ซื้อหุ้นต่ำๆไปขายสูง ใช้ได้จริงหรือไม่ Buy Strength or Buy Weakness?

ความเชื่อมาแต่ดั้งเดิมของเหล่านักเล่นหุ้นนั้นคือ “ซื้อต่ำ ขายสูง” หรือ “over sold ให้ซื้อ over Bought ให้ขาย” นั้นเป็นจริงหรือ? วันนี้ผมลองนำมาทดสอบ และเปรียบเทียบให้ดูอย่างละเอียดพอสมควร จากการทำ System Test ด้วย Metastock ครับ

Buy low Sell High บทความนี้เป็นผลการทดสอบจากการทำ System test โดยโปรแกรม Meta Stock ครับ โดยหุ้นที่ผมจะนำมาใช้ทดสอบนั่นก็คือ ดัชนีของบ้านเรา หรือ SET นั่นเองครับ

เราคงจะได้ยินจนชินชา จากคำแนะนำของนักวิเคราะห์หุ้นทั่วๆไปให้ ซื้อต่ำๆ ไปขายสูงๆ กันมามากมาย นั่นทำให้แมงเม่าหลายๆตัวพยายามที่จะหา Holy Grail ซึ่งจะทำให้เขาซื้อได้ต่ำที่สุด และขายได้สูงที่สุด แต่นั่นเป็นสิ่งที่จะทำได้จริงหรือ? ในเมื่อราคาต่ำสุดมีราคาเดียว ราคาสูงก็มีราคาเดียวเช่นกัน นั่นถือเป็นความน่าจะเป็นที่ไม่น่าจะถึง 1% ด้วยซ้ำในการที่เราจะได้ราคาตรงนั้นมา

คำถามต่อไปก็คือ แล้วต่อให้เราได้ราคาที่ว่าต่ำๆนั้น ต่ำจริงหรือ?

แล้วเมื่อไหร่ที่เราคิดจะนำไปขายสูงๆนั้น มันสูงจริงๆหรือ!?

ซึ่งเถียงกันยังไงก็คงไม่จบ วันนี้ผมเลยลองจับเอาโปรแกรม Metastock มาเขียนสูตรง่ายๆเข้าไปแล้วลองทดสอบกับสมมุติฐานเหล่านี้ดูเล่นๆครับ

โดยผมจะเริ่มจากการเปรียบเทียบระหว่างสองสมมุติฐานนี้ จากการใช้ RSI Indicator เพียงตัวเดียวก่อนนะครับ เพื่อให้ตัวแปรของเรื่องนี้มันไม่เยอะเกินไป(หากมีเครื่องมืออื่นมาช่วย อาจทำให้ผลเปลี่ยนแปลงไปได้) และมันถูกใช้ในการหา Over Bought หรือ Over Sold ของนักเล่นหุ้นที่มักใช้กันทั่วๆไป โดยผมจะยึดจากหลักการที่ว่า

“Buy Strenght Sell Weakness” หรือ การเข้าซื้อเมื่อราคาเข้าสู่ระดับที่คนทั่วไปเรียกมันว่า Overbought (RSI=>70) นั่นเอง และขายเมื่อระดับ RSI นั้นเข้าสู่เขตของการเป็นขาลงครับ(RSI<=50)

 

เทียบกับ “Buy Weakness Sell Strength” นั่นคือการเข้าซื้อเมื่อหุ้นหลุดออกมาจากเขต Over Sold (RSI=>30) และขายเมื่อหุ้นเข้าสู่ช่วงที่คนส่วนใหญ่บอกว่าสูงเกินไปและมักรีบชิงขายทำกำไรหรือ Over Bought (RSI=>70)

โดยการทดสอบคือเมื่อเกิดสัญญาณแล้วเราจึงเข้าซื้อหรือขาย ในตอนเช้าของวันถัดไป โดยยังไม่ได้รวมค่าคอมมิสชั่นเอาใว้ และไม่มีการเข้าซื้อเพิ่มเมื่อเกิดสัญญาณขึ้นอีกในขณะที่มีหุ้นอยู่นะครับ ผมทำการตั้งแต่ 17/7/1989- 9/12/2009 หรือรวมเวลาคือประมาณ 20 ปีครับ เรามาดูผลที่เกิดขึ้นกัน โดยผมจะวัดเป็น Point ที่เกิดขึ้นเท่านั้น! (จะไม่มีส่วนของการใช้ “Position Sizing” มาช่วยในตอนนี้ ซึ่งอาจจะนำมาเขียนให้ดูในคราวต่อไปว่ามันมีผลทำให้กำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้นต่างกันอย่างมากมายทีเดียวครับ) และนี่ก็คือผลที่เกิดขึ้นครับ

ระบบแรก : ซื้อสูงไปขายสูงกว่า :)

Summary
RSI Buy Strength SET (SET)
Simulation Date 24/12/2552 2:16:35 5000 Daily Bars 17/7/1989 Through 9/12/2009 (7450 Days)
Points Only Test
Performance
Profit 1555.3095 Pts
Performance N/A
Annualized Performance N/A
Buy & Hold Profit 78.2800 Pts
Buy & Hold Performance N/A
Buy & Hold Annualized Performance N/A
Trade Summary
Total Trades 38
Trade Efficiency 15.17 %
Average Profit/Average Loss N/A
Profitable Trades
Total 28
Long 28
Short 0
Average Profit 67.0346 Pts
Highest Profit 378.9600 Pts
Lowest Profit 0.6700 Pts
Most Consecutive 9
Unprofitable Trades
Total 10
Long 10
Short 0
Average Loss -32.1660 Pts
Highest Loss -65.1600 Pts
Lowest Loss -4.2500 Pts
Most Consecutive 2
Maximum Position Excursions
Long Favorable 660.8900 Pts
Short Favorable 0.0000 Pts
Long Adverse -80.3199 Pts
Short Adverse 0.0000 Pts
Trade Efficiency
Average Entry 75.17 %
Average Exit 39.99 %
Average Total 15.17 %
Average Long Entry 75.17 %
Average Long Exit 39.99 %
Average Long Total 15.17 %
Average Short Entry 0.00 %
Average Short Exit 0.00 %
Average Short Total 0.00 %
Performance Indices
Buy & Hold Index 1886.85 %
Profit/Loss Index 82.86 %
Reward/Risk Index 100.00 %
Accounting
Initial Equity 0.0000 Pts
Trade Profit 1876.9695 Pts
Trade Loss -321.6600 Pts
Commissions 0.0000 Pts
Interest Credited 0.0000 Pts
Interest Charged 0.0000 Pts
Final Equity 1555.3095 Pts
Open Positions 0.0000 Pts
Account Variation
Highest Account Balance 1555.3095 Pts
Lowest Account Balance -714.4701 Pts
Highest Portfolio Value 1407.2799 Pts
Highest Open Drawdown 0.0000 Pts
Highest Closed Drawdown 0.0000 Pts
Account Events
Margin Calls 0
Overdrafts 0
Profitable Timing
Average Trade Length 39
Longest Trade Length 91
Shortest Trade Length 11
Total Trade Length 1108
Unprofitable Timing
Average Trade Length 15
Longest Trade Length 28
Shortest Trade Length 6
Total Trade Length 154
Out of Market Timing
Average 93
Longest 339
Total 3738

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คุณจะเห็นได้ว่า

1.เรามีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1555.3 Points

2.เทียบกับซื้อแล้วถือ หรือ Buy n Hold โดยไม่ทำอะไรเลยจะได้กำไร 78.2 Pts

3.กำไรโดยเฉลี่ยจะตกอยู่ที่ประมาณ 67 Pts ในแต่ละครั้ง และขาดทุนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ -32 Pts ซึ่งนั่นจะทำให้ Reward to Risk Ratio โดยเฉลี่ยในแต่ละครั้งจะเท่ากับประมาณ 2.03 ครับ

4.เราจะซื้อขายไปทั้งหมด 38 ครั้ง โดยได้กำไรไป 28 ครั้ง เราจึงมี Winning Percentage ที่สูงถึง 73% เลยทีเดียวครับ ^_^

พักไว้ก่อนกับระบบนี้ เดี๋ยวมาเรามาดูระบบการ Buy Weakness Sell Strength กันดูบ้างครับ

Buy on dips Dip!

ระบบที่สองซื้อต่ำๆไปขายสูงๆ :)

Summary
RSI Buy Weakness SET (SET)
Simulation Date 24/12/2552 1:30:26 5000 Daily Bars 17/7/1989 Through 9/12/2009 (7450 Days)
Points Only Test
Performance
Profit -653.1100 Pts
Performance N/A
Annualized Performance N/A
Buy & Hold Profit 78.2800 Pts
Buy & Hold Performance N/A
Buy & Hold Annualized Performance N/A
Trade Summary
Total Trades 25
Trade Efficiency 15.89 %
Average Profit/Average Loss N/A
Profitable Trades
Total 16
Long 16
Short 0
Average Profit 60.9150 Pts
Highest Profit 161.0200 Pts
Lowest Profit 8.4300 Pts
Most Consecutive 5
Unprofitable Trades
Total 9
Long 9
Short 0
Average Loss -180.8611 Pts
Highest Loss -671.4501 Pts
Lowest Loss -9.7100 Pts
Most Consecutive 2
Maximum Position Excursions
Long Favorable 164.0100 Pts
Short Favorable 0.0000 Pts
Long Adverse -814.8100 Pts
Short Adverse 0.0000 Pts
Trade Efficiency
Average Entry 41.69 %
Average Exit 74.20 %
Average Total 15.89 %
Average Long Entry 41.69 %
Average Long Exit 74.20 %
Average Long Total 15.89 %
Average Short Entry 0.00 %
Average Short Exit 0.00 %
Average Short Total 0.00 %
Performance Indices
Buy & Hold Index -934.33 %
Profit/Loss Index -40.12 %
Reward/Risk Index -103.58 %
Accounting
Initial Equity 0.0000 Pts
Trade Profit 974.6401 Pts
Trade Loss -1627.7501 Pts
Commissions 0.0000 Pts
Interest Credited 0.0000 Pts
Interest Charged 0.0000 Pts
Final Equity -653.1100 Pts
Open Positions 0.0000 Pts
Account Variation
Highest Account Balance 217.0901 Pts
Lowest Account Balance -1415.5900 Pts
Highest Portfolio Value 1338.1100 Pts
Highest Open Drawdown -630.5600 Pts
Highest Closed Drawdown -653.1100 Pts
Account Events
Margin Calls 0
Overdrafts 0
Profitable Timing
Average Trade Length 80
Longest Trade Length 193
Shortest Trade Length 18
Total Trade Length 1286
Unprofitable Timing
Average Trade Length 162
Longest Trade Length 318
Shortest Trade Length 69
Total Trade Length 1463
Out of Market Timing
Average 83
Longest 197
Total 2251

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจจะทำให้เราตกใจอยู่บ้าง เพราะมันขัดกับความเชื่อของใครหลายๆคนอยู่พอสมควร

1.เราเกิดการขาดทุนสุทธิถึง -653 Pts !!!!

2.เทียบกับซื้อแล้วถือ หรือ Buy n Hold โดยไม่ทำอะไรเลยจะได้กำไร 78.2 Pts

3.กำไรโดยเฉลี่ยจะตกอยู่ที่ประมาณ 60 Pts ในแต่ละครั้ง และขาดทุนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ -180 Pts ซึ่งนั่นจะทำให้ Reward to Risk Ratio โดยเฉลี่ยในแต่ละครั้งจะเท่ากับประมาณ -0.33 ครับ

4.จะซื้อขายไปทั้งหมด 25 ครั้ง โดยได้กำไรไป 16 ครั้ง เราจึงมี Winning Percentage ที่สูงถึง 64% เลยทีเดียว แต่….ทำไมเราจึงยังขาดทุนอยู่ล่ะครับ??

ข้อสังเกตุของผม ที่ได้จากผลการทดสอบนี้ชี้ให้เห็นถึงอะไรกันบ้าง?

1. การ Buy Strength นั้นมีข้อดีก็คือ มันทำให้เรามีหุ้นอยู่ในขณะที่แนวโน้มกำลังขึ้นไปอยู่ตลอดเวลา และนี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงมี Winning Percentage ที่สูงมากขนาดนี้

2. การ Sell Weakness ในขณะที่หุ้นเริ่มกลับเป็นขาลง พอร์ทเราจะว่างสนิท นั่นทำให้เราสามารถรักษาเงินทุนของเราไว้ได้เป็นอย่างดี และช่วยในการทำให้การขาดทุนของเราน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับในขณะที่ได้กำไร

3. สิ่งที่เกิดขึ้นจากการ Buy Weakness และ Sell Strength ที่ชัดเจนอย่างมากก็คือ ถึงแม้มันจะให้ความแม่นยำ หรือ Winning percentage ถึง 64% ก็ตาม แต่เราใช้โอกาสได้ไม่คุ้มเอาเสียเลย เพราเราตัดกำไรของเราเร็วเกินไปเป็นผลทำให้อัตราระหว่างกำไรต่อขาดทุนของเรา Pay off ของเราติดลบ และเมื่อหักลบกลบหนี้แล้ว เราจะขาดทุนอย่างมากถึงแม้ว่าจะมีความแม่นยำอย่างมากก็ตาม

analysis24. Holy Grail หรือ ความแม่นยำในการเล่นหุ้น ที่คนส่วนใหญ่ในตลาดพยายามหากันนั้น ไม่สามารถการันตีได้ว่า ในระยะยาวแล้วมันจะทำให้พวกเขามีกำไรขึ้นมา มันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบเท่านั้น

5. สิ่งที่มีผลต่อกำไรในการเล่นหุ้นในระยะยาวมากกว่าก็คือ การขาดทุนให้น้อย เพราะเมื่อเราได้ย้อนกลับไปวิเคราะห์ถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างกัน เราจะพบว่า กำไรโดยเฉลี่ย หรือ Average Gain ของทั้งสองระบบนั้นอยู่พอๆกัน คือ 60 Pts แต่สิ่งที่เป็นความแตกต่างอย่างมากก็คือ การขาดทุนโดยเฉลี่ยหรือ Average loss ในแต่ละครั้งของระบบแรกนั้น น้อยกว่าถึงเท่าตัว 5.6 เท่าครับ (โดยนี่เป็นการซื้อขายเพียงครั้งเดียวไม่มีการซื้อเพิ่ม ซึ่งจะทำให้ผลของการ Buy Weakness แย่ขึ้นไปอีก เพราะมันเป็นการไปถัวเฉลี่ยในรอบที่เราขาดทุนนั่นเองครับ ซึ่งผลก็คือจากการขาดทุนที่ -653 Pts นั้น ด้วยการซื้อเฉลี่ยขาดทุน จะทำให้เรามีการขาดทุนสุทธิ -3107 Pts และขาดทุนโดยเฉลี่ยครั้งละ -192 Pts ครับ) (ผมจะใส่ภาพไว้ให้ในตารางข้างล่างสุดท้าย)

6. ค่า Expectancy หรือค่าความคาดหวัง ที่เราใช้ในการวิเคราะห์ว่าระบบการเล่นหุ้นระบบใดๆมีความได้เปรียบ หรือ EDGE หรือไม่นั้น ผลที่ออกมาก็คือ

จากสูตรค่านี้หาได้จากวิธีง่ายๆคือ

E = (Probability of win*Average Gain)-(Probability of loss*Average loss)

เราจะได้ค่าของระบบแรกซื้อแพงขายแพงกว่า หรือ Buy Strength Sell Weakness ออกมาที่ประมาณ E = 40 pts ซึ่งนั่นหมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละครั้ง เราจะมีกำไร 40 Pts ครับ

สำหรับระบบที่สองถูกขายแพง หรือ Buy Weakness Sell Strength นั้นเราจะได้ค่าออกมาที่ประมาณ E = -26 pts!! นั่นหมายความว่าโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้งแล้ว เราจะขาดทุนจากการเล่น -26 Pts ครับ

โดยหากระบบของคุณมี Expectancy ที่ติดลบแล้ว คงต้องบอกไว้ว่า ไม่มี Money Management รูปแบบใดๆจะสามารถช่วยให้คุณได้กำไรได้ครับ เพราะตัวคูณของมันติดลบไปก่อนแล้ว ในระยะยาวเราก็จะเข้าเนื้ออยู่ดี อย่างที่นักพนันหลายๆคนในบ่อนต้องประสบครับ

จากผลการทดสอบที่ได้นำมาให้ดูกันนั้น ทำให้เราเห็นว่าการคิดจะซื้อหุ้นเพียงมองแต่ว่าหุ้นต่ำแล้ว Over Sold แล้ว เป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ใช่ว่าทุกๆระบบการซื้อต่ำๆนั้น จะใช้ไม่ได้ผลนะครับ ผมเพียงแต่นำเอาระบบการเล่นหุ้นจากความเชื่อของนักเล่นหุ้นไทยส่วนใหญ่ที่ว่าให้ซื้อ Over Sold ขาย Over Bought มาเตือนให้ดูครับ ว่าอันตรายเพียงใดถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ :) ใครจะคิดอย่างไรคงต้องแล้วแต่ความคิดของแต่ละคนแล้ว แต่อย่างน้อยในวันนี้ทุกคนคงจะได้เข้าใจแล้วว่าทำไมคำว่า “Cut loss short, Let Profit Run” จึงมีความสำคัญกันแล้ว จากการที่ผลการทดสอบระบบออกมา และนี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคุมต้นทุนของเราไว้ไม่ให้บานปลายครับ ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เราจะถูกหรือผิด แต่ว่า โดยรวมแล้วเราได้มากกว่าเราเสียหรือไม่! แล้วเจอกันใหม่ที่แมงเม่าคลับ.คอม สวัสดีครับ

  • Anonymous

    สวัสดีครับ
    กระผมมีความคิดอย่างนี้ครับ ความคิดกระผมอาจผิด

    สิ่งที่อธิบายพฤติกรรมของ oversold/overbought ในตลาดหุ้นนั้น ไม่ใช่สมมุติฐานที่มีประสิทธิภาพ แต่เป้นความสัมพันธ์แบบสะท้อนกลับที่เกิดขึ้นระหว่าอคติของนักลงทุน ในความเหนของผม อคติต่อต่อความเสี่ยงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างการรับรู้ของนักลงทุนเองและความจริง ถ้าช่องว่างนี้ขยายวงออกจนนอกเหนือความควบคลุมของอารมณ์พวกเขาเองแล้ว สถานการณ์ที่เรียกว่า critical mass จะเกิดขึ้นจนการรับรู้ของนักลงทุนตามไม่ทัน ตลาดหุ้นไม่ได้ถุกควบคลุมโดยคณิตศาสตร์ แต่ถูกควบคลุมโดยจิตวิทยาของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของมนุษย์

    เรือง critical mass ผมขออนุญาติยกบทความของท่านอ.ประภาส มาเล่าให้ฟังครับ……

    ศัพท์แสงทางวิชาการเรียกว่า มวลวิกฤต โดยแปลมาจากคำว่า Critical Mass คำคำนี้ พบได้ทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์และฟิสิกส์

    ขออนุญาตเล่าย่อ ๆ อีกครั้งสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน

    สี่สิบปีก่อน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ไปที่เกาะโคชิมา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเกาะที่มีลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก เพื่อหาข้อสนับสนุนทฤษฎีไม้กระดกที่ว่า

    การทดลองเริ่มขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์นำเม็ดข้าวโพดหวานไปหว่านไว้บนพื้นทราย เจอของโปรดอย่างนี้ ฝูงลิงก็พากันมาเก็บเม็ดข้าวโพดกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

    จุดน่าสนใจอยู่ตรงที่นักวิทยาศาสตร์จะหว่านเม็ดข้าวโพดไว้บริเวณที่มีทรายเท่านั้น เพื่อให้เม็ดข้าวโพดเปรอะเปื้อนทราย เวลาจะกินแต่ละที ลิงก็ต้องคอยเอามือปัดออก หรือไม่ก็ต้องคอยบ้วนทรายออก

    แล้วก็มีลิงอยู่ตัวหนึ่งอายุประมาณหนึ่งขวบที่ไม่ทำอย่างตัวอื่นเขา

    ทุกครั้งที่เจ้าลิงน้อยเก็บเม็ดข้าวโพดที่เปื้อนทรายได้ มันจะนำไปล้างน้ำที่ลำธารใกล้ ๆ ก่อนแล้วจึงนำมากิน ไม่ต้องบ้วนไม่ต้องปัด

    นักวิทยาศาสตร์ยังคงจับตาดูพฤติกรรมของลิงทั้งฝูงต่อไป ว่าจะมีลิงตัวไหนเอาอย่างบ้าง แล้วพวกเขาก็เริ่มเห็นพี่น้องและเพื่อนลิงตัวน้อย ๆ บางตัวเริ่มทำตาม

    ที่ลิงทั้งฝูงไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมมาทำอย่างเจ้าลิงน้อยนั้น นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์กันว่า อาจเป็นเพราะวิธีนี้มันก็ไม่ถึงกับเห็นได้ชัดว่าดีกว่าวิธีเก่า นั่นคือถึงแม้จะไม่ต้องบ้วน ไม่ต้องปัดทรายออกจากข้าวโพด แต่ก็ต้องเสียเวลาเดินไปยังลำธารอยู่ดี

    เวลาผ่านไปหลายเดือน

    มีลิงเพิ่มเพียงวันละตัวสองตัวเท่านั้นที่เปลี่ยนพฤติกรรมมาล้างข้าวโพด แล้วก็ไม่ใช่ว่าลิงทั้งฝูงจะไม่เห็นวิธีที่เจ้าลิงน้อยกับเพื่อน ๆ ทำนะครับ เห็นครับแต่ไม่ทำตาม

    การทดลองดำเนินไปอย่างนี้อยู่เป็นปี นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเอาเม็ดข้าวโพดไปหว่านไว้ บริเวณที่มีทรายทุกวันไม่มีขาด ฝูงลิงก็ยังคงมาเก็บข้าวโพดกินอย่างสม่ำเสมอ และถ้ามองด้วยสายตาก็สามารถแบ่งลิงออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ล้างเม็ดข้าวโพด กับกลุ่มที่ไม่ล้าง แม้ปริมาณลิงที่ล้างข้าวโพดจะเพิ่มจำนวนขึ้น จนเริ่มใกล้เคียงกับพวกที่ไม่ล้าง แต่ลิงที่เหลือก็ยังสมัครใจที่จะกินข้าวโพดด้วยวิธีเดิม ๆ

    แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจก็เกิดขึ้น

    มันเกิดขึ้นภายในวันเดียว โดยไม่รู้จะอธิบายด้วยตรรกะง่าย ๆ อย่างไรดี เช้าวันนั้นมีลิงวัยรุ่นตัวหนึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมไปล้างเม็ดข้าวโพดอย่างเจ้าลิงน้อยเข้า แล้วบ่ายวันนั้น ลิงทั้งฝูงก็เปลี่ยนพฤติกรรมมาล้างเม็ดข้าวโพดกันหมด

    นักวิทยาศาสตร์สงสัยทันทีว่า เจ้าลิงตัวที่เปลี่ยนพฤติกรรมในเช้านั้น มันมีความสำคัญขนาดไหนกัน หลังจากที่ดูจากบันทึกและตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบว่ามันก็เป็นแค่ลิงธรรมดาตัวหนึ่ง ไม่ได้เป็นจ่าฝูงหรือเป็นลิงที่แข็งแรงดุร้ายกว่าตัวอื่นอย่างใด

    แล้วทำไมฝูงลิงจึงเปลี่ยนพฤติกรรมไปหมด

    เจ้าของทฤษฎีนี้มีคำอธิบายครับ ลองฟังเขาดู

    “เมื่อในสังคมเกิดภาวะมวลวิกฤต (Critical Mass) และเกิดจำนวนวิกฤต (Critical Number) ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบได้ ว่าเป็นจำนวนเท่าไรของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสังคม สังคมก็จะเริ่มยอมรับในพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง และก็จะเกิดการ ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในกลุ่มที่เหลือทั้งหมด”

    อย่างที่บอก ถ้าให้ผมนึกตามง่ายๆ ผมก็คงนึกถึงไม้กระดกที่เด็ก ๆ เขาเล่นกัน เวลาที่ฝั่งหนึ่งมีจำนวนเด็กมากกว่าจนมีน้ำหนักมากกว่าอีกฝั่ง ฝั่งที่น้อยกว่านอกจากจะกระดกลอยสูงแล้ว บางครั้งเราก็อาจจะเห็นเด็กฝั่งที่น้อยไหลมาสู่ฝั่งที่มาก จนกลายเป็นมาอยู่ฝั่ง เดียวกันได้

    ผมว่าพวกเราก็คงจะเคยเจอสภาพเช่นนี้ เพื่อนฝูงหกเจ็ดคนหาร้านอาหารจะไปกินกัน แรก ๆ ก็ถกเถียงว่าร้านเจ๊อ้อยบ้าง ร้านอาโกบ้าง เถียงกันอยู่สักพักแล้วก็มีคนหนึ่งที่ ไม่ได้คิดว่าจะไปกินร้านไหนเลยพูดขึ้นว่าไปกินเจ๊อ้อยดีกว่า จู่ ๆ ทุกคนก็กลายเป็นเปลี่ยนมาเทใจให้กับร้านเจ๊อ้อยกันหมด

    แล้วผมก็ตั้งคำถามครับ น้ำหนักสุดท้ายที่ย้ายข้างนี่ ผมชักอยากรู้ว่ามันจำเป็นต้องหนักกว่าอีกข้างหนึ่งไหม

    ทฤษฎีนี้ตอบว่า “ไม่เกี่ยวกับการเอียงข้าง” น่าสนใจนะครับประโยคนี้

    เขาเน้นไปที่จำนวนหนึ่งที่วิกฤต และไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นสัดส่วนเท่าไรของสมาชิกทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมากกว่าครึ่งด้วย

    จำนวนนี้นั่นแหละที่เขาเรียกกันว่า มวลวิกฤต

    มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Critical Mass : how one thing leads another ที่เขียนโดยฟิลิป บอล (ขออนุญาตแปลว่า มวลวิกฤต วิถีที่แห่งการกระดก) ในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ พี่ฟิลิปแกสามารถอธิบายพฤติกรรมของการเลือกตั้ง ที่ชนะถล่มทลายได้ว่ามาจากอะไร พี่แกให้ความเห็นว่าลักษณะของการเลือก และการตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้พรรคใดและใครนั้น ไม่ได้มาจากเหตุผลอย่างเดียว เพราะถึงจุดหนึ่งเวลาที่ใกล้วันเลือกตั้ง คนจะหยุดคิด หยุดวิเคราะห์ แต่จะดูกระแสคนหมู่มากว่าจะไปทางไหน แล้วก็กระโจนตามกันไป ซึ่งเขาจะเรียกว่า มวลวิกฤต หรือ Critical Mass ที่น่าสนุกก็คือคุณพี่ฟิลิป แกใช้ทฤษฎีควอนตัมอธิบายได้อย่างชัดเจนและเป็นวิทยาศาสตร์

    ********

    ********
    (ประภาส ชลศรานนท์. คุยกับประภาส. มติชนรายวัน (๑๒ มีนาคม ๒๕๔๙))

    • mod

      นั่นคือเมื่อไหร่ที่ ความอยากของคนในตลาดเริ่มมากกว่าความกลัวความเสี่ยงแล้ว ตลาดก็จะกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้งใช่ใหมครับ

      นี่ทำให้ผมคิดถึงประโยคของ Ed Seykota ที่ว่า “ผมคิดว่า เมื่อเราอุทานว่า AHAAA! นั่นแหละคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงของราคา ยกตัวอย่างเช่น คุณลองสังเกตุอักษรพวกนี้ หหสสหหปป อะไรคือตัวต่อไป ? (คุณ ผู้อ่านคงจะงง ไช่ใหมครับ ผมก็งงเช่นกันตอนอ่านครั้งแรก กว่าจะรู้ก็ อ๋อออ แล้วแต่ถ้าทีนี้ลองคิดว่ามันเป็นอักษรแรกของตัวเลขสิครับ หนึ่ง ,สอง, ห้า เริ่มอ๋อออ แล้วไช่ใหมครับ ) และเมื่อคุณเริ่ม Ahaaa หรือร้อง อ๋อ แล้วสิ่งต่างๆ ที่เป็นปริศนา และความงุนงงจะเริ่มหายไป”

      จริงๆแล้วพฤติกรรมแบบ Critical Mass นี่ผมว่าเห็นได้ทั่วๆไปเลยนะครับจากไกล้ๆตัว เช่นกระทู้ต่างๆในอินเตอร์เนทเนี่ย 55 สังเกตุว่ากระทู้ที่เมื่อมีคนตอบถึงระดับหนึ่ง ภายในขอบของระยะเวลาหนึ่งเนี่ย ถ้ามันเข้า Critical Mass เมื่อไหร่ กระทู้นั้นจะฮิตขึ้นมาทันทีจริงๆ และมีแนวโน้มที่จะมีคนตอบมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับในตลาดหุ้นเหมือนกันนะครับ :)

      แตกต่างกันตรงที่ ถ้าเทียบแล้ว คนส่วนใหญ่มักตอบกระทู้ในตลาดหุ้นที่วายไปแล้ว หรือไม่ก็ไม่มีคนตอบ ทั้งๆที่กระทู้ที่เริ่มมีคนเข้ามาตอบเยอะๆ มีโอกาศวิ่งไปข้างหน้ามากกว่าเสียอีก 55 ขำๆนะครับ

      -Buy low Sell High ก็อาจเป็นไปได้ แต่ต้องมีตัวแปรอื่นเสิรมด้วยนะครับผมว่า ไม่ใช่แต่ที่เล็งๆกันไว้ แต่คิดว่าง่ายกว่าถ้าจะเล่นตลาดขาขึ้น และหลบในตลาดขาลง แต่ก่อนผมเคยคิดเหมือนกันว่าจะเล่นขาลงยังไง ถ้าไม่ชอร์ต แต่ลองคิดดีๆ เก็บตังค์ไว้เล่นขาขึ้นดีกว่า เงินที่ไม่เสียไปในขาลง มันก็เหมือนกับเราได้กำไรฟรีๆถ้าเทียบกับการลดลงของตลาดเช่นกัน ผมคิดอย่างนี้นะครับ

  • magic

    ขอบคุณคุณมด และ คุณ Anonymous ด้วยค่ะ

    ชอบซื้อ ตอน oversold ซะด้วยซิเรา

  • Anonymous

    ลองเริ่มขึ้นอย่างนี้ดูครับ….

    อ. บัฟเฟตกับ อ. โซรอส นั้น ตกลงปลงใจกันว่า จะนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองเก่าอยุธยาในวันพรุ่งนี้ ทั้งสองท่านนัดพบกันที่สถานีวัวลำพองเวลา 7.55 น. นัดกันก่อน 5 นาที ก่อนเที่ยวเวลา 8 โมงเช้า ซึ่งนั้นเป้นเวลาที่รถไฟจะออกไปอยุธยา

    แต่เนื่องจากนาฬิกาของทั้ง อ. บัฟเฟตและ อ. โซรอสเดินไม่ตรงเวลาครับ

    นาฬิกา อ .บัฟเฟตช้าไป 10 นาที แต่ท่านคิดว่ามันเร็วไป 25 นาที

    นาฬิกา อ. โซรอสเร็วไป 5 นาที แต่ท่านคิดวามันช้าไป 5 นาที

    ถามว่า….
    ใครเป้นตกรถ
    โจทย์ข้อนี้เกี่ยวพันกับ reality / expecattion อย่างไรบ้าง

    จากกรณีข้างบน ท่านคิดว่า เมื่อความเชื่อนำความจริง จะเกิดกรณีใดเกิดขึ้น ระหว่าง overbought/oversold และ ความจริงนำความเชื่อจะเกดกรณีใด

    เปรยว่า บุคคลหนึ่งที่นิสัยเหมือนนาฬิกาที่เร็วไป 5 นาที แต่ตัวเขาเองกลับคิดว่ามันช้าไป 5 นาที เปรียบได้กับลักษณะของคนเช่นไร และเมื่อคนเหล่านั้นเข้าไปลทุนในตลาด คลาดหุ้นจะเป็นเช่นไร

    • mod

      ความเข้าใจเบื้องต้นจากโจทย์ข้อที่ถามมา เห็นได้ว่าทั้งคู่นั้นมี Expectation ที่แตกต่างกัน
      บัฟเฟตนั้นมี Expectation ที่เหลื่อมช้าไปกว่า Reality ไปถึง 25 นาที
      ส่วนโซรอสมี Expectation ที่เร็ว่ากว่า Reality ไป 10 นาที
      ถามว่าใครตกรถนั้นคิดว่าตอบได้ยาก (เพราะผมอาจยังไม่เข้าใจ หรือไม่ก็โง่เกินไป 55) เพราะเมื่อหักลบแรงสุทธิจากความเชื่อของทั้งคู่แล้ว ยังคงต้องดูว่ามันจะสามารถนำ Reality ไปสู่อะไรได้บ้าง

      (แต่ถ้าให้ตอบแบบชาวบ้านๆล่ะก็ บัฟเฟตตกรถไฟเห็นๆ เพราะรถไฟมันไม่รอใครครับ โซรอสยังสปีดมาทันเวลาหน่อย แต่ถ้าเป็นรถไฟไทยคงไม่แน่ เพราะlateประจำ 55)

      จากความคิดเบื้องต้น หากแรงสุทธิจากความเชื่อนั้นเป็นไปในทางลบจนถึงจุดๆหนึ่ง หรือ Critical mass ความเชื่อที่ไปในทางเดียวกันอาจกระทบต่อความจริง จนทำให้เกิดปฎิกิริยาสะท้อนระหว่างกันเป็นความเพิ่มความเร่งในทางลบลงมาตลาดก็จะเกิด Panic ลงมาใช่หรือไม่?

      แต่ในทางกลับกันถ้ามันเป็นไปในทาง Positive นั่นก็จะนำไปสู่การเกิดฟองสบู่ขึ้นมา?

      และสิ่งเหล่านี้เองหรือไม่ ที่เป็นตัวให้กำเนิด Trend ของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขึ้น ลง หรือออกข้าง?

      สองสิ่งนี้ ระหว่าง Reality/Expectation เป็นสิ่งที่สำพันธ์กัน เหมือนเต๋าบอกว่า สิ่งต่างๆเกิดจากการเปรียบเทียบแต่เนื้อแท้คือความไร้ มันมีขึ้นเพราะเราเอาจิตไปจับ สูงยาว อ้วนผอม ดำขาว ทั้งสองอย่างล้วนให้กำเนิดกันและกัน ความเชื่อให้กำเนิดความจริง แต่ความจริงก็เป็นสิ่งให้กำเนิดความเชื่อได้เช่นกัน และสิ่งที่ดำเนินไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับปฎิกิริยาตอบกลับของมัน อย่างเช่นตลาดหุ้นนั้นก็เปรียบเหมือนกระจกที่สะท้อนระหว่างความเชื่อของคน กระทำลงไปสู่ตลาดความจริง และผลจากความจริงที่เกิดขึ้น ก็จะก่อกำเนิดความเชื่อ หรือ Expectation ขึ้นมาไม่จบไม่สิ้นใช่ใหมครับ?

      จริงๆแล้วเรื่องนี้เราเห็นได้จากในชีวิตประจำวันได้ตลอด อย่างเช่นเรื่องดังๆ ในตอนนี้ นาธาน โอมาน โกหกจนกระทบกับความจริงจน ส่งผลให้ต้องโกหกเพื่อสร้าง Reality ขึ้นอย่างไม่จบไม่สิ้นจนกลายเป็น Buble รอวันพังลงมาเท่านั้น

      ผมยังไม่ค่อยแน่ใจกับทฤษฏี Reflextivity สักเท่าไหร่เพราะเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นกับผมเลย ยอมรับว่าไม่เคยศึกษาอย่างจริงจัง วันนี้ต้องขอบคุณที่เข้ามาให้คำถามให้ผมได้มาขบคิด
      ซึ่งทำให้วันนี้ผมมีไอเดียใหม่ในการพัฒนาระบบการเทรดของผม ในเรื่องของการหาตัวเร่ง ที่จะทำให้เกิด Criticall mass ขึ้นมาครับ

      ยังไงผมคงต้องขอคำชี้แนะในเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณที่แวะเข้ามาแนะนำสิ่งดีๆครับ หากผมเชื่อว่าผมเข้าใจได้ถูกต้องพอสมควรแล้ว ผมจะนำมาเขียนใว้ให้คนอื่นได้ศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะหาอ่านบทความที่เข้าใจง่ายๆในภาษาไทย ได้ยากเหลือเกินกับทฤษฎี Reflextivity นี้ ยังไงผมขอคำชี้แนะเพิ่มเติม จากทั้งคุณอา และผู้รู้ท่านอื่นด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

  • อาแซง ลูแปง

    เข้าใจติดโจทย์ข้อนี้
    ปรับนาฬิกาของเราให้ตรงกับความเป้นจริง
    ยังต้องมั่นดูตัวเองว่าความเชื่อของเราสอดคล้องกับความจริงหรือไม่
    จากนั้นคอยดูว่า ความเชื่อของตลาดมันต่างจากนาฬิกาที่พวกเขาใส่อย่างไร
    โอ….นันเป็นเคล้ดลับในการทำเงินที่เยี่ยมยอดครับ
    Merry Christmas! ทุก ๆ คนครับ

  • mod

    โจทย์ข้อนี้เยี่ยมมากๆ ผมชอบมากๆครับ ขอบคุณมากคุณอาครับ แต่ยังอาจจะไม่เคลียรกับคำตอบเท่าไหร่ (สงสัยสมองช้า55) วันนี้จะลองนั่งคิดดู ได้คำตอบอย่างไรจะมาลงความเห็นไว้นะครับ ดีจริงๆที่มีแต่คนเก่งๆเข้ามา ใครพอสรุปได้ลองเขียนความคิดกันได้นะครับ

  • Anonymous

    ต้องตามไปอ่านในคัมภีร์วัชรสูตร ซึ่งเป็นการสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสุภูติ ถ้า trader ที่มีความคิดฝังหัวว่าเหตุการณ์ A คือ A จะอ่านไม่ได้เลยครับ ก่อนอื่นต้องคิดแบบแรบไบ SOROS ก่อนว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้เป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น คือ A ไม่ใช่ A เป้นไปได้จริงหรือครับ
    การเกิดของ A ประกอบไปด้วย B C D E F…..
    A ไม่อาจอยู่ได้โดยลำพังของมันเอง
    ถ้าเราตั้งคำถามไป “วิปัสสนา” ไปที่ A อย่างจริงจัง
    เราจะเห็นว่า B C D E F และสิ่งอื่นๆ ที่อยู๋ในนั้นด้วยครับ
    เมือเราเห็นว่า A ไม่ใช่เป้นแค่ A ก็เท่ากับว่าเราเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของเหตุการณ์ A เมื่อเราถึงระดับนี้ เราถึงบอกได้ว่า A เป้น A หรือ A ไม่ใช่ A
    แต่ก่อนถึงขั้นนี้ A ที่เราเห็นเป็นเพียงภาพหลวงตาของ A เท่านั้น
    ถ้า trader เห้น A ได้ลึกซึ้งจนเห้นว่า A ไม่ใช่ A จนยอมรับว่าทุกอย่างที่เห็นอาจไม่ใช่ A เสมอไป เมือนั้นการเห็น A ของท่านอาจมาถึงฝั่งของ reflexivity แล้ว

  • C”

    โอ้ ไม่รู้ว่าจะซื้อเมื่อไหร่ดีอ่ะ แต่ถ้ารายใหญ่เก็บหุ้น เราก็เก็บตาม

  • mod

    นั่นคือการรับรู้ความจริงที่ว่าทุกสิ่งที่เราเห็นอยู่นั้น คือ Perception ของเราใช่หรือไม่ครับ? โดยมี Bias ของเราเข้ามาเจือปน และในตลาดนี้แต่ละคนก็มี Bias ที่เอนเอียงไปไม่เท่ากัน ช้าบ้างเร็วบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง จึงทำให้ตลาดไม่เกิดความมีประสิทธิภาพขึ้น โดยราคาของตลาดก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัย ของ Bias ที่ สะท้อนกลับไปมาระหว่าง Reality และ Expectaction มันจึงคาดเดาได้ยาก และทำให้เราตระหนักถึงความไม่แน่นอนของตลาดอย่างลึกลงไปข้างใน จนทำให้พฤติกรรมการเล่นหุ้นของเราเปลี่ยนไป

    ที่พยายามจะบอกคือสิ่งที่เราเห็นนั้นว่า A นั้นก็กำเนิดจากเหตุปัจจัย BDEF มาพร้อมมูลในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ Bias ของเรามองมันว่าเป็นสิ่งนั้น ทั้งที่ BCDEF ในคราวนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงใน A ทั้งหมด เพราะ A เป็นเพียง Perception ของเรา เราจึงต้องพยายามมองมันด้วยความสะอาดใจที่สุด

    ขอบคุณมากที่แวะเข้ามาให้ความรู้ประจำเลยครับ ยินดีมากๆที่ได้รับคำแนะนำครับ

  • Anonymous

    ท่างเก่งมากเลยครับ ผมใช้เวลาเกือบปีกว่าจะเข้าใจ
    ทุกวันนี้….
    ผมใช้เวลาส่วนใหญ่มองภาพ illusion เหล่านี้ ค่อนข้างตะหนักถึงทุกสิ่งที่เห็นว่าบิดเบือนอย่างไร และการบิดเบือนที่ดำรงอยู่นั้น อยู่นานแค่ไหน มันจะ inefficient ได้ขนานขนาดไหน และเราจะสามารถหาโอกาสจากความบิดเบือนอย่างไรบ้าง ตัวอย่างภาพข้างล่างนี้ โพสรูปใน comment ไม่เป็น ถ้ากรุณาสอน ขอบคุณ ณ ที่นี้
    http://www.ottobw.dds.nl/filosofie/visual_illusion_01.gif

    รุปนี้ตั้งใจให้เกิดการคาดการณ์ ถ้าไม่มีแล้ว มันบิดเบื่อนไม่ได้ ถ้ามีคนดู แล้วไม่ออกความคิด อย่างนี้ RV ก็เป็นอันว่า ใช้ไมได้ครับ แต่พอเอาไม่บรรทัดวัดดู มันเท่ากัน แต่ตาดูบอกว่าไม่เท่า เพราะสมองใหญ่ของเรารับรู้ได้ไม่ถูกต้องไปหมด ไมได้รับรู้ถุกต้องทุกนาที สมองใหญ่นี้มีทั้งซ้ายและขวา แต่สมองมีส่วนอื่นที่เป็นห้อง ๆแยกไปอีกมากมาย เราไม่ควรเชื่อในสิ่งที่เห็น

    การลงทุนทั้งปวง เมือถึงที่สุดของการวิเคราะห์ ต่างล้วนซื้อเพื่อรอขายในราคาที่สูงกว่า คนซื้อได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะมีผู้บริโภคหุ้นมารับช่วงต่อได้แน่ แต่เมื่อนับเวลาที่คนซื้อคาดการณ์ จนถึง เวลาที่ความจริงที่ถูกอมเปิดเผยออกมา จะมีช่วงเวลาที่คั่นอยู่ ช่วงนี้ การคาดการณ์ใหม่จะออกมาซ้อนทับการคาดการณ์เก่าๆ กลไกการซื้อหุ้นจึงเป้นภาพเชิงซ้อนที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ ของการคาดการต่างๆ ที่ผ่านมา การคาดการณ์ที่ทับซ้อนนี้ทำให้เกิด fluctuations หรือการผันผวนของราคาหุ้น ทำให้ตลาดเกิด inefficient ทำให้ราคาของหุ้นไมได้เกิดดุลยภาพทุกนาที

    บางครั้งที่ค้นคว้าเรื่อง RV บ่อยครั้งที่เราจะอุทานกลับตัวเองว่า “อะฮ่า…ฉันเข้าใจแล้ว! “ แต่ในที่สุด…ความพอใจถึงความเข้าใจที่รออยู่ข้างหน้าอาจไม่เกิดเลยสักครั้ง บางครั้ง …ท่านอาจรู้สึกว่าเข้าใกล้ความเข้าใจในทฤษฎีนี้เพียงใดก็ตาม แต่บางครั้ง ท่านก็ไม่สามารถเดาได้จริงๆ ว่า ความจริงทั้งหมดอยู่ห่างเพียงนิ้วเดียวหรือห่างไกลจนไม่มีทางจะรู้ได้ การพุดอย่างนี้ บางท่านอาจดีใจเสียอีก อย่างน้อยทำให้ท่านไม่สูญเสียเรื่องลึกลับและยังคงความตื่นเต้นต่อไปในเรื่องที่อธิบายไม่ได้

    ผมจะเล่าคร่าว ๆ เท่าที่ผมรู้เกี่ยวกับ Rv ใน 1 ปีที่ผ่านมาที่คลุกกับเรื่องนี้ครับ…..

    โซรอส หรือ พ่อมดแห่งอ๊อสคนนี้ (Wizard of Oz ) ครั้งเด็ก ๆ ถามตัวเองว่า ชีวิตคืออะไร? ทำไมจึงเกิดมา? เราเป้นใคร ? สิ่งที่เขาค้นพบคือ เราเป้นอะไรขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราไปผูกกับสิ่งหล่านั้น เขาสรุปว่า มนุษย์ขาดจุดที่เป็นอิสระของตนเอง น่าแปลกคือ เขาคิดว่าตัวเองเป้นพระเจ้าตั้งแต่เด็ก คิดได้ดังนี้ หลายท่านอาจบอกว่า เขาพบสัจธรรมแล้ว อันที่จริง เขาไม่เคยพุดว่าทำไมเขาถึงคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าอย่างนั้น แต่การค้นพบความจริงของเด้กชายแค่ 9 ขวบเป้นความคิดที่น่าเกรงขามอย่างมาก และได้กลายเป้นรากฐานของการเข้ารหัสแบบกุญแจภาพสะท้อนที่ไขเข้าสู่ตู้นิรภัยของภาพทีบิดเบือนของคนที่เรียกว่า กิเลสของมนุษย์

    โซรอสบอกว่าความคิดชั่วขณะทำให้รู้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยอคติ เราถุกดึงเข้าสู่ความลับที่ว่าที่คนไม่สามารถแยกตัวเองออกเป้นอิสระจากสิ่งรอบตัวได้ด้วยเหตุง่ายๆ ที่ว่าที่ว่าคนไม่ใช่วัตถุที่ไม่มีชีวิต ทัศนะคนจึงถูกบิดเบือนเพราะการอ้างอิงสัมผัส แต่สิ่งที่เขาสนใจอย่างมากคือ แล้วผลที่ตามมาเป็นอย่างไร? โลกจะเปลี่ยนแปลงไปไหม “จะเกิดอะไรขึ้น…ถ้า…”

    ถ้าผมขอพูดอีกอย่างเรียกว่า ยึดมั่นเอาเป้นของกรูจนเกิดกิเลส อย่างนั้น เราเป็นคนพุทธก็เข้าใจได้ง่ายกว่าคนชาติตะวันตก แต่โซรอสกลับเข้าใจปรัชญาตะวันออกท่ามกลางความเข้าใจอย่างงงงวยในสังคมตะวันตกที่เขาอยู่ ผมไม่แปลกใจที่เขาคิดว่าเขาคือพระเจ้า เขาค้นพบสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

    “โดยพื้นฐานแล้ว ทัศนะเกี่ยวกับโลกเป็นสิ่งที่บิดเบือน แต่บางคนไม่ยอมรับว่ามันมีอยู่จริง ”

    ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ….

    มองให้จริงจังขึ้นอีกนิด โซรอสเริ่มจากตั้งคำถาม “กรูเป็นใคร” แล้วค้นพบว่า เราไม่สามารแยกตัวเองออกจากสิ่งรอบตัวได้ ต้องยึดมั่นว่าตัวเราของเรา

    โซรอสตั้งคำถามถามตัวเองทุกเช้าว่า….

    สิ่งที่เกิดขึ้นมันถูกต้องไหม แต่ละวัน RV อยู่ในใจ มันมีทุกข์ก็อยู่ในใจ มองลงไปในจิตใจ ถามว่าตลาดยึดถืออะไรอยู่ กำลังยึดมั่นด้วยเรื่องอะไร เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ดุลชำระ ดุลการค้า อัตราดอกเบี้ย การเมือง ชื่อเสียง เงินทอง ภรรยา สามี ยึดแล้วเป็นทุกข์หรือปล่าว การนับกิเลสทำให้เกิดความเข้าใจใหม่ ๆ ปลดออกได้ไหม ปลดให้ไม่เป็นตัวกูของกุได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ expectation กับ reality มันภาพใหญ่ขนาดไหน ถ่างกันมากไหม reflexive gap ยืดและหดอย่างไร ? สามัญสำนึกขัดแย้งกับความเป็นจริงมากแค่ไหน?

    ทุกเช้า วัน ๆ หนึ่ง โซรอสหัวเราะกับรุ่งอรุณ แล้วตั้งสมสมุติฐานทุกเช้าและทดสอบมันว่าตลาดยึดอะไรอยู่ มี expectation อย่างไร แล้วสิ่งที่ปรากฏออกมาเป้นอย่างไรบ้าง ตลาดตอบสนองไปทางไหน ยกสถานการณ์ขึ้นมา สร้างกรอบ expectation แล้วถามตัวเองว่า จะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร นักลงทุนคิดอย่างไร ทำไมถึงคิดอย่างนั้น expectation กำหนด reality ในตอนแรกหรือไม่ ถ้า reality ไม่เป็นอย่างที่คิด reality ไปกำหนด expectation หรือไม่ แล้ว expectation ไปกำหนด reality อีกทอดหนึ่งหรือไม่ เป็นวงกลมใช่ไหม แท้จริงตลาดไม่มี cause ไม่มี effect ที่แน่นอน cause กลายเป็น effect แล้ว effect กลายเป็น cause

    เขาชอบบอกลุกน้องให้ตรวจสอบความผิดของตังเองอยุ่เสมอ แล้วถามว่าเราผิดเพราะอะไร อะไรทำให้เราตัดสินใจเหล่านั้น แล้วจัดการแก้สิ่งผิดพลาดนั้นให้ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น สลัดออกไป มองความเป็นจริงให้กว้างขั้น ให้จิตปกติก่อน แล้วค่อยคิดทำอะไรใหม่ ไม่มีหลักเกณใดที่ครอบจักรวาล วิเคราะห์สถานการณ์ตามความเหมาะสม ในการวิเคราะห์สุดท้ายต้องอาศัยสติสัมปัชชัญญะในการอยุ่รอด ทกุคนมีหน้าที่มองดูจิตใจของตัวเองให้รู้จักตามความเป็นจิง มันเป็นอย่างไร ยึดมั่นเกินไป เป็นฟืนเป็นไฟ ยึดมั่นมาก เหมือนไฟเผา ถ้าไม่ยึดอะไร ไม่มี expectation เกิด มันก็ไม่เกิดกิเลส ไม่มีกิเลส ไม่มี illusion ไม่มี illusion ก็ไม่มีช่องว่าง reflexive gap แล้วก็ไม่มีอคติอีกต่อไป

    “ตลาดหุ้นไร้ระเบียบ เข้าใจความไร้ระเบียบ ใครก็รวยได้”

    พูดอย่างนั้น ไม่ยั่วยวนใจเท่ากับพูดว่า ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยกิเลสนะ ถ้าเข้าใจกิเลสของคน ใครก็รวยได้ ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ เซอร์ไพรส์! ตลาดมีความโลภ เป็นสถานที่ของ “aggregated กิเลส ” มันไร้แบบแผนหรือไม่ ไม่แน่นะ อาจไร้แบบแผนแบบมีระบบ การเข้าใจสัญชาติญาณของการอยู่ร่วมกันเป็นกล่มเป้นลักษณะโดดเด่นของโซรอส เขาเข้าใจว่ากิเลสคนอยู่ร่วมกันเป้นอย่างไร เมื่อเป้นตัวเราของเรา แยกตัวเองออกไมได้ มีอะไรกระทบ แล้วจะเลยคิดไปทางยึดมั่นเป้นตัวกรู ของกรู เป้นกำไร เป็นขาดทุน “เท่าไร” เป็นแพ้ เป็นชนะ อย่างนี้อย่างไรก็เป็นทุกข์ ตลาดเลยเป้นที่ที่สมบูรณ์ที่สุดของภาพ illusion เป็นที่ที่เหมาะที่สุดที่จะใช้ RV คนอื่นพยายามตามให้ทันการเคลื่อนไหวของโลก แต่โซรอสพยายามดูดซับสถานการณ์ คณิตศาสตร์ไม่ได้ควบคลุมตลาด ตลาดถูกควบคลุมโดยกิเลสของมนุษย์

    ทำอย่างไรไม่ตกหลุมพราง?

    “สิ่งที่สูงขึ้น/ ต่ำลง ไม่ใช่ราคาแต่เป้นอคติของนักลงทุน”

    เขาบอกว่า วิธีแก้ คือ ฉลาดให้ทัน มองโลกด้วยสายตาที่เป้นจริง ไม่ใช่ความฝัน อะไรมากระทบ ก็เอาจิตเข้าไปจับ ทันเวลาที่เกิดเรื่อง อะไรมากระทบ ถ้าฉลาดไม่ทัน มันก็เป็นทุกข์ เพื่อให้ฉลาดทัน ฝึกสติ ให้สติมาเร็ว ทันเวลา นี่คือเหตุที่ฝึกสมาธิ อะไรมากระทบ หู ลิ้น จมุก กาย ใจ ก็ฉลาดทัน รู้ว่าอย่างนั้นเอง เท่านั้นเอง ฝึกสติให้ควบคลุมจิตใจให้คงปกติ แล้วจะรู้อะไรตามที่เป็นจริง เข้าห้องน้ำ ก็ทำให้ดีที่สุด อาบน้ำก้อาบด้วยสติสัมปัชัยญะ กินข้าว อร่อยก็แค่นั้น ไม่อร่อยก็แค่นั้น ไม่หวั่นไหวง่ายๆ แยกอารมณ์ของตนออกจากสิ่งที่เกิด แยกอัตราออกจากการลงทุน เขาเป็นคนที่เป็นนามธรรมมากครับ!

    สวัสดีครับ

  • อาแซง ลูแปง

    อ่านแล้ว หลักการคิดคล้าย THE PSYCHOLOGY OF HUMAN MISJUDGMENT ของ Charlie Munger
    http://vinvesting.com/docs/munger/human_misjudgement.html

    ผมแปลไม่เก่ง โง่มากเรื่องภาษา ต้องรบกวนท่านมด ขอบคุณล่วงหน้าครับ ถ้าแปลหมด ทั้ง 22 ข้อ ขอให้ท่านเฮง ๆ ตลอดปี 2553 ^ ^

    “Life can only be understood backwards—but it must be lived forwards.”

    **** The mental habit of thinking backward forces objectivity. One of the ways you think a thing through backward is you take your initial assumption and say, Let’s try and disprove it. For example, if you were hired by the World Bank to help India, it would be very helpful to determine the three best ways to increase man-years of misery in India—and, then, turn around and avoid those ways. So think it backward as well as forward. It’s a trick that works in algebra and it’s a trick that works in life. If you don’t, you’ll never be a really good thinker.

    Charlie Munger

  • mod

    สวัสดีครับ พึ่งจะเข้ามาดู

    คุณอาเขียนใว้ยาวมาก ขอเวลาอ่านดีๆวันนี้ก่อน แล้วคงจะมีคำถามต่อไปนะครับ ผมเองก็ยังเรียกว่าเข้าใจไม่ได้หรอกครับ เรื่อง Reflextivity เนี่ย คุณอาชมเกินไปครับ เดี๋ยววันนี้ขอเอาไปลองคิดทบทวนดูนะครับ ได้ประโยชน์มากๆเลย เป็นการเปิดมุมมองให้ผมอีกเปลาะหนึ่ง ขอบอกว่าผมถือว่าคุณอาเป็นอาจารย์ผมคนหนึ่งเลยทีเดียวขอบคุณมากครับ

    -อ่านแล้ว หลักการคิดคล้าย THE PSYCHOLOGY OF HUMAN MISJUDGMENT ของ Charlie Munger
    http://vinvesting.com/docs/munger/human_misjudgement.html

    ผมแปลไม่เก่ง โง่มากเรื่องภาษา ต้องรบกวนท่านมด ขอบคุณล่วงหน้าครับ ถ้าแปลหมด ทั้ง 22 ข้อ ขอให้ท่านเฮง ๆ ตลอดปี 2553 ^ ^

    น่าสนใจดีครับ ขอบคุณที่แนะนำสิ่งดีๆมาให้เปิดโลกครับ ส่วนแปลได้ใหม? สงสัยต้องอ่านก่อนว่าเข้าใจรึปล่าว ถึงจะตอบได้ 55

    The mental habit of thinking backward forces objectivity. One of the ways you think a thing through backward is you take your initial assumption and say, Let’s try and disprove it. คล้ายกับหลักการอ่านหมากของการเล่นหมากล้อม ที่ถือเป็นต้นแบบความคิดของการ Re-engineering ดีครับ เรียกว่า “การวิเคราะห์แบบย้อนทาง” หรือ “tewari” เลยครับน่าสนใจดีครับ ขอบคุณและขอไปอ่านก่อนนะครับ จะได้กลับมาเสวนาต่อ

    ขอบคุณมากๆครับ

  • Anonymous

    สวัสดีครับ

    มีวิธีหนึ่งที่จะเข้าใจเรื่อง RV ครับ ให้ลองสังเกตภาษาบาลีครับ ภาษาบาลีฝึกใช้ทักษะจินตนาการมองสถานการณ์ที่คลุมเครือได้เป็นอย่างดี

    …. วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ?

    ไม่จำเป้นค้องมีสระ ยิ่งน้อยเท่าไร ยิ่งมากเท่านั้น ภาษากับลักษณะของคนในชนชาติแยกกันไม่ออก trader เก่งๆ ของโลก ล้วนเป้นคนยิวทั้งนั้น ในภาษาฮิบรูที่ชาวยิวใช้ เขาเขียนไม่มีสระ เป็นการละไว้ด้วยความเข้าใจ เคล็ดลับในการเทรดที่ท่านกำลังมองหาอยู่นั้นอยู๋ในสายเลือดของคนยิวทั้งนั้น ลองไปอ่านหนังสือที่ชื่อ Jerome becomes a genius เขียนโดย Eran Katz

    ตัวอย่างที่ 1

    กร ฝกบบ คดยอนกลบ วล เขยน มนฝกสมอง ดด ตรยม พรอม น กร ลงทน สำหรบ นว rflxvty ดปน อยงด

    เฉลย : การ ฝีกแบบ คิดย้อนกลับ เวลา เขียน มันฝีกสมอง ได้ดี เตรียม พร้อม ใน การ ลงทุน สำหรับ แนว reflexivity ได้เป็น อย่างดี

    ลองเอางานที่เขียนเก่าๆ ของท่านเอง มาตัดสระ ตัดวรรณยุกต์ออก แล้วอ่านอีกครั้ง มันต้องเดา เวลาอ่าน ความเข้าใจมันไประดับอีกขั้นที่เราไม่เคยเข้าใจ มันสนุกที่ต้องคิดล่วงหน้าว่าคำนี้หมายถึงอะไร ผมรับรองท่านจะเข้าใจในสิ่งต่างๆ ในระดับความสามรถของท่านที่ท่านไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันซ่อนในตัวท่านมานานแล้ว

    ท่านจะได้ทักษะเพิ่ม ผมรับประกันได้ ลองจากคำง่ายๆ ไปยาก แล้วฝึก “เขียน” จากขวาไปซ้าย ข้_สังเก_ประเด้นการเขีย_จากขว_ไปซ้า_เป้นแบบทดสอบ ลองไป 3 ชม.ทุกวัน เมื่อเดาปร_โยคถูกคำม_กขึ้น มนจ_กล_ยเป็นทักษ_ไปเอง แล้วท่านเอาไปใช้ในการซื้_หุ้นถูกตัว ถูกจังวะ ถูกเวลา หลายๆ ครั้ง ความมั่นใจมันมาเอง ฝึกเขียนจากขวามาซ้าย เวลาเขียน จะบังคับให้เราต้อง invert คำนั้_ก่อนเราจะเขียน ตัวอย่าง…
    ผมกำลังเขียนจากซ้ายไปขวา
    ซ้ายไปขวาจากเขียนกำลังผม

    …งผม

    ลองดูครับ ของอย่างนี้สอนกันไม่ได้ ต้องทำดูเอง
    ภาษาไทยพัฒนาตัวอักษรมาให้เขียนจากซ้ายมาขวา บางคำเราต้องปรับหน่อยเท่านั้นเองครับ
    เวลาเขียนลงกระดาษ ถ้าไม่คิดแบบ invert ในคำที่เขียน มันทำให้เราต้องเผื่อที่ว่างเอาไว้เสมอ เป้นฝึกการคิดแบบ margin of safety ไปในตัวครับ

    ขอบคุณสำหรับเว็บดีๆ อย่างนี้ ที่หาได้ยากยิ่งในสังคมไทย

    สวัสดีปีใหม่ครับ

  • mod

    ขอบคุณมากสำหรับ หนังสือที่แนะนำ วันนี้ผมแวะออกไปข้างนอกแล้วจะไปหามาอ่านดูครับน่าสนใจดี เป็นการฝึกคิดให้หลุดจากรูปธรรมได้อีกแบบทีเดียว ได้ทั้งการวิเคราะห์ทางลึกทั้งแบบเดินหน้าย้อนหลัง และพ่วงด้วยการเสริม Variation เข้าไปให้มีหลายความน่าจะเป็น จะได้ฝึกคิดแบบ Probability 55

    สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเช่นกันครับ ขอบคุณมากที่เข้ามาแนะนำเรื่องดีๆให้เช่นกัน หวังว่าจะมีคนได้อ่านความเห็นดีๆอย่างนี้ด้วยเช่นกันครับ

  • -=สาวลาวบ่าวไทย=-

    เตือนคนอ่านว่า
    ” อย่าเชื่อ “

  • mod

    คุณควรพิสูจน์ก่อนดีแล้ว และควรใช้วิจรณญานด้วย.. อ่านใหดีก่อนว่าผมพูดว่าอะไรบ้าง จะได้ไม่เข้าใจผิดกัน

    และขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ

  • mod

    ทุกคนควรพิสูจน์ก่อนดีแล้วครับ และควรใช้วิจรณญานด้วย.. อ่านใหดีก่อนว่าผมพูดว่าอะไรบ้าง จะได้ไม่เข้าใจผิดกัน

    และขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ

  • jinpin

    อ่านแล้วได้ความรู้ความเข้าเพิ่มขึ้น ขอบอกว่า
    “ผมเชื่อครับ และขอบคุณครับที่ทำเวปดีๆให้อ่าน”

  • mod

    ขอบคุณครับ ที่แวะเข้ามาเยี่ยม แล้วเจอกันปีหน้านะครับ :)

  • ubon

    แล้วการที่ตลาดมี trend ยาวๆ หมายถึงการที่คนส่วนมากมองเหมือนกัน หรือเกิดจากน้ำมือของคนไม่กี่คน

    • mod

      การที่ตลาดมีเทรนยาวๆนั้น น่าจะต้องมีแรงมหภาคมาช่วยครับ ลำพังคนไม่กี่คนคงเอาไม่อยู่แน่ๆ เพราะถึงลากขึ้นไปได้ แต่จะขายให้ใครล่ะครับ ถ้าตลาดไม่ดี :)

  • ubon

    ช่วยขยายความเรื่องแรงมหภาคหน่อยได้ไหมครับ เคยอ่านหนังสืออยู่เล่มนึง บอกว่าตลาดมักจะ react ไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับ mass เสมอ

    • mod

      ต้องขอโทษด้วยที่ตอบช้า ผมพึ่งจะเห็นครับ

      เรื่องแรงมหาภาคนี่ก็ง่ายๆไม่มีอะไรยุ่งยาก ผมมองง่ายๆว่ามันคือแรงของเศรษฐกิจระดับมหภาคครับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอยู่ในแนวโน้มระยะกลาง-ยาว(คลื่นที่มี Cycle ต่อรอบประมาณ 20 วัน) ซึ่งจะมีนัยสำคัญเมื่อมันเกิดขึ้นครับ

      ส่วนที่บอกว่าตลาดมักจะ React ไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับ Mass เสมอนั้น ไม่แน่ใจว่าอ่านจาก เศรษฐศาสตร์แห่งความจริงหรือไม่
      โดยส่วนตัวแล้ว อย่างแรกผมมองว่ามันคือ Gap ของการรับรู้ของคนในตลาดครับ นั่นทำให้หุ้นมันเคลื่อนเป็นแนวโน้มครับ เพราะไม่เช่นนั้นถ้า ไม่มี Gap หรือการ Lag ของการรับรู้ข้อมูลล่ะก็ ตลาดก็คงจะนิ่งไปเลย หรือไม่ก็เคลื่อนใหวทีเดียววันเดียวถึงเป้าไปแล้ว

      อย่างที่สองผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของ Supply&Demand คิดง่ายๆว่าทำไมม mass มีหุ้นกันหมดแล้วหุ้นลง มันก็ตอบง่ายๆว่าจะเอาใครมาซื้อล่ะครับ แถม Mass ยังไม่มีเอกภาพในการถือหุ้นด้วย เมื่อมีใครทิ้งบอมบ์มันต้องมีการแย่งกันขายลงมาเป็นธรรมดาครับ

      อย่างที่สามเป็นเรื่องของ อารมณ์ของคน ผมไม่คิดว่าตลาดมีเหตุผลเท่าไหร่นัก ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต่อให้บอกว่ามีวิชาก็เถอะ สุดท้ายสิ่งที่ตัดสินใจทำอะไรออกมามักจะมี Bias มาเจือปนไม่มากก็น้อย และในบางทีสิ่งที่ดูมีเหตุผล มันก็แค่การเลือกที่จะรับรู้ของเราเท่านั้นเอง นี่ทำให้ตลาดไม่นิ่งและแกว่งไปมาอยู่ตลอดแบบ Random เช่นกัน เพราะอารมณ์คนเรา คิดถึงผู้หญิงเวลามีประจำเดือนเอาใว้ผมว่าน่าจะคล้ายที่สุด เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้จริงๆ คิดได้อย่างนี้จะได้ไม่ประมาทและไม่เครียดด้วยครับ

      ขอบคุณที่แวะมานะครับ

      ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม

  • beejay

    ชอบ เว้ป นี้ คับ มีข้อคิด และ ข้อมูลดีๆ เยอะ

    ส่วนเรื่อง buy on strength, sell on weakness vs. buy on weakness, sell on strength นั้น มองว่า เสมือน เหรียญ หนึ่ง มี สอง ด้าน แล้วแต่จะมองด้านไหน

    เพราะ บ้างก้ว่า buy on dip, sell on rally

    แม้แต่ Jessie Livermore เองก้เคย ให้ข้อคิดว่า เขาขาย เมื่อตลาด rally ขึ้นไป สูง (strength?)บางเซียนฝ่าหรั่ง ก้บอกว่า คุณไม่จำเปนต้อง เทรดให้ได้กำไร สูงสุด ทุกครั้ง แต่ กำไรอย่างสม้ำเสมอดีกว่า

    หรือ บ้าง ก้ให้ เข้าซื้อช่วง ตลาด วิ่ง sideway ตอน น้ำนิ่งๆ (weakness?)ให้ทะยอย สะสมเอาไว้ สำหรับผม ยิ่งเปนช่วง sideway หลังปรับฐาน ลงมายิ่งน่า เข้า ซื้อ มาก

    ข้อมูล RSI ที่ท่านนำมาใช้ วิเคราะห์ ก็ถือว่า เปนประโชน์ แต่ก้อต้อง ขอสงวนว่า มันก็เป้น after the fact น้อ

    ท่านคงรู้อยุ่แล้วว่า ในการเทรดจิง ๆ มันฝุ่น ตลบขนาดไหน ยึดแต่ RSI ออย่าง เดียว มัน …อย่างว่า… บอกไม่ถูก งะ … เงินมันตั้งเปน ล้าน

    อีกย่าง ตลาด บ้าน เรา เล่น เดย์ สั้นๆ กันเยอะ ลูกล่อหลอก ก้อใช่ย่อย ช่วงเช้า ขึ้น แรงๆ หัวเขียวโผล่ทะลุ ขึ้นมา ตอนบ่ายโดนทุบเดี้ยง ไปก้มี

    ดังนั้น ตอนเข้าซื้อ คงต้อง ดู มากกว่า rsi นะ เพราะ เคย ถูก rsi มันศอกกลับมาก้บ่อย สำหรับผมจะดู กราฟ ราย วีก ของหุ้น่วา มันอยู่เหนือ หรือ ใต้ ema 10 และดู ตลาดแม่ (เซ้ท) และ ดัชนีกลุ่มของหุ้นตัวนั้น ว่า ทิศทางใหญ่เปนอย่างไร

    แต่ที่แน่ๆ เมื้อ เข้า ได้ที่แล้ว ผมใช้หลัก trailing stop (คล้ายๆ ที่ท่านเขียนในเว้ปนี้แหละคับ) บางครั้งราคา มันอ่อนมาต่ำกว่า stop ที่วางไว้ ก้อ ถืออยู่ เพราะ เรา เล่น บลูชิพ และ เล่นระยะยาว พบว่า มันก้อ กลับมาทำราคา ได้สูงขึ้นนะ

    ถามว่าราคาร่วงต่ำ กว่า stop แล้ว ยังไม่ขาย เสี่ยงไหม ก้อ เสี่ยง ที่เดียวนะ แต่ ไปอ่านเซียนหุ้นฝาหรังที่ไหน จำไม่ได้ (จาก turtle traders? ) บอกว่า คุณตั้งจุด stop loss ให้สูงมากน้อย ขนาดไหน อยู่ที่สภาพจิตใจของคุณ นั้นเห็นด้วยทีเดียว และ อยากเสริมว่า มันอยู่ที่ตัวเราและ “ตัง”เรา ว่าเราเล่นสไตล์ไหนและ เงิน เย็นแค่ไหน อย่างผม ไม่เล่น day ไม่เล่น สั้นๆ 1-3 week ในปีหนึ่งผม ซื่อขาย 2-3 หน ถืออยุ่ 3-4 ตัว และ เปนบลูชิพ ก้อเลย อดทนได้ มากหน่อย กระมั้ง

  • mod

    ขอบคุณแวะมาเยี่ยม และแสดงความเห็นกันนะครับ

    ผมเห็นด้วยครับ RSI ไม่ควรใช้โดดๆ มันแค่บ่งชี้สภาพตลาดว่าแข็งแกร่งแค่ไหนภายใน Period ที่เราตั้งเอาใว้เท่านั้นเอง จริงๆแล้วๆเรื่องการซื้อมันมีสอง Factor

    1.Set up
    2.Trigger

    RSI มันเป็นแค่ Setup เท่านั้นเอง และเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Setup ด้วย ถ้าจะซื้อก็ควรมี Trigger มาเป็น Signal เพื่อหาจุดอ้างอิงในการกำหนด Stop ต่อไปด้วย เช่น Channel Breakout หรืออะไรก็ว่ากันไป

    จะว่าไปแล้วจริงๆเรื่องซื้อตรงไหนขายตรงไหน มันก็เป็นความเชื่อของแต่ละคนทั้งนั้น เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอนในตลาด ถ้ามันเป็น Fact มันควรจะถูกต้อง 100% นะครับผมว่า ทีนี้ก็ขึ้นอยู่ว่า เราจะเล่นกับความเชื่อของเราแต่ละคนอย่างไรให้มีกำไร

    เรื่อง Style นี่ผมว่าแล้วแต่คนจริงครับ โดยส่วนตัวผมคิดว่าแต่ละ Style มันทำกำไรได้ทั้งนั้น จริงๆผมคิดด้วยซ้ำว่า ระบบทั่วๆไปที่ทุกคนรู้ ไม่ว่าจะทางเทคนิค หรือพื้นฐาน มันก็ทำกำไรใน Long Run ได้ทั้งนั้น เพียงแต่เราใช้มันไม่ได้ เพราะไม่มีวินัย หรือไม่เหมาะกับสภาพจิตใจของแต่ละคนเท่านั้น ซึ่งเรื่องใจนี่จริงๆผมว่าสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะใช้ Trading System แบบไหน หรือ ใช้ Money Management อย่างไรแล้ว ผมว่าต้องอิง “ใจ” ของเราเป็นสำคัญครับ ไม่งั้นระบบล่มหมดแน่ๆ 55

    ปล.ไม่ทราบว่าคุณ beejay ใช้ Trailing Stop แบบใหนหรือครับ ถ้าช่วยแชร์ให้เพื่อนๆที่อ่านได้ก็คงดีมากๆ ขอบคุณครับ

  • mod

    เสริมอีกอย่าง จากประสบการณ์ที่ชอบงูๆปลาๆเขียนระบบการเทรดนั้น

    จริงๆแล้วการซื้อผมว่าสำคัญ แต่สำคัญน้อยกว่าการขายเยอะเลย ระบบเดียวกัน ขายต่างกัน กำไรต่างกันอย่างมาก ดังนั้นใครหลงลืมคิดไปเกี่ยวกับการขายเนี่ย ผมขอบังอาจแนะนำให้ลองปรับ Sell Signal ดีๆครับ บางทีมันอาจกว้างไป หรือแคบไป หรือช้า หรือเร็วไปก็ได้

    อีกอย่าง Sell Signal นี่แหละที่ผมคิดว่าเป็นตัวกำหนดกำไรขาดทุนใน Long Run เลย

    เพราะถ้าเข้าซื้อดี เราจะได้ Winning Percentage ดีขึ้น
    แต่ขายดีนี่ จะทำให้เวลาขาดทุนแล้วน้อย เวลาเล่นถูกทางแล้วได้มากขึ้น ทำให้ Average Gain/Loss หรือ Risk/reward สูงขึ้นครับ

  • beejay

    เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่าน ครับ ว่า exit นั้น สำคัญกว่า การเข้าซื้อแน่นอน … ตัวผมเองก้เคยมี ประสบการณ์ แย่ๆๆๆ กับการ ไม่ขายเมื่อต้องขาย มาก้ บ่อย … ไม่รู้จักเข็ดหลาบ (อิอิ)

    แต่เด๋วนี้ ตั้งเป้นกฎเลย … ก้อขออนุญาติ แบ่งปัน ความรู้ เท่าหางอึ่ง ไว้ ตรงนี้ละกัน

    1. เข้าซื้อใหม่ๆ ถ้า ราคาร่วง 3% จากทุน ผมขายออก 1/3 หากยังร่วงต่อ 5-7% ผมขายทิ้งหมดเลย วิธีนี้ดู work สำหรับ ผม นะคับ ประมาณว่า ลด พอร์ต ลง แล้ว ดูซิว่า หุ้นเรามันจะกลับตัวกลับใจไหม … อิอิ .. เพราะหุ้นพวกนี้ มันเจ้าอารมณ์ (ผันผวน) ทีเดียว

    แต่ไอ้ที่ยาก คื่อ บ่อยครั้ง ราคาหุ้น มันร่วง จ่อๆ อยุ่แถวๆ 5% นี่แหละ จะลงก้ไม่ลง หรือ ลงไปหน่อย แล้วขึ้นมาไหม่ .. ทำใจไม่ถูก … เผลแป๊ป เดียว ร่วงรูด เลย…ขายทิ้งแทบไม่ทัน (เศร้า)

    2. ถ้าเข้าซื้อ แล้ว ราคามันไม่ร่วง แต่ ทรงๆ มี dip ขึ้นลง นิดหน่อย ก้อ ถือไว้ ครับดูสิ ว่าน้องนู๋ จะไปทางไหน

    3. ถ้าเข้าซื้อแล้ว หุ้นมันขึ้น …ก้อตั้ง trailing stop ไว้ง่ายๆ คือ เมื่อราคามัน ขึ้นไปชนคาน (previous high)ถ้าวกกลับมาสัก 3-5% ก้อพิจารณาขาย สัก 1/4 ให้ อุ่นใจ โดยรวมตั้ง trailing stop ไว้ 5% ของราคาปิดสูงสุด

    อย่างที่บอก ถ้าเปน trailing stop ก้อมีบ้างที่ ปล่อย ให้ ราคา มันวกลงต่ำเกินจุด ที่ตั้งไว้ คือผมทำใจได้ เพราะเล่น เฉพาะ พวก set 50 เราเห็นอยู่แล้ว ว่า ตราบใดที แนวโน้มใหญ๋ตลาดแม่ และ ดาว ยังเปนขาขึ้น ยังอุ่นใจได้ว่า หุ้นเราจะไม่ทรยศพ่อแม่ (?) แต่อาจมีเกเรผันผวนหนักๆ บ้าง ต้องพยายาม ทำใจ กับตลาดนี้ …ความอดทนตรงนี้ ก้เพื่อ แลกกับการไม่เสียโอกาสกำไร ในระยะยาว ของหุ้น บลูชิพ

    วิธีนี้ดีไม่ดีอย่างไร โปรดแนะนำด้วยครับ

  • mod

    ผมคงไม่กล้าแนะนำครับ แลกเปลี่ยนความคิดกันดีกว่า

    จุด “Stop” ที่คุณ Beejay ตั้งใว้นั้นจริงๆแล้วมันแคบไปหรือเปล่าครับ? เพราะเห็นบอกว่าหลุดอยู่หลายหน แต่ถือแล้วก็วิ่งขึ้นไปอีก

    บางครั้งคำว่า Previous High or Previous low นี่คนสองคนพูดถึง ยังไม่ตรงกันเลย เพราะ Technical analysis นี่เป็นมุมมองของแต่ละคนมากๆ ดังนั้นจึงอยากถามว่า Previous Low ของคุณ Beejay นั้น Define มันอย่างไรหรือครับ

    เพราะบางทีแล้วที่บอกหลุดหลายครั้ง แต่หากเราตั้งใว้ที่แนวโน้มที่ใหญ่ขึ้น เช่นจาก Previous low ใน 10 วันเป็น 20 วัน(ซึ่งผมว่าใช้ได้ดีในแนวโน้มระยะกลางนะครับ ขายแล้วอาจมีเด้งแต่จะไม่ค่อยทำ New High อีกแล้วจนกว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนอีกที) ผมว่าจะช่วยให้ไม่ต้องเสียวินัยบ่อยๆนะครับ

    และจากอีกอย่างหนึ่งที่อ่าน ไม่ทราบว่าคุณ Beejay ใช้ Money Management ร่วมด้วยหรือไม่? บางทีเราอาจกำหนด Position Sizing ให้มีระยะห่างกว่าจุดตัดขาดทุนของเราไปหน่อย เพื่อว่าเวลาต้องขายแล้วจะได้ทำใจง่ายขึ้นครับ

    ส่วน Trailing Stop นั้น นอกจาก Previous Low แล้ว ไม่ทราบว่าเคยลองใช้ 3 เท่าของ Average True Range(14 วัน) ดูไหมครับ ผมว่าใช้ได้ดีทีเดียวนะครับ(คิดโดยนำเอาจุดสูงสุดภายใน X วันลบด้วย 3*ATR(14) จะได้แนว Trailing Stop ออกมาครับ)

    สุดท้ายผมว่ายังไงวินัยก็สำคัญที่สุดนะครับ จากประสบการณ์ของผม ไม่ขายบางครั้งไม่ขาดทุน แต่เสียโอกาศทำเงินไปหลายครั้งเพราะเงินจมเช่นกันครับ

    ขอบคุณที่แวะมาตอบคุยกันอีกครั้งนะครับ ชี้แนะด้วยครับ :)

  • beejay

    ขอบคุณสำหรับ คำแนะนำ ครับ

    ATR น่าสนใจดีครับ ตัวเลขที่ได้มันชัดเจนดี จะมากน้อย ก้อ ขึ้น กับ volatility ของหุ้น แต่ละตัว ไม่ต้อง fix เป็น % ตายตัวเหมือนก่้อน นิ

    จะเอาสูตรที่ท่านแนะนำ ไปใช้ดูนะครับ

    ส่วน position sizing ไม่ค่อยได้ใช้ เทรดหุ้น ครับ ไม่รู้เสียวินัยไปไหม แต่ ถ้าเล่น futures จะเคร่งครัดเรื่อง นี้ แต่ก้อ นานๆ เล่น ที กลัว มาจิ้นคอล … บรือออ

    • mod

      ต้องลองปรับจำนวน Period ให้เข้ากับวิธีการซื้อของคุณด้วยนะครับ ไม่งั้นไม่ได้ผลแน่ๆ เพราะปกติถ้า Let Profit run ยาวๆ ผมใช้ 3.8 up นะครับ ไม่รู้ว่าระบบซื้อใครเป็นอย่างไรกันบ้าง

      ส่วน Position Sizing ผมว่าทำให้ชินก็ดี อย่างผมด้วยความสบายใจแล้วจะ ไม่ให้ขาดทุนเกินไม้ละ 1% ของพอร์ทเท่านั้น กำไรค่อยเข้าเพิ่ม ขาดทุนเยอะกว่านี้มากๆ คัทไม่ค่อยลงเช่นกันครับ 55

  • http://thailandstockinvestment.blogspot.com nemsdaddy

    ผมได้อ่าน “เศรษฐศาสตร์แห่งความจริง” ของคุณพิชัย แล้ว (พิมพ์ครั้งที่ 3) มีบางบทในหนังสือที่คุณพิชัยทำนายอนาคตผิด เรื่องว่า คนอเมริกันรู้ล่วงหน้าแล้วว่า ตลาดหุ้นจะร่วงมากและจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อเรียนรู้จากประเทศในเอเชียแล้วจึงหาทางป้องกัน โดยทำนายว่าจะไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในสหรัฐอเมริกา (แต่คุณพิชัยคาดผิด เพราะได้มองคนอเมริกันในแง่ดีเกินไป โดยไม่คาดคิดว่า คนอเมริกัน สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ก็จัดอยู่ในประเภท mass ด้วย และจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม การกระทำและการแก้ปัญหาของสถาบันการเงิน ของรัฐบาลสหรัฐ และประชาชนทั่วไปซึ่งสุดท้ายนำไปสู่วิกฤต ได้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ก่อนหน้านั้น โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง) แต่เนื้อหาส่วนอื่น ๆ นอกนั้นให้แง่คิดที่ดีมาก และผมเห็นด้วยที่ว่า mass คือผู้ที่ขาดทุนตลอด เป็นหนังสือที่มีประโยชน์มากครับ ในปัจจุบันผมเองได้เริ่มประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในการลงทุนจริงของผมแล้ว ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ที่

    http://thailandstockinvestment.blogspot.com

    และศึกษาการหาจังหวะลงทุนจากวีดีโอสอนฟรี ที่
    http://sites.google.com/site/freetechnicalanalysistutorial

  • mod

    ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ เป็นบล็อกที่่ดีอีกบล็อก เพื่อเอาไว้ศึกษาแนวคิดในการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค เรื่องของ Mass นั้น มองดูจริงๆแล้วบางทีก็ไม่มีไครรู้หรอกว่า เทรดคราวนี้เราจะ Mass หรือไม่ mass ของอย่างนี้ไม่แน่นอน เหตุการณ์ผ่านไปแล้วจึงจะรู้ แต่ก็เป็นแนวคิดที่ดีแนวคิดหนึ่งเลยครับ

    กราฟรูปสวยดีครับ อยากทราบว่าใช้โปรแกรมอะไรหรือครับ ชอบครับสวยดี :)

  • keeta2

    -เป็นกำลังใจให้ครับ
    -การเผยแพร่ความรู้เรื่อยๆ ความรู้มักเพิ่ม

  • ต้นข้าว

    ขอบคุณสำหรับบทความและCommentที่ดีแต่ประสบการณ์หนูยังน้อยในการแสดงความคิดเห็นขอเก็บเกี่ยวความรู้ก่อนนะค่ะ

  • mod

    ยินดีครับ จริงๆคิดเห็นอย่างไรก็พูดได้นะครับ จะได้แชร์กัน ใหม่หรือเก่าผมว่าไม่เกี่ยวเท่าไหร่ ตลาดหุ้นไม่มีแค่คำตอบเดียวอยู่แล้ว :)

  • ning

    เพิ่งผ่านความรู้สึกนี้มาไม่นาน อาทิตย์ที่แล้วเองคะ วันแรกที่ญี่ปุ่นเจอสึนามิหุ้นที่ดูไว้เข้าทางได้กำไรเยอะพอควร แต่ด้วยความชะลาใจคิดว่ามันจะนาน ตอนนี้ต้องถือไว้อย่างเดียวทำไรไม่ได้
    ก็ได้อีกหลายบทเรียนในเหตุการณ์นี้ ที่คุณมดกล่าวคำว่า Aha (I just get it after I gone back) ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลย มันเรียกว่า ตลาดอารมณ์ ได้เลย แต่ก็ได้ความรู้ที่ชัดเจนเห็นภาพเห็นทันตาแต่ใจเต้นระรัวคะ ตอนนี้เข้าใจหลายๆบทความและหนังสือที่อ่านไปมากขึ้น แต่เรื่องวินัยคงต้องแก้ไขอีกเยอะคะ โดยเฉพาะความอดทน และการตัดสินใจ แต่ดีที่มีเวบคุณมดเป็น back up
    ตรงไหนไม่แน่ใจก็เข้ามาหาอ่านและศึกษาเพิ่มเติมโดยเฉพาะที่คอมเม้นท์กัน ชอบมากๆคะ ขอบคุณสำหรับเสียสละเวลาและแบ่งความรู้นะคะ

    • Mod

      ต้องขอบคุณมากที่แชร์ประสบการณ์เล่าสู้กันฟังนะครับ :D

      การลงทุน/เล่นหุ้นก็เหมือนกับอาชีพ Professional อื่นๆ ต้องค่อยๆเก็บสะสมฝีมือไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องวินัยการลงทุนต้องบ่มเพาะให้เกิดนิสัยที่ดี ขอให้ตั้งเป้าสร้างวินัยมากกว่าสร้างกำไร เดี๋ยวจะดีขึ้นเอง

      ขอบคุณสำหรับคำชมและก็โชคดีกับการลงทุนนะครับ :D

  • Ning

    เข้ามาอีกรอบ ยิ่งอ่านหลายรอบยิ่งทำให้เห็นชัดขึ้น สมองรับรู้ช้าคะ อิอิ แต่รับแล้วไม่ลืมน๊า(พวกจำฝังใจ)555
    ตอนนี้ซุ่มฝึกทั้งวินัยและใจ เป็นอันดับแรก แต่เห็นประโยชน์ของ Money management จริงๆที่เค้าว่าขาดทุนกำไร ถ้าเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่านี้คงจะมีความสุขในการเทรดมากๆ ตอนนี้กำลังคลานหวังว่าคงจะตั้งไข่ได้ในเร็ววัน ส่วนหัดเดินคงอีกนานเพราะยิ่งเรียนรู้ยิ่งเหมือนมันไม่มีวันจบวันสิ้นเพียงแค่จบlevelนี้เพื่อไปต่อไปเรื่อยๆ เพราะยิ่งศึกษามันเหมือนที่ว่าเรารู้แล้วนั้นจริงๆแล้วเหมือนเราแทบจะไม่รู้เลย คงต้องรบกวนคุณมดช่วยแนะหน่อยนะคะ ตอนนี้พยายามทำความเข้าใจกับข้อปลีกย่อยหลายๆอย่างที่จะทำให้การลงทุนเรามีความสุขและสบายใจ แค่นี้จิตก็นิ่งลงตั้งแยะ อิอิ แต่การฝึกวินัยนี่คงต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะเปลี่ยน Bad habits ต่างๆได้ แต่ตั้งปณิธานไว้แล้วมันคงไม่ยากเกินไปมั้ง :D

  • ning

    คิดโดยนำเอาจุดสูงสุดภายใน X วันลบด้วย 3*ATR(14) จะได้แนว Trailing Stop ออกมาครับ)
    อยากถามว่า x วัน = ? รบกวนช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหมคะ ลองเอามาใช้แต่รู้สึกว่ากำไรมันยังแคบ หรือเป็นเพราะว่าไม่ได้ปล่อยกำไรให้มันวิ่งไปที่จุดสูงๆ ก่อนแล้วค่อยทำTrailing Stop ออกอาการงงๆคะ
    ถือว่าให้ความรู้มือใหม่นะคะ อิอิ