คุณเคยสังเกตไหมครับว่าคำแนะนำยอดนิยมในการลงทุนสำหรับมือใหม่และผู้ที่พึ่งขาดทุนหนักๆมาก็คือให้พยายามลงทุนแบบ “ถือยาว” เข้าไว้!

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำที่ควรจะนำมาใช้กันอย่างครอบจักรวาลสักเท่าไหร่นัก และในทางกลับกันแล้วคำแนะนำที่ดีที่สุดนั้นอาจไม่ใช่เรื่องของวิธีการ แต่เป็นการกระตุ้นให้พวกเขาไฝ่หาความรู้ให้มากที่สุดไว้ต่างหาก เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ไม่มีความรู้และความชำนาญก็ยังจะต้องตกเป็นเหยื่อของตลาดต่อไปอยู่ดี โดยที่ในบทความนี้ผมจะชี้ให้เห็นว่าเหตุใดผมจึงคิดว่าการ “ถือยาว” นั้นไม่ง่ายอย่างที่หลายๆคนคิดเสมอไปครับ

อุปสรรคของการถือยาวที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“ถือยาวยังไงก็ได้กำไร และต่อให้ตลาดเป็นขาลงหุ้นที่ดีก็จะช่วยให้เราไม่ขาดทุนหรือไม่ขาดทุนมากจนเกินไป”

นี่คือประโยคท่องจำที่ผมมักจะได้ยินจากนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ที่พึ่งเข้าตลาดมาในช่วงหลังจากที่ตลาดหุ้นกลายเป็นขาขึ้นใหญ่ติดๆกันในช่วงหลายปีนี้ โดยจากสถิตินั้นในระยะยาวตลาดหุ้นก็มักที่จะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกอยู่เสมอด้วยเช่นกัน มันจึงทำให้หลายๆคนคิดไปว่าการถือหุ้นยาวๆไปเลย 5-10 ปีดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เสี่ยงและจะช่วยการันตีผลกำไรให้กับพวกเขาได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามก่อนที่คุณจะชะล่าใจไปนั้น ผมคิดว่าเงื่อนไขสำคัญหรือคีย์เวิรด์ที่เราต้องตระหนักให้ดีก็คือ ผลกำไรก้อนใหญ่จากการถือยาวนั้นมีความเป็นไปได้ “หากว่าคุณสามารถปฎิบัติตามแผนการที่วางไว้ได้อย่างเคร่งครัด!” ซึ่งเงื่อนไขตรงนี้แหละครับ ที่มักจะกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินถึงผลตอบแทนในระยาวของคุณออกมา และนี่ก็คือปัจจัยที่ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้ง่ายดายสักเท่าไหร่นัก

แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้คุณไม่สามารถที่จะปฎิบัติตามวินัยหรือกฎในการลงทุนของคุณได้น่ะหรือครับ? … คำตอบก็คือ ความรู้, ความชำนาญ, ทัศนคติ และที่สำคัญคือ “ความคาดหวังที่เหมาะสม” เพื่อที่จะช่วยนำพาให้คุณสามารถฟันฝ่าอุปสรรคในการเดินทางไกลไปกับตลาดได้นั่นเอง

ดังนั้นเพื่อที่จะเป็นข้อมูลสำหรับนักลงทุนผู้ที่ต้องการที่จะถือครองหุ้นอย่างยาวนานหลายๆปีนั้น ในบทความนี้ผมจะขอพูดถึงข้อมูลในด้านที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึง ซึ่งก็คืออุปสรรค์ต่างๆของการ “ถือยาว” ที่มักจะถูกมองข้ามไปโดยนักลงทุนส่วนใหญ่ (และถูกเมิณเฉยโดยสื่อต่างๆ) แต่กลับจะมีผลต่อจิตใจในลงทุนของคุณอย่างยิ่งยวด ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าหากคุณไม่เคยที่จะได้รับรู้ข้อมูลอีกด้านเหล่านี้เลยแล้วล่ะก็ มันก็อาจที่จะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่ “โลกสวย” จนเกินไป และมีความคาดหวังต่อผลตอบแทนและความเสี่ยงที่คุณจะต้องเผชิญที่สูงเกินไปกว่าความเป็นจริงเป็นเป็นอย่างมาก ซึ่งในที่สุดแล้วเมื่อเวลาที่ตลาดย่ำแย่มาถึง คุณก็อาจจะกลายเป็นนักลงทุนอีกคนหนึ่งซึ่งต้องสติแตกเพราะตลาดจนทำให้แผนการลงทุนที่วางไว้ทั้งหมดนั้นล้มครืนลงมาก็เป็นได้

พอร์ทโฟลิโอแห่งความฝัน

เพื่อที่จะแสดงให้คุณเห็นถึงอุปสรรคและขวากหนามที่ซ่อนอยู่จากกลยุทธ์การซื้อแล้วถือยาว (Buy and Hold) ที่ดูเหมือนว่าจะทำให้คุณมีกำไรได้อย่างง่ายดายนั้น ในบทความนี้ผมจะดึงเอาตัวเลขต่างๆจากพอร์ทโฟลิโอการลงทุนซึ่งถูกจำลองขึ้นจากหุ้นจำนวนหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและได้รับการยอมรับว่าเป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยมากๆในระดับหนึ่ง

ถามว่าหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่ดีแค่ไหนน่ะหรือครับ?

คำตอบก็คือพวกมันล้วนแล้วแต่เป็นหุ้นที่การเติบโตที่ดีและมีกิจการที่มั่นคงจนได้เข้ามาอยู่ในดัชนี SET100 ในปี ค.ศ. 2014 ขณะนี้ โดยที่พอร์ทโฟลิโอจำลองจะถูกสร้างขึ้นจากหุ้นที่เราได้ทำการจัดลำดับแล้วว่าราคาหุ้นของมันมีการเติบโตโดยเฉลี่ยหรือ CAGR (Compound Annual Growth Rate) ที่สูงที่สุด 10 อันดับแรกนั่นเอง … ลองเดาดูสิครับว่าจะมีหุ้นตัวไหนบ้าง แต่ถ้าเดาไม่ถูกก็ขอให้คุณได้สังเกตจากตารางด้านล่างนี้กันเลยครับ10BGSET100

ภาพที่ 1 : ลักษณะการเติบโตของ 10 สุดยอดหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET 100 ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดโดยวัดจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าราคาหุ้น เปรียบเทียบกับการเติบโตของดัชนี SET Index (เส้นสีดำ) ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคา 2004 – 1 สิงหาคม 2014 โดยแสดงผลในอัตราส่วนแบบ Log-Scale

10BGSET100STOCK

ตารางที่ 1 : ตารางแสดงอันดับ 10 สุดยอดหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET 100 ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดโดยวัดจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าราคาหุ้น ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคา 2004 – 1 สิงหาคม 2014

โดยจากตัวเลขอัตราการเติบโต (Growth) และผลตอบแทนทบต้น (CAGR) ของหุ้นแต่ละตัวในตารางที่ผ่านมานั้น คุณจะสังเกตได้ว่าหุ้นทุกๆตัวที่จะถูกนำมาสร้างขึ้นเป็นพอร์ทโฟลิโอเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาสูงกว่าดัชนี SET Index เป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าหากคุณสงสัยว่าผลตอบแทนของพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝันซึ่งเกิดขึ้นจากการซื้อหุ้นทั้ง 10 ตัวเหล่านี้ในจำนวนเงินเท่าๆกันด้วยเงินทุนเริ่มต้นทั้งหมดจำนวน 1 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2004 จนถึงกลางปี 2014 ในปัจจุบันนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น ภาพและตารางด้านล่างนี้ก็คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากว่าคุณสามารถย้อนเวลากลับไปซื้อหุ้นเหล่านี้ได้จริงๆครับ

Note : ผลการเติบโตของเงินทุนในบทความนี้จะคำนวณเฉพาะจากราคาหุ้น โดยยังไม่ได้รวมเอาเงินปันผลเข้าไว้

10BGPORTCUMRET

ภาพที่ 2 : ลักษณะการเติบโตของพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝัน เปรียบเทียบกับการเติบโตของดัชนี SET Index ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2004 – 1 สิงหาคม 2014

10BGPORTPERFORMANCE

ตารางที่ 2 : ตารางแสดงผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุนจากพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝัน เปรียบเทียบกับผลตอบแทนและความเสี่ยงของดัชนี SET Index ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2004 – 1 สิงหาคม 2014

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับผลตอบแทนของพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝัน! ผมเชื่อว่าในแว่บแรกที่สายตาของคุณจับจ้องไปที่เส้นกราฟแสดงการเติบโตของเงินทุนนั้น มันก็คงจะทำให้คุณและใครหลายๆคนต้องตาลุกวาวเลยทีเดียว เนื่องจากพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝันที่ผมจะขอเรียกต่อไปโดยย่อๆว่า 10BGSET100 นี้ ได้ให้ผลกำไรถึงกว่า 1357.17% หรือผลการเติบโตกว่า 14.57 เท่า ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นหรือ CAGR ที่ราว 29.9% ต่อปี และเมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรสุทธิจากดัชนี SET Index แล้ว พอร์ท 10BGSET100 ให้สามารถที่จะให้ผลตอบแทนสุทธิ (Net Profits %) ที่ดีกว่าตลาดถึงกว่า 15.13 เท่าเลยทีเดียว!

เอาล่ะครับ! เมื่อเห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วหลายคนคงเริ่มคิดว่า หากย้อนกลับไปซื้อหุ้นเหล่านี้ทิ้งไว้แล้วถือมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็คงจะดี เพราะมันคงไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการค้นพบหุ้นดีๆเพียงไม่กี่ตัว โดยไม่ต้องทำอะไรนอกจากทนถือยาวไปเลยหลายๆปีจนทำกำไรให้เราได้หลายๆเท่าอย่างนี้อีกแล้วจริงไหมครับ!? แต่เดี๋ยวก่อน!! นักลงทุนที่ดีไม่ควรที่จะมองไปที่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวจริงไหมครับ ในคราวนี้เราจะลองมาพูดถึงเรื่องของตัวเลขความเสี่ยงกันดูบ้างดีกว่า

โดยจากตัวเลขสำคัญในตารางตัวอื่นๆนั้น เมื่อได้ลองมองดูดีๆคุณจะพบว่าแม้พอร์ท 10BGSET100 จะให้ผลตอบแทนที่สวยหรูมากๆ (ก็แน่ล่ะครับ มันคือพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝันนี่นา) แต่เมื่อมองไปยังตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างๆ เราจะพบว่ามันมีปัญหาบางอย่างที่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขของค่า % Maximum Drawdown หรืออัตราการขาดทุนสูงสุดสะสมของพอร์ทโฟลิโอที่สูงมากๆ ซึ่งมันได้บอกให้เรารู้ว่าในระหว่างการลงทุนนั้นคุณจะต้องเคยเจอกับการลดลงของเงินทุนที่สูงถึง -51.52% เลยทีเดียว และนี่ก็มักที่จะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ถอดใจยอมแพ้และเดินออกจากตลาดกันไปเรียบร้อยแล้ว

และนี่ก็คือประเด็นที่ผมต้องการจะสื่อในบทความนี้นั่นเองครับ นั่นก็คือ

“ถึงแม้ว่าคุณอาจจะเคยได้ยินกันมาว่าวิธีการที่ง่ายและชัวร์ที่สุดในการลงทุนเพื่อทำกำไรจากตลาดหุ้นได้นั้นก็คือการซื้อแล้วถือยาว แต่สิ่งที่หลายๆคนไม่เคยรู้ก็คือการถือยาวก็มีขวากหนามที่จะคอยแอบแฝงและทิ่มแทงให้คุณได้เจ็บปวดอยู่เช่นเดียวกันกับวิธีการอื่นๆ และแน่นอนว่าพวกมันก็พร้อมที่จะฉีกสภาพจิตใจของคุณออกเป็นชิ้นๆในระหว่างการลงทุนได้อย่างง่ายดาย หากว่าคุณไม่รู้จักและเตรียมตัวเตรียมใจให้เท่าทันมันอยู่เสมอ”

ดังนั้นแล้วเนื้อหาที่เหลือต่อไปในบทความนี้จึงจะเกี่ยวข้องกับตัวเลขต่างๆจากการถือยาวในบางแง่มุม ที่ผมอยากจะนำมาให้พวกเราได้ลองพิจารณากันอย่างละเอียดขึ้น ซึ่งผมหวังว่าจะเป็นการช่วยเปิดมุมมองให้กับหลายๆคนที่อาจไม่เคยได้นึกถึงหรือเคยได้เตรียมใจกับสิ่งที่อาจต้องเกิดขึ้นเหล่านี้ครับ

Maximum Drawdown เพื่อนคู่คิดและมิตรแท้ของการถือยาว

อุปสรรคอย่างแรกที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับการถือยาวก็คือเรื่องของอัตราการขาดทุนสะสมหรือ Maximum Drawdown ซึ่งนั่นก็เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้เลยโดยเฉพาะกับการลงทุนอยู่ในสินทรัพย์ชนิดเดียวและมีความผันผวนสูงมากๆอย่างตลาดหุ้น

โดยจากที่ผมได้เกริ่นนำไปจากย่อหน้าที่พึ่งผ่านมาว่าถึงแม้พอร์ทโฟลิโอในฝันอย่าง 10BGSET100 จะถือได้ว่าเป็นสุดยอดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนและมีความมั่นคงอย่างสูง แต่พวกมันก็ยังต้องพบเจอกับ % Maximum Drawdown ของพอร์ทที่สูงถึงกว่า -51.52% เลยทีเดียว ซึ่งผมเชื่อว่าสำหรับหลายๆคนแล้วมันเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายที่หลายๆคนได้เคยคิดเอาไว้ ดังนั้นแล้วถึงแม้คำกล่าวที่ว่า “ต่อให้ตลาดเป็นขาลงหุ้นที่ดีก็จะช่วยให้เราไม่ขาดทุนหรือไม่ขาดทุนมากจนเกินไป” จะมีความเป็นจริงอย่างที่เชื่อต่อๆกันมา (%Max D.D. ของ 10BGSET100 มีความรุนแรงน้อยกว่า %Max D.D. ของ SET Index ที่ราว -58.02%) แต่พวกมันก็มักจะโหดร้ายและรุนแรงเพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องล้มเลิกแผนการถือยาวของเขาได้อย่างง่ายดายมานักต่อนัก ซึ่งนอกจากที่มันจะรุนแรงกว่าที่หลายคนคิดแล้ว ค่า Drawdown โดยเฉลี่ยในการลงทุนของมันก็ยังสูงกว่าที่หลายๆคนคิดอีกด้วยซ้ำ ซึ่งคุณจะสามารถสังเกตได้จากภาพ Drawdown ของระบบ 10BGSET100 และดัชนี SET Index ต่อไปนี้

10BGPORTDD

ภาพที่ 3 : ลักษณะของอัตราการขาดทุนสะสมหรือ % Maximum Drawdown ระหว่างพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝัน 10BGSET100 และดัชนี SET Index ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2004 – 1 สิงหาคม 2014

10BGSTOCKSPERFORMANCE

ตารางที่ 3 : ผลตอบแทนและอัตราการขาดทุนสะสมสูงสุด % Maximum Drawdown ของ SET Index และสุดยอดหุ้นทั้ง 10 ตัว ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของลักษณะผลตอบแทนของพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝัน 10BGSET100 ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2004 – 1 สิงหาคม 2014

Drawdown Length ระยะเวลาที่คุณต้องจมอยู่กับการขาดทุนสะสม

นอกจากเรื่องของความหนักหน่วงและรุนแรงของผลการขาดทุนสะสมที่จะต้องเกิดขึ้นนั้น อุปสรรคอีกอย่างที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงกันก็คือระยะเวลาที่คุณจะต้องจมอยู่กับการขาดทุนในขณะที่ทำการถือยาว (Drawdown Length) ซึ่งเหตุผลที่มันกลายมาเป็นอุปสรรคอย่างที่สองก็เพราะจากประสบการณ์ของผมนั้น ในหลายๆครั้งนักลงทุนที่เส้นลึกส่วนใหญ่อาจที่จะสามารถทนต่อการขาดทุนที่หนักหน่วงได้ แต่พวกเขามักจะไม่สามารถทนอยู่กับการขาดทุนที่ยาวนานได้นั่นเอง โดยที่ตารางต่อไปนี้จะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาที่คุณจะต้องจมอยู่กับการขาดทุน โดยเรียงไปตามลำดับของความรุนแรงของอัตราการขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้น

10BGPORTDRAWDOWN

ตารางที่ 4 : ตารางแสดงระยะเวลาของการขาดทุนสะสม (Drawdown Length) ของพอร์ทโฟลิโอแห่งความฝัน 10BGSET100 เรียงตามลำดับของอัตราการขาดทุนสะสม (Maximum Drawdown) ที่รุนแรงที่สุด 5 ลำดับแรก

โดยจากตัวเลขในตาราง Drawdown Lenth นั้น คอลลัมน์ From, Through และ To จะแสดงให้เห็นถึงวันที่พอร์ทโฟลิโอนั้นมีมูลค่าสูงสุดก่อนที่จะเกิด Drawdown ขึ้น (From) จนถึงวันที่พอร์ทโฟลิโอวมีมูลค่าต่ำที่สุด (Trough) และวันที่สามารถที่จะสร้างจุดสูงสุดใหม่ขึ้นมาได้อีกครั้ง (To) โดยค่าคอลลัมน์ Depth จะแสดงถึงความลึกของอัตราผลขาดทุนสะสม, Length คือระยะเวลาทั้งหมดคิดเป็นจำนวน Bar หรือวันทำการของตลาด จากจุดสูงสุดเดิมจนถึงจุดสูงสุดใหม่ (โดยเฉลี่ยที่ 20.75 Bars ต่อ 1 เดือน) โดยจะแบ่งเป็นระยะเวลาจากจุดสูงสุดเดิมถึงจุดต่ำสุด (To Trough) และระยะเวลาจากจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุดใหม่ (Recovery)

ซึ่งจากระยะเวลาของการขาดทุนสะสมจากค่า % Maximum Drawdown ที่สูงที่สุด 5 ลำดับนั้น แม้กระทั่งพอร์ทโฟลิโอในความฝันอย่าง 10BGSET100 ที่ถูกจำลองขึ้นมายังต้องพบกับการขาดทุนสะสมที่ยาวนานที่สุดถึงกว่า 652 Bars ซึ่งคิดเป็น 30.12 เดือน หรือราว 2.51 ปีเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้วหากสังเกตให้ดีคุณยังจะพบว่าช่วงเวลาที่พอร์ทร่วงจากจุดสูงสุดเดิมจนถึงจุดต่ำสุดนั้น (To Trough) ยังมักที่จะกินเวลาที่น้อยกว่าระยะเวลาการกลับไปคืนทุน (Recovery) แทบทั้งสิ้น มันจึงเป็นการง่ายมากๆที่จะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องหัวเสียและสติหลุดไปจากการที่พวกเขาอาจต้องพบเจอกับการขาดทุนที่ยาวนานถึง 2 ปีกว่าๆ อีกทั้งเมื่อเกิดการขาดทุนสะสมหรือ Drawdown ขึ้น พวกเขาก็มักที่จะต้องเฝ้ารอให้พอร์ทกลับมาคืนทุนในระยะเวลาที่ยาวนานกว่าที่ได้เคยขาดทุนไปอีกด้วย

ผลตอบแทนรายเดือนและรายปี

อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังไปแล้วว่าแม้กระทั่งพอร์ท 10BGSET100 นั้นก็เคยที่จะต้องจมอยู่กับการขาดทุนที่ยาวนานกว่า 2.51 ปี มันจึงนำเรามาสู่ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือผลตอบแทนรายเดือนและรายปีของการถือยาวนั่นเอง

โดยที่ภาพและตัวเลขในตารางต่อไปนี้จะทำให้คุณได้พบว่า แม้กระทั่งพอร์ทหุ้นซึ่งได้รวบรวมเอาหุ้นที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้มากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาใน SET100 มากระจายความเสี่ยงรวมๆกัน มันก็ยังไม่สามารถที่จะหลุดพ้นสัจจธรรมของการลงทุนอย่างหนึ่งไปได้ ซึ่งนั่นก็คือการที่ถึงแม้ว่าเราอาจสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกและชนะตลาดในระยะยาวออกมาได้ แต่มันก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอเป็นบวกในทุกๆวัน, ทุกๆเดือน หรือในทุกๆปี อย่างที่นักลงทุนมือใหม่มักคิดเข้าข้างตัวเองกันไปไกล (จนมักทำให้พวกเขาเลิกล้มความตั้งใจในการทำตามแผนการลงทุนเมื่อเกิดการขาดทุนติดๆกันหลายเดือน หรือเกิดการขาดทุนสะสมขึ้นอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันรวดเร็ว) เช่นในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 2008 ที่ทำให้พอร์ท 10BGSET100 เกิด Drawdown อย่างหนักหน่วงถึง -28.81% ในเดือนเดียว

10BGMONTHLYRET

ตารางที่ 5 : ตารางผลตอบแทนรายเดือนและรายปีของพอรท์โฟลิแห่งความฝัน 10BGSET100 เปรียบเทียบกับผลตอบแทนรายปีของดัชนี SET Index ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2004 – 1 สิงหาคม 2014

คำแนะนำของผมกับนักลงทุนมือใหม่และผู้ที่ผิดหวังจากการลงทุนในตลาดหุ้น

จากข้อมูลที่ผมได้นำมาเล่าให้ฟังกันทั้งหมดในบทความนี้นั้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในขณะนี้หลายๆคนคงจะเริ่มตระหนักได้ถึงอุปสรรคและความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในการลงทุนแบบถือยาวกันบ้างแล้ว โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องไม่ลืมก็คือพอร์ทโฟลิโอในความฝันที่ผมได้สร้างขึ้นมานั้น เป็นเพียงการจำลองและเก็บตัวเลขจากสถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่านั้น ซึ่งในการลงทุนจริงๆมันเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ยากมากๆอยู่พอสมควร (โดยเฉพาะกับนักลงทุนมือใหม่ๆที่พึ่งเข้าตลาดมาไม่นานนัก) และความเป็นจริงแล้วก็คือตัวเลขต่างๆส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในการลงทุนจริงๆก็มักที่จะแย่ลงไปได้อีกพอสมควรเลยทีเดียว

และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมคำแนะนำของผมสำหรับนักลงทุนมือใหม่ หรือนักลงทุนที่ผิดหวังกับการขาดทุนมาอย่างหนักนั้น จึงไม่ใช่การจะแนะนำและบอกให้คุณไป “ถือยาว” กันเพียงอย่างเดียว แต่ในทางกลับกันแล้วสิ่งที่คุณควรจะทำเป็นอันดับแรกคือการรีบหาความรู้ในการลงทุนเอาไว้ให้มากที่สุด และค่อยๆเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินก้อนเล็กๆจำนวนหนึ่งแทน เพราะถึงแม้ว่ากลยุทธ์การถือยาวจะดูเป็นกลยุทธ์ที่ง่ายและสร้างความมั่นใจให้กับคุณได้อยู่พอสมควร แต่หากว่าคุณไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอที่จะร่วมเดินทางไปกับมัน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นหายนะสำหรับคุณก็เป็นได้ ซึ่งนอกจากตัวเลขต่างๆที่ผมได้ชี้ให้เห็นไปแล้วนั้น มันยังคงมีอุปสรรคจากองค์ประกอบอื่นๆที่มีผลต่อการลงทุนแบบถือยาวซึ่งผมยังไม่ได้พูดถึงด้วย ยกตัวอย่างเช่น การคัดเลือกหุ้น, การหาจังหวะลงทุนอย่างเหมาะสม หรือแม้แต่การกำหนดขนาดการลงทุนให้เหมาะสมในหุ้นแต่ละตัวซึ่งจะมีความสำคัญไม่แพ้กันอีกด้วย

ดังนั้นแล้วบทสรุปก็คือถึงแม้ว่ากลยุทธ์การ “ถือยาว” จะดูเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ แต่มันก็อาจ “ไม่ง่าย” อย่างที่หลายๆคนคิดฝันไว้สักเท่าไหร่ครับ คุณจึงควรให้ความเคารพตลาดหุ้นด้วยการใส่ใจหาความรู้ความเข้าใจจริงๆให้มากที่สุด ไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรหรือผิดหวังกับการลงทุนกลับมาก็จะเรียกหาแต่กลยุทธ์การถือยาวเท่านั้น เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากความโหดร้ายของตลาดในยามที่มันเกรี้ยวกราดไปได้เลยครับ

อย่าเข้าใจผมผิด!

สุดท้ายนี้สิ่งที่ผมกังวลที่สุดก็คือบทความนี้อาจนำไปสู่การโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างนักลงทุนที่เน้นการลงทุนแบบถือยาวและนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์อื่นๆ ดังนั้นแล้วผมจึงอยากที่จะทิ้งท้ายด้วยการเน้นย้ำว่า

บทความนี้มีจุดประสงค์ที่จะชี้แนะให้นักลงทุนมือใหม่ รวมถึงนักลงทุนที่ผิดหวังจากการลงทุนในแนวทางอื่นๆและต้องการที่จะทดลองใช้กลยุทธ์แบบถือยาว ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงและอุปสรรคที่แฝงอยู่ในการลงทุนซึ่งพวกเขาต้องพบเจอระหว่างการลงทุนเท่านั้น โดยผมไม่ได้มีความคิดที่จะลดความน่าเชื่อถือของวิธีการลงทุนแบบถือยาวหรือ Buy and Hold ทั้งสิ้น!

เพราะไม่ว่าคุณจะใช้กลยุทธ์การลงทุน-เก็งกำไรในรูปแบบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นถือยาวแบบ Buy and Hold, Value Investing หรือแม้แต่ Trend Following ทุกๆกลยุทธ์ล้วนแล้วแต่มีข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลาและสถานการณ์กันทั้งนั้น มันจึงเป็นเรื่องไร้สาระที่เราจะต้องมาทะเลาะกันว่าแนวทางของใครดีกว่ากัน ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญกว่าคือการรู้เท่าทันตลาดและธรรมชาติของแผนการและระบบการลงทุนที่คุณใช้อยู่กันต่างหาก ซึ่งนักลงทุนผู้ชาญฉลาดก็คือผู้ที่จะนำเอาความรู้เหล่านั้นมาประมวลผลและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับพวกเขาอย่างสูงสุดนั่นเองครับ

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • Packky

    รับแซ่บ !!

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ทราบแล้วเปลี่ยน!

  • chock

    ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆแล้วหนังสือจะวางแผงเมื่อไหร่ครับ^^

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ไม่น่าเกิน 2 เดือนนะครับผม :D

  • bavorn hongsrichinda

    great!
    มีคนมีถามคำถามนี้คราวนี้ผมจะส่งlinkนี้ไปทันทีครับ 555

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ตามสบายรุยยย บ๊วย!

      • bavorn hongsrichinda

        ช่วงนี้คนถามคำถามนี้เยอะมากนะครับ ไม่รุ้จะตอบยังไงเลยบอกให้ไปซื้อกองทุนเอา555

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ของพี่จะเจอแบบว่าแนวมั่นใจมากๆ เพราะส่วนใหญ่ยังไม่เคยผ่านช่วงตลาดลงโหดๆ เลยเอามาเขียนซะหน่อย :D

  • hia001

    หายไปนานนะคับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      นานจริงๆครับ ผมเองยังคิดอยู่เลยว่าจะมีใครยังตามอ่านอยู่มั้ย 55

  • Bank

    สุดยอครับ มาอ่านทีไรก็ได้อะไรดีๆกลับไปทุกครั้งจริงๆครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณครับผม ดีใจที่เป็นอย่างนั้นครับ

  • ๊ืUnsign

    ม่ะได้หรอก ฉันจะเอากำไรเยอะๆ โดยไม่มีความเสี่ยง อย่ามาห้ามฉันเลย อิอิ…

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      แหม่พี่จอห์น เข้ามาประชดประชันน่าดูนะครับ :D

      • ๊ืUnsign

        บทความนี้เขียนได้เยี่ยมจริงๆ ครับ :D

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          55 ขอบคุณครับพี่จอน

          • Ray Dalio

            555 พี่จอน เอาอีกแล้วนะครับ

        • Imphrae

          ลุงจอห์น … :P

  • bnzong

    สุดยอด!! มันทำให้เราได้รู้ว่าก่อนจะเริ่มเดินทางเราจะเจออะไรบ้าง พอเจอแล้วะได้ชิลๆไปกับมัน ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เจอจริงๆคงไม่ชิลเท่าไหร่นะครับ แต่น่าจะพอทำใจได้ 555

  • MonkeyFreeTime

    น่าสนใจมากเลยครับ ลึกๆ แล้วผมอยากเห็นการเปรียบเทียบ 10BGSET100 กับ non-10BGSET100 เพื่อจะได้เห็นว่าถ้าเรา “พลาด” 10 สุดยอดหุ้นนี้ไป สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เพียงแต่ผมทำแบบที่คุณมดทำไม่เป็น แหะๆ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ตัว non-10BGSET100 ผมยังไม่ได้ทำไว้ แต่ทำ 10BGSETALL ไว้อยู่ครับ ตัวนี้จะเอา top 10 ของทั้งตลาด จะอยู่ในกลุ่มไหนก็ได้ผลจะดีขึ้นมาหน่อยเป็นแบบนี้ครับ นอกจากนี้แล้วมันยังมีตัวที่เคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กันเพิ่มมากขึ้น ก็เลยช่วยลด Max DD ลงมาได้ครับ

      • MonkeyFreeTime

        ขอบคุณที่ค้นคว้าและแบ่งปันสิ่งดีๆ อยู่เสมอครับ

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          มิเป็นไรครับ จริงๆก่อนเขียนบทความจะทำไว้หลายเวอร์ชั่นอยู่แล้วครับ :D

  • linux noy

    ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ อาจจะเพิ่มเงื่อนไขว่า ให้เข้ามาดู port ทุกสิ้นปีพอ จะได้ไม่เป็นการติดตามตลาดมากจนเกินไป(เดี๋ยวหวั่นไหว) อิอิ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เข้ามาดูสิ้นปี 2008 นี่หวั่นไหวเหมือนกันนะครับ :P

  • Messi

    พี่มดครับ อยากให้เขียนบทความเกี่ยวกับ Sector Rotation ครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เดี๋ยวมีโอกาสจะลองเขียนให้อ่านกันนะครับผม :D

  • Bright

    ขอบคุณมากครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยินดีครับผม :D

  • MrChai Khwanchai

    ขอบคุณครับ … เคยใช้กลยุทธ์ buy and hold ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาแล้วครับ ทรมานหัวใจมาก … ตอนนี้ต้องมาศึกษาความรู้เพิ่มใช้ technical มาช่วย หาจังหวะ หาแนวโน้มขาลงที่ควรปรับพอร์ต

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณครับ แบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อนๆได้นะครับ ตัวจริงเสียงจริงเลย :D

  • randomwalk

    ลองเพิ่มเงื่อนไขแบบซื้อออมเท่ากันทุกเดือน และถือยาว drawdown จะไม่เป็นอย่างในบทความ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      DCA จะเป็นอีกแบบ CAGR จะไม่หวือหวาเท่านี้ แต่ Longest Drawdown ก็ยังน่าจะทำให้หลายๆคนทนไม่ไหวอยู่ครับ ใจความสำคัญคือคนส่วนใหญ่มี expectation ที่ดีเกินไปกับตลาดหุ้นครับ ^^

  • Sl

    นานๆมาทีเนาะ อิอิ
    หนังสือออกแล้วบอกเด้อ. :-D

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      กระแสตอบรับแบบนี้ เดี๋ยวคงจะมาบ่อยๆขึ้นครับพี่เสก อิอิ :D

  • Nuugo

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆอีกแล้วครับ :)

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณครับผม :)

  • Potatoo Kittyoo

    หายไปนานแต่กลับมาทีไรก็เท่ ทุกที ^_^

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เป็นคำชมที่เท่มากครับ :D

  • Kanit Charoensri

    ขอบคุณบทความดีๆ^___^

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยินดีครับๆ

      • Kanit Charoensri

        ^______^

  • Ray Dalio

    กราบบบบบบบ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ อีกครั้งครับคุณมด

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      555 ไม่ต้องขนาดนั้นครับ อ่านๆแล้วเมนท์แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับ :D

  • Bilar

    ผมขอถามหน่อยครับเวลาเรานำข้อมูลมาใช้นี่ข้อมูลทั้งหมดชดเชยพวกปันผล, แจกหุ้น,แจกวอ และอื่นๆ เข้าไปหมดยังครับ อย่าง Set index นี่ถ้าแถมปันผลเข้าไปให้ในตัวมันด้วย Performance มันอาจจะดีขึ้นก็ได้นะครับ ปล. ตามอ่านอยู่เหมือนกันครับแต่บางทีไม่ได้แสดงความคิดเห็น

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ข้อมูล SET ไม่ได้รวมปันผลครับ ถ้ารวมผล CAGR จะดีขึ้นแน่นอน แต่อาจไม่ได้สูงอย่างที่คิด ส่วนด้าน Drawdown Metrics ต่างๆไม่ว่าจะเป็น MaxDD, LongestDD Length, Stdev คงจะไม่ต่างกันมากครับผม :)

      • Bilar

        ถ้าเป็นไปได้อยากให้คุณมดเขียนบทความเกี่ยวกับ Corporate action กับ Trading System เพราะผมเห็นส่วนมากระบบเทรดจะเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของราคาซึ่งบางทีมันอาจจะมาจาก CA เช่นแจกวอ, เพิ่มทุน เป็นต้น ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงไปตรงมาแบบพวกปรับพาร์อะไรพวกนี้ครับ

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ขอบคุณสำหรับ feedback ครับ ^^

          ที่เขียนทุกๆวันนี้จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับระบบเทรดที่รายย่อยใช้ได้ง่ายๆและมีประสิทธิภาพพอสมควร ซึ่งจะเป็นพวก Directional trading ครับ เพราะทั้งเทคโนโลยี, ช่องทางการลงทุนและฐานข้อมูลมันพอจะเอื้ออำนวยอยู่ แต่ถ้าพัฒนาฐานข้อมูลด้านอื่นๆเสร็จก็คงจะมีโอกาสเขียนเพิ่มเติมครับ

          ปล. จริงๆยังไม่ค่อยเห็นภาพว่าประมาณไหน ลองยกตัวอย่างให้ผมอ่านดูก็ได้ครับ เผื่อจะมีไอเดียไปค้นคว้าแล้วเอามาเผยแพร่ต่อครับผม :D

          • Bilar

            อย่างเช่นหุ้นบางตัวแจกวอเรนต์แล้วราคาลดลงไปอย่างเนี้ยครับ เช่นก่อน xw 3 บาทหลัง xw 2 บาท ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ได้ลงจริงๆ มันสูญเสียมูลค่าลงไปเนื่องจากว่าหุ้นมันแจกวอเรนต์ซึ่งวอแรนต์นั้นมีมูลค่าสามารถนำไปขายได้เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าในการนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ถัดไปต้องทำการปรับข้อมูลเก่าก่อนนำมาคำนวน เพราะถ้าเราใช้ข้อมูลราคาเก่าจะพบว่าแนวโน้มราคามันลดลงเยอะทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันลดลงเพราะว่าหุ้นมันแจก warrant ต่างหาก (นี่ยังไม่ได้นับรวมไดลูทจากวอเรนต์ที่ต้องถูกแลกเป็นหุ้นในอนาคตในกรณีที่แลกแล้วคุ้มด้วยนะครับ)

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            อ๋อ เข้าใจแล้วครับ โดยปกติแล้วกรณี split แตกพาร์ส่วนใหญ่ฐานข้อมูลราคาหุ้นมักจะถูก Back Adjusted เข้าไปอยู่แล้วครับ แต่กรณี XD, XW, XR ถ้าไม่ได้มีผลกระทบหนักๆกับราคาจริงๆผมก็จะไม่เข้าไปปรับครับ เพราะค่อนข้างละเอียดอ่อน, วุ่นวาย และหาข้อมูลย้อนหลังย้อนไปไกลๆยากมากเหมือนกัน ตอนนี้ก็พยายามทำเท่าที่จะมีข้อมูลเอื้อให้ทำได้ครับ

            อีกมุมหนึ่งผมมองว่าการ Backtest ระบบที่กิน Capital Gain ส่วนใหญ่นั้น ผลลัพท์ที่ไม่ได้รวมเอากำไรนอกเหนือจากส่วนต่างราคาก็ถือเป็น Bad Case Scenario ดีครับ เพราะยังไงเสียผลลัพท์ที่ได้ก็เป็นแค่การประมาณการณ์จากสถิติย้อนหลังเท่านั้น คงจะต้องมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าสามารถรวบรวมข้อมูลย้อนหลังของหุ้นทั้งตลาดใน Format ที่เอื้อต่อการ Back Adjusted เพิ่มเติมได้ก็จะทำไว้ครับ

            ปล. ผมพยายามหาแหล่งข้อมูลที่ Back Adjusted ครบถ้วนทุกกรณี หรือมีข้อมูลประกอบนอกเหนือจาก OHLCV ซึ่งอยู่ในลักษณะของ time series ที่มีวันเวลาของการ public ชัดเจนของทั้งงบการเงินและ Coporate Action ของหุ้นต่างๆย้อนหลังเป็นสิบๆปีอยู่แต่หาไม่เจอเลยครับ ถ้ามีช่วยแนะนำแหล่งผมด้วยครับ ผมจะได้ลองเอามาทำดูอีกทีครับ

            ขอบคุณครับ :)

          • Bilar

            ผมก็หาไม่เจอเหมือนกันครับที่มีข้อมูลย้อนหลังครบถ้วนขนาดนั้น คาดว่าจะต้องทำเองหรือเสียตังค์ซื้อข้อมูลครับ ส่วนที่คุณมดว่าให้ถือมันเป็น bad case แล้วกันผมว่ามันจะคิดอย่างนั้นก็ได้นะครับแต่ถ้ามองอีกมุมนึงคือมันไม่สะท้อนความจริงเท่าที่ควรเนื่องจากถ้าสมมติว่าระบบสั่งให้เราขายหลัง xw ทั้งๆ ที่หุ้นยังมีแนวโน้มขึ้นต่อมันจะทำให้เราพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

            ผมเองยังใช้ข้อมูล export จาก efinance รวมๆ กับ eod ที่ได้จาก siamchart อยู่เลยครับ แต่ผมเห็น settrade ก็มี ca ย้อนหลังนะครับแต่จำไม่ได้ว่าย้อนไปไกลขนาดไหน

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            ขอบคุณครับผม :D

          • Volo

            ต้องระวังนิดนึงนะครับ eod ของ siamchart บางตัวยังไม่ได้ back adjusted ก็มีเน้อ

          • Bilar

            ผมใช้ข้อมูลจาก efinance เป็นฐานก่อนครับแล้ว eod จาก siamchart ใช้ในการ update ในแต่ละวันครับ

            ปล. มีแหล่งข้อมูลที่ดีกว่านี้ไหมครับ

  • pkncsk

    มือใหม่ครับ อยากถามว่าใช้โปรแกรมอะไรในการเปรียบเทียบperformanceของพอร์ทเหรอครับ
    พอดีอยากลองดูบ้าง

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      มือใหม่ลองใช้ Amibroker ทำการ Backtest ดูก็ก่อนได้ครับ เพราะส่วนตัวผมใช้หลายโปรแกรมผสมๆกันครับ แล้วแต่ชนิดของงาน

      • Bilar

        ไม่สนใจเขียนบทความเกี่ยวกับการสร้างระบบเทรดจาก Python, R, C++ หรอครับ

        อันนี้ผมเห็นในอีก site เป็นภาษาอังกฤษชื่อ quantstart ก็น่าสนใจ

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          แนวคิดการใช้ Open Source Language เข้ามาเป็น Tools ผมชอบมากๆเลยครับ ส่วนตัวผมพยายามค่อยๆเปลี่ยนงานในหลายๆส่วนมาใช้พวกภาษาเหล่านี้ แต่ให้เขียนเผยแพร่คงเหนื่อยพอควรอ่ะครับ เพราะมันต้องปูพื้นฐานของภาษานั้นๆมาก่อนอีก ไหนจะไม่มี User Interface แบบที่คนเคยชินอีก ผมว่าถ้าใครอยากใช้จริงๆเค้าคงวิ่งไปอ่านบล็อกเมืองนอกกันก่อนแล้ว แล้วมือเก๋าๆก็คงไม่อ่านบล็อกไทยอยู่แล้ว ผมเลยไม่ได้เขียนครับ

          อีกอย่างนึงผมมองว่าตัว Backtest Engine ของภาษา Open Source พวกนี้มันยังไม่ถึงอ่ะครับ ผมลองเล่นๆดูแล้วยังขาดความลึกในหลายๆแง่มุม ทำ Multi-Asset Backtest ค่อนข้างวุ่นและช้า แต่อีกสัก 5 ปีผมว่าสนุกแน่ๆครับ ถึงเวลานั้นคงค่อยว่ากันอีกทีครับ :D

  • ศิรโรจน์ ปานพชร

    สวัสดีครับคุณมด ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ ถ้าหนังสือออกแล้วผมจะกลับไปซื้อนะครับ ตอนนี้อยู่อเมริกา ซื้อไม่ได้ครับ จะกลับไปช่วงมกราคม ไม่ทราบว่าหนังสือจะออกช่วงนั้นมั้ยครับ ถ้าออกก่อนกลัวหมดครับ หรือถ้าออกแล้วฝากกับ คุณซี เพื่อนคุณที่เทพศิริรนทร์ก็ได้นะครับ หรือ สธน ก้อได้ครับ ที่จับปลา ขอบคุณมากๆอีกครั้งสำหรับบทความดีดีครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      พูดซะเพราะ ขนลุกว่ะ 555 กลับมาแล้วค่อยว่ากันดีว่าเว้ยเพื่อน :D

  • Hao Chua

    สวัสดีครับคุณมด ผมกำลังหาช่องทางติดต่อกับคุณอยู่ครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      FB โลด!

  • กล้วย

    ถามหน่อยครับ ภาพที่ 1 กับ 3 และตารางที่ 5 นี่เทสมาจากโปรแกรมอะไรครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ทำจาก Excel และเขียนจากภาษา R ครับ

  • asomedia

    พี่มดครับ ขออนุญาติถามเรื่อง backtest นิดนึง ตอนเราเอารายการเทรดไปรัน Monte Carlo นี่มันจำเป็นต้องเอาจาก Out-of-sample Walk-forward test มั้ยครับ หรือใช้จาก Backtest ธรรมดาได้เลย

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ควรจะเป็น Out-of-Sample ครับ เนื่องจาก Monte Carlo ไม่ตอบโจทย์ในแง่ของการตรวจสอบความ Over-Fit ของระบบกับฐานข้อมูล แต่ช่วยในเรื่องของการประมาณการณ์ความน่าจะเป็นในแง่มุมต่างๆของข้อมูลการเทรดที่มีอยู่ครับ

      • asomedia

        ขอบคุณมากครับ สงสัยมานาน ฮ่าๆ ขอถามต่ออีกนิดนะครับ

        ใช้ Fixed $ Position Size (เช่น ไม้ละ 150,000 บาท) เทียบกับ % of Equity Position Size (3% ของพอร์ต) อันไหนจะได้ผล Monte Carlo ที่สมจริงมากกว่ากันครับ

        • asomedia

          ระหว่างที่รอท่านมดมาตอบผมไปเล่นดูใน Equity Monaco แล้วสรุปว่า สงสัยจะต้องใช้ Fixed $ Position Size ไม่งั้นคงจะสรุปอะไรไม่ได้เลยเพราะว่าค่าของ Profit กับ Loss ต่างกันมากหากมี Equity 5,000,000 เทียบกับ 50,000,000 ทำเอา Distribution เละหมดเลย แหะ…

          • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

            ใช่ครับ ถ้าใช้ Tradelist ทำ Monte Carlo ต้องเป็น Fix Value Model เพราะไม่อย่างนั้นเวลาที่พอร์ทเติบโตไปเรื่อยๆ Position จะใหญ่ขึ้นไม่หยุด เวลาเอามาสลับมันจะเพี้ยนมาก

            อีกทางหนึ่งคือใช้ Equity ของระบบมาทำ Monte Carlo แทนครับ อันนี้ต้องเขียนโค็ดเพิ่มเองสักหน่อยก็จะพอทำได้ครับ

          • asomedia

            เคลียร์มาก ใสกิ๊ง ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ :)

  • Pingback: บทเรียนจากความแตกต่างระหว่างสกุลเงิน … | ข่าวหุ้น และการลงทุน()

  • Attaphon NineO

    แนะนำครับเทรดค่าเงินกับ Exness Broker
    เปิดบัญชี Forex ใหม่ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1$ ครับ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    – ทำการฝากถอนเงินได้ง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการฝากถอนผ่านธนาคารออนไลน์ของไทย เช่น กสิกร กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ หรืออื่นๆ และ E-Currency ยอดนิยมต่างๆ เช่น Webmoney, Momeybooker ฯ
    – เงินฝากเแรกเข้าในระดับที่ต่ำสุดสำหรับบัญชี Mini ก็คือ: 1 เหรียญสหรัฐ การถอนเงินสามารถถอนได้ทันที
    – การฝากและการถอนเงินแบบไม่มีค่านายหน้า ฝากและถอนเงินได้มากกว่า 35 วิธี และมีค่าคอมมิชชั่น 0%
    – ช่วงกว้างของราคาที่แคบ: ตั้งแต่ 0.1 จุดในบัญชี Mini และ Classic จาก 0.0 จุดในบัญชี ECN
    – เลเวอเรจ 1:2000 (ล่าสุดมีระบบเลเวอเรจแบบไม่จำกัด) มีคู่สกุลเงินมากกว่า 120 คู่
    – มีความมั่นคงสูง และคนไทยนิยมมาก มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รองรับ EA ทุกรูปแบบ ฟรีบริการ VPS hosting
    – สะดวกสะบายด้วยระบบต่างๆ ที่ทันสมัย บริการ Live Support ตลอด 24 ชั่วโมง
    – คำสั่งซื้อขายสมบูรณ์ตั้งแต่ 0.1 วินาที สร้างรายได้รายวันง่ายๆ 20 -30 $ หรือหลายร้อยเหรียญด้วย Forex ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่าการเล่นหุ้น
    – แพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายบนมือถือ Metatrader 4, Metatrader 5 และซื้อขายบนเวป WebTerminal MT4
    – แนะนำวิธีการสมัคร เทคนิคซื้อ-ขาย ฝาก-ถอน และอื่นๆ ทุกขั้นตอนสนใจสมัครคลิ๊กที่นี้ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    สำหรับสมาชิกที่สมัครผ่านลิ้งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> [email protected] << ไม่มีค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆทั้งสิ้น