลองๆทำตามแกนะ แต่สุดท้ายผมก็ต้องบอกกับตัวเองว่า ชอบ VI แต่ถนัด TA มากกว่า เพราะว่าผมมองแค่กราฟอย่างเดียวผมรู้เลยว่าจะต้องทำยังไงบ้าง ผมรู้ว่าในช่วงเวลานี้ คนส่วนมากคิดกันยังไง ซึ่งมันเหมือนกับว่ามันเป็นตัวผมเอง

    แต่ว่าผมต้องขอขอบคุณเว็บนี้มากครับ มันทำให้ผมเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย ไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี

  • boyles

     เป็นกำลังใจให้คุณมดครับ ผมก็ TA คับมาแนวนี้ แนวเดียวจิงๆ แต่ไม่ว่าแนวทางไหน จุดหมายก้อเหมือนกัน ระหว่างทางเราก็เป็นคนกำหนดเอง ตอนนี้ blog ผมมีปัญหาสะแล้ว ไปทำอาไรไม่รู้ครับ มันลบ table ไปหมดเลย เลยกะลังศึกษาวิธีทำ web เพิ่งจด domain มาครับ bigmoveclub.com สำหรับเป็นแนวทาง trend following ครับ ^^

    • http://mangmaoclub.com Mod

      @126f91927843b4b7c86eafb7b2ec6c96:disqus เวบเกี่ยวกับ Trend Following แบบเน้นๆน่าสนใจนะครับ ผมเองยังอยากทำอีกเวบเลย แบบเจาะ TF แต่แค่แมงเม่านี่ก็จะเหนื่อยแล้ว มีโอกาสจะเข้าไปแจมด้วยนะครับ :D 

      • boyles

         ยินดีครับ แต่ผมทำ มันก็อืดๆเหมือนกันนะครับ ทำไป บางทีก็ขี้เกียจไป – -!  สนับสนุนคุณมดครับ ที่มีเวปประมาณนี้เกิดขึ้น และก็แบ่งปันครับ ขอบคุณครับ ^^

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @126f91927843b4b7c86eafb7b2ec6c96:disqus ขอบคุณที่ยังแวะมาเยี่ยมเรื่อยๆเช่นกันครับผม :D เอาใจช่วย อยากให้มีเวป Trend Following เจ๊งๆเพิ่มขึ้นมาอีกๆ อิอิ

        • http://mangmaoclub.com Mod

          @126f91927843b4b7c86eafb7b2ec6c96:disqus ขอบคุณที่ยังแวะมาเยี่ยมเรื่อยๆเช่นกันครับผม :D เอาใจช่วย อยากให้มีเวป Trend Following เจ๊งๆเพิ่มขึ้นมาอีกๆ อิอิ