ในฐานะของนักลงทุนคนหนึ่งที่วนเวียนอยู่กับการค้นคว้าวิจัยกลยุทธ์หรือระบบการลงทุนมาหลายปี ผมเองยอมรับว่าค่อนข้าง “เพลีย” พอสมควร เวลาที่มีใครกล่าวหาว่าร้ายหลักการลงทุนอย่างเป็นระบบแบบ Quantitative and Systematic Trading โดยขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง ดังนั้นในวันนี้ผมจึงอยากจะพูดถึงความเข้าใจผิดหลายๆอย่างเกี่ยวกับการลงทุนอย่างเป็นระบบ ที่ผมมักจะได้ยินมาหรืออ่านมาอยู่บ่อยๆครับ

นิยามของการลงทุนอย่างเป็นระบบ และระบบการลงทุน

เป็นธรรมเนียมที่ผมจะต้องขอจำกัดความสิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงกันเสียหน่อยนะครับ เพื่อไม่ให้ความหมายของพวกมันหลุดกรอบกันออกไป โดยสำหรับผมแล้ว

“การลงทุนอย่างเป็นระบบ” (Quantitative Trading-Investing) คือการลงทุนด้วยกฎระเบียบต่างๆที่ชัดเจน ตามหลักฐานข้อเท็จจริงและสถิติตที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ หรือในอีกแง่หนึ่งนั้น

“ระบบการลงทุน” (Quantitative Trading-Investing System) ก็คือ ชุดของกฎระเบียบต่างๆในการลงทุนที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งได้ถูกออกแบบมาโดยการค้นคว้าวิจัย, สรุป และยืนยันผล ตามหลักสถิติและวิทยาศาสตร์นั่นเองครับ

และนี่ก็คือนิยามสั้นๆกระชั้บๆก่อนที่ผมจะพูดถึงความเข้าใจผิดต่างๆเกี่ยวกับการลงทุนอย่างเป็นระบบกันต่อไปครับ

1. การลงทุนตามระบบใช้ไม่ได้จริง เพราะตลาดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

Answer : แน่นอนครับว่าตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (และนักออกแบบระบบทุกคนก็รู้ดี) แต่การเปลี่ยนแปลงในลักษณะ “แก่น” ของพฤติกรรมตลาดนั้นก็มักจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก (ยกตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆของทางตลาดหลักทรัพย์ อาทิเช่น การกำหนดราคา Ceiling-Floor ใหม่ หรือ การเปลี่ยนแปลงขนาดของ Spread ราคา) ซึ่งถ้าให้พูดตรงๆเลยก็คือหากมีการเปลี่ยนแปลงแบบ “สุดขั้ว” ในโครงสร้างของตลาดแบบนี้ ระบบการลงทุนที่ใช้ประโยชน์จากกฎหรือโครงสร้างต่างๆของตลาด เหล่านั้นก็อาจจะต้องพังลงอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในตลาดนั้น มักที่จะอยู่ในลักษณะการเปลี่ยนแปลงในชั้น “เปลือก” ซึ่งมักที่จะเกิดขึ้นโดยอารมณ์ ความรู้สึก และความเชื่อของนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดเอง โดยที่พฤติกรรมเหล่านี้มักถูกควบคุมโดยสันดานและสมองของมนุษย์ ซึ่งยากที่จะเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไปเป็นระยะๆ ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมของ Momentum นั้นถูกค้นพบมาเป็นเวลาร้อยๆปีแล้วก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เช่นเดิม  ดังนั้นแล้ว ระบบการลงทุนที่ออกแบบมาดีและได้รับการดูแลอยู่เสมอ จะสามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ได้อย่างไม่ยากนัก เนื่องจากพวกมันจะต้องถูกออกแบบมาให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระดับเปลือกได้อยู่แล้วเป็นอันดับแรกนั่นเองครับ

image

ภาพที่ 1 : แสดงให้เห็นผลลัพท์ของระบบ Mangmao ATH ซึ่งเป็นระบบการลงทุนรูปแบบหนึ่งในเชิงของกลยุทธ์ Trend Following โดยจะเห็นได้ว่ามันยังคงสามารถที่จะปรับตัวและเอาชนะตลาดได้ในทั้งช่วงอดีตและปัจจุบันของตลาด

 

2. การลงทุนอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ได้กำไร

Answer : อาจจะครับ! เพราะการลงทุนอย่างเป็นระบบไม่ได้การันตีว่าคุณจะได้รับผลกำไรในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่การลงทุนอย่างเป็นระบบจะสามารถการันตีให้กับคุณได้ก็คือ มันจะทำให้คุณลงทุนตามหลักการ และหลักฐานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับตลาดในอดีตที่ผ่านมาต่างหาก โดยมีเหตุผลมาจากหลายๆอย่าง อาทิเช่น

– ความผิดพลาดจากการวิจัยและออกแบบระบบการลงทุน

– โครงสร้างของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอย่างมีนัยยะสำคัญ

– พฤติกรรมของผู้เล่นส่วนใหญ่หรือผู้เล่นที่มีผลกับตลาดในอนาคตนั้นเปลี่ยนแปลงไป

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยงที่คุณควรต้องทำความเข้าใจให้ดี และยอมรับให้ได้ก่อนเริ่มต้นลงทุนด้วยระบบการลงทุนต่างๆครับ

3. การลงทุนอย่างเป็นระบบเหมาะสำหรับคนโง่ หรือคนที่ไม่รู้เรื่องการลงทุน

Answer : การจะเป็นนักลงทุนที่สามารถทำกำไรในตลาดได้ในระยะยาวนั้นเราไม่สามารถเป็นคนโง่ หรือโง่ที่สุดในตลาดได้ครับ! สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ก็คือ การลงทุนอย่างเป็นระบบนั้นกลับต้องอาศัยความเข้าใจในหลายๆด้านเป็นอย่างดี อาทิเช่น หลักของการลงทุน, พฤติกรรมของกลยุทธ์การลงทุนในลักษณะต่างๆ, หลักสถิติ และเทคโนโลยีต่างๆซึ่งอาจมีผลดีและผลเสียกับการลงทุนอย่างเป็นระบบของเราครับ

สาเหตุก็เนื่องมาจากมันจะเป็นไปไม่ได้เลยในการที่เราจะสามารถยึดมั่นต่อหลักและวิธีการลงทุนของระบบการลงทุนที่เรากำลังใช้อยู่ได้อย่างยาวนาน หากว่าเราขาดความเข้าใจต่อพฤติกรรมของมัน และนั่นก็มักจะทำให้เราเกิดความคาดหวังที่ไม่สมจริง จนทำให้ต้องล้มเลิกการลงทุนตามระบบนั้นๆไปในที่สุด

Mangmao ATH 2004-2007

ภาพที่ 2 : แสดงให้เห็นผลตอบแทนของระบบ Mangmao ATH แบบ Close-Up ในช่วงปี ค.ศ. 2004-2007 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดโดยรวมหรือ SET Index ให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก และนั่นทำให้ถึงแม้ว่าระบบจะสามารถเอาชนะผลตอบแทนของตลาดได้ แต่มันก็มีช่วง Flat Period จนพอร์ทการลงทุนเกิด Drawdown กว่า 20% และไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ยาวนานถึง 27.35 เดือน (2 ปีกว่า) ซึ่งสามารถที่จะถีบนักลงทุนที่ไร้ความเชื่อมั่นและความเข้าใจเกี่ยวกับระบบและกลยุทธ์ชนิดนี้ออกไปได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณคิดว่าระบบมันย่ำแย่มากแล้วล่ะก็ สิ่งที่น่าสนใจก็คือผลตอบแทนของดัชนี SET Index มี Drawdown กว่า 26.75% และมีช่วง Flat Period ยาวนานกว่า 42.4 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งผมเชื่อว่าใครที่เคยลงทุนมานานเพียงพอจะนึกออกว่าช่วงปีสองปีนั้นตลาดน่าเบื่อแค่ไหน

4. การลงทุนอย่างเป็นระบบตามหลักสถิติเป็นเรื่องไร้สาระ

Answer : เรื่องที่ไร้สาระกว่าคือการที่คนพูดอย่างนี้มักไม่รู้ว่าหลักวิชาการลงทุนที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่ได้ถูกพิสูจน์และยืนยันตามกระบวนการทางสถิติมาแล้วทั้งสิ้นครับ!

ยกตัวอย่างเช่น องค์ความรู้ต่างๆในสาขาวิชาการเงินการลงทุนหลายๆอย่าง เช่นทฤษฎี Modern Portfolio Theory ก็เกิดขึ้นมาจากการตั้งสมติฐาน, เก็บข้อมูล, การสร้างแบบจำลองทางการเงิน และสรุปผลลัพท์ด้วยสถิติ จนถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางในกองทุนต่างๆทุกวันนี้

หลักการลงทุนเน้นคุณค่าด้วยปัจจัยพื้นฐาน ก็เกิดขึ้นโดยการสังเกตุ, ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับตัวแปรทางปัจจัยพื้นฐานต่างๆ, การเก็บข้อมูล และสรุปผลวิจัยจากข้อมูลทางสถิติ ของ เบนจามิน เกรแฮม จนสืบทอดและถูกพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นแนวทางการลงทุนเชิงคุณค่า (Value Investing) สายหลักของโลกใบนี้

ส่วนหลักการลงทุนตามแนวโน้มก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากการค้นพบปรากฏการณ์ของ Momentum ซึ่งในปัจจุบันนั้นก็มีงานวิจัยทางวิชาการอยู่มากมายที่ได้ทำการทดสอบวิจัยและสรุปผลทางสถิติแล้วว่าปรากฎการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและสามารถหาช่องว่างของตลาดเพื่อการทำกำไรได้

พูดง่ายๆก็คือ อะไรก็ตามที่คุณใช้การสังเกตจากอดีต, เก็บข้อมูล และวิจัย พวกมันก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับหลักการทางสถิติทั้งนั้นแหละครับ!

image

image

ภาพที่ 3-4 : ตัวอย่างหน้าแรกของบทสัมภาษณ์ เบนจามิน เกรแฮม เกี่ยวกับแนวคิดและระบบการลงทุนที่เรียบง่ายของเขาในนิตยสาร Medical Economics เมื่อปี ค.ศ. 1976 (หนังสือ The Intelligence Investor ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1949) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการลงทุนอย่างเป็นระบบเชิง Quantitative Investing ของเขาออกมา โดยเขาได้กล่าวไว้ว่ามันสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเป็นสองเท่าของดัชนีดาวโจนส์จากการทดสอบย้อนหลังกลับไปกว่า 50 ปี

5.ผลลัพท์ของการทดสอบย้อนหลังเป็นเรื่องไร้สาระ

Answer : หลายคนให้เหตุผลว่าการทดสอบกลยุทธ์การลงทุนย้อนหลังนั้นขาดความสมจริงเกินไป เพราะอาจไม่ได้กำหนดเงื่อนไขของค่าคอมมิสชั่น, ผลกระทบของการซื้อขายที่มีต่อตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบย้อนหลังอย่างสมจริง และยังอาจเกิดขึ้นจากความบังเอิญได้อีกด้วย ซึ่งในอนาคตนั้นแน่นอนว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นก็มีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนไปในระดับหนึ่ง

ผมเห็นว่าจริงๆเรื่องนี้มันก็เหมือนกับคนที่เห็นกำแพงแล้วบอกว่าไม่มีทางไป แทนที่จะหาวิธีการปีนข้ามหรือเดินอ้อมกำแพงนั้นๆเพื่อไปสู่จุดหมายครับ เพราะความจริงแล้วในทุกวันนี้มีเทคนิคมากมายหลายอย่างที่เราจะสามารถนำมาช่วยในการประเมิณผลของผลการทดสอบให้สมจริงมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเราสามารถกำหนดค่าคอมมิสชั่น, ความคลาดเคลื่อนของราคาในการซื้อขาย (Slippage), กฎระเบียบต่างๆของตลาดนั้นๆ, การใส่ผลกระทบของขนาดการซื้อขายหุ้นในตลาด (Market Impact) หรือแม้แต่การประมาณการณ์ผลตอบแทนและความเสี่ยงด้วยเทคนิคการ Simulation ทางคอมพิวเตอร์ได้อย่างไม่ยากเย็นนักด้วยวิธีการทางคอมพิวเตอร์ต่างๆ สรุปแล้วผมเห็นว่านี่ไม่ใช่ประเด็นที่จะชี้ว่าการทดสอบหรือวิจัยกลยุทธ์การลงทุนย้อนหลังเป็นเรื่องที่เพ้อฝันเกินความเป็นจริง

image

ตารางที่ 1 : ตัวอย่างผลลัพท์ของการประมาณการผลตอบแทนของระบบหลังผ่านการทำ Stress-Test ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการทดสอบแบบสุดขั้ว ด้วยการใช้เทคนิค Monte Carlo Simulation (Bootstrapping-with-Replacement) ซึ่งช่วยให้เราคาดการณ์ถึงผลลัพท์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วยความน่าจะเป็นในระดับหนึ่ง

6. ระบบการลงทุนมีไว้เพื่อช่วยให้รายใหญ่ปั่นหุ้นและปล่อยของ

Answer : อีกหนึ่งความเชื่อที่ฝังอยู่ในใจหลายคนที่ไม่เข้าใจในหลักการออกแบบระบบการลงทุนก็คือเรื่องของ “ทฤษฎีสมคบคิด” ซึ่งเชื่อว่ามันถูกออกแบบและเผยแพร่มาเพื่อให้คนส่วนใหญ่เป็น “เหยื่อ” ของระบบการลงทุนนั้น

ความจริงแล้วระบบการลงทุนที่ดีต้องออกแบบตามกลไกทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดที่มักเกิดขึ้นซ้ำๆมาเป็นเวลายาวนานครับ ดังนั้นพูดสั้นๆก็คือหากว่าคุณคิดว่าจะสามารถหลอกล่อคนส่วนใหญ่ด้วยการสร้างตลาดและสวนระบบการลงทุนที่ดีนั้น ในทางกลับกันแล้วคนที่พยายามทำเช่นนั้นกำลังสวนตลาด หรือ สวนพฤติกรรมตลาดอย่างรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น การพยายามทุบหุ้นที่มีพื้นฐานดีในขณะที่เศรษฐกิจกำลังดีวันดีคืน หรือแม้แต่การใช้เม็ดเงินมหาศาลเพื่อที่จะควบคุมราคาให้วิ่งไปโดน Buy-Sell Signal ของระบบการลงทุนซึ่งมีอยู่เป็นร้อยๆรูปแบบในตลาด ซึ่งผลในระยะยาวของมันก็คงจะไม่น่าพิสมัยนัก เพราะไม่เช่นนั้นแล้วผลการทดสอบย้อนหลังของระบบการลงทุนที่ยั่งยืนเหล่านี้ก็ควรที่จะพังทลายไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

7. ระบบการลงทุนเป็นการซื้อขายตาม Technical Analysis และมีไว้เพื่อการเก็งกำไรระยะสั้น และสามารถใช้ได้ในเวลาที่ตลาดมีแนวโน้มเท่านั้น

Answer : อย่างที่ผมได้ชี้แจงไปตั้งแต่ต้นแล้วว่า ระบบการลงทุนคือ กลุ่มหรือชุดของกฎในการลงทุนซึ่งมีความสัมพันธ์และสอดคล้องกัน ดังนั้นแล้วมันจึงไม่ได้หมายถึงวิธีการหรือสไตล์การลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งเลย! การลงทุนอย่างเป็นระบบนั้นถือเป็น “ประเภทของการกระบวนการในการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนต่างหาก” (Trading-Investing Judgement Process) ซึ่งไม่ได้มีข้อบังคับว่าคุณจะต้องลงทุนด้วยหลักการของ Technical Analysis เท่านั้น

อันที่จริงแล้ว หากว่าคุณสามารถรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้มากเพียงพอ คุณก็สามารถที่จะทำการทดสอบวิจัยและออกแบบระบบการลงทุนมาใช้งานได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลราคาย้อนหลัง (Price Data), ข้อมูลปัจจัยพื้นฐานย้อนหลัง (Fundamental Data) ,ข้อมูลเหตุการณ์ที่กระทำโดยบริษัทจดทะเบียนฯ (Corporate Action) หรือแม้แต่ข้อมูลต่างๆที่ล่องลอยอยู่ในอินเตอร์เนทต่างๆ ดังนั้นแล้วสรุปก็คือ ถ้าคุณหาข้อมูลและเรียบเรียงให้อยู่ใน Format ที่นำมาทดสอบได้ มันก็สามารถนำมาวิจัยและออกแบบเป็นระบบได้ทั้งสิ้น

ส่วนจะถามว่าทำไมเราจึงมักที่จะเห็นว่าระบบการลงทุนส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบของการใช้ Technical Analysis หรือมักเป็นการนำเอาข้อมูลด้านการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นย้อนหลังมาทำ และทำไมจึงมักที่จะทำกำไรได้เมื่อตลาดมีแนวโน้มที่ชัดเจน สาเหตุก็เป็นเพราะข้อมูลราคาเป็นข้อมูลที่หาง่ายที่สุด, มีความสมบูรณ์ และเอื้ออำนวยต่อการนำมาทดสอบมากที่สุด และปรากฎการณ์ที่ช่วยให้เราทำกำไรจากตลาดได้เป็นอย่างดีคือปรากฎการณ์ของแนวโน้มหรือ Momentum Anomaly นั่นเอง นอกจากนี้แล้วมันยังมักที่จะให้ Drawdown ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการถือยาวซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนตามระบบหลายๆคนไม่สามารถที่จะรับได้นั่นเองครับ

ภาพที่ 5 : ผลตอบแทนของระบบการลงทุนชนิดหนึ่ง ซึ่งอิงจากข้อมูล Google Trends data ที่มีการค้นหาเกี่ยวกับคำว่า Debt

8. การลงทุนตามระบบจำเป็นต้องใช้ร่วมกับการพิจารณาปัจจัยและการวิเคราะห์พื้นฐานอื่นๆ ก่อนที่จะทำการลงทุนในแต่ละครั้ง

Answer : ข้อนี้อันที่จริงแล้วเรามีทางเลือกที่จะทำเช่นนั้นก็ได้หรือไม่ทำก็ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามโดยมาตรฐานแล้ว ผู้ที่ออกแบบระบบการลงทุนมักเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น เนื่องจากตามหลักของการออกแบบระบบการลงทุนที่ดีนั้น มันควรที่จะต้องทำให้กฎระเบียบต่างๆนั้นมีความสมบูรณ์และคลอบคลุมการปฎิบัติการลงทุนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (นักออกแบบระบบหลายคนคิดว่าถ้าต้องใช้วิจารณญาณส่วนตัวเพิ่มเติมอีก จะนั่งวิจัยและออกแบบไปทั้งวันเพื่ออะไร) ซึ่งในปัจจุบันมีกองทุนในระดับโลกหลายกองที่ทำการลงทุนด้วยระบบการลงทุนอย่างเบ็ดเสร็จ และสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีเป็นอย่างมากออกมา โดยเราสามารถที่ะจะแบ่งเกรดความเข้มข้นของการนำไปปฎิบัติใช้ได้ดังนี้

- Algorithmic Trading คือการควบคุมกระบวนการลงทุนอย่างเบ็ดเสร็จด้วยคอมพิวเตอร์ ตามชุดคำสั่งหรือกฎในการลงทุนอย่างสมบูรณ์แบบ มักพบเจอในระบบที่ต้องใช้ข้อมูลที่เยอะมากๆ, มีการซื้อขายที่เร็วมากๆและสั้นมากๆจนมนุษย์ไม่สามารถทำได้ หรือเป็นกองทุนที่ต้องการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการตัดสินใจต่างๆอยู่เสมอ

- Mechanical Trading คือการควบคุมกระบวนการลงทุนด้วยตัวบุคคลอย่างเข้มงวด ด้วยกฎในการลงทุนที่มีความสมบูรณ์และครอบคลุมกิจกรรมในการลงทุนต่างๆให้มากที่สุด มักพบเจอในกองทุนหรือกลุ่มบุคคลซึ่งมีความสามารถในการวิจัยและออกแบบระบบการลงทุน แต่ติดปัญหาในเรื่องของสภาพแวดล้อมและกฎเกณฑ์ต่างๆของตลาด

- Evidence Based Trading คือการใช้วิจารณญาณร่วมกับผลงานวิจัยและทดสอบย้อนหลังในตลาด มักถูกนำไปใช้ในกองทุนที่ยังอาศัยพึ่งพาความสามารถของเทรดเดอร์ในกองทุนเป็นหลัก

ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณภาพของผลการตอบแทนในการลงทุนนั้นไม่สามารถที่จะการันตีได้ด้วยลำดับความเข้มข้นของการนำไปปฎิบัติใช้นะครับ เพราะในแต่ละขั้นของความเข้มข้นนั้นก็ย่อมมีความยากง่าย และความสะดวกที่แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและตลาดในแต่ละแห่งครับ

9. ระบบการลงทุนง่ายๆใช้ได้ผลดีไม่เท่าระบบการลงทุนที่ซับซ้อน

Answer : คนส่วนใหญ่เชื่อว่าระบบการลงทุนอันลึกล้ำซับซ้อนที่ต้องพึ่งพาข้อมูลในการตัดสินใจหลายร้อยอย่าง หรือต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้ในตลาด

น่าเสียดายว่าความเชื่อนี้ไม่เคยมีหลักฐานงานวิจัยใดๆมารองรับเลยสักนิด! ซึ่งอันที่จริงแล้วกลับมีงานวิจัยบางชิ้นที่ได้บ่งชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่มากเกินไปกลับที่จะทำให้คุณภาพและความสม่ำเสมอของการตัดสินใจในระยะยาวนั้นลดลงเสียด้วยซ้ำ

เรื่องนี้สามารถอธิบายได้อย่างง่ายๆว่า หากระบบนั้นต้องพึ่งพาข้อมูลที่เยอะจนเกินไป ตัวแปรต่างๆทั้งที่สำคัญมากและสำคัญน้อยมักจะถูกลดความสำคัญลงโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้แล้วมันยังเป็นการยากที่จะตรวจสอบได้ว่าตัวแปรใดๆคือตัวปัญหาของระบบนั้นๆในช่วงเวลาหนึ่ง อีกทั้งระบบการลงทุนที่ซับซ้อนมากๆยังมักมีความเสี่ยงต่อการ Overfitting Data หรือการออกแบบระบบซึ่งจับรายละเอียดยิบย่อยที่ไม่ใช้หลักสำคัญในฐานข้อมูลมากเกินไป จนทำให้ระบบการลงทุนพังทลายลงเมื่อตลาดเปลี่ยนแปลงในอนาคตเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นแล้ว ความยาก-ง่ายซับซ้อน ความล้ำลึกของเทคโนโลยี หรือความแปลกประหลาดของกลยุทธ์การลงทุน จึงไม่ใช่ปัจจัยที่คุณควรให้ความสนใจจนมากเกินไปครับ (ผลกำไรสูงๆเว่อร์ๆก็ไม่ใช่ตัวยืนยันความเสถียรยั่งยืนของระบบเช่นกันครับ)

10. ระบบการลงทุนไม่สามารถนำมาใช้จริงได้ เพราะถ้าทุกคนใช้ระบบเดียวกันระบบเดียวกัน แล้วมันจะเป็นอย่างไร!?

Answer : เรื่องนี้ผมได้เคยอธิบายไปในหลายๆโพสท์เก่าๆเอาไว้แล้วว่ามันเป็นไปได้ยากมากๆ สาเหตุก็เพราะ …

– คนเรามีความเชื่อและศรัทธาที่แตกต่างกัน โดยแต่ละคนก็จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปในแต่ละส่วน ขนาดระบบ Mangmao All Time High ที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ “แมงเม่าคลับ” ยังไม่มีใครคิดที่จะเอาไปใช้กันตรงๆเป๊ะๆตามต้นฉบับเลยครับ เพราะมันดู “ง่าย” เกินไป จนทุกคนคิดว่าต้องเอาไปปรับแต่งมันเสียหน่อย

– คนเรามีความสามารถในการแบกรับความเสี่ยงที่ต่างกัน บางคนชอบเสี่ยง บางคนไม่ชอบ บางคนทนกับความผันผวนได้มาก บางคนทนกับความผันผวนได้น้อย ดังนั้นยากมากๆที่ทุกคนจะทนใช้ระบบหรือกลยุทธ์เดียวกันได้ตลอดไป

– กลยุทธ์หรือระบบการลงทุนที่ยั่งยืนส่วนใหญ่ง่ายที่จะเข้าใจแต่ยากที่จะทำ สาเหตุเพราะช่องว่างในการทำกำไรจากตลาด มักเกิดจากความไร้เหตุผลของผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาด และมันก็มักจะเกิดขึ้นในจุดที่ยากที่สุดในการตัดสินใจทำอะไรลงไปได้อย่างมีเหตุผลอยู่สม่ำเสมอ เช่น การซื้อหุ้นเมื่อเกิด Panic, การซื้อหุ้นเมื่อมันทำ All-Time High หรือแม้แต่การอยู่เฉยๆได้เป็นเดือนๆปีๆ

– ระบบการลงทุนที่ยั่งยืนส่วนใหญ่มีกลไกในการ “ถีบ” คนส่วนใหญ่ออกไปโดยอัตโนมัติ เช่น Win Rate ต่ำ, Maximum Drawdown สูง, ความผันผวนระหว่างการลงทุนสูง หรือแม้แต่ช่วง Flat Time ที่พอร์ทจะอยู่นิ่งๆนานมากๆ สิ่งเหล่านี้สามารถถีบแมงเม่าส่วนใหญ่ออกไปได้ในเวลาไม่นานนัก (ต่อให้ใช้ Robot มา Automated ให้ก็ไม่ใช่ว่าจะทนเรื่องพวกนี้ได้ง่ายๆครับ)

– คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถลงทุนอย่างเป็นระบบ และมีวินัยอย่างสม่ำเสมอได้ เพราะการลงทุนอย่างเป็นระบบต้องอาศัยความเข้าใจในศาสตร์หลายๆอย่างเป็นอย่างดี เช่น วิชาการลงทุน, วิชาสถิติ, การเขียนโปรแกรม รวมไปถึงความเข้าใจต่อ Profile ของระบบการลงทุนนั้นๆในช่วงเวลาต่างๆของตลาดเป็นอย่างดีอีกด้วย ดังนั้นแล้วมันจึงเป็นไปได้ยากมากๆที่คนส่วนใหญ่จะสามารถลงทุนอย่างเป็นระบบได้อย่างมีวินัยยาวนาน

image

ตารางที่ 2 : แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนรายเดือนและรายปีของระบบ Mangmao ATH ภายใต้การทดสอบอย่างเข้มงวดในเวลากว่า 25 ปี ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าพวกมันมีทั้งช่วงเวลาที่กำไรและขาดทุนสลับกันไป นอกจากนั้นแล้วยังมีช่วงเวลาที่ผลตอบแทนเป็น 0 หรือไม่ได้ทำการลงทุนนานหลายเดือนติดต่อกันอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความยากในเชิงปฎิบัติจนทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจทำตามกลยุทธ์การลงทุนที่แสนจะเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพเหล่านี้ได้

และทั้งหมดนี้ก็เป็นความคิดที่ผมอยากจะแชร์ให้เพื่อนๆที่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการลงทุนอย่างเป็นระบบได้อ่านกัน หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

ปล. ส่วนใครที่ถามว่าแล้วมีใครที่รวยจากการเล่นหุ้นอย่างเป็นระบบตามหลักสถิติบ้างไหม ขอให้ไปลองไล่อ่านโพสท์เก่าๆ หรือไปหาหนังสือแมงเม่าคลับดูมาอ่านดูนะครับ ผมขี้เกียจจะเขียนใหม่อีกรอบแล้วครับ ฮ่าๆ :D

แมงเม่าคลับ.คอม หนังสือหุ้นน่าอ่าน, วิธีการเล่นหุ้น, การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค, จิตวิทยาการลงทุน และการบริหารเงินทุน Money Management

  • PL

    ขอบคุณครับ ขอถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างระบบ กับ MM ที่เหมาะสมกับระบบของเรา เราจะทดสอบมันอย่างไรครับ คือ ผมเข้าใจว่า ระบบแต่ละระบบ จะมี ค่าต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราก็ต้องใช้ MM ที่ต่างกันแต่ละระบบ ใช่หรือเปล่าครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ใช่ครับ ค่า Position Sizing ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับระบบ, กลยุทธ์ และพฤติกรรมของระบบนั้นๆด้วยครับ ถ้าจะหาค่า Optimum Parameter ต้องทดสอบเฉพาะเจาะจงลงไป อย่างไรก็ตาม หลักการง่ายๆก็คือ Bet ต่ำๆเอาไว้ จริงๆแล้ว Solution ที่ง่ายที่สุดคือตัวนึงถือไม่เกิน 5% ของพอร์ท ปลอดภัยค่อนข้างมากเลยครับ

      • PL

        ขอบคุณครับ ถ้ามีตัวอย่างซักบทความเรื่่องการ Optimum Parameter ของ Position Size และระบบ จะเป็นไปได้มั้ย :)

      • Thapath Mahawarakorn

        แล้วนอกจากถือไม่เกิน 5% ของพอร์ตแล้วใน 5% นั้น…เรายังต้องกำหนด Position Sizing ของหุ้นที่ซื้อเพียง 5% นั้นอีกทีไหมครับ…เช่น มีเงิน 1 ล้าน ถ้าซื้อได้ 5% ของพอร์ตเเสดงว่าซื้อหุ้นได้เต็มที่ 20 ตัว แล้วใน 20 ตัวนั้นเรายังต้องกำหนด Position Sizing (ระหว่างจุดซื้อกับจุด Stop Loss) ของหุ้นแต่ละตัวอีกที่ไหมครับ

  • Pip

    คุณมดครับ คือ ผมใช้ โปรแกรม Amibroker และ Meta stock ในการทดสอบระบบต่างๆแล้ว แต่ผมก็ยังแปลง สูตร Mangmao ATH 1% Rule ให้มาลงในระบบ ทั้งคู่ไม่ได้สักที ทั้งๆที่ผมอ่านหนังสือจบเล่มแล้ว ไม่ทราบว่าคุณมดสามารถ นำสูตรนี้มาเผยแพร่ หรือมีวิธี ที่ทำให้ผมเข้าใจในการนำสูตรนี้มาลงในระบบ ได้โปรดชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      เห็นถามมาหลายคน เดี๋ยวรอผมแจกสูตรแล้วกันนะครับ ^^

  • MegaMan

    ขอบคุณครับ ^ ^ เรื่องแบบนี้ ไม่ลอง ไม่รู้

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ของยังใหม่ครับ คนยังกล้าๆกลัวๆ :D

  • Bank BlueStep

    ขอบคุณคุณมดสำหรับบทความครับ
    ขอถามคุณมดเรื่อง MM เกี่ยวกับ Portfolio Heat ครับ

    สมมติหากเราใช้ Fixed Risk เช่น x%
    เราจะคุม Position size และจำนวนหุ้นในพอร์ตไม่ได้
    เพราะบางครั้ง Stop Range แคบ(กว้าง) เราจะซื้อหุ้นตัวนั้นในปริมาณมาก(น้อย)ต่างกัน

    แต่ถ้าหากเราใช้ Fixed Position Size เช่น y%
    เราจะคุม Risk ของแต่ละ Position ไม่ได้

    จึงอยากจะรบกวนถามคุณมดเรื่องการควบคุม Pofolio Heat ครับว่า
    โดยปกติแล้วระบบที่คุณมดวิจัยมีการควบคุม Heat อยู่กี่ %
    ขอบคุณครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      มันไม่ตายตัวอ่ะครับ ปกติ Heat ของพอร์ทจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพตลาด และขึ้นอยู่กับระบบด้วยครับ ถ้าเป็น Trend Following ปกติแล้วตลาดไม่ดี Heat ไม่เยอะครับ จะไปเยอะเอาช่วงตลาดดี เพราะหุ้นเข้าเต็มพอร์ท บวกกับการที่หุ้นวุิ่งแรงๆดีๆ ความผันผวนจะเยอะหนีห่าง Stop เราไปไกล ทำให้ด้วยหุ้นปริมาณเท่าเดิมแต่จุด Stop กว้างขึ้นอัตโนมัติ

      เรื่องคุม Heat นี่ผมว่าระบบ Trend Following คุมมากไปก็ไม่ดีครับ ลองทดสอบ Scale-Out Position เวลา Heat ของพอร์ทอยู่ที่ 10%-20%-30%-40% …. ไล่ไปเรื่อยๆตามลำดับดูครับ

      • Bank BlueStep

        พอดีทดสอบระบบแล้วเห็นว่าช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น Buy Signal จะเข้ามาเยอะ
        ทำให้ระบบซื้อหุ้นเต็มพอร์ตเร็วพอสมควรครับ พอบางครั้งตลาดเป็น Bull Trap หรือขาขึ้นแต่วิ่งไปไม่ไกล ทำให้”ความเร็ว”ของ Drawdown ช่วงนั้นมาก
        (ระบบที่ทดสอบอยู่คุม Fixed Risk1% แต่จะไม่ให้ Position Size มากกว่า 5% ดังนั้น Risk% จริงๆของแต่ละ Position จะไม่ตายตัวจะอยู่ที่ 0%<Risk%<=1%)
        กลัวว่าหากเจอข้อมูล OOS ในอนาคต Bull Trap หลายๆทีติดต่อกัน
        ไม่รู้ว่าระบบหรือใจคนจะไปก่อน 55 เลยพยามยามหาแนวทางทดสอบอยู่อะครับ

        พอดีศึกษาเพิ่มเติมไม่รู้จะถามใคร ในไทยก็เห็นจะมีเว็บนี้นี่แหละครับ ^^d
        กะจะเข้าไปถามใน forum แต่เห็นว่ายังปรับปรุงอยู่ เลยถือโอกาสถามตรงนี้เลย (ไม่ค่อยเกี่ยวกับบทความเลย 55)

        ขอบคุณคุณมดมากครับสำหรับแนวคิดในการทดสอบระบบ ^^

        • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

          ระบบ Trend Following ต้องทำใจอย่างนึงครับ คือ Drawdown แรงๆมักเกิดขึ้นตอนพีค เพราะมันต้อง Let Profits Run ถ้าไม่รันแต่ใช้การ Take Profits ก็อาจจะช่วยเรื่อง Risk ลดลง แต่ก็มักจะลด CAGR ลงครับ จริงๆวิธีการฝืนธรรมชาติก็พอมีครับ แต่ผมไม่แนะนำหรือพูดถึงเท่าไหร่ก็เพราะไม่อยากให้จับรายละเอียดกับตลาดมันมากเกินไป อนาคตถ้าตลาดเบี้ยวจากเดิมเยอะๆเดี๋ยวพังอ่ะครับ ส่วนตัวผมคิดว่าเพียงจับแก่นการเคลื่อนไว กล้ารัน ตัดขาดทุน และทำใจให้เป็น แค่นี้ระยะยาวก็จะดีขึ้นเยอะแล้วครับ :D

          • Unsign

            :D

  • papa_t

    จริงๆผมว่าคุณมดอธิบายโดยเปรียบเทียบกับการทำธุระกิจอะไรก็ได้นะครับ เพราะคนส่วนใหญ่จริงๆแล้วก็นั่งอยู่ในระบบ ระบบธุระกิจ ระบบโรงเรียน ระบบราชการ ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วย การวางระบบ อยู่แล้ว แต่คนไม่สนใจมัน คิดว่าทำตามๆกันไปก็จบ ทั้งที่การวางระบบในการทำธุระกิจเองก็ไม่เคยการันตีเลยว่า ทำแบบนี้แล้วจะขายดี ธุระกิจจะไปรุ่ง เดินตามเส้นต่อแถวแล้วจะได้ของก่อน อันนี้เปรียบเทียบก็ พวกคนที่รู้จุดอ่อนของระบบเช่น ยัดเงินใต้โต๊ะเพื่อลัดคิว ก็ได้กำไรเรื่องเวลามาละ เห็นคุณมดต้องคอยตอบคำถามพวกนี้อยู่บ่อยๆ ผมเห็นใจเลยจริงๆ ติดตามมานานละตั้งกะเปิดบล๊อคใหม่ๆ เห็นต้องคอยตอบคำถามแบบนี้ตลอด

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากครับ ผมจะเก็บไว้เป็นไอเดียในการอธิบายคนเพิ่มเติมครับ :D

  • Mura Yoshi

    1.1
    ผมอยากขอความรู้จากอาจารย์มดและทุกท่านที่เคยใช้งานจริงว่า
    ผลตอบแทนจริง3ปีขึ้นไปและbacktest7ปีขึ้นไป(รวม10ปีขึ้นไป) ของการลงทุนอย่างเป็นระบบประเภทใดก็ได้ที่ดีมาก
    (Quantitative, Systematic Trading, เทคนิเคิลทุกประเภท etc) ที่มีหลักการที่ชัดเจน
    และใช้งานมาจริงแล้วกับเงินหลัก10ล้านบาท(ถ้าระบบลงทุนในหุ้น10ตัวก็ตัวละหลักล้านบาท)
    ตัดslippage ค่าคอมมิชชั่น ฯลฯแล้ว(ถึงย้ำว่าต้องใช้งานจริงแล้วกับเงินหลัก10ล้านบาท)
    อยู่ที่ประมาณกี่%ต่อปีครับ

    1.2
    ถ้ามีรายละเอียดเพิ่ม่ติมเช่นชื่อระบบ ผลตอบแทนแต่ละปี ประเภทของระบบ
    (Trend Following,เทคนิเคิลแบบไหน
    ฯลฯ) รายละเอียดของระบบ (Indicator, MaxDD, Position
    Sizing, ฯลฯ)ก็จะยิ่งเป็นวิทยาทานกับผู้อ่านครับ

    ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ตลาดหุ้นไทยชัดเจนที่สุดก็มีอยู่สองสายแหละครับคือ Long Term Trend Following และ Value Investing ทั้งสองอย่างนำมาจับเป็นระบบได้ครับผมรับรอง ว่าแต่จะเอาไปทำรายงานหรือครับ :)

      • Mura Yoshi

        ขอบคุณครับ แต่ละบทความได้ประโยชน์ดีครับ

  • Flinstone

    ATH : All Time High
    อันนี้หมายถึงดูค่า high ย้อนหลังไปในอดีตจากเมื่อวานจนถึงเริ่มเปิดตลาดหลักทรัพย์ใช่หรือไม่ครับ และจะเริ่มเปิด Position Buy ก็ต่อเมื่อเกิด New High ถูกหรือไม่ครับ
    ถ้าใช่ ผมสงสัยว่าทำไมระบบถึงสามารถเปิด Position Buy หลังจากต้นปี 94 (ที่ Set ขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์) เพราะถึงวันนี้มันยังไม่ไปถึง high เดิมเลย หรือว่า ATH นี้มีช่วงเวลาย้อนหลังที่ไม่ได้นับจากเริ่มเปิดตลาดครับ

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ATH สัญญาณการซื้อขายดูที่ตัวหุ้นเป็นรายตัวครับ ไม่ได้ดู SET แต่ถ้าจะใช้ SET Filter ก็ใช้ Donchian ระยะสั้นเป็นตัวกรองเหมือนในหนังสือครับ :D

      • Flintstone

        เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับ

  • artid

    ขอบคุนมากๆครับ สำหรับบทความดีๆ ติดตามมาหลาปีแล้ว และยังคงติดตามตลอดไป

    • http://www.mangmaoclub.com/ Mod

      ยินดีครับ จริงๆถ้ามีคนมาเมนท์มาคุยเรื่อยๆก็จะเขียนไปเรื่อยๆอย่างนี้แหละครับ สนุกดี :D

  • Thapath Mahawarakorn

    แล้วนอกจากถือไม่เกิน 5% ของพอร์ตแล้วใน 5% นั้น…เรายังต้องกำหนด Position Sizing ของหุ้นที่ซื้อเพียง 5% นั้นอีกทีไหมครับ…เช่น มีเงิน 1 ล้าน ถ้าซื้อได้ 5% ของพอร์ตเเสดงว่าซื้อหุ้นได้เต็มที่ 20 ตัว แล้วใน 20 ตัวนั้นเรายังต้องกำหนด Position Sizing (ระหว่างจุดซื้อกับจุด Stop Loss) ของหุ้นแต่ละตัวอีกที่ไหมครับ

  • บิน

    คุณมดครับ ผมสงสัยระบบ ATH หุ้นบางตัวมีการแตกพาร์ เราจะใช้ราคาตรงไหนได้ครับ เวลาปฏิบัติจริง เพราะข้อมูลที่ดึงใน Amibroker ปกติ จะไม่มีการ Adjust Price

  • Attaphon NineO

    แนะนำครับเทรดค่าเงินกับ Exness Broker
    เปิดบัญชี Forex ใหม่ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1$ ครับ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    – ทำการฝากถอนเงินได้ง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการฝากถอนผ่านธนาคารออนไลน์ของไทย เช่น กสิกร กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ หรืออื่นๆ และ E-Currency ยอดนิยมต่างๆ เช่น Webmoney, Momeybooker ฯ
    – เงินฝากเแรกเข้าในระดับที่ต่ำสุดสำหรับบัญชี Mini ก็คือ: 1 เหรียญสหรัฐ การถอนเงินสามารถถอนได้ทันที
    – การฝากและการถอนเงินแบบไม่มีค่านายหน้า ฝากและถอนเงินได้มากกว่า 35 วิธี และมีค่าคอมมิชชั่น 0%
    – ช่วงกว้างของราคาที่แคบ: ตั้งแต่ 0.1 จุดในบัญชี Mini และ Classic จาก 0.0 จุดในบัญชี ECN
    – เลเวอเรจ 1:2000 (ล่าสุดมีระบบเลเวอเรจแบบไม่จำกัด) มีคู่สกุลเงินมากกว่า 120 คู่
    – มีความมั่นคงสูง และคนไทยนิยมมาก มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รองรับ EA ทุกรูปแบบ ฟรีบริการ VPS hosting
    – สะดวกสะบายด้วยระบบต่างๆ ที่ทันสมัย บริการ Live Support ตลอด 24 ชั่วโมง
    – คำสั่งซื้อขายสมบูรณ์ตั้งแต่ 0.1 วินาที สร้างรายได้รายวันง่ายๆ 20 -30 $ หรือหลายร้อยเหรียญด้วย Forex ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่าการเล่นหุ้น
    – แพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายบนมือถือ Metatrader 4, Metatrader 5 และซื้อขายบนเวป WebTerminal MT4
    – แนะนำวิธีการสมัคร เทคนิคซื้อ-ขาย ฝาก-ถอน และอื่นๆ ทุกขั้นตอนสนใจสมัครคลิ๊กที่นี้ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    สำหรับสมาชิกที่สมัครผ่านลิ้งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> [email protected] << ไม่มีค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆทั้งสิ้น

  • Attaphon NineO

    แนะนำครับเทรดค่าเงินกับ Exness Broker
    เปิดบัญชี Forex ใหม่ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1$ ครับ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    – ทำการฝากถอนเงินได้ง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการฝากถอนผ่านธนาคารออนไลน์ของไทย เช่น กสิกร กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ หรืออื่นๆ และ E-Currency ยอดนิยมต่างๆ เช่น Webmoney, Momeybooker ฯ
    – เงินฝากเแรกเข้าในระดับที่ต่ำสุดสำหรับบัญชี Mini ก็คือ: 1 เหรียญสหรัฐ การถอนเงินสามารถถอนได้ทันที
    – การฝากและการถอนเงินแบบไม่มีค่านายหน้า ฝากและถอนเงินได้มากกว่า 35 วิธี และมีค่าคอมมิชชั่น 0%
    – ช่วงกว้างของราคาที่แคบ: ตั้งแต่ 0.1 จุดในบัญชี Mini และ Classic จาก 0.0 จุดในบัญชี ECN
    – เลเวอเรจ 1:2000 (ล่าสุดมีระบบเลเวอเรจแบบไม่จำกัด) มีคู่สกุลเงินมากกว่า 120 คู่
    – มีความมั่นคงสูง และคนไทยนิยมมาก มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รองรับ EA ทุกรูปแบบ ฟรีบริการ VPS hosting
    – สะดวกสะบายด้วยระบบต่างๆ ที่ทันสมัย บริการ Live Support ตลอด 24 ชั่วโมง
    – คำสั่งซื้อขายสมบูรณ์ตั้งแต่ 0.1 วินาที สร้างรายได้รายวันง่ายๆ 20 -30 $ หรือหลายร้อยเหรียญด้วย Forex ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่าการเล่นหุ้น
    – แพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายบนมือถือ Metatrader 4, Metatrader 5 และซื้อขายบนเวป WebTerminal MT4
    – แนะนำวิธีการสมัคร เทคนิคซื้อ-ขาย ฝาก-ถอน และอื่นๆ ทุกขั้นตอนสนใจสมัครคลิ๊กที่นี้ *** https://www.exness.com/a/s0ame05b ***
    สำหรับสมาชิกที่สมัครผ่านลิ้งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> [email protected] <<< ไม่มีค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆทั้งสิ้น