babe ruth หุ้น เบบ รูธ และ อัตราความแม่นยำของเขา

วันหยุดสบายๆมีเรื่องมาให้อ่านกันเช่นเคย วันนี้ผมนำบทความซึ่งเขียนไว้โดย Micheal Covel ซึ่งถือเป็นผู้ชำนาญการในการลงทุนแบบ Trend Following คนหนึ่งของโลก และเคยเขียนหนังสือที่ดีมากๆเล่มหนึ่งไว้ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ Trend Following ครับ

วิธีการเล่นหุ้น จิตวิทยาการลงทุน

เบบ รูธ และ อัตราความแม่นยำของเขา

อัตราความแม่นยำในการซื้อ-ขายหุ้นของคุณนั้นสำคัญจริงๆหรือ? คุณเคยรู้บ้างไหมว่านักเล่นหุ้นแบบ Trend Following นั้นมีอัตราความแม่นยำโดยเฉลี่ยเพียงแค่ประมาณ 40% เท่านั้น?

จอร์จ เฮอร์มาน รูธ (George Herman Ruth) ฮีโร่นักเบสบอลของชาวนิวยอร์คและคนอเมริกันทั้งประเทศ และอาจกล่าวได้ว่าเขานั้นเป็นนักกีฬาที่กลายเป็นตำนานคนหนึ่งเลยทีเดียว โดยเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของความสามารถในการทำโฮมรันของเขา อย่างไรก็ตามเขานั้นมีบางสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามและไม่ได้พูดถึงไป นั่นก็คือ เขาตีลูกพลาดเยอะมากๆ ความจริงแล้วก็คือ เขามีสถิติการตีลูกโดนโดยเฉลี่ยเพียง .342 เท่านั้น นั่นหมายถึงว่าเขาตีลูกพลาดไปถึง 2 ใน 3 ครั้งทีเดียว

หากมองจากในมุมของตัวเลขที่เกิดขึ้นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นหมายถึงเขาทำล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จไปเยอะมาก แต่เมื่อไหร่ที่เขาตีโดนเข้าล่ะก็ จะเกิดอะไรขึ้นน่ะหรือ?.. นั่นสามารถทำให้ผู้ขว้างของฝ่ายตรงข้ามถึงกับฝันร้ายได้เลยทีเดียว และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมชื่อของเขายังคงกึกก้องอยู่ในวงการกีฬาทุกๆวันนี้

เบบ รูธ นั้นเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การตีลูกโฮมรันถูกเพียงครั้งเดียวนั้น มีผลกระทบต่อเกมมากกว่าการตีลูกแล้วไม่โดนของเขาเยอะมาก และเขาได้อธิบายปรัชญาในการเล่นของเขาง่ายๆด้วยประโยคสั้นๆดังนี้ “ทุกๆครั้งที่ผมตีลูกไม่โดน(Strike) นั่นหมายถึงว่าผมกำลังเข้าไกล้โฮมรันของผมขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว” และเมื่อนักข่าวได้ถามเขาว่า เขามีวิธีการอย่างไรในการจัดการกับความรู้สึกเมื่อทุกๆอย่างเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เขาตอบว่า “ผมก็แค่เดินไปยืนตรงนั้น แล้วพยายามเหวี่ยงไม้ในครั้งต่อไป”

และนี่คือสิ่งที่เป็นบทเรียนสำหรับนักเล่นหุ้นได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ “หากคุณมีความมั่นใจอย่างแท้จริงในวิธีการเล่นหุ้นและตัวของคุณเองแล้วล่ะก็ การขาดทุนที่เกิดขึ้นเป็นพักๆนั้นจะไม่มีผลสำคัญกับคุณหรอก เพราะในที่สุดแล้วคุณจะสามารถกลับมาทำกำไรได้มากกว่าเดิมในระยะยาว”

เพื่อที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพได้ดีขึ้น ผมจะขอยกตัวอย่างที่เห็นกันได้จากในชีวิตประจำวันของทุกๆคน นั่นก็คือ มนุษย์เงินเดือนและผู้ประกอบการนั่นเอง มนุษย์เงินเดือนชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเขาจะได้รายรับเป็นเงินจำนวนเท่าๆเดิมในทุกๆเดือน(อาจมีการขึ้นเงินเดือนบ้างเป็นช่วงๆ หรือตามภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น) เมื่อมองในทางตัวเลขของอัตราความแม่นยำแล้ว มนุษย์เงินเดือนคือพระราชาแห่งความแม่นยำเลยทีเดียว พวกเขามีอัตราส่วนการทำงานและการได้รับเงินอย่างแน่นอน 100% พวกเขามีงานที่มั่นคง และชีวิตที่มั่นคง แต่จริงๆแล้ว ความปลอดภัยที่พวกเขารู้สึกนั้นคือภาพลวงตาอย่างหนึ่ง จริงๆแล้วเงินที่พวกเขาได้รับนั้นขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น สภาวะของอุตสาหกรรมหรือแม้กระทั้งเจ้านายของพวกเขา และที่สำคัญเงินที่พวกเขาได้รับส่วนใหญ่นั้นก็ไม่ได้มากมายอะไร มันอาจทำให้พวกเขามีชีวิตที่มั่นคง แต่ไม่มากไปกว่านั้น

ในทางกลับกันแล้ว เมื่อเรามองไปยังเหล่าผู้ประกอบการนั้น วันรับเงินของพวกเขามักไม่แน่นอน พวกเขาอาจใช้เวลาเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ โดยที่ไม่เห็นตัวเงินหรือผลตอบแทนที่แน่นอนขึ้นมา เมื่อมองในแง่อัตราความแม่นยำของพวกเขานั้นช่างน่าสลดใจเลยทีเดียว ไอเดียที่ยิ่งใหญ่เป็นสิบๆครั้งของพวกเขานั้น 7 ครั้งมักจะหายไปกับสายลม ที่เหลืออีก 3 ครั้งนั้น 2 ครั้งในนั้นมักทำให้เวลาในชีวิตและเงินของพวกเขาของพวกเขาสูญเปล่า แต่เราไม่สามารถที่จะดูถูกเหล่าผู้ประกอบการพวกนี้ซึ่งได้ทุ่มเทให้กับความล้มเหลวได้สักเท่าไหร่หรอก พวกเขามีความปรารถนาที่แรงกล้าในชีวิตของพวกเขา พวกเขาคือผู้กุมชะตาชีวิตของพวกเขาเอง ซึ่งในที่สุดไอเดียครั้งสุดท้ายของพวกเขาอาจทำเงินให้พวกเขาเป็นหลายล้านบาทในที่สุดก็ได้ โดยคนที่ได้เคยกล่าวถึงเรื่องของอัตราความแม่นยำในการลงทุนเอาไว้ได้เป็นอย่างดีคนหนึ่งก็คือ นักเก็งกำไรระดับตำนานอย่าง จอร์จ โซรอส นั่นเอง โดยเขาได้เคยพูดเอาไว้ว่า “มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะผิดหรือถูกบ่อยสักแค่ไหน สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ คุณทำเงินได้มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับการขาดทุนของคุณเมื่อคุณคิดผิดไป”

วิธีการเล่นหุ้น จิตวิทยาการลงทุน

เรื่องนี้สำหรับคนมือเก่าๆเขี้ยวลากดินในตลาดหุ้นอาจดูเป็นเรื่องง่ายๆไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ แต่สำหรับมือใหม่แล้วผมคิดว่าควรจะต้องทำความเข้าใจให้ดีทีเดียว ไม่เช่นนั้นอาจหลงทางไปหาจอกศักดิสิทธ์ หรือ Holy Grail อยู่อีกนานหลายปีทีเดียว (เพราะตอนแรกๆผมก็เคยเป็น 55) เพราะหากเราจับประเด็นในการเล่นหุ้นผิดไป ก็อาจต้องไปหลงอยู่ในวังวนของการหาอินดิเคเตอร์ หาวิธีการอ่านกราฟพิสดารเข้าไปเรื่อยๆ เพราะหลงคิดไปว่าการจะเล่นให้ได้กำไรต้องอาศัยความแม่นยำเท่านั้น แต่จริงๆแล้วผมคิดว่าเมื่อพูดกันแบบบ้านๆแล้ว ประเด็นหรือเป้าจริงๆของการเล่นหุ้นนั้นก็เพียง “ทำกำไรให้ได้มากกว่าขาดทุน” เท่านั้นเองครับ แล้วเจอกันใหม่ที่ แมงเม่าคลับ.คอม ครับ ขอให้มีความสุขกับวันหยุดสบายๆนี้ครับ

  • Scorpio

    คนแรกเลย อิอิ สอบถามหน่อยครับ คุณ mod หน่อยครับ ได้อ่านหนังสือ Trading System Secret of the masters หรือยังครับ ผมสนใจตรง ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ลองนำเอาแนวคิดต่างๆ มาลองเขียนแล้วทำ Back Test คุณ mod ได้เอามาลองทำเป็น system trade ดูละยังครับ

  • mod

    ได้อ่านแล้วครับ(ไ่ม่งั้นผมจะรีวิวได้ยังไงหว่า อิอิ) แต่ยังไม่ได้นำเอา code ไปลองทำ system test กับตลาดไทยเลยครับ แต่มีนำไอเดียมาปรับปรุงสูตรของตัวเองเพิ่มบ้างครับ

    ปัญหาก็คือ ผมมันใช้ TradeStation ไม่ค่อยจะเป็นน่ะสิครับ 55 สูตรเป็นของ TradeStation หมดเลย เลยยังไม่ได้ลองลอกทั้งดุ้นลงไปครับ ถ้าคุณ Scorpio ได้ลองแล้วนำผลมาลงให้ดูจะเป็นพระคุณเช่นกันครับ อิอิ

    แต่จริงๆแล้วผมว่าประเด็นสำคัญในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ที่สูตรพวกนี้นะครับ จริงๆสิ่งสำคัญกว่าผมว่าอยู่ตรงแนวคิดในการสร้างและพัฒนาระบบมากกว่าครับ ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยม :)

  • marwasu

    ขอบคุณครับ

  • Mr.H

    บทความนี้สุดยอดจริงๆ เพิ่งรู้ว่าระบบการเล่นหุ้นของระดับเซียนๆเค้าความแม่นยำก็ไม่ได้สูงมากเลย ขอถามคุณมดเพิ่มเติมหน่อยครับ อยากทราบว่าแล้วระบบของสำนักผู้เฒ่าเต่า(Richard Dennis) ความแม่นยำซักกี่ % ครับ เหมือนผมจะเคยอ่านๆเจอว่าน้อยกว่า 40% ซะอีก แต่กลับทำกำไรได้อย่างมหาศาล ขอบคุณมากๆครับสำหรับบทความดีๆแบบนี้ เวบนี้แทบจะเป็นเวบในดวงใจผมซะแล้วนะเนี่ย

  • mod

    ขอบคุณที่ชอบเวบนี้ครับ ชื่นใจที่ได้ยิน :)

    ผมหาข้อมูลแบบเป็นทางการไม่เจอครับ แต่เท่าที่เคยจำได้ tutle trader น่าจะมี winning percentage ประมาณ 30%-40% ครับ แต่เมื่อลงไปในรายละเอียดแล้วสำหรับ Richard Denis การเทรดที่มีผลทำให้มีกำไรอย่างมากมายนั้นเกิดมาจาก 5% ของการเทรดเท่านั้นครับ

    นั่นหมายถึงว่า 95% ของผลการซื้อขายจะหักลบกลบหนี้กัน +- นิดหน่อย แต่ 5% ที่เล่นแล้วได้กำไรจะให้กำไรอย่างมหาศาลกลับคืนมาครับ ดังนั้นเค้าจึงเน้นย้ำเรื่องวินัยมากๆ เพราะหากเขาแหยงไม่กล้าเทรด ให้อารมณ์มาควบคุมแล้วพลาด 5% นี้ไป นั่นอาจทำให้ผลการเล่นทั้งปีของแย่ได้เลยทีเดียวครับ ยิ่งกว่านั้นการกล้าเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเมื่อเล่นถูกทางยิ่งขึ้นยิ่งซื้อจึงมีผลเป็นอย่างมากด้วยเช่นกันครับ

  • magic

    ย่องมาอ่าน ขอบคุณค่ะ

  • kindly

    เยี่ยมเช่นเคย ขอบคุณครับ … คุณ mod

  • jinpin

    เข้ามาเก็บเกียวเหมือนทุกครั้ง ขอบคุณครับ

  • Mr.H

    แสดงว่าพวก turtle trader ต้องเป็นพวกที่มีจิตใจนิ่งมากๆ จริงๆแล้วคนเราทั่วๆไปเข้าเทรดบ่อยๆแล้วขาดทุนบ่อยๆติดต่อกันแม้จะขาดทุนครั้งละน้อยๆก็ตามบางทีมันก็ยากจะทำใจ เพราะมันทำให้ความมั่นใจมันลดลง วินัยนี่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ
    อ่านบทความของคุณมดแล้วทำให้เข้าใจอะไรอีกเยอะเลยครับ ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมพยายามอย่างมากที่จะหาระบบที่ false signal น้อยที่สุด แต่ก็หาไม่เจอซักที ระบบที่ให้สัญญาณเร็วก็มักจะ false บ่อย ระบบที่ให้สัญญาณช้าจะ false น้อยกว่าแต่สัญญาณก็มาช้ามากทำให้ต้องซื้อที่ราคาแพงแถมบางทีคืนกำไรเยอะ เคยเข้าใจมาตลอดว่าพวกกองทุนต่างชาติที่เค้ากำไรมากๆ จะต้องมีระบบที่สุดยอด (false signal น้อยมากๆ) พอเจอบทความนี้บอกว่าระบบของเซียนระดับโลกเค้าแม่นยำแค่ 40% ทำให้ผมรู้สึกตาสว่างทันทีเข้าใจอะไรขึ้นเยอะ ขอบคุณมากๆสำหรับบทความดีๆแบบนี้นะครับ

  • mod

    ผมว่าไม่ว่าเราจะพยายามด้นไปทางไหน ทุกอย่างมันย่อมมี Trade-Off ของมัน

    คนที่อยากได้ไปทุกอย่างนั้นบางทีอาจมีความคาดหวังที่เกินจริงเกินไป ซึ่งบางทีมันกลายเป็นเรื่องพิสวงของวงการหุ้นไปแล้วก็ได้ ในการที่จะพยายามวิ่งหามัน

    เรื่องของการเสียความมั่นใจเมื่อเจอกับการขาดทุนติดๆกัน ผมว่าถ้าเราสามารถเปลี่ยนมุมมองของเรากับการเล่นหุ้นใหม่ ให้ไม่ยึดติดกับคำว่าผิดหรือถูกจะช่วยแก้ปัญหาได้มาก

    มองการซื้อหุ้นในลักษณะ “หยั่งเชิง และค่อยๆเก็บสะสมหุ้นไปเมื่อได้กำไร” มองว่าผิดถูกไม่ได้วัดกันที่ผลแต่ละครั้ง เพราะไ่ม่มีไครเดาได้ ทุกๆครั้งคือการแหย่เข้าไปลองเชิง เมื่อมีกำไรขึ้นมาก็หาจังหวะซัดต่อ ซึ่งตรงจุดนี้แหละที่การต่อสู้พึ่งเริ่มขึ้นจริงๆ

    แหย่โดยคุมความเสี่ยงไว้ เช่น คุมเจ็บตัวครั้งละไม่เกิน 1% ของทุน ผิดติดกัน 5-6 ครั้งยังเฉยๆเลยครับ เพราะเมื่อไหร่ที่เข้าทางเราแล้วเราได้ซัดเป็นชุดๆนี่กำไรกลืนขาดทุนอยู่พอสมควรนะครับ

    ผิดกับบางคนเล่นไม่คุมความเสี่ยงเลย โดนที 5%-10% ของพอร์ท หรือบางทีไปถึง 20%-30% เล่นอย่างนี้โอกาศเจ๊งแทบจะ 100%

    ผมว่าเล่นหุ้นเป็นเกม Long Run นะ ค่อยเก็บแต้มไปไม่ต้องหวังน้อค เพราะยิ่งหวังน็อคจะยิ่งลืมตัวเสี่ยงเข้าไปมากเกิน เจ็บมาทีหนักเลยครับ Drawdown ลึกๆนี่เอาขึ้นยากมากเหมือนกัน

    ขอบคุณที่แวะมาคุยครับ มีความเห็นยังไงแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ อยากได้มุมมองใหม่ๆเช่นกันครับ

  • อาแซง ลูแปง

    โห….เรื่องนี้แจ่มครับ Thanks a million for good lesson.

    “ทุกๆครั้งที่ผมตีลูกไม่โดน(Strike) นั่นหมายถึงว่าผมกำลังเข้าไกล้โฮมรันของผมขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว”
    เบบ รูธ
    .
    O/……อ่านเรื่องนี้แล้วคิดถึงเอดิสันครับ
    /U
    / \

    เรื่อง : โทมัส เอดิสัน ผู้ล้มเหลวเกือบหมื่นครั้ง แต่ไม่เคยยอมแพ้

    คัดลอกบางตอนมาจาก ::
    หนังสือ…มีขันติ คือให้พรแก่ตัวเอง
    โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

    ความล้มเหลวหลายๆ อย่างในชีวิต
    เป็นเพราะคนเราไม่ตระหนักว่า
    พวกเขาอยู่ใกล้ความสำเร็จแค่ไหน
    ตอนที่เขายอมแพ้

    เป็นคำยืนยันของนักประดิษฐ์
    ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก

    คือ โทมัส เอดิสัน

    ชายผู้นี้หูหนวกตั้งแต่เด็ก
    เขาไม่สามารถได้ยินอะไรชัด
    ทำให้เขาเรียนที่โรงเรียนได้ไม่ดีและที่โรงเรียน
    ให้สมญานามเขาว่าเป็น “ไข่เน่าของชั้นเรียน”
    แต่เอดิสันมีแม่ที่เข้าใจเขา คอยดูแลและอยู่เคียงข้าง
    เป็นกำลังใจให้เขาเสมอ เอดิสันต้องเข้าๆ ออกๆ
    โรงเรียนหลายแห่ง

    แม่ของเขา ได้เป็นผู้สอนหนังสือ
    ให้เขาและยอมให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง
    กำลังใจจากแม่ ทำให้เอดิสันอ่านหนังสือมากขึ้น
    เขาสนุกสนานกับการทดลองต่างๆ
    ที่เขาอ่านจากหนังสือ ความอยากรู้ อยากเห็น
    ทำให้เขาได้ทดลองวิทยาศาสตร์ต่างๆ มากมาย
    แม้การทดลองหลายครั้งจะมีความผิดพลาดและไม่ได้ผล
    แต่แม่คือผู้ที่พูดให้กำลังใจแก่เอดิสันอยู่เสมอ

    ปลูกฝังให้เขา
    มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน
    เอดิสันมองเห็นความผิดพลาดเป็นบทเรียน
    มากกว่าจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาท้อถอย
    ดังเช่นในการทดลองเพื่อคิดค้นหลอดไฟ
    ซึ่งเป็นผลงานประดิษฐ์ชิ้นสำคัญของเขา
    เมื่อผู้ช่วยของเอดิสันกล่าวกับเขาว่า
    “เราทำการทดลองมา 700 ครั้งแล้ว
    แต่เรายังไม่มีคำตอบ เราล้มเหลวเสียแล้ว”

    แต่เอดิสันกลับตอบว่า
    “เปล่าหรอก เรายังไม่ล้มเหลว
    เรารู้มากกว่าใครๆ ในโลกในเรื่องนี้
    และเรายังรู้อีกว่ามี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ
    อย่าเรียกว่า ความผิดพลาด
    แต่ให้เรียกว่า เป็นการเรียนรู้”

    นอกจากโทมัส เอดิสัน
    จะฝากผลงานทางวิทยาศาสตร์ไว้แก่โลกอย่างมากมาย
    ด้วยผลงานประดิษฐ์ซึ่งจดสิทธิบัตรไว้มากกว่า 1,000 ชิ้นแล้ว
    เขายังได้ฝากข้อคิด
    เพื่อการก้าวไปสู่ความสำเร็จไว้อย่างน่าฟังว่า

    ความสำเร็จที่เขาได้รับนั้น
    10% เกิดจากแรงบันดาลใจ
    อีก 90% มาจากความทุ่มเท
    ด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย

    ………………………………………………..

  • mod

    ขอบคุณมากครับ ผมตอบช้าไปหน่อยเพราะไม่ได้เข้ามาตั้งแต่เมื่อวาน อ่านแล้วได้ความอึดดีครับ เอดิสันนี่่สุดยอดจริงๆ ทั้งเรื่องความมุ่งมั่น และที่สำคัญทัศนคติของเขา :)

  • keithorbit

    ท่าน mod ครับ ผมพยายามหาหนังสือ Trading System – Secret of the masters ของนาย Joe Krutsinger แล้ว หายังไงก็ไม่เจอ ไม่ทราบว่าท่าน mod พอจะมีไฟล์ของหนังสือเล่มนี้หรือเปล่าครับ ?

  • rot

    ขอคุณครับ ผมไม่หาสุดยอด อินดี้ ละ ดูแค่เส้นค่าเฉลี่ยพอ ครับ

  • http://mangmaoclub.com Admin

    Facbook Plugin Try out

  • http://www.linksysrouterwireless.com linksys

    จะเล่นหุ้นหาหนังสืออ่านเล่มไหนดีครับ

  • YoTtKat

    ขอบคุณมากๆค่ะ ได้กำลังใจให้สู้ต่ออีกเยอะเลย  ^^

  • Champchav

    จากสถิติและประสบการณ์ผมนั้นพบมาตลอดว่า ยิ่งช่วง sideway นานมากเท่าไหร่ เทรนที่เกิดตามมาจะยิ่งยาวมากเท่านั้นเลยคับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณครับที่มาแชร์ความรู้ เดี๋ยวผมจะได้ลอง Test ดูบ้าง ^_^

      • Champchav

        กับดัชนีนะครับ ส่วนหุ้นรายตัวนั้นขึ้นอยู่กับสภาพคล่องละ =*=

  • http://www.welovetutoring.net/ AonzZung

    เป็นบทความเก่าที่ผมยังไม่ได้อ่าน

    อ่านแล้วมันเจ็บแบบมนุษย์เงินเดือนจิงๆ
    ขอบคุณคับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ไม่ต้องเจ็บใจหรอกครับ ผมว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ไมได้ผิดอะไรถ้าเราชอบงานที่ทำก็สร้าง Value ให้คนอื่นได้เหมือนกันนะ ^_^ เพียงแต่เขากำลังชี้ให้เห็นว่าเราเล่นกันคนละเกมเท่านั้นเอง

  • http://www.welovetutoring.net/ AonzZung

    555+ คับ

    ผมถามคุณ Mod นิดนึงที่ว่า ”
    ประเด็นหรือเป้าจริงๆของการเล่นหุ้นนั้นก็เพียง “ทำกำไรให้ได้มากกว่าขาดทุน” ”

    สรุปคือการสร้าง ระบบ หรือ หา indicator เทพๆ นั้นมันไม่ใช่ Holy Grail ที่มีอยู่จริงถูกมั้ยครับ?
    แล้วสิ่งที่จะสร้างผลกำไรให้เราได้จริงๆแล้วคือ พวก MM, Position Sizing, และ Psychology หรือเปล่าครับ?

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      MM และ Psychology จะไม่มีประโยชน์ถ้าระบบการลงทุนต้นทางเราไม่มี Edge หรือ Expectancy ที่เป็นบวกครับ

      ปล. MM มันเหมือนลำโพลงขยายเสียง ถ้าปรับดังเกินก็เสียงแตก ถ้าค่อยเกินก็ฟังไม่ได้น้ำได้เนื้อครับ

      • http://www.welovetutoring.net/ AonzZung

        คุณ Mod ครับ เรื่อง Expectancy ผมอ่านเจอในบทความคุณ Mod อยู่บ้าง แต่ Edge นี่คืออะไรครับ?

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          Edge มันเหมือนความได้เปรียบในเกมที่อาศัยความน่าจะเป็นน่ะครับ คือมี Edge ก็คือมี Expectancy ที่เป็นบวกนั่นเองครับ